Sunday, January 17, 2010

ภาคสาม ตอนที่ 43

เมื่อแป๋งไม่ว่างเสียแล้วเรื่องการลงไปนั่งคุยกันจึงต้องล้มเลิกไป ผมเดินกลับขึ้นมาบนห้องอย่างเงียบๆ พฤติกรรมของแป๋งในตอนนั้นถ้าเป็นคนอื่นอาจไม่คิดอะไร เพราะว่าแป๋งกับวุฒิมีวัยไล่เลี่ยกัน ก็คงคิดว่าเป็นการมาหาเพื่อนตามธรรมดา แต่สำหรับผมนั้นในส่วนลึกของความรู้สึกบอกกับตนเองว่าการมาหาของแป๋งน่าจะมีอะไรที่มากกว่าธรรมดาเป็นแน่

ผมย้อนนึกไปถึงตอนที่มาอยู่ที่นี่ใหม่ๆ แป๋งกุลีกุจอช่วยผมเป็นอย่างดี จนผอดรู้สึกชมในน้ำใจไม่ได้ พร้อมกับคิดว่าต่อไปแป๋งน่าจะเป็นเพื่อนที่ดีของผม จนเมื่อมาอยู่ได้สักพักและเรามีอะไรกันก็ยิ่งทำให้ผมคิดไปว่าแป๋งคงรู้สึกดีๆกับผมด้วยเช่นกัน

แต่เหตุการณ์ที่ผมพบในวันนี้ทำให้ผมอดรู้สึกสะท้อนใจไม่ได้ เพราะว่ามันทำให้ผมรู้สึกว่าตนเองเป็นเพียงเครื่องเล่นชิ้นหนึ่งของแป๋งที่เล่นจนเบื่อแล้วก็เปลี่ยนไปหาของเล่นชิ้นอื่นแทน ประกอบกับช่วงนั้นเป็นช่วงที่มีเรื่องกับเวช เดิมทีผมมองเวชในแง่ดีเสมอและคิดว่ามันเป็นเพื่อนที่ดี คงเป็นเพราะว่าเราเป็นเด็กขี้เหงาเหมือนกัน แต่แล้วเหตุการณ์ก็กลับไม่เป็นอย่างที่คิด พอมาเจอเรื่องของแป๋งเข้าอีกจึงทำให้ผมยิ่งรู้สึกแย่

ตั้งแต่ไอ้นัยไม่อยู่ ผมรู้สึกเหมือนกับว่ากลายเป็นคนขี้เหงาและอยากมีเพื่อนสนิท ผมพยายามหาใครสักคนที่ไม่ใช่คบกันเพียงผิวเผิน แต่เข้าใจผม พร้อมที่จะแบ่งปันเสียงหัวเราะและน้ำตาด้วยกัน ถ่ายทอดความรู้สึกดีๆให้แก่กันและกัน ผมพยายามหาเพื่อนแบบนั้นตลอดมา ผมเคยคิดว่าเวชหรือแป๋งอาจจะเป็นเพื่อนในแบบที่ผมคาดหวังเอาไว้ได้ แต่กาลเวลาก็ได้พิสูจน์แล้วว่าทั้งคู่ไม่ใช่...

ผมเคยถามตนเองเหมือนกันว่าแล้วบอยใช่เพื่อนในแบบที่ผมคาดหวังหรือเปล่า ผมเองก็ตอบได้ยาก เพราะว่าบอยเป็นรุ่นน้อง ในด้านความสนิทสนมนั้นเราสองคนสนิทกันมาก และผมเองก็มีความสุขที่ได้เจอมัน แต่ผมคิดว่าบอยอาจจะยังไม่โตพอที่จะเข้าใจความรู้สึกของผมและพร้อมจะแบ่งปันทุกข์สุขด้วยกันอย่างเต็มที่เหมือนกับเพื่อนรุ่นเดียวกัน แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ผมก็ยังคิดว่าสักวันหนึ่งบอยจะโตพอและกลายมาเป็นเพื่อนมากกว่าที่เป็นอยู่ในตอนนี้ได้

- - -

เช้าวันจันทร์

ในที่สุดวันหยุดยาวในช่วงปีใหม่ก็ผ่านพ้นไป ปีใหม่ครั้งนี้เป็นปีที่ผมรู้สึกแย่มากๆเพราะว่ามีแต่ความงียบเหงาและอ้างว้าง หลายๆคนอาจรู้สึกมีความสุขกับวันหยุดและไม่อยากให้เปิดเรียนเร็วนัก แต่กับผมแล้วผมกลับเร่งวันเร่งคืนเพื่อที่จะได้กลับไปที่โรงเรียนอีก

เช้าวันนั้นเมื่อผมเข้าโรงเรียน ผมตรงไปที่สหกรณ์ทันทีโดยยังไม่ไปเก็บเป้ที่ห้องเรียน

ไม่ผิดหวัง เมื่อผมไปถึงสหกรณ์ก็เห็นบอยกำลังคุยโขมงเกี่ยวกับเรื่องไปเที่ยวในช่วงวันหยุดกับเพื่อนๆอย่างสนุกสนาน หน้าของมันยิ้มแย้มแจ่มใส เวลาบอยยิ้มมันจะยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาว แม้แต่ดวงตาที่หยีเวลายิ้มก็ดูเหมือนจะพลอยยิ้มไปด้วย

“อ้าว พี่อู มาแต่เช้าเชียว” บอยทัก ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองหรือเปล่า แต่ผมสังเกตว่าเพื่อนๆของมันมองผมและยิ้มแบบแปลกๆ

“เซ็งจะตายห่า” ผมตอบตามตรง “แทบไม่ได้ไปไหนเลย หนาวอีกต่างหาก”

“แล้วนี่อาบน้ำมาหรือเปล่าเนี่ยพี่อู” ไอ้บอยแซว

“อาบโว้ย” ผมรีบตอบ

“อ้อ แล้วไป” บอยหัวเราะ “เชียงใหม่หนาวยิ่งกว่ากรุงเทพฯอีก ตอนอยู่บนดอยนี่โคตรหนาวเลย”

“ได้ไปเที่ยวแล้วไม่ต้องมาคุยข่ม ไหนล่ะของฝาก” ผมทวงของฝากทันที

ไอ้บอยล้วงมือไปไหนกระเป๋ากางเกงนักเรียก พลางหยิบอะไรออกมาอย่างหนึ่ง มันกำอยู่ในมือ ทำเป็นลึกลับ

“เอ้า หลับตาแล้วแบมือ” บอยพูด

“ของอะไรของมันวะ ทำไมลึกลับจริง” ผมงง แต่ก็ยังทำตามที่มันบอก

ผมรู้สึกมีอะไรเบาๆตกที่มือ เมื่อลืมตาขึ้นมาก็พบเปลือกลูกอมอยู่ในมือ บอยและเพื่อนหัวเราะครืนที่เห็นผมถูกรุ่นน้องหลอก โดยเฉพาะบอยหัวเราะจนตัวงอ

“ไอ้เปรตนี่” ผมด่ามัน แต่ก็ไม่ได้นึกน้อยใจอะไรเพราะว่าไม่ได้คาดหวังของฝาก ทวงมันไปเล่นๆยังงั้นเอง แค่เห็นหน้ามันก็มีความสุขแล้ว

ผมคุยกับบอยสักครู่จนเมื่อใกล้ได้เวลาเข้าแถวเคารพธงชาติ ทุกคนก็แยกย้ายกันไป บอยเดินไปกับเพื่อนๆของมันเพราะว่าเรียนอยู่ตึกเดียวกัน

“บอย ตามพี่มาหน่อย” ผมแอบกระซิบบอกมัน

บอยเดินแยกออกมาจากกลุ่มเพื่อนและเดินไปกับผม ผมอดรู้สึกแปลกใจในความเปิดเผยของมันไม่ได้ ถ้าเป็นผมผมคงทำเนียนเดินไปกับเพื่อนๆสักพักแล้วหาทางแยกออกมา แต่นี่มันแยกออกมาและเดินตามผมเฉยเลย

“อะไรเหรอพี่อู” บอยถาม

เมื่อเดินห่างจากเพื่อนๆของมันจนไม่เห็นกันแล้ว ผมจึงล้วงของออกมาจากเป้ มันเป็นถุงกระดาษเล็กๆใบหนึ่ง

“ของขวัญปีใหม่ของนายไง” ผมตอบ

“ขอบคุณฮะพี่อู อะไรอะ” บอยยิ้งแฉ่ง ดีใจที่ได้ของขวัญ

“อย่าเพิ่งแกะตอนนี้ เอาไปแกะทีหลัง” ผมบอกมัน เพราะว่าตอนนั้นรอบข้างมีนักเรียนเดินไปมาอยู่ ผมไม่อยากให้ใครเห็นของขวัญของผม

ข้างในถุงนั้นเป็นเสื้อยืดตัวหนึ่ง ผมซื้อมาพร้อมๆกับชุดวอร์มและผ้าห่มตอนที่ไปห้าง ทีแรกว่าจะให้เป็นเทปเพลงแต่แล้วก็เห็นว่าคงไม่ค่อยเข้าท่านักเพราะว่าบอยเองก็ให้เทปเพลงแก่ผม คิดไปคิดมาก็มาลงเอยที่เสื้อยืด ผมซื้อเบอร์เอ็มให้มันเพราะว่าผมใส่เบอร์แอล และบอยตัวเล็กกว่าผม เบอร์เอ็มน่าจะใส่ได้พอดี

เมื่อผมไปถึงห้องเรียน ตอนนั้นใกล้เวลาเคารพธงชาติมากแล้ว ไอ้นนกับไอ้กี้ก็เพิ่งมาถึงและเดินตามผมเข้ามาในห้องเรียน ผมรีบเอาเป้ไปวางที่เก้าอี้ จากนั้นหยิบสมุดและหนังสือส่วนหนึ่งออกจากเป้มาใส่ไว้ในช่องใต้โต๊ะเรียน

“โอ๊ย กลิ่นขี้หมามาจากไหนวะ ไอ้เหี้ยอูมึงไปเหยียบขี้หมามารึเปล่า” ไอ้กี้โวยวายพลางทำจมูกฟุดฟิด

“ปีใหม่แล้วมึงจะเรียกกูให้มันดีหน่อยไม่ได้หรือไงวะ” ผมเอะอะใส่มันบ้าง ไอ้กี้หัวเราะ

“แน่ะ เดี่ยวนี้หือ ไอ้สัตว์” ไอ้กี้พูดไปหัวเราะไป ปากมันเสียแบบนี้มาตลอดจนผมเองก็จนปัญญา กับไอ้กี้นี่ก็แปลก แม้ว่าผมจะไม่ค่อยชอบปากมันเท่าไรแต่ก็ไม่เคยทะเลาะกันแรงๆสักที

“แม่ง เหม็นฉิบหาย ไอ้เหี้ยนนมึงเหยียบขี้หมาเข้ามาในห้องหรือเปล่าวะ” กี้หันไปสงสัยไอ้นนแทน

นนยกเท้าขึ้นมาดูที่พื้นรองเท้า จากนั้นก็ยกเท้าใส่หน้าไอ้กี้จนเท้าเกือบไปทิ่มหน้ามัน “เปล่าโว้ย ไม่ได้เหยียบ มึงดูดิ”

ผมเองก็ได้กลิ้นขี้หมาเหมือนกัน ตอนเดินเข้าห้องมายังไม่รู้สึก แต่ตอนมาถึงที่โต๊ะแล้วรู้สึกว่ากลิ่นรุนแรงมาก มองไปรอบๆก็เห็นเวช เกรียงและเพื่อนในแก๊งนั่งคุยและหัวเราะกันอยู่ อาจเป็นไอ้พวกนั้นเหยียบมาก็ได้แต่ผมคงไม่ไปถามมัน

หลังจากเคารพธงชาติเสร็จเรียบร้อยและนักเรียนกลับเข้ามาในห้อง ผมก็หยิบหนังสือกับสมุดขึ้นมาจากใต้โต๊ะเพื่อเตรียมเรียนวิชาแรกของเช้าวันนั้น กลิ่นขี้หมายิ่งเข้มข้นรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

“เฮ้ย” ผมอุทานด้วยความตกใจ เมื่อสมุดและหนังสือที่ผมหยิบขึ้นมาจากใต้โต๊ะและตอนนี้วางอยู่บนโต๊ะมีขี้สีเหลืองอร่ามเปื้อนอยู่เต็มไปหมด กลิ่นขี้กระจายหึ่ง ผมกระโดดลุกขึ้นจากที่นั่งทันที ไอ้กี้เมื่อเห็นหนังสือเปื้อนขี้บนโต๊ะก็กระโดดออกมาจากเก้าอี้หนีไปยืนห่างๆ เพื่อนที่อยู่ใกล้ๆต่างก็วงแตกเช่นกัน

“มึงเล่นอะไรวะไอ้อู อี๋ย์ย์ย์ กูจะอ้วก” กี้พูดเสียงดัง

ผมกลั้นหายใจและก้มลงไปดูในช่องใต้โต๊ะ เห็นในส่วนลึกของช่องใต้โต๊ะมีวัตถุที่ไม่มีรูปทรงแน่นอนกระจายเต็มไปหมด เดิมทีมันคงเป็นขี้กองหนึ่ง แต่ว่าตอนนี้มันไม่เป็นกองแล้ว มันแตกกระจายเพราะโดนหนังสือและสมุดของผมวางทับ กลิ่นของกองขี้ที่แตกกระจายยิ่งเหม็นเข้มข้น ผมรู้สึกคลื่นไส้อยากจะอ้วก

เสียงหัวเราะกิ๊กกั๊กลอยมาเข้าหูผม ผมเห็นเวชและเกรียงที่หนีไปยืนตั้งหลักห่างๆกำลังก้มหน้าและพยายามกลั้นหัวเราะอย่างเต็มที่

เพียงแค่นี้ผมก็รู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น น่าแปลกที่ตอนนั้นผมไม่ได้รู้สึกว่าโกรธจนเลือดขึ้นหน้าแต่อย่างใด ความรู้สึกของผมในตอนนั้นมันสับสนไปหมด ทั้งโกรธ เสียใจ และทั้งท้อใจ ผมโกรธเวชกับเกรียงมาก ไม่คิดว่ามันจะทำกับผมได้ถึงขนาดนี้ ที่เสียใจเพราะผมเคยคิดว่าเวชเป็นเพื่อน และที่ท้อก็เพราะเมื่อคิดไปถึงอนาคตข้างหน้าว่าอีกสองปีที่เหลือผมจะต้องเจอกับอะไรอีกบ้าง ไอ้พวกนี้มันคงตามจองเวรกับผมไปจนถึงจบ ม.ปลายจริงๆ ผมทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ยืนงง

“เฮ้ย เอาโต๊ะออกไปนอกห้องก่อนไอ้อู” นนแนะนำผม ทำให้ผมตื่นขึ้นมาจากความสับสน

นนไม่พูดเปล่า เดินเข้ามาจับมุมโต๊ะสองข้างเป็นความหมายว่าจะช่วยผมยก ผมกับนนจึงช่วยกันยกโต๊ะออกมาตั้งข้างนอกห้อง ผมวิ่งไปหานักการเพื่อขอถุงพลาสติกกับกระดาษหนังสือพิมพ์ เมื่อได้มาก็เอามาใส่หนังสือกับสมุดที่เปื้อน จากนั้นก็เอากระดาษหนังสือพิมพ์เช็ดขี้ที่เปื้อนอยู่ในช่องใต้โต๊ะและบนโต๊ะ ขณะที่ทำนั้นผมรู้สึกขยะแขยงมาก แต่ไม่ทำก็ไม่ได้เพราะว่าเป็นโต๊ะเรียนของผมเอง กลิ่นของมันบอกผมว่ามันไม่น่าจะเป็นขี้หมา แต่น่าจะเป็นขี้คนมากกว่า!

เมื่อเช็ดเสร็จผมก็เอากระดาษหนังสือพิมพ์ที่เช็ดแล้วใส่ในถุงพลาสติก และเอาไปทิ้งถังขยะ ผมเสียสมุดจดงาน สมุดการบ้าน และหนังสือไปหลายเล่ม สมุดการบ้านขึ้นเล่มใหม่เอาก็ได้ หนังสือก็ซื้อใหม่ได้ แต่ที่เสียดายคือสมุดจดงาน จดอะไรเอาไว้เยอะแยะในที่สุดก็ต้องโยนทิ้งไป

ระหว่างที่เช็ดไปนั้นผมคิดอะไรไม่ออก ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นเพราะว่าสมองว่างเปล่าหรือว่าคิดเยอะจนสับสน หลังจากที่เช็ดเสร็จ กลิ่นในโต๊ะก็ยังไม่หมดไป ขณะที่นึกไม่ออกว่าควรทำอย่างไรต่อไปดี นนก็เข้ามาช่วยผมอีก

“เอาลงไปล้างที่หลังตึกดีกว่าไอ้อู” นนแนะนำ

ผมเห็นดีด้วย นนกับผมจึงช่วยกันยกโต๊ะลงบันไดไปที่ชั้นล่างโดยมีแมนคอยช่วยผลัดเพราะว่าโต๊ะเรียนไม้รุ่นเก่านั้นหนักมาก จากนั้นก็ยกไปที่ก๊อกน้ำหลังตึก นนวิ่งไปหาผงซักฟอกกับแปรงขัดพื้นมาให้ เมื่อได้มาผมก็ลงมือล้างโต๊ะด้วยน้ำกับผงซักฟอกและขัดด้วยแปรง

เมื่อล้างจนคาดว่าสะอาดหมดจดแล้ว ผมก็ทิ้งโต๊ะเรียนเอาไว้ที่ข้างล่างก่อนเพื่อรอให้มันแห้ง จากนั้นก็ไปที่โรงยิม ที่ด้านข้างของโรงยิมเป็นสุสานของโต๊ะและเก้าอี้เรียนที่ชำรุดและเลิกใช้แล้ว ผมเลือกได้เก้าอี้เล็กเชอร์ที่เป็นเก้าอี้และมีเท้าแขนสำหรับรองเขียนมาตัวหนึ่ง แม้มันจะเก่าและชำรุดแต่ก็พอใช้แก้ขัดได้ จากนั้นก็แบกขึ้นไปยังห้องเรียน

กว่าจะจัดการกับปัญหาเฉพาะหน้าได้เสร็จก็หมดไปหนึ่งคาบพอดี เสื้อผ้าและรองเท้าของผมเปียกไปหมด กลิ่นขี้ติดจมูกอยู่ตลอดเวลาชวนให้อยากอ้วก ผมไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะว่ากลิ่นติดจมูกหรือว่าตัวผมมีกลิ่นติดตัวอยู่จริงๆ

และแล้ว ในคาบเรียนที่สองผมก็กลายเป็นตัวตลกของห้องไป เพราะว่าโต๊ะเรียนที่ผิดแปลกไปจากของคนอื่นๆ ประกอบกับเนื้อตัวที่มอมแมมและเปียกน้ำของผม ทุกคนต่างพากันพูดว่ากลิ่นยังไม่หมดไปจากห้อง ซึ่งก็ตอบไม่ได้เหมือนกันว่าเป็นกลิ่นจากตัวผมหรือว่าเป็นกลิ่นที่ตกค้างอยู่ภายในห้อง

แน่นอน เมื่อเรื่องหึ่งเสียขนาดนี้ คือทั้งกลิ่นหึ่งและทั้งพูดกันหึ่ง อาจารย์ที่เข้ามาสอนทุกคาบต่างก็ทราบกันหมด ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่อาจารย์วารีจะไม่ทราบเรื่อง

และแล้ว ผมก็ถูกอาจารย์วารีเรียกให้เข้าไปพบในตอนพักเที่ยง

“เป็นไงอู ได้ยินว่ามีเรื่อง มันเป็นยังไงมายังไง” อาจารย์ทักทาย

“เอ้อ...” ผมพูดไม่ออก “ไม่มีอะไรหรอกครับอาจารย์”

“ขนาดนี้แล้วยังบอกไม่มีอะไรอีก” อาจารย์ดุผม “บอกครูมาเถอะว่าใครเป็นคนแกล้งเธอ”

“...”

“ครูรู้นะว่าเธอรู้ เพราะว่าเรื่องแกล้งกันแบบนี้มันต้องมีสาเหตุ” อาจารย์คาดคั้นผมอีก

ที่จริงผมก็ได้แต่สันนิษฐานเอาเพราะว่าไม่ได้เห็นด้วยตาว่าเป็นการกระทำของใคร รวมทั้งถ้าผมจะเล่าถึงสาเหตุก็คงต้องเท้าความไปถึงเรื่องขบวนการฝิ่น ซึ่งถ้าเรื่องนี้ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาพวกเวชคงต้องถูกเอาผิดย้อนหลัง และเรื่องราวคงบานปลายไปมากกว่านี้อีก ผมจึงตัดสินใจเงียบ

และแล้ว ในที่สุดประวัติศาสตร์ก็ซ้ำรอยเดิม ผมอดนึกถึงตอน ม.๑ ไม่ได้ ตอนนั้นผมก็ถูกอาจารย์คาดคั้นเรื่องสาเหตุที่วิวาทกับไอ้โหนกแต่ผมก็ไม่ได้ตอบอะไรเช่นกัน วันนี้เหตุการณ์น้ำท่วมปากแบบเดียวกันนั้นก็ได้ย้อนกลับมาเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

อาจารย์วารีปล่อยให้ผมกลับห้องโดยที่ไม่ได้ข้อมูลอะไรไป วันนั้นทั้งวันผมเรียนหนังสือแทบไม่รู้เรื่อง เพราะมัวแต่คิดหาทางออกว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไรดี ผมเหลือบมองเวชและพวกบ่อยๆ เห็นเวชมักตีหน้าตาย ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ส่วนเกรียงและเพื่อนในแก๊งมักหันมามองทางผมบ่อยๆตลอดทั้งวันพร้อมทั้งแซวและหัวเราะกันสนุก

- - -

ในที่สุด เสียงออดหมดคาบสุดท้ายก็ดังขึ้นอันเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าการเรียนในวันนั้นได้สิ้นสุดลงแล้ว

“เวช ขอคุยด้วยหน่อยสิ” ผมพูดกับเวชหลังเลิกเรียนขณะที่เวชกำลังเตรียมตัวจะกลับ ตอนนั้นนักเรียนบางส่วนทยอยกันออกไปจากห้องแล้ว แต่ก็ยังมีบางคนเหลืออยู่ในห้อง

“มีอะไรข้องใจเหรอน้อง” เวชตอบแบบกวน

“ก็อยากคุยน่ะ” ผมตอบ

“งั้นไปคุยกันหลังตึก” เวชพูด

ผมอึ้งไปนิดหนึ่งกับสถานที่นัดคุยของเวช

“คุยกันในห้องนี่แหละ” ผมตอบ

ผมใคร่ครวญดูแล้วหากไปคุยกันหลังตึก ใครจะรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เวชและเกรียงอาจลงไม้ลงมือกับผม ถ้าผมสู้ก็จะกลายเป็นวิวาททั้งสองฝ่าย โดนลงโทษทั้งคู่อีก แต่ถ้าผมไม่สู้ผมก็อาจถูกซ้อมจนปางตายก็ได้ ผมจึงเสนอให้คุยกันในห้องเรียน เพราะว่าหากเกิดอะไรขึ้นก็มีคนเห็นเหตุการณ์ได้โดยตลอดและสามารถเป็นพยานได้

“มึงจะคุยอะไร” เวชถาม เพื่อนๆหลายคนยังอยู่ในห้อง คิดไปก็น่าอาย แต่ผมทำเป็นไม่สนใจ

“อยากปรับความเข้าใจกับมึงหน่อย เรื่องส่งฝิ่นที่กูไม่ทำเพราะเมื่อก่อนกูเคยมีปมเรื่องนี้มาก่อน ก็เลยไม่อยากทำ แต่ไม่ได้หมายความว่ากูไม่อยากช่วยเพื่อน ขอให้กูช่วยทางอื่นดีกว่า แต่พวกมึงก็ไม่ถามกูก่อน ไม่ให้โอกาสกูพูดเลย” ผมพูด

“มึงจะอธิบายห่าอะไรวะ ก็เห็นๆอยู่ว่ามึงขี้ขลาดไม่ยอมช่วย ถ้าเกรดไม่ถึง ๒.๕ กันก็มีปัญหาอีก นี่หรือวะเพื่อน” เกรียงพูดสอดขึ้นมา

ผมไม่สนใจไอ้เกรียงเพราะคิดว่าคงพูดกับมันไม่รู้เรื่องเนื่องจากมันไม่ฟังเหตุผลอะไร คุยกับเวชน่าจะง่ายกว่า อีกอย่าง เวชเป็นหัวโจก คุยกับลูกสมุนถึงคุยกันรู้เรื่องก็อาจไม่มีประโยชน์นัก สู้คุยกับหัวโจกไม่ได้

“เวช กูคิดว่ามึงเป็นเพื่อนมาตลอดนะ ถ้ากูขี้ขลาดกูคงไม่ไปรับผิดพร้อมกับมึงในวันนั้น ที่กูทำเพราะกูอยากให้มึงรู้ว่ากูไม่ทิ้งมึง แต่ส่งฝิ่นนี่มันไม่เหมือนกัน” ผมพูด “วันนี้อาจารย์วารีก็เรียกกูไปถาม ถ้ากูจะเอาคืนกับพวกมึงกูก็เล่าเรื่องส่งฝิ่นไปแล้ว แต่กูก็ไม่ได้พูดอะไร เพราะกูยังคิดว่ามึงเป็นเพื่อนอยู่”

ผมหยุดไปนิดหนึ่ง จากนั้นพูดต่อ

“ถ้ามึงยังคิดว่ากูเป็นเพื่อน... หรืออย่างน้อยคิดว่ากูเคยเป็นเพื่อน... ก็ช่วยอย่ารังควานกูอีกเลย ที่มึงแกล้งกูวันนี้กูก็แย่มากแล้ว ถือว่ากูยอมให้มึงลงโทษ มึงคงเหม็นหน้ากูอีกไม่นานมากนักหรอก”

เมื่อพูดจบผมก็คว้าเป้เดินออกไปจากห้อง ท่ามกลางสายตาของเพื่อนๆ ส่วนเวชนั้นยืนนิ่งเฉยไม่พูดอะไร

ขณะที่ผมเดินทางกลับ ผมคิดไปตลอดทาง ทั้งหนักใจและทั้งอับอายเพื่อนๆมาก ในที่สุดผมก็คิดหาทางออกของปัญหานี้ได้วิธีหนึ่ง นั่นคือ

หนี!

27 comments:

Anonymous said...

สำเร็จ รักอาอูทันเป็นคนแรก อุวะ ฮะ ฮะ ฮ่า
วันนี้ผมอ่านหนังสือที่
Kinokuniya Siam Paragon
ตอนเย็นนะครับ


หลาน Arus ของอาอู

Anonymous said...

ทำไมพอผมคิดว่าเรื่องจบเพราะอาอูทำให้จบ
อาอูก็ก่อเรื่องใหม่อ่ะ.....

อีกอย่างชีวิตผมก็เคยหลายครั้งที่คิดเหมือนอาอู
เกี่ยวกับเรื่องการคบเพื่อนที่ว่าต้องการหาเพื่อนที่ดีสักคน
แต่ปรากฏว่าพบแต่คนที่พยายามจะหลอกใช้ ไม่ก็
หาผลประโยชน์อย่างเดียวตลอด
หนักข้อหน่อยเข้าก็กลุ่มสัปปรับ, หักหลัง, และทรยศ
เพื่อนดีๆ สักคนนี่หายากเนอะ หรือตาผมไม่ดี มอง
ไม่เห็นก็ไม่รู้สิ

หลาน Arus ของอาอู

Anonymous said...

)^_^(ที่3 ลุงมาตามนัดด้วย ใส่เสื้อเบอร์แอลนี่ฟิตหรือเปล่าหรือหลวมครับ อ้อไม่ต้องตอบหรอกครับเพราะลุงจะตอบว่าพอดีจะบอกว่าไม่อ้วนใช่ม้าหุหุ ผมเดาว่าลุงอูกำลังจะมีปัญหากับพวกลุงๆป้าๆนะครับก็เล่นตัดเนื้อหาสำคัญตอนต้นออกนี่ครับ555+ ดีใจที่ลุงแก้ปัญหาด้วยการพูดกับเวชถ้าทำแบบนี้กับลุงนัยก็คงดีไปแล้วเอ้อแต่กับเวชคงไม่งอลลกันสินะคงเทียบกันไม่ได้ ดีนะเนี่ยที่โจ้กใส่ไข่ผมไมพุ่งออกมานึกภาพแล้วเหม็นตามเลย ขอบคู้นนนนนครับ

Anonymous said...

)^_^( อะอะลืมบอกว่า ไม่รักลุงอู
ลุงจะได้ชอบเม้นของผมบ้าง

naja said...

โิ๊อ๊ยย ทำไมชีวิตพี่อูนี่มีปัญหาไม่สิ้นไม่สุดครับเนี่ยยยย

เป็นผมเจอขนาดนี้ คงเครียดตายไปแล้วววว

ว่าแต่ว่าะี่อูจะหนีไปไหนอ่ะ??

Anonymous said...

ตอนนี้ทันใจดี เข้ามารออ่านทุกวัน

นึกว่าจะเจอฉากอีโรติค
ถ้าเป็นตอนสมัยเด็กสงสัยต้องมีแน่

เดี๋ยวนี้ชอบทิ้งท้ายตอนใ้หุ้ลุ้นนะอู

thom

Anonymous said...

เหอะๆๆ เล่นแรงมาก

มาเป็นกำลังใจให้นายอูครับ

ตอนนี้ โนคอมเม้นท์

ลุ้นน้องบอยสบายใจกว่า หุหุ

หลานหนิง

Choo said...

หนี...อย่างไรก็หนีไม่พ้นหรอกอู ไม่มีสังคมอุดมคติในโลกครับ อูต้องปรับตัวอูเอง ปัญหามีไว้เผชิญและแก้ไข หนีไปก็ไปเจอปัญหาใหม่ข้างหน้าอยู่ดีแหละครับ

แต่หากมองรอบๆ ด้าน อูก็มีเพื่อนที่ดีอยู่รอบๆ ตัวนะ ทั้งเพื่อนในห้องที่ช่วยอูจากการถูกเกรียงซ้อม เพื่อนที่ช่วยอูล้างโต๊ะทั้ง นนท์ แมน กี้ที่คอยบอกให้อูระวังตัว หรือแม้กระทั้งแป๋งที่ช่วยอูขนข้าวของตอนย้ายเข้าหอพักอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

ก่อนที่จะตัดสินว่าเพื่อนไม่น่าคบ เราควรมองจากมุมของเพื่อนบ้าง

เพื่อนที่คบกันจนเป็นเพื่อนสนิทและคบกันได้ยาวนานนั้น เชื่อว่าการคบหาอยู่บนพื้นฐานของการให้และรับ มีทั้ง Give และ Take ไปทั้งสองด้านเสมอ มีการดูแลซึ่งกันและกันทั้งในด้านกำลังกาย กำลังทรัพย์ กำลังใจ รวมถึงการเอาใจเขามาใส่ใจเราเป็นปัจจัยที่ความสำคัญ แต่หากเราปิดตัวเองกับเพื่อนด้านหนึ่ง เราก็จะไม่สามารถมองเห็นความดีของเพื่อนได้อีกด้านหนึ่งเช่นเดียวกัน และเพื่อนก็จะปิดด้านนั้นกับเราเช่นกัน

อยากให้อู มองมุมของแป๋งบ้างนะครับ อย่าเดาเหตุการณ์เดียวแล้วตัดสินว่าเป็นเช่นนั้น มีหลายอย่างในชีวิตไม่ได้เป็นไปตามที่เราคิดเสมอไป และอาจทำให้เราเสียใจเมื่อรู้ความจริงภายหลัง อูก็มีประสพแล้วมิใช่หรือ

ในด้านเวช ผมยังเชื่อว่าพื้นฐานของเวชไม่ได้เลวร้าย และเวชยังคงเป็นเพื่อนที่ดีของอูในเวลาต่อมา และมีบทบาทในการช่วยเหลืออูไม่น้อย

ขอยกบทกลอนของท่านพุทธทาสภิกขุ สอนไว้เกี่ยวกับการมองในส่วนดีในการคบเพื่อน

"เขามีส่วน เลวบ้าง ช่างหัวเขา
จงเลือกเอา ส่วนที่ดี เขามีอยู่
เป็นประโยชน์ โลกบ้าง ยังน่าดู
ส่วนที่ชั่ว อย่าไปรู้ ของเขาเลย
จะหาคน มีดี โดยส่วนเดียว
อย่ามัวเที่ยว ค้นหา สหายเอ๋ย
เหมือนเที่ยวหา หนวดเต่า ตายเปล่าเลย
ฝึกให้เคย มองแต่ดี มีคุณจริง ฯ"

เป็นกำลังใจให้นายอู ได้เจอเพื่อนที่ดีและเป็นเพื่อนที่ดีของบุคคลรอบข้างเช่นกัน

ชู

ปล. ขอเชียร์แป๋งอยู่ขอบเวที งานนี้อูด่วนสรุปไปนะครับ

Anonymous said...

กำลังแอบเครียดเพื่อนเอา
The Lord of The Ring Extended Edition
กับ
Charmed Series Season 1-8
มาให้ยืม แต่ใกล้สอบ >.< กลุ้มใจจัง
กำลังจะออกจากบ้านนะครับ

อาชูคิดเหมือนผมไหมว่า เรื่องที่น่าจะจบไปแล้ว
อากระต่ายอูตื่นตูมไปเอง แล้วจะกลายเป็นปัญหาใหญ่

หลาน Arus ของอาอูม ขาไพ่ป๊อกของอาชู

Anonymous said...

เล่นกันแรงมาก แหวะๆ

อูจะหนีไปไหน แล้วคิดว่าจะหนีแล้วเรื่องจะจบลงด้วยดีหรือ การหนีไม่ใช่การแก้ปัญหานะ

Anonymous said...

เห็นใจ อู จังเลย
ถ้า อู ออกไปเรียนบ้านนอกอีก
ก็เหมือนอู ประสบความล้มเหลว
ทางสังคมเลย

แล้วถ้าหนีแล้วบอยหละ
ไม่นึกเสียดายที่รู้จักกันมาเหรอ

tl000

Choo said...

ไม่ถึงขนาดนั้นครับ Arus อย่างไรอาก็ยังเชื่อมั่นในตัวอูอยู่นะครับ Arus ก็คงเช่นเดียวกับอา ว่าท้ายที่สุด อูจะกลับมาเผชิญกับปัญหา และสามารถผ่านเหตุการณ์เหล่านั้นไปได้ด้วยสติ ความอดทนอดกลั้น และความดี อีกทั้งเข้าใจถึงน้ำใจของเพื่อนอีกหลายๆ คนขึ้นอีกมากจากเหตุการณ์นี้

ก็น่าเห็นใจนะครับ เด็ก ม.4 ต้องเจอกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันเช่นนี้ ในวันเปิดเรียนวันแรกของปี เป็นใครก็ต้องน๊อตหลุดเป็นธรรมดา และตัดสินใจทำอะไรบางอย่างด้วยความวู่วามกันทั้งนั้น แต่อูยังครองสติอยู่ได้ สามารถพูดกับเวชด้วยเหตุด้วยผล หากเปรียบเทียบกับอาตอนอายุเท่านั้น อาคงจะวู่วาม ไร้สติมากกว่าอู 10 เท่า 100 เท่าก็เป็นได้

ให้กำลังใจและเอาใจช่วยนายอู ให้เข้าใจกับเพื่อนๆ ในเร็ววัน

รักอาอู และเป็นหลาน Arus ของอาอู ไปนานๆ นะดีแล้ว แต่ว่างๆ ก็มาเป็น ขาไพ่ป๊อกของอา ก็เข้าที


ชู

Anonymous said...

ไม่เก็ทขาไพ่ป๊อกแฮะ

สองคนนี้ไป ป๊อก"เด้ง"กันตอนไหน

ฮ่าๆ ล้อเล่นนะครับ

หลานหนิง

eiky said...

พี่อู
เด็กโรงเรียนชายล้วนนี่แกล้งกันแรงเนอะ น่าเห็นใจ แต่เก่งมากครับที่คุยกันตรงๆ การอยู่คนเดียวมากๆ หรือคิดคนเดียวมากๆ บางทีก็ไม่ดีถ้าคิดไปในทางที่ผิด แต่ พี่อูเก่งมากครับตอนนี้ นับถือ นับถือ

Anonymous said...

เก่งมากอะครับ

เป็นผมไม่แน่ผมฟ้องอาจารย์ไปแล้ว

แต่อาอู่อะเก่ง

ขอบคุณมากครับ

Anonymous said...

ไม่ได้รอให้ถึง ments42 หรอกถ้าว่างช่วงไหนก็จะมาคุย แต่ติดตามอ่านอยู่ทุกตอน เพิ่งกลับมาจากภูเก็ตไป 1 อาทิตย์ กลับมาได้อ่าน 2 ตอนเลย เข้าใจความรู้สึกเหงาตอนที่อยู่คนเดียว ตอนที่ผมเรียนอยู่ก็มีความรู้สึกนี้เช่นกัน มันเหงาจนบอกไม่ถูก เป็นกำลังใจอยากให้ นัยเจออูอีกครั้ง
ments42

Anonymous said...

เพิ่งกลับจากเชียงใหม่

ตอนนี้แมนมากๆครับ มีการเคลียร์กันด้วย

ติดตามเสมอครับ

แบงค์ครับ

Nai said...

หนี ! อู คิดหนีอย่างน้อยก็ 2 รอบแล้วนะครับ
หนีเพื่อจะลืมนัย แล้วไปคบกับกลุ่มเวช(แต่ก็ลืมไม่ได้)
หนีกลุ่มเวช เพื่อ อะไร ?

ใจของคน มี 2 แบบ คือ
ใจคิดจะสู้ แต่ทำจริงๆ กำลังหนีอยู่
ใจคิดจะหนี แต่กำลังสู้กับอุปสรรค์อย่างเต็มที่

คอยเป็นพลังให้สู้ถึงที่สุดนะครับ
นัย

ปล.ตอนที่แล้วรู้สึกว่าจะมี 2 version

Anonymous said...

ปีใหม่หมกตัวอยู่แต่ในห้องด้วยความจำใจนี่มันเหงาจริงๆ คิดถึงบ้านแต่ก็มีทิษฐิ มีความรู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้งทั้งๆที่เป็นคนตัดสินใจเองแท้ๆว่าจะไม่กลับบ้าน ความทุกข์ของการพลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รักนั้นอธิบายได้ยาก แต่คนที่เคยผ่านประสบการณ์มาคงเข้าใจ

ปกติอาก็ชอบหาเรื่องใส่ตัวอยู่แล้วครับ ไม่รู้ว่าเป็นไงเหมือนกัน กลัวเงียบเกินไปมั้ง อีกอย่างหนึ่งถ้าเรื่องน้อยป่านนี้ก็อวสานไปนานแล้วสิหลาน

หลานที่หนึ่ง ลุงจะบอกความลับให้ ที่จริงลุงใส่เสื้อยืดเบอร์ XXL กางเกงเอว 40 แต่เขียนในเรื่องทำแสร้งทำเป็นหุ่นดี รู้แล้วอย่าบอกใครล่ะ

พวกนี้เล่นแรงเอาการ พอหลังปีใหม่มาเจอเรื่องแบบนี้เข้าประสาทกินเลย หลังจากนั้นก็หวาดระแวงเพราะไม่รู้ว่าวันร้ายคืนร้ายจะถูกแกล้งอีกเมื่อไร

ตอนวัยรุ่นสุขุมกว่าวัยเด็กอยู่บ้าง เพราะช่วงม.ต้นผ่านอะไรมาหลายๆอย่าง นิสัยตอนเด็กอาจใจร้อนแต่ว่าประสบการณ์ชีวิตสอนให้สุขุมขึ้นครับ ตอนเรียน ม.๔ อาจารย์ชีววิทยาสอนกฎของเมนเดล เรื่องกฎการคัดเลือกตามธรรมชาติ สิ่งมีชีวิตใดที่ปรับตัวไม่ได้ก็จะเอาชีวิตรอดไม่ได้ ก็เลยต้องพยายามปรับตัวเพื่อเอาตัวรอดให้ได้

แต่วัยรุ่นก็คือวัยรุ่น เรื่องที่คิดและเรื่องที่ทำก็มีทั้งที่ผิดและถูก ดูจะผิดมากกว่าถูกเสียด้วยซ้ำ แต่อะไรที่รู้ว่าผิดก็พยายามแก้ไข แม้จะแก้ไขไม่ได้ทุกเรื่องแต่ก็พยายามครับ ส่วนจะหนีไปไหน และจะหนีพ้นหรือไม่ ผลของวันนี้จะเป็นอย่างไรต้องตามต่อไป

นิสัยอย่างหนึ่งที่ติดมาตั้งแต่โรงเรียนประถม นั่นคือ ในระหว่างเพื่อนนักเรียนถ้ามีอะไรมักพยายามแก้ปัญหากันเอง ไม่ค่อยชอบบอกผู้ใหญ่ นิสัยนี้ติดมาจนมัธยมด้วย เลยไม่ค่อยอยากบอกอาจารย์ อาจเป็นนิสัยที่ผิดก็ได้ครับ บางทีมีเรื่องที่เกินกำลังก็น่าจะบอกผู้ใหญ่เสีย ตอนนี้โตแล้วก็เลยพูดแบบนี้ แต่หากย้อนเวลากลับไปได้ก็ยังไม่บอกอาจารย์อยู่ดีครับ

วันนี้พี่ ments42 มาเม้นด้วย ดีจัง

อู

Anonymous said...

นัย รู้แล้วอย่าแฉดิ อุตส่าห์ทำเนียนแล้วเชียว

Anonymous said...

มาตอบหลาน arus ต่อ

เืพื่อนดีหายากครับ แต่ว่าเพื่อนดีๆที่มาเป็นหุ้นส่วนชีวิตด้วยนี่ยิ่งหายากใหญ่ ไม่เชื่อต้องลองถามหนิงดู

เรื่องเพื่อนนี่คงแล้วแต่มุมมอง และก็แล้วแต่สังคมนักเรียนที่เราอยู่ด้วย

ในสังคมที่การเรียนแข่งขันกันสูง บางทีเราก็อาจพบเพื่อนที่จริงใจน้อย ในสังคมที่แข่งขันกันไม่มาก เราอาจพบความจริงใจของเพื่อนได้มากกว่า อันนี้พูดโดยรวมๆ

อย่างเช่นโชค เพื่อนร่วมห้องของอา คนนี้อาเขียนถึงไม่มากนัก ไม่ค่อยสนิทกัน เป็นคนเรียนเก่ง แต่ว่าจะคบเฉพาะเพื่อนที่เก่งๆ และไม่ค่อยยอมให้เพื่อนพึ่งพาเท่าไรนัก

อาเองก็นิสัยปรสิต กินแรงเพื่อนฝูงเหมือนกัน ดีที่เพื่อนบางคนก็ไม่ถือสา ยอมให้กินแรง แต่ที่ถือสามันก็คงไม่คบอาเหมือนกัน

คงไม่ใช่หลานตาไม่ดีหรอก แต่เส้นทางชีวิตของคนเราไม่เหมือนกัน ของหลานอาจเป็นเช่นนั้นเอง เพื่อนดีอาจเจอได้้ช้าหน่อย แต่ในที่สุดอาคิดว่าหลานก็คงพบเพื่อนดีๆจนได้นั่นแหละครับ

อู

Anonymous said...

น่าวจะเครียร์น่ะงานนี้
^^sky^^

boy_aof_za said...

อยากอ่านอีกแล้วครับคุณอู
นานมาต่อจังครับ ใครช่วยบอกที่ครับ
โพสลงทุกวันไหนหรอครับ

เป็นกำลังใจให้คุณอูนะครับ ว่ามาแล้วก็ยังไม่เห็นมีบทเกี่ยวกับ นัย เลยครับ ชักคิดถึงนัยมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วอ่ะดิครับ
เมื่อใหร่จะได้เจอน้า.......

Anonymous said...

ขอแก้ไขหน่อยครับ ที่ผมบอกไว้ข้างบนว่ากฎของเมนเดลนั้นที่จริงคือทฤษฎีของชาร์ลส์ ดาร์วินครับ เมนเดลจะเกี่ยวกับทางพันธุศาสตร์

ตอนนั้นนัยเป็นอย่างไรก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ ขาดการติดต่อกันไปเลย

เรื่องอัปเดตตอนใหม่ ไม่แน่นอนครับ ต้องพยายามติดตาม ว่าแต่คอมเมนต์บนหัวผมนี่มีรูปด้วย เท่จัง ทำไงครับ อยากทำมั่ง

อู

Anonymous said...

^
^
^

อาอูจะเผยโฉมหน้าที่แท้จริงแล้วพวกเรา

555+

Anonymous said...

ตอนนี้เล่นกันแรงเกิน ไม่ไหวอ่ะ แหวะๆๆ ผมว่าตอน ม.ปลายเป็นอะไรที่ผมมีปัญหากับชีวิตมากอ่ะ แต่พออ่านเรื่องอาอูแล้ว ผมยังโชคดีกว่ามากมายนัก ว่าแต่ถ้าเอาอาอูเอารูปตัวเองมาลงก็ดีนะฮะ อยากเห็นมานานแล้ว
ป.ล.แล้วที่บอกหลานที่หนึ่งว่า ใส่เสื้อ XXL กับกางเกงเบอร์ 40 จริงป่ะอ่ะ เพราะเท่าที่อ่านมาตั้งแต่ตอนแรก ไม่ใช่แบบนี้ แกล้งตอบอ่ะเปล่าครับ อาอู
Oliver

Anonymous said...

)^_^(วันนี้รู้สึกว่าเป็นไข้ แต่ไม่มีไข้งงไหมครับก็ปรอทมันปกตินี่ครับ ม่าให้กินยาแก้แพ้แล้ว วันนี้มีคนตกไปที่รางบีทีเอสด้วยแต่คนละสายที่ใช้ ลุงระวังด้วยนะครับหล่นตุ้บไปรถเขาจะพังเอาหุหุ ผมเคยนึกอยู่เหมือนกันว่าขณะรถวิ่งหากมีใครคิดโดดลงไปห่าตัวตายนี่จะทำไง เดี๋วคงง่วงแล้วแต่ทำการบ้านเสร็จที่รรแล้ว ลุงจะหนีไปไหนอีกละไม่กลัวเรียนไม่ทันเพื่อนหรือครับ ผมรู้สึกไม่ดีเลยเวลาหยุดเรียนพอไปอีกวันมันคุยคนละเรื่องแล้วเหมือนเราล้าหลังเพื่อนไงก็ไม่รู้ครับ