Tuesday, January 12, 2010

ภาคสาม ตอนที่ 42

วันสิ้นปี

หลังจากวันคริสต์มาสแล้วสัปดาห์ถัดมามีวันเรียนเพียงไม่กี่วันก็ได้หยุดช่วงปีใหม่อีก ช่วงนั้นผมไปโรงเรียนด้วยจิตใจที่หวาดระแวง ระวังตัวอยู่ตลอดเวลาเพราะกลัวว่าจะถูกเวชและเกรียงแกล้งอีก แต่ก็โชคดีที่สัปดาห์สิ้นปีนั้นไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น

ช่วงปีใหม่มีวันหยุดติดต่อกันถึง ๔ วันทำให้หอพักถึงกับเงียบเหงาไปถนัดใจเนื่องจากชาวหอกลับบ้านต่างจังหวัดไปฉลองเทศกาลปีใหม่ที่บ้านของตนกันจนเกือบหมดหอ แม่โทรมาเรียกให้ผมกลับบ้านไปในช่วงปีใหม่เช่นกันแต่ด้วยความที่ผมยังน้อยใจพ่ออยู่จึงบอกแม่ไปว่ายังไม่อยากกลับบ้าน ทั้งที่จริงแล้วผมอยากกลับไปใช้เวลาช่วงปีใหม่ที่บ้านมากเพราะรู้ว่าเอ๊ดก็กลับบ้านด้วย เพียงแต่อยากให้พ่อเป็นคนเรียก ผมตั้งใจเอาไว้ว่าหากพ่อเรียกก็จะกลับไป แต่ชีวิตก็มักมีเรื่องที่ไม่สมหวัง ปรากฏว่าพ่อไม่เรียกผมกลับ แต่แม่เป็นคนเรียกแทน ด้วยความน้อยใจผมจึงไม่ได้กลับบ้านในช่วงปีใหม่ ส่วนบอยนั้นไปฉลองปีใหม่ทางภาคเหนือกับครอบครัว

อากาศที่เริ่มหนาวเย็นมาตั้งแต่ปลายปีเนื่องจากมีลมหนาวจากประเทศจีนพัดเข้ามาก็กลายเป็นหนาวจัด จำได้ว่าเมื่อตอนผมยังเป็นเด็ก สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล ฤดูหนาวก็ยังหนาว ฤดูฝนฝนก็ตกมาก ครั้นพอผมเรียนอยู่ชั้นมัธยม ผมสามารถรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ ฤดูหนาวและฤดูฝนมีจำนวนวันที่น้อยลง ฤดูหนาวบางปีก็ไม่หนาวเท่าไร แต่ถึงอย่างไรก็ยังดีกว่าภูมิอากาศในปัจจุบันมากที่ตลอดปีมีแต่เพียงฤดูร้อนกับฤดูร้อนโคตร แถมช่วงปีใหม่ก็ยังมีฝนตกหนักได้อีกด้วย

อุณหภูมิในช่วงสิ้นปีต่อปีใหม่ลดลงอย่างรวดเร็ว ผมไม่ค่อยทนทานกับอากาศที่หนาวเย็นเท่าไรนัก อุณภูมิขนาด ๒๐ องศาเซลเซียสผมก็รู้สึกว่าหนาวมากแล้ว ผมอดนึกถึงความสุขสบายตอนอยู่ที่บ้านคุณลุงคุณป้าไม่ได้ ที่นั่นชั้นบนจะเป็นพื้นไม้กระดานอันทำจากไม้เนื้อแข็ง ไม่ใช่ไม้ปาร์เก้ ซึ่งบ้านที่ปลูกใหม่ในปัจจุบันจะหาบ้านที่ใช้ไม้แผ่นทำพื้นได้ยากแล้วแม้แต่บ้านในชนบทก็ตาม ทั้งนี้ เนื่องจากไม้หายากขึ้นนั่นเอง

พื้นไม้บ้านคุณลุงทำให้ผมรู้สึกอุ่นสบายในฤดูหนาว ต่างจากที่หอพักนี้ซึ่งเป็นพื้นปูนปูคั่นไว้ด้วยเสื่อน้ำมันบางๆเพียงชั้นเดียว เวลาเดินในห้องจะรู้สึกว่าพื้นเย็นมาก ยิ่งในยามค่ำคืน ภายนอกลมหนาวพัดแรง ภายในยิ่งหนาวเหน็บ ทำให้ผมรู้สึกเหมือนกับอยู่ภายในตู้เย็นก็ไม่ปาน

ผมไม่ได้เตรียมเสื้อกันหนาวมาจากบ้านเลยเพราะว่านึกไม่ถึงเนื่องจากตอนที่ย้ายมานั้นยังเป็นปลายฤดูฝน เมื่ออากาศหนาวเย็นลงอย่างรวดเร็ว ประกอบกับเป็นยามดึกไม่รู้จะไปหาซื้อเสื้อกันหนาวจากที่ไหน ผ้าห่มก็ไม่มี ทำให้ผมต้องเอาเสื้อยืดมาใส่ถึงสามสี่ตัวซ้อนกัน ส่วนช่วงขานั้นก็ใส่กางเกงยีนเอา เพราะว่าส่วนใหญ่ผมใส่กางเกงขาสั้นนอน ไม่ได้เอากางเกงนอนขายาวมาด้วยเลย

ใส่เสื้อผ้าตั้งหลายชั้นก็ยังไม่หายหนาว จนในที่สุดผมต้องเอาเตาไฟฟ้าที่ปกติใช้ต้มน้ำต้มมาม่ามาเปิดเสมือนกับเป็นเครื่องทำความร้อน แถมต้มน้ำร้อนไปด้วย แล้วมานั่งผิงไออุ่นจากเตาไฟฟ้าและไอน้ำร้อนนั่นเอง คนในชนบทจุดกองไฟผิงเพื่อขับไล่ความหนาว แต่ผมต้องผิงเตาไฟฟ้า จะนอนก็ไม่ได้เพราะไม่กล้าเปิดเตาไฟฟ้าทิ้งไว้ กลัวไฟไหม้ ก็เลยต้องทนง่วงนั่งอยู่ที่เก้าอี้นั่นเอง

ดึกแล้ว...

เวลาเพิ่งผ่านเที่ยงคืนไปได้ไม่นาน เสียงพลุและเสียงเฮเนื่องในโอกาสก้าวข้ามปีปฏิทินดังได้เพียงครู่เดียวก็เงียบหายไป บรรยากาศในยามดึกเงียบสงัด ผมหยิบเทปที่บอยให้เป็นของขวัญขึ้นมาดู ท้องฟ้าหม่น ต้นสนเดียวดาย และพื้นหิมะที่ขาวโพลนในหน้าปกเทปทำให้ผมรู้สึกเหงาขึ้นมาจับใจ ในห้วงคำนึงผมรู้สึกว่าไอ้นัยที่อยู่ในอีกซีกโลกหนึ่งก็กำลังก้าวข้ามวันเวลาอันเดียวดายและเหน็บหนาวเช่นกัน...

ผมหยิบตลับเทปมาใส่ในเครื่องวอล์กแมน จากนั้นก็เปิดเทปชุดดีเซ็มเบอร์ฟังไปเรื่อยๆ เทปเริ่มต้นที่เพลง Varitions on the Kanon by Johann Pachelbel เพลงเริ่มต้นด้วยจังหวะช้า เสียงเปียโนในคืนอันเงียบสงัดและหนาวเย็นทำให้ผมรู้สึกเหงาจนต้องร้องไห้ ในชีวิตผมรู้สึกเหงาอยู่บ่อยๆ แต่ที่เหงาจนร้องไห้นี่มีอยู่เพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น และในคืนนี้ก็เป็นครั้งหนึ่งในชีวิตของผม

เสียงเปียในในเพลง Variations on the Kanon เริ่มเปลี่ยนมาเป็นจังหวะที่เร็วขึ้น ฟังดูเหมือนกับจะร่าเริง แต่ในความรู้สึกของผมกลับกลายเป็นความรู้สึกร่าเริงที่แฝงไว้ด้วยความเงียบเหงา เปรียบเหมือนกับคนที่เดียวดายและพยายามทำตนเองให้ร่าเริงเข้าไว้ แต่แท้ที่จริงแล้วในส่วนลึกกลับเก็บซ่อนความเหงาที่ไม่อาจลบล้างไปได้อยู่ ยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกคิดถึงบ้าน คิดถึงคนที่บ้าน คิดถึงไอ้นัย และในบางวูบของอารมณ์ก็คิดถึงบอย อยากมีใครสักคนที่ผมรักมาอยู่ใกล้ๆ คอยปลอบประโลม คอยเป็นกำลังใจ ช่วยให้ผมผ่านวันเวลาในชีวิตไปได้อย่างไม่เดียวดาย

เสียงเปียโนกลับกลายเป็นช้าและแผ่วเบาลง ในที่สุด เพลง Variations on the Kanon ก็จบลง ความเงียบเหงาทำให้ผมเริ่มเข้าใจคำว่า ‘บ้าน’ และ ‘ครอบครัว’ อย่างลึกซึ้งก็ในวันนี้เอง...

- - -

“สวัสดีปีใหม่ครับคุณน้า” ผมเอ่ยทักทายคุณน้าเจ้าของหอในตอนเช้าของวันปีใหม่ ขณะที่ผมลงไปข้างล่างเพื่อจะออกไปข้างนอก ผมพบคุณน้านั่งเฝ้าอยู่ที่ชั้นล่างพอดี

“อ้าว อูไม่กลับบ้านหรอกเหรอ” คุณน้าทักด้วยน้ำเสียงที่แปลกใจ

“เอ้อ ไม่ครับ” ผมอ้อมแอ้ม “อยากอยู่เที่ยวกรุงเทพฯในช่วงปีใหม่น่ะครับ”

“โอ๊ย คิดผิดเสียแล้วล่ะอู” คุณน้าหัวเราะ “ปีใหม่กรุงเทพฯยังกับเมืองร้าง ร้านปิดกันหมด คนก็ออกไปเที่ยวต่างจังหวัดกัน อูจะไปเที่ยวที่ไหน มันไม่ใช่สงกรานต์นะจ๊ะ”

“แป๋งก็ไปเที่ยวต่างจังหวัดเหรอครับ” ผมพยามยามเปลี่ยนหัวข้อสนทนาให้พ้นไปจากเรื่องการกลับบ้านของผม

“โน่น อยู่บนโน้น” คุณน้าเหลือบตาขึ้นข้างบนอันเป็นความหมายว่าแป๋งยังอยู่บนชั้นบน สีหน้าแฝงความระอาใจนิดๆ “เมื่อคืนไปฉลองปีใหม่บ้านเพื่อน ป่านนี้ยังไม่ตื่นเลย”

“มีลูกชายวัยรุ่นก็ยังงี้แหละครับคุณน้า ต้องอดทนหน่อย” ผมเผลอแก่แดดออกไป คุณน้าหัวเราะขำ

วันนั้นผมออกไปห้างเซ็นทรัลลาดพร้าวเพื่อซื้อเสื้อกันหนาวกับผ้าห่ม ที่จริงในตลาดอย่างเช่นตลาดสะพานสองหรือว่าตลาดตรงปากทางลาดพร้าวก็จะมีแผงขายเสื้อผ้า ปากทางลาดพร้าวตรงที่เป็นยูเนี่ยนมอลล์ในปัจจุบันนั้นเมื่อก่อนเป็นตลาดสดขนาดใหญ่ รวมทั้งมีโรงหนังชั้นสองด้วย ดูเหมือนจะชื่อลาดพร้าวเธียเตอร์ ฉายหนังควบ มีแผงขายเสื้อผ้าระดับชาวบ้านมากมาย ราคาไม่แพง เสื้อกันหนาวก็มี แต่ก็เป็นแบบทั่วๆไปเช่นกัน ถ้าต้องการเสื้อผ้าหรือเสื้อกันหนาวแบบแฟชั่นในยุคนั้นก็ต้องไปที่ตึกใบหยกและห้างซิตี้ที่อยู่ใกล้ๆกัน ทั้งสองแห่งอยู่ในย่านประตูน้ำ แต่เนื่องจากเป็นช่วงปีใหม่ คิดว่าแหล่งเสื้อผ้าเหล่านี้น่าจะปิด ผมจึงไปซื้อที่ห้างแทน

หลังจากที่เดินเลือกอยู่เป็นชั่วโมง ในที่สุดผมก็ซื้อชุดวอร์มคือเสื้อกับกางเกงวอร์ม และผ้าห่มเดินทางมา เหตุที่เลือกซื้อชุดวอร์มเพราะว่าราคาไม่แพง อีกทั้งเมื่อหมดหนาวแล้วช่วงอื่นก็ยังใส่ได้อีก เช่นใส่ตอนเล่นกีฬา หากซื้อเป็นเสื้อไหมพรมหมดหนาวแล้วก็ต้องเก็บอีกนาน ส่วนผ้าห่มนั้นเป็นผ้าห่มลายสก็อตขนาดห่มคนเดียว ไม่หนาไม่บาง กำลังดี บรรจุในกระเป๋าพลาสติกใส สามารถพกเดินทางไปไหนมาไหนได้ เพียงแค่นี้ก็หมดไปเกือบพันบาทแล้ว

เมื่อกลับเข้าหอพัก ผมก็ได้พบกับแป๋ง แป๋งนั่งเฝ้าชั้นล่างอยู่ที่โต๊ะประจำตำแหน่งเช่นเคย ตอนนั้นแป๋งกับกำลังคุยกับวัยรุ่นคนหนึ่งอยู่ ดูน่าจะอ่อนกว่าผมและแป๋งเล็กน้อย หน้าตาดูน่ารักดี ตี๋ๆ ตัวหนาๆ ตันๆ

“เฮ้ อู ปีใหม่ไม่กลับบ้านเหรอ” แป๋งทักทาย วันนี้ทั้งวันเจอใครก็ทักแบบนี้ จนเบื่อที่จะตอบแล้ว

“กลับแล้วนายจะเห็นเหรอ” ผมแกล้งตอบอย่างกวนๆ

ตี๋หุ่นหนาคนนั้นเมื่อเห็นแป๋งคุยกับผมจึงหันมายิ้มให้ จากนั้นก็เดินเข้าไปข้างในเพื่อจะขึ้นบันไดไปชั้นบน

“เฮ้ย คนเช่าใหม่เหรอ ไม่เคยเห็นมาก่อน ใครน่ะ” ผมถามแป๋ง

“อยู่ชั้น ๒ ชื่อวุฒิ เป็นเด็ก ม.๓ มาเช่าตั้งเดือนแล้ว นายไปอยู่ที่ไหนมา วันก่อนยังไปนั่งกินเหล้าบนดาดฟ้ากับพวกพี่ธิตเลย” แป๋งตอบ

ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่วันที่ผมกลับหอเร็วแทบจะนับไม่ถูก ไม่ใช่เพราะว่าเยอะมาก แต่มันน้อยจนแทบจะนับไม่ถูกต่างหาก ส่วนใหญ่ผมใช้เวลาเถลไถลอยู่ข้างนอก ไปกับเวชบ้าง ไปกับบอยบ้าง กับพวกพี่ธิตก็มีไปสังสรรค์บ้างเป็นครั้งคราว แต่ไม่เคยเห็นตี๋วุฒิคนนี้มาก่อนเลย

หลังจากที่คุยทักทายกับแป๋งสักครู่ ผมก็ขอตัวกลับขึ้นห้อง ในยามที่รู้สึกโดดเดี่ยวเช่นนี้ แป๋งเป็นเหมือนขอนไม้ในทะเลเหงาที่ให้ผมไขว่คว้า ผมตั้งใจว่าจะเอาของไปเก็บหลังจากนั้นจะลงมาคุยกับมันแก้เซ็งสักหน่อย ยังอีกหลายวันกว่าโรงเรียนจะเปิด ถ้าไม่ได้คุยกับใครเลยมีหวังเหงาตาย เคยคิดหวังให้มันขึ้นไปหาผมสักหน่อยมันก็ไม่ขึ้นไปสักที

หลังจากที่วางของที่เพิ่งซื้อมาใหม่ลงในห้อง และอู้อีกสักครู่ ผมก็ออกจากห้องเพื่อลงไปคุยกับแป๋งที่ชั้นล่าง ขณะที่เดินลงบันไดมาถึงชั้นสามนั้นเอง ผมก็ได้ยินเสียงคนขึ้นบันไดมา และแล้วเสียงคนเดินขึ้นบันไดนั้นเงียบหายไป แสดงว่าคนผู้นั้นเดินขึ้นมาแค่ชั้นสอง

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร แต่ว่าจู่ๆผมก็รู้สึกเอะใจขึ้นมา ผมผ่อนฝีเท้าจนเบา จากนั้นเดินลงบันไดต่อไปยังชั้นสองอย่างเงียบกริบ

ที่ชั้นสอง ผมเห็นเงาหลังของผู้ที่เดินขึ้นมาอยู่กำลังเดินอยู่บนทางเดิน เจ้าของเงาหลังนั้นคือแป๋งนั่นเอง ผมเห็นแป๋งเดินเปิดประตูห้องหนึ่งเข้าไปโดยที่ไม่ต้องเคาะประตู!

- - -

ฟังเพลง Varitions on the Kanon by Johann Pachelbel เดี่ยวเปียโนโดย จอร์จ วินสตัน
เพลงนี้เป็นหนึ่งในเพลงที่ผมรักมากที่สุด ฟังทีไรก็ให้ความรู้สึกที่อ้างว้างและเงียบเหงาทุกครั้ง แต่ก็ยังชอบฟัง



ฟังเพลง Canon in D Major by Johann Pachelbel เวอร์ชันต้นตำรับ บรรเลงด้วยเครื่องดนตรีโบราณ
<เพลง Varitions on the Kanon by Johann Pachelbel นำมาบรรเลงด้วยเปียโนนั้นใช้ theme หรือว่าแนวทำนองหลักมาจากเพลง 'แคนอนในบันไดเสียงดีเมเจอร์' (Canon in D Major) ซึ่งประพันธ์โดย โยฮันน์ พาเคลเบล (Johann Pachelbel) นักประพันธ์เพลงชาวเยอรมนีในยุคบารอกอันเป็นยุคเดียวกับบาคนั่นเอง เพลงนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นเพลงที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักมากที่สุดในบรรดาเพลงทั้งหมดของพาเคลเบลที่บรรเลงกันในยุคปัจจุบัน ถูกนำมาเรียงเรียงใหม่และบรรเลงในรูปแบบต่างๆกันและใช้เครื่องดนตรีต่างๆกันมากมาย เพลงนี้เป็นการบรรเลงแบบต้นตำรับโดยใช้วงเครื่องสายที่เป็นเครื่องสายโบราณที่ใช้กันในยุคบารอกหรือเมื่อราว ๓๐๐ ปีที่แล้ว>

ฟังเพลง Canon in D Major by Johann Pachelbel บรรเลงด้วยวงออร์เคสตรา
<เวอร์ชันนี้บรรเลงด้วยวงออร์เคสตรา ถือเป็นเวอร์ชันที่นิยมกันเป็นมาตรฐานในปัจจุบัน>



<เครื่องเล่นเทปพร้อมวิทยุ โซนี่ วอล์กแมน รุ่นผมใช้ตอนเรียนมัธยม ซื้อมาตั้งแต่ตอนมัธยมต้น ใช้จนพังในตอนมัธยมปลาย หลังจากนั้นก็ไม่ได้ซื้อใหม่อีกเลย ถือเป็นวอล์กแมนเครื่องสุดท้ายที่ผมใช้ ในภาพนำมาเปรียบเทียบกับปากกาและเครื่องเล่น MP3 ในยุคปัจจุบันเพื่อให้เห็นขนาด ถ้าเป็นตอนนี้ก็ถือว่าเทอทะ แต่ในตอนนั้นก็ต้องถือว่าขนาดย่อมใช้ได้แล้ว>

29 comments:

ฟร said...

มาเวลานี้ ขอที่ 1 ละกัน
นัย

Anonymous said...

สดยอดคับ ฟร
ผมที่ 2 แล้วกัน
5555
KTB

Anonymous said...

อิอิ ผมวันนี้มาถูกเวลาแหะ

ปล.ขอบคุณอาอูครับที่มาเขียนต่อให้

Sea~~!!

little_tum said...

วันนี้อารมณ์ดี เช้ามาได้อ่านเรื่องของอู
.... (^_^)

พี said...

วันนี้ติดท็อปไฟฟ์ครับ....

อ่ะ อ่ะ มีคนใหม่มาอีกแล้ว ตี๋ ล่ำ คงต้องให้แป๋ง นำทีมหน่อยล่ะมั่ง 3 ค น อลเวง

+ P +

Anonymous said...

ขอที่6

แอบงงว่าจะหักมุมยังไง?

นายอูจะ3p?

ฮ่าๆๆๆ

รอลุ้นละกันครับ

Anonymous said...

7.... รายงานตัวครับ

แบงค์ครับ

Anonymous said...

มารักอาอู

หลาน Arus ของอาอู

Anonymous said...

ขอตอนที่43 อย่างด่วนเลย
กำลังเข้าด้าย เข้า.............เข็ม

thom

Anonymous said...

กลัวว่าสองคนนี้จะชวนไปให้เสียตัว+~เสียคนน่ะสิ...
แต่เข้าไปทำอะไรกันก็คงไม่ต้องเดา พี่แป๋งล่าแต้ม
เสียขนาดนั้น

หลาน Arus ของอาอู

Choo said...

หลาน arus ตัดพ้อเรื่องเพลง ขออภัยจริงๆ มัวแต่จะแซวกันอยู่ อาจะกลับไปฟังเดี๋ยวนี้ครับ ขอโทษ ขอโทษ

ตอนใหม่เลยไปฟังเพลงก่อนทั้งสามเวอร์ชั่นเลย ฟังไปพร้อมหลับตาปล่อยจิตให้ล่องลอยไปกับเสียงเพลง ภาพเรื่องราวในอดีตย้อนกลับมาให้นึกถึงเป็นช่วงๆ ได้อารมณ์ร่วมและความรู้สึกเหงาเปล่าเปลี่ยวเกิดขึ้นในจิตใจไม่น้อยเลย

บางครั้งในขณะที่เราสนุกสนานกับชีวิต เราอาจละเลยความรักความห่วงใยของบุคคลสำคัญในครอบครัว แต่เมื่อใดที่เกิดความทุกข์ขึ้นในจิตใจ ทุกคนล้วนนึกถึงและใฝ่หาครอบครัวที่อบอุ่น ความอุ่นใจเกิดขึ้นเมื่อนึกถึงความห่วงใยของพ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ พี่น้อง อูก็อย่าถือทิฐิมากนะครับ พ่อแม่ล้วนรักลูก เพียงแค่ท่านแต่ละคนก็มีการแสดงออกที่ต่างกันไปเท่านั้น นะนะ

หากความเหงา ความน้อยใจ ความเสียใจ มาเยือนพร้อมกับความหนาวเหน็บและดวงตะวันที่กำลังคล้อยตกดิน มันจะให้ความรู้สึกที่อ้างว้างเปล่าเปลี่ยวเป็นทวีคูณ และจะเกาะกินจิตใจอย่างที่สุด มันบาดลึกเข้าไปถึงก้นบึ้งของขั้วหัวใจที่ยากจะลืมเลือน ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน และมัยยากที่จะบรรยายความรู้สึกออกมาเป็นตัวหนังสือจริงๆ

เป็นกำลังใจให้นายอู ผ่านช่วงเวลาแห่งความเหงา+หนาวไปด้วยจิตใจที่เข้มแข้งครับ แม้มันจะเป็นเพียงนิยาย ก็ตาม

ชู

ปล. น้องแป๋งนี่แซบจริงๆ ชอบๆ

Nai said...

เหงาก็ร้องไห้ออกมา ไม่น่าจะแปลกอะไรนะครับ น้ำตาจะช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น เชื่ออย่างนั้นเพราะมีประสบการ์เหมือนกันแต่ไม่บ่อยนัก

อาจารย์ใหญ่ชู เม้นต์ยาวๆสมกับเป็นพี่ใหญ่จริงๆ แต่ก็จริงก็แกนะอู

เรื่องเพลงของหลาน Arus ของอาอู ฟังแล้วเหมือนกันครับ ชอบครับ แต่ชอบความตั้งใจที่ หลาน Arus ทำมาให้มากกว่า

ไหนอูบอกว่าตอนนี้จะหักเห ไม่เห็นหักเหเลย แกล้งทวงจะได้มาต่อตอนหักเหไวไวไงครับ

**เคยรู้สึกไหม เวลาไม่มีใครแล้ว จะมองไปทางไหน ไม่มีใครให้พูดจา
ไม่มีเลยซักคน จะหันมองมองและเข้าใจ คนๆนี้ที่มันไม่มีอะไร
นี่คือเหงา นี่แหละเหงา นี่คือความจริงที่ได้เจอ เจ็บปวดทรมานลึกลงข้างในใจ
โอ้ความเหงา มันช่างหนาว มันช่างยาวนานและทุกข์ทน รอคอยใครบางคนมาหยุดมัน**

ปล. **เพลงเหงา ** ของบอย

นัย

Anonymous said...

ตอนหน้ามีเสียว ตอนหน้ามีเสียว
ตอนหน้ามีเสียว ตอนหน้ามีเสียว

อู ครับ คำว่า conon ความหมายอะไรลึกซึ้งป่าวครับ
ไม่เคยเรียนดนตรีหน่ะ แต่เห็นเพลงที่มีคำว่า conon
เยอะจัง แล้วเขียนยังไง kanon หรือว่า conon
หรือคนละคำกัน

t1000

Anonymous said...

^
^
^
แล้ว canon rock ที่เล่นกะกีตาร์ไฟ
ใช่เพลงเด่วกันป่าว

Anonymous said...

ผมก็เคยรู้สึกเหงาอย่างพี่อูเหมือนกันครับตอนเรียนมหาวิทยาลัยปีแรก คิดถึงบ้านมาก เหมือนเราไม่มีใคร เข้าใจตามได้เลยครับ
ไก่

naja said...

ตอนหน้าจะ 3 P รึเปล่าครับพี่ อิอิ

Anonymous said...

คราวหน้ามีเสียวหรือเปล่า แป๋งจะล่าแต้มหรือว่าหักมุมอีกคราวหน้ารู้ (มั้ง) ครับ ชอบคิดกันว่าหักมุมเลยยังไม่บอกดีกว่า เอาไว้ลุ้น

canon (อ่าน แคนอน) เป็นคำภาษาอังกฤษ ถ้าเขียนแบบภาษาเยอรมันจะเขียน kanon (อ่านว่า คานอน)

แคนอนเป็นรูปแบบทางดนตรีอย่างหนึ่งครับ คือ มีเมโลดี 1 ทำนอง แต่นำมาเล่นซ้ำๆกันโดยเหลื่อมเวลากัน ฟังแล้วเหมือนเสียงสะท้อนนั่นเอง

ตัวอย่างของแคนอนที่ง่ายที่สุดคือเพลง row your boat ลองดูใน youtube ชิ้นต่อไปนี้จะเข้าใจ สาวๆเหล่านี้ร้องไม่พร้อมกัน คือรูปแบบของแคนอนนั่นเอง ไม่ใช่ว่าเมาจึงร้องไม่พร้อมกัน

http://www.youtube.com/watch?v=JeNIs7Bl9jE&feature=related

ความดังของ canon in D major ของพาเคลเบล นี้ก็คล้ายๆกับเพลง A lover's concerto คือแต่เดิมเป็นเพลงคลาสสิกแล้วต่อมาถูกนำมาดัดแปลง ใส่เนื้อร้อง ฯลฯ ในแนวป๊อบ ก็เลยดัง อย่างเพลง canon นี้ก็ดังเพราะเป็นเพลงประกอบในภาพยนตร์ Ordinary People (หนังปี 1981)

Canon rock ก็คือเพลงนี้เองครับ

อู

Anonymous said...

ขอบคุณครับ

เด่วนี้คุณอูน่ารักจังน่ะครับ
โพสต์ ก็เร็ว ความรู้มี

tl000

All about Rose said...

รออยู่นะคะ

Anonymous said...

ทำไมตอนนี้สั้นจังคับ อะไรยังไม่กระจ่างเลยไหนว่าจะมีจุดเปลี่ยนไง หุหุ
รออ่านต่อไปคับ
เรื่องเป็นหวัดหายแล้ว แต่ตอนนี้เป็นฝีที่หัวเข่าคับ
เจ็บปวดใช้ได้เลย รออ่านต่อไปคับ
^^sky^^

Anonymous said...

)^_^(
ไม่รักลุงอู
ตื่นเต้นจิงๆ หักเหของลุงเดาว่าคงไม่ใช่แป๋งขึ้นมาเรียกวุฒไปรับสายนะ เอิ้กๆ เพลงนี้ฟังคล้ายเพลงละครเกาหลีเลยนะครับ อยากอ่านต่อแล้วอะครับขอบคุนค้าบ

Anonymous said...

ลืมไปเลยว่ายังดัดหลังได้ว่าคนเข้าไปเป็นอาป๋อง
ไม่ก็ทั้งอาป๋อง และอาแป๋ง
แต่เท่าที่พิจารณาแล้ว เชื่อมั่นว่าอาอูต้องโดนจับได้
ว่าเข้าไปแอบดู

หลาน Arus ของอาอู

Anonymous said...

อ่านไปอ่านมา กำลังสงสัยว่าอาอูจะ 3P ป่ะเนี่ย เฮอะๆๆ อ่านมาตั้งแต่ภาคแรก ไม่รู้จะอิจฉาดีมั้ยที่อาอูมีประสบการณ์เรื่องรักและเรื่องบนเตียงเยอะ เพราะผมยังหาใครไม่ได้สักคน เฮ่อ
Oliver

Choo said...

วันนี้วันครู กราบระลึกถึงคุณงามความดีของอาจารย์วาริ
ขอแสดงมุทิตาจิตมา ณ บล๊อคของอูนี้ครับ

ชู

Anonymous said...

)^_^( สวัสดีวันครูครับ ลุงเป็นหมอหรือเป็นครูกันน้อแต่ลุงเก่งความรู้เยอะจัง ดูข่าวแผ่นดินไหวแล้วน่าสงสารคนที่นั่นนะครับ ปีนี้ไม่เห็นจะหนาวเลยสู้ปีที่แล้วก็ไม่ได้จริงๆมันน่าจะหนาวกว่าปีที่แล้วนะครับก็ที่อื่นเค้าหนาวจนตายกันเลย พรุ่งนี้เจอกันนะครับบาย

Anonymous said...

เพิ่งกลับมาจากเขาชนไก่ เหนื่อยนิดหน่อย แต่ก็เสียงนี่หายไปเลย ไปเป็นหัวหน้ากองร้อย
งานหนักพอดู แต่พอมาอ่านตอนนี้แล้ว
ก็รู้สึกเหงาๆเหมือนกันครับ

ไงก็รออ่านตอนหน้าอยู่นะครับ
อาร์ม

eiky said...
This comment has been removed by the author.
eiky said...

ยิ่งอ่านตอนนี้ ยิ่งเหงา ครับ เพราะเข้ากะดึกทำงานคนเดียว เหงามากมาย รออ่านตอนต่อไปนะครับ พี่อู
เขียนกลอน มั่วๆ มาให้พี่ อู อ่านเล่น ไม่ถูกไวยกรณ์หรอกครับ แต่เขียนเอามันส์ อิอิอิ

When you needed rain it's desert,
Look for cloud to hide but only hot sun,
when you needed warm it's cold,
find another beautiful but see torn one,
When you needed spring it's already winter,
Seek a wonderful world but just a fighting gun,
when you needed love it's alone,
Find for another part but just a moan.

Happy January Krub P' Au and everyone

boy_aof_za said...

หวัดดีครับคุณอู วันนี้พอดีว่างเข้ามาเป็นกำลังใจให้
จะเข้ามาติดตามอยู่บ่อยๆนะครับ