Friday, June 22, 2007

ตอนที่ 41

หลังจากที่ปล่อยให้ไอ้นัยงงอยู่เป็นนานว่ามันเกิดอะไรขึ้น ตอนพักเที่ยงเราสามคนก็ไปนั่งกินข้าวกันตามปกติ จากนั้นผมก็เล่าความจริงให้มันฟัง

“มิน่าล่ะ เมื่อเช้าไอ้ชัชเล่ากูยังไม่อยากเชื่อ เพราะปกติมันขี้อำ” ไอ้นัยพูด ไอ้ชัชมันขี้เล่นชอบอำมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ดังนั้นเวลามันพูดอะไรต้องหาอะไรมาหารไว้ก่อนเสมอ ไอ้นัยก็รู้ข้อนี้ดี “แล้วไอ้คนที่โม้คให้ไอ้พงษ์นี่ใครอ่ะ” ไอ้นัยถาม

“นั่นน่ะดิ ยังไม่รู้เลย” ผมตอบ

หลังจากนั้นพวกเราก็ลองวิเคราะห์กันดูว่าใครคือคู่ขาลึกลับของไอ้พงษ์ ผู้ต้องสงสัยมีหลายคนครับ ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกที่ชักว่าวหมู่กันตอนอาบน้ำนั่นแหละ แต่คนที่น่าสงสัยมากที่สุดก็คือไอ้อรรถซึ่งเรียนอีกห้องหนึ่ง เพราะนอนเตียงติดกันกับไอ้พงษ์และดูสนิทสนมกันดี ส่วนนักเรียนประจำในห้องของผมไม่น่าใช่เพราะพวกเรานอนห้องเดียวกันหมด มีแต่ไอ้พงษ์ที่เรียนห้องเดียวกันกับพวกเราแต่ต้องนอนอีกห้องหนึ่งเพราะมันมาทีหลัง

ใครจะเป็นคู่ขาของไอ้พงษ์มันก็ไม่ค่อยสำคัญเท่าไรหรอกครับในตอนนั้น ที่สำคัญก็คือหลังจากวันนั้น ผมกับไอ้ชัชไม่กล้าไปทำอะไรกันในห้องน้ำสองคนอีกเลย เพราะว่ากลัวเจอไอ้พงษ์ กลางดึกอีก กลัวความลับแตกครับ เลยได้แต่ชักว่าวหมู่ตอนอาบน้ำเท่านั้น ไม่อยากจะบอกเลยว่าช่วงนั้นอดอยากปากแห้งมาก ปกติได้สนุกกับไอ้ชัชก็ต้องเลิกไป เหลือแต่ใช้มือมัน คงพอนึกออกนะครับว่าพอเราเรียนรู้อะไรที่มันดีกว่าใช้มือแล้ว พอต้องกลับไปใช้มืออีก มันรู้สึกไม่ค่อยเต็มที่เท่าไร

นอกจากนี้ ตอน ป. ๖ เทอมหนึ่ง เป็นช่วงวัยที่ผมเริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงด้านอารมณ์ของตนเอง คือผมรู้สึกอยากมีเซ็กซ์กับไอ้นัยครับ กลางวันก็เจอมันทั้งวันแต่ก็ยังอดคิดถึงมันไม่ได้ เพราะแค่เจอกันเฉยๆมันไม่พอ อยากมีอะไรกับมันเหมือนตอนที่เราอยู่กันที่คูน้ำส่วนตัวที่ท้ายสวนบ้านผมอีก ความรู้สึกนี้แม้ไอ้ชัชก็ไม่อาจทดแทนได้ คือมีอะไรกับไอ้ชัชก็ดีอยู่หรอก แต่ก็ยังอยากมีกับไอ้นัย มันมีความรู้สึกอะไรที่ลึกๆอยู่ในใจมากกว่าการมีเซ็กซ์ แต่ตอนนั้นผมยังอธิบายกับตัวเองไม่ถูกครับว่ามันคืออะไร บางทีตอนกลางวันนึกถึงไอ้นัยตอนที่เราอยู่ท้ายสวนกันก็แข็งเป็นชั่วโมงเลย

ผมไม่ได้บอกเรื่องนี้กับไอ้ชัช คือปกติผมกับไอ้ชัชจะไม่มีอะไรปิดบังกัน มีอะไรผมก็เล่าให้มันฟังหมด มันมีอะไรมันก็เล่าให้ผมฟังหมดเช่นกัน มีแต่เรื่องนี้เท่านั้นที่ผมไม่ได้เล่า ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน คือบางอย่างไม่อาจตัดสินได้ด้วยเหตุผลครับ แต่ความรู้สึกมันบอกว่าไม่ควรเล่า หรือจะเป็นความอายก็ไม่รู้ ไม่แน่ใจ แต่สรุปแล้วผมก็เลยเก็บเรื่องนี้เงียบไว้ในใจแต่เพียงคนเดียว

จนมาวันหนึ่ง ตอนนั้นปลายเทอมหนึ่งแล้วครับ หลังจากที่ผมกับไอ้ชัชไม่ได้ไถก้นกันมานานเหมือนกันเนื่องจากกลัวใครมาเห็นเข้า ความรู้สึกที่ว่าอยากมีอะไรกับไอ้นัยก็ทวีมากขึ้นทุกวันๆ จนในที่สุด วันหนึ่งผมอดรนทนไม่ได้ ผมเลยแอบกระซิบกับไอ้นัย

“ไอ้นัย เย็นนี้เลิกเรียนแล้วอย่าเพิ่งกลับนะ สี่โมงไปรอกูที่ร้านขนมในโรงอาหารหน่อย” โรงอาหารนี่ก็คือโรงที่เรากินข้าวกลางวันกันนั่นแหละครับ ปกติตอนเย็นหลังเลิกเรียนแล้วจะไม่ค่อยมีคน เพราะร้านอาหารส่วนมากเก็บร้านไปหมดแล้ว ส่วนร้านขนมนั้นเป็นที่รู้กันว่าหมายถึงร้านไหน เพราะเป็นเจ้าประจำของพวกเราสามคน

“อย่าบอกไอ้ชัชนะ” ผมย้ำ ไอ้นัยทำหน้าเอ๋อ สีหน้าบ่งบอกว่าสงสัยทำไมบอกไม่ได้ ผมเลยย้ำไปอีก “น่า ขอร้องล่ะ อย่าบอกนะ”

ไม่รู้ว่าพอจะเดากันออกไหมว่าผมนัดไอ้นัยเจอกันตอนเย็นเพื่ออะไรลองอ่านต่อละกันครับ ว่าเดากันถูกหรือเปล่า

หลังเลิกเรียนวันนั้น สมัยนั้นเลิกเรียนบ่ายสามโมงครึ่ง บ่ายสี่โมงก็ยังบ่ายอยู่ ไม่ถึงกับเย็น แต่บางทีพวกเราก็เรียกกันว่าตอนเย็น จะเอาอะไรกับเด็กละครับ ปกติหลังเลิกเรียนแล้วไอ้นัยก็จะกลับบ้าน ผมกับไอ้ชัชก็จะกลายเป็นแฝดตัวติดกัน มักไปไหนด้วยกันเสมอ ถ้ามีการเล่นบอลกันก็จะเล่นด้วยกัน หรือไม่ก็นั่งทำการบ้านด้วยกันในห้องเรียน บางทีไอ้นัยก็จะอยู่ด้วย ขึ้นกับว่าอามันมารับตอนไหน แต่ส่วนใหญ่อามันมักมารับเร็ว หลังจากนั้นผมกับไอ้ชัชก็จะเข้าหอด้วยกัน พอเข้าหอแล้วส่วนใหญ่ก็อยู่ด้วยกันอีกละครับ จะมีบ้างที่แยกกันก็ตอนช่วงค่ำ เพราะบางทีผมอยากอ่านหนังสือก็หลบมุมไป ส่วนไอ้ชัชไม่ค่อยชอบอ่านเท่าไร ก็นั่งดูทีวีไป

แม้เราจะสนิทกัน แต่รสนิยมก็ใช่ว่าจะเหมือนกัน ผมชอบอ่านหนังสือ ไอ้ชัชไม่ค่อยชอบ ไอ้นัยก็กลางๆ อ่านมั่งไม่อ่านมั่ง ผมชอบฟังเพลงโฟล์ค ไอ้ชัชชอบฟังเพลงป๊อปไทย ส่วนไอ้นัยก็ดูเหมือนจะกลางๆตามเคย มีก็ฟังไม่มีก็ไม่ฟัง ใครเปิดอะไรก็ฟัง ก็อย่างที่รู้ๆกันอยู่ว่าไอ้นัยเหมือนเป็นคนที่ไม่ค่อยมีตัวตน หรือไม่ค่อยเป็นตัวของตัวเองเท่าไร อะไรก็ได้ เรื่อยๆ ตามคนอื่นได้ทั้งนั้น แต่ที่จริงผมรู้ว่ามันชอบเพลงป๊อปกับป๊อปร็อคของฝรั่ง ดูตลับเทปในห้องมันก็รู้

ผมหาโอกาสโยกโย้กับไอ้ชัชด้วยการนั่งอู้อยู่ในห้องเรียน ทำการบ้านบ้าง ถามการบ้านเพื่อนบ้าง จนวันนั้นช้าเป็นพิเศษ จนไอ้ชัชทนรอผมไม่ไหว เลยเข้าหอไปก่อน ผมก็บอกว่าจะรีบตามไป

หลังจากนั้นก็เดินไปทางด้านหลังของโรงเรียน ณ ที่นั้น ไอ้นัยนั่งตีหน้าตายรอผมอยู่ที่โรงอาหารอยู่แล้ว

“วันนี้เล่นอารายวะอู นัดมาทำไม” ไอ้นัยตั้งคำถามทันทีที่เจอหน้า โชคดีมากๆที่อามันยังไม่มา ถ้าอามันมาผมก็ไม่ได้เจอมัน

ผมอึ้ง พูดไม่ออก ไม่รู้จะเริ่มต้นกับมันว่ายังไงดี

“ตามมานี่ดิ” ผมบอกไอ้นัย แล้วคว้ากระเป๋าเรียนยัดใส่มือมันแล้วลากมันออกมาจากโรงอาหาร

เราเดินออกจากโรงอาหารเลียบกำแพงหลังโรงเรียน พอเดินไปได้หน่อยก็เจอห้องส้วมประถมต้น ส้วมประถมต้นนี่ก็สำหรับเด็กประถมต้นครับ ชื่อก็บอกอยู่แล้ว ลักษณะพิเศษของมันก็คือ อะไรๆเล็กไปหมดให้สอดคล้องกับร่างกายของเด็กประถมต้น โถฉี่ก็เล็ก ส้วมก็ห้องเล็กๆ ทำเลของส้วมประถมต้นนั้นถ้าเป็นตอนเย็นจะปลอดคน เพราะมันอยู่หลังโรงเรียน ไม่ค่อยมีเด็กผ่านไป

“มึงเข้าไปรอในส้วม อย่าล็อคนะ” ผมบอกไอ้นัย เพียงแค่นี้ไอ้นัยก็รู้แล้วว่าผมพามันมาทำอะไร มันมองหน้าผมไม่พูดอะไร แต่ทำเสียงหัวเราฮุฮุแบบกวนประสาทอยู่ในลำคอ แล้วก็เดินหายลับเข้าไปในส้วมพร้อมทั้งปิดประตู ไอ้นัยมันก็ดีอย่างนี้ละครับ มันไม่เคยขัดใจเพื่อนฝูงเลย ถ้าสมมติว่าเปลี่ยนจากไอ้นัยเป็นไอ้ชัช มันจะต้องต่อปากต่อคำจนหนำใจก่อนจะยอมเดินเข้าไปในห้องส้วม

ความรู้สึกของผมในตอนนั้นบอกไม่ถูกเหมือนกันครับ แต่เหมือนกับรู้สึกผิดในใจอยู่บ้าง เพราะแต่ไหนแต่ไรมาผมไม่เคยปิดอะไรไอ้ชัชเลย แต่เรื่องในวันนี้ผมต้องแอบทำโดยไม่ให้มันรู้ ก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันครับว่าทำไมไม่บอกให้มันรู้ ทั้งๆที่เรื่องเซ็กซ์นั้นปกติมีอะไรกันทั้งสามคนก็ไม่ได้อายกันอยู่แล้ว

ผมรอสักพัก จนแน่ใจว่าไม่มีใครสังเกต ที่จริงตอนนั้นในระยะใกล้ก็ไม่มีใครอยู่แล้วละครับ แต่ในระยะไกลๆยังเห็นเด็กเล่นกันอยู่ในสนาม ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยผมจึงรอสักระยะ จากนั้นก็เดินตามเข้าส้วมห้องที่ไอ้นัยเข้า แล้วก็ปิดประตูล็อคกลอน

พอเข้าส้วม วางกระเป๋านักเรียนเสร็จเท่านั้นแหละครับ ผมก็จับไอ้นัยมากอดและซุกไซร้ซอกคอมันทันที

2 comments:

Joshua said...

It's so nice for me to have found this blog of yours, it's so interesting. I sure hope and wish that you take courage enough to pay me a visit in my PALAVROSSAVRVS REX!, and plus get some surprise. My blog is also so cool!

Feel free off course to comment as you wish and remember: don't take it wrong, don't think that this visitation I make is a matter of more audiences for my own blogg. No. It's a matter of making universal, realy universal, all this question of bloggs, all the essential causes that bring us all together.

I think it's to UNITE MANKIND that we became bloggers! Don't see language as an obstacle but as a challenge and think for a minute if I and the rest of the world are not expecting something like a broad cumplicity. Remenber that pictures talk also. Open your heart and come along!!!!!

Rodrigo said...

Oi, achei teu blog pelo google tá bem interessante gostei desse post. Quando der dá uma passada pelo meu blog, é sobre camisetas personalizadas, mostra passo a passo como criar uma camiseta personalizada bem maneira. Até mais.