Tuesday, April 5, 2011

ภาคสี่ ตอนที่ 28

ผมรู้สึกตกใจ เหลือบมองเห็นพี่พรทำหน้าแปลกๆ ขณะเดียวกันคนที่ยืนอยู่ในบริเวณนั้นก็เหมือนกับมีสีหน้าดูแคลน จากความรู้สึกตกใจก็เปลี่ยนเป็นความรู้สึกอับอายขึ้นมา เรื่องของผมป่านนี้คงหึ่งไปทั้งหอ ป่านนี้ผมคงกลายเป็นตัวประหลาดให้คนทั้งหอหัวเราะเยาะไปแล้ว

ตอนนั้นผมรู้สึกลังเล ไม่รู้ว่าควรจะรับมือกับสถานการณ์อย่างไร รู้สึกว่าตนเองกำลังเป็นเป้าสายตาอยู่ หากยืนรอโทรศัพท์อยู่ข้างล่างก็รู้สึกอับอาย แต่หากกลับขึ้นไปบนห้องก่อนก็กลัวว่าเมื่อเอกโทรมาและผมไม่ได้รับสายในทันที เอกอาจจะเล่าอะไรที่ไม่ควรเล่าออกมาอีก

“ถ้ามีโทรศัพท์มาอีกพี่พรช่วยเรียกผมด้วยนะครับ ผมกลับขึ้นไปที่ห้องก่อน” ผมรีบพูดกับพี่พรโดยไม่กล้าสบตาจากนั้นก็รีบเดินขึ้นบันไดหอพักเพื่อขึ้นไปยังชั้นบนทันที ผมคิดดูแล้วผมคงหน้าด้านยืนทำเป็นทองไม่รู้ร้อนอยู่ข้างล่างต่อไปไม่ไหวแน่ ขึ้นไปตั้งหลักที่ห้องก่อนคงจะดีกว่า

ความรู้สึกในตอนนั้นคือรู้สึกอับอาย ความลับที่ผมเก็บซ่อนให้อยู่ในเงามืดของหัวใจมานานในที่สุดก็ถูกเปิดเผยออกมา ผมไม่กล้าสู้หน้าใครเลย ตอนนั้นนึกกลัวและกังวลไปหมด ไม่รู้ว่าจะอยู่ที่หอนี้ต่อไปได้อย่างไรในสภาพที่น่าอับอายเช่นนี้ พร้อมกันนั้นก็คิดย้ายไปอยู่ที่อื่นโดยเร็วที่สุด โชคยังดีที่หอพักกับที่มหาวิทยาลัยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันเลย ไม่อย่างนั้นเรื่องคงตามไปหึ่งที่มหาวิทยาลัยด้วยเป็นแน่ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรเพราะการย้ายที่เรียนระหว่างปีคงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

แล้วทางบ้านล่ะจะรู้ไหม ก็ไม่แน่เพราะว่าว่าแม่มักโทรมาหาผมที่หอ รวมทั้งแม่รู้จักกับคุณน้าเจ้าของหอพักด้วย หากพี่พรรู้เรื่องนี้คุณน้าก็อาจพลอยรู้ไปด้วย ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงเรื่องก็อาจเข้าหูแม่ได้

ผมอดคิดถึงเรื่องไอ้นัยไม่ได้ หลายปีก่อนตอนที่มีเรื่องจนไอ้นัยถูกส่งไปอยู่เมืองนอก ในครั้งนั้นผมเอาตัวรอดมาได้อย่างหวุดหวิดเพราะไอ้นัยไม่ยอมซัดทอดถึงผม ยังจำความวิตกกังวลและความทุกข์ใจที่เกิดขึ้นในครั้งนั้นได้ ประสบการณ์ของไอ้นัยเมื่อตอนที่ครอบครัวของมันรู้ความจริงในครั้งนั้นเป็นความทรงจำอันเลวร้ายที่ฝังใจผมอยู่ตลอดมา มาวันนี้ความกังวลและความทุกข์ใจนั้นก็กลับมาอีกครั้งหนึ่ง

“เธอเป็นเด็กผู้ชาย ยังไงต่อไปก็ควรต้องแต่งงานมีครอบครัว เธออย่าเลือกเดินทางผิดนะ หากถลำไปแล้วมันจะถอยได้ยาก อีกหน่อยเธออาจเป็นคนมีชื่อเสียง มีหน้ามีตาในสังคมก็ได้ เธอต้องประพฤติตัวให้สังคมยอมรับได้ คิดเสียตั้งแต่ยังไม่สายเกินแก้... เข้าใจที่ครูพูดไหม”

ในความคิดของผมเหมือนกับได้ยินคำพูดของอาจารย์ประพิมพ์ดังก้องอยู่ในหู อาจารย์ประพิมพ์พูดกับผมมาตั้งแต่ผมอยู่ชั้น ม.๑ หลังจากที่มีเรื่องกับไอ้โหนก ตั้งแต่นั้นมาผมก็พยายามพิสูจน์ว่าผมเลือกเส้นทางชีวิตได้ไม่ผิด แต่ทว่าหลายปีที่ผ่านมานี้ประสบการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นกับผมกลับไม่สามารถหักล้างคำพูดของอาจารย์ได้เลย... ชีวิตของผมกลับผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“น้องอู รับโทรศัพท์” เสียงของพี่พรดังจากอินเตอร์คอมกระชากให้ผมตื่นจากภวังค์ความคิดและกลับเข้าสู้โลกของผความเป็นจริง... โลกของความจริงที่รอผมอยู่ข้างหน้า...

ผมรีบลงไปข้างล่าง ตรงไปที่เครื่องโทรศัพท์ทันที ตลอดทางที่เดินลงมาผมมองแต่ที่ปลายเท้าของตนเอง ไม่กล้ามองหน้าหรือสบตากับใคร

“ฮัลโหล” ผมรับสายด้วยเสียงแผ่วเบา จู่ๆก็รู้สึกท้อแท้หมดเรี่ยวแรงขึ้นมาอย่างกะทันหัน

“ฮัลโหล คุณอู” เสียงที่ผมไม่อยากได้ยินกล่าวทักทาย น้ำเสียงฟังดูแจ่มใสเหมือนกับคนที่กำลังมีอารมณ์ดี “ที่แท้ชื่ออู ไม่ได้ชื่อปู”

ผมรู้สึกหนาววูบกับคำพูดของเอก นี่มันจะมาไม้ไหนของมันนะ

“คุณโทรมาอีกทำไม” ผมถาม

“ก็เรายังมีเรื่องต้องคุยกันอีกตั้งเยอะ” เอกตอบด้วยเสียงแจ่มใส

“ผมไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ ผมเล่าให้คุณฟังตามจริงไปหมดแล้ว คุณเลิกโทรมารังควานผมเสียทีได้ไหม” ผมพูด รู้สึกว่าเสียงของตนเองแหบพร่า

“รังควานอะไรกัน แค่โทรมาคุยด้วย” เอกพูด “ผมยังอยากคุยกับคุณเรื่องหนุ่ย”

“ผมไม่อยากคุยแล้ว อยากให้มันจบไปเสียที” ผมพูด สายตาก็สอดส่ายมองดูรอบข้างว่ามีใครกำลังสนใจฟังการสนทนาของผมอยู่หรือไม่ รู้สึกกังวลและหวาดระแวงไปหมด

“จะจบได้ยังไง ก็คุณมายุ่งกับแฟนผม” เอกพูดด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดี

“ก็บอกแล้วว่าเราเป็นแค่เพื่อนกัน แค่เขียนจดหมายคุยกัน กินข้าวดูหนังไปครั้งหนึ่งเท่านั้น” ผมย้ำคำเดิมอีก “ผมกับหนุ่ยไม่ได้ทำอะไรเกินเลยฐานะเพื่อน”

“ก็ไม่แน่” น้ำเสียงของเอกเริ่มแสดงอารมณ์ออกมา “กินอยู่กับปาก อยากอยู่กับท้อง รู้ๆกันอยู่ แค่แต่งเรื่องแล้วพูดให้ตรงกันมันไม่ยากเลย จริงไหม”

“พูดยังไงคุณก็บอกว่าไม่เชื่อ แล้วจะให้ผมทำยังไง” ผมท้อแล้ว พูดยังไงมันก็ไม่เชื่อ มิหนำซ้ำยังถามซ้ำวนเวียน ผมมองไม่เห็นทางออกจริงๆ

“ผมว่าบางทีผมไปคุยกับคุณต่อหน้าดีกว่านะ ผมเข้ากรุงเทพฯไปหาคุณก็ได้” เอกพูด

“คุณไม่ต้องมาหรอก” ผมไม่กลัวคำขู่ของเอกในครั้งนี้ แม้แต่หนุ่ยยังไม่รู้ที่อยู่ของผม รู้แต่ตู้ ปณ. เอกจะมาหาผมเจอได้ยังไง “ผมไม่อยากเจอคุณ”

“คุณเลือกไม่ได้หรอก คนที่ตัดสินใจคือผม ไม่ใช่คุณ” เอกพูดเสียงเย็น เสียงของเอกเดี๋ยวร่าเริง เดี๋ยวเครียด เดี๋ยวเย็นเหมือนไม่อนาทร น้ำเสียงหลากหลายอารมณ์ในช่วงเวลาที่คุยกันเพียงไม่กี่นาทีทำให้ผมรู้สึกกลัวเอกขึ้นมาอย่างจับใจ

“คุณไม่มีทางหาผมเจอหรอก” ผมสวนกลับไป รู้สึกว่าเอกพยายามทำสงครามประสาทกับผม ถ้าผมอ่อนข้อให้เอกก็คงถูกต้อนให้เข้ามุมเป็นแน่ จึงพยายามทำเสียงแข็งสวนไปบ้าง “ถ้าผมไม่อยากเจอคุณคุณก็ทำอะไรไม่ได้”

“ลองดูไหมล่ะ” เอกหัวเราะ “คุณอยู่หอพักชื่อ... ซอยลาดพร้าว... ตอนนี้เรียนอยู่ชั้นปี ๑ คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัย... คุณจะให้ผมไปหาคุณที่หอหรือที่คณะดีล่ะ”

ผมใจหายวูบ เพิ่งเข้าใจคำว่า ‘จนตรอก’ อย่างถ่องแท้ก็ในวันนี้เอง ผมถูกต้อนเข้ามุมอย่างหมดหนทางต่อสู้ เอกกุมสถานการณ์เอาไว้ได้ทั้งหมดโดยที่ผมทำอะไรไม่ได้เลย

“คุณรู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไง” ผมถามด้วยเสียงที่แผ่วเบาและแหบพร่าจนไม่อยากเชื่อว่าเป็นเสียงของตนเอง

“ก็ไม่ยากอะไร” เอกตอบ “ผมโทรมาที่เบอร์นี้หลายครั้งแล้ว ใครรับสายผมก็ถามโน่นถามนี่เกี่ยวกับตัวคุณไปเรื่อยๆ ไม่นานก็รู้หมด...”

โทรศัพท์ถูกตัดสายเพราะครบเวลา ผมวางหูโทรศัพท์ลงบนแท่นอย่างหมดแรง ห้านาทีที่คุยกับเอกผมรู้สึกว่ายาวนานราวกับเป็นชั่วโมงเลยทีเดียว

หลังจากนั้นผมก็ยืนรออยู่ที่เครื่องโทรศัพท์เพราะคิดว่าเอกคงโทรมาอีก ผมยืนก้มหน้า ไม่ยอมมองหน้าใคร แต่รออยู่นานเกือบครึ่งชั่วโมงเอกก็ไม่โทรมาอีก ตอนที่คุยกับเอกรู้สึกเหมือนกับว่าคุยกันนานเป็นชั่วโมง แต่ตอนที่ยืนคอยโทรศัพท์นั้นกลับรู้สึกยาวนานราวกับเป็นปี จนในที่สุดผมรู้สึกว่าอยู่ข้างล่างต่อไปไม่ไหวอีกแล้วจึงเดินกลับขึ้นห้องไป

“ยังไม่จบอีกเหรอ” พี่พรถามเมื่อผมเดินผ่านหน้าไป ผมส่ายหน้าแทนคำตอบ

“นายคนนี้ดูท่าจะร้ายนะ” พี่พรออกความเห็น “น้องอูไม่น่าไปมีเรื่องกับคนแบบนี้ได้เลย”

คำพูดของพี่พรแสดงความเห็นอกเห็นใจ แต่ผมคิดว่าพี่พรคงพูดไปตามมารยาทเท่านั้น ที่จริงแล้วอาจกำลังรู้สึกขยะแขยงหรือสมน้ำหน้าในความวิปริตของผมอยู่ก็เป็นได้

“ครับ” ผมไม่รู้ว่าจะพูดอะไรจึงได้แต่รับคำ จากนั้นก็รีบเดินขึ้นบันไดไป

คืนนั้นเอกไม่ได้โทรมาอีกเลย ผมเฝ้าคอยโทรศัพท์จนผลอยหลับไป หลังจากนั้นก็ตื่นขึ้นมาอีกทีกลางดึก หลังจากที่ตื่นแล้วก็มัวแต่คิดฟุ้งซ่านและนอนไม่หลับอีกเลยจนกระทั่งรุ่งสาง ผมคิดไปสารพัดเรื่อง สุดท้ายก็มาวนเวียนอยู่ที่เรื่องของเอก เรื่องย้ายหอพัก คิดถึงที่บ้าน คิดถึงไอ้นัย และคิดถึงคำพูดของอาจารย์ประพิมพ์...

- - -

วันต่อมา

“เพ็ญเอาไปตรวจแค่นี้ก่อนละกัน วันนี้เราต้องกลับแล้ว” ผมพูดกับเพ็ญพลางส่งกระดาษปึกบางๆปึกหนึ่งให้แก่เพ็ญในตอนบ่าย มันเป็นต้นฉบับงานแคลคูลัสที่เพิ่งพิมพ์เสร็จไปส่วนหนึ่งนั่นเอง วันนี้ผมเอางานที่ทำค้างไว้มาตรวจทานนิดหน่อยจากนั้นก็สั่งพิมพ์ออกมาทางเครื่องพิมพ์ จากนั้นส่งให้เพ็ญช่วยตรวจทานอีกรอบหนึ่ง ส่วนตัวผมเองไม่มีงานอะไรคืบหน้าเลยในวันนี้เพราะไม่ได้ทำอะไรเนื่องจากเมื่อคืนอดนอนมา กลัวทำแล้วจะผิดพลาดแบบวันก่อนอีก และอีกประการหนึ่งก็คือไม่มีสมาธิที่จะทำด้วย

“รีบกลับอีกแล้วเหรอ” เพ็ญถาม “ช่วงนี้อูเป็นอะไรหรือเปล่า ดูเครียดๆ นั่งเหม่อ แถมตอนเรียนก็ยังมีนั่งหลับ อูเป็นอะไรกันแน่น่ะ”

เพ็ญสังเกตผมแม้กระทั่งตอนที่ผมอยู่ในห้องเรียน น้ำเสียงของเพ็ญแสดงความเป็นห่วงเป็นไยจนผมอดตื้นตันใจไม่ได้ เพ็ญนับเป็นเพื่อนที่ดีของผมคนหนึ่งเลยทีเดียว

“ช่วงนี้ต้องรีบกลับหอน่ะ” ผมตอบแล้วก็เหมือนไม่ได้ตอบเนื่องจากมันไม่ได้อธิบายอะไรให้แจ่มชัดขึ้นเลย

“เฮ้ย ไอ้อู ทำไมงานยังไม่เสร็จจะรีบกลับอีกแล้ว วันนี้ไม่ยังเห็นพิมพ์งานอะไรเลย” พี่ตั้วโวยเสียงดังมาจากโต๊ะข้างๆ “ถ้าช้าขนาดนี้ กว่าชีตจะออกครบก็พอดีสอบกลางภาคเสร็จกันไปหมดแล้ว”

“เอาไว้ก่อนครับพี่ตั้ว วันนี้ผมมึน กลัวทำพลาดแบบวันก่อนอีก” ผมตอบไปตามตรง “พรุ่งนี้จะรีบมาทำให้แต่เช้า”

“พูดแบบนี้มาหลายวันแล้ว ไม่เห็นว่านายจะมาเช้าตรงไหนเลย” พี่ตั้วอารมณ์บ่จอยใส่ผมอีก

ผมเบื่อที่จะฟังพี่ตั้วบ่นจึงรีบหนีลงมาจากชมรม จากนั้นก็รีบเดินทางกลับหอพัก เป็นไปได้ว่าวันนี้เอกอาจโทรมาอีก ผมต้องรีบกลับหอให้เร็วที่สุดเพื่อมารอรับโทรศัพท์ของเอก

- - -

“น้องอูกลับแต่วันเลยนะวันนี้” พี่พรทักเมื่อเห็นหน้าผมเหมือนกับรู้ทัน สังเกตสีหน้าของพี่พรไม่ออกว่ากำลังคิดอะไรอยู่ รังเกียจ สมเพช หรือว่าเห็นใจ...

“วันนี้โทรมาหรือยังครับ” ผมถามด้วยเสียงแผ่วเบา รู้สึกอับอายพี่พรมาก

“โทรมาหนนึง เมื่อสักครึ่งชั่วโมงนี้เอง” พี่พรพูด

“ขอโทษนะครับพี่ ทำให้พี่พรวุ่นไปด้วย” ผมพูด “คุณน้า เอ้อ... รู้เรื่องไหมครับ”

“คงยัง” พี่พรตอบ “พี่ไม่ได้เล่า และช่วงนี้คุณน้าไม่ค่อยได้ลงมาเฝ้าข้างล่างก็เลยยังไม่รู้เรื่อง แต่ถ้าหากลงมาเฝ้าแล้วรับสายนายนั่นเข้าพอดีก็คง...”

ผมพยักหน้า เข้าใจดีว่าพี่พรหมายความว่าอะไร ยังไม่ทันจะพูดอะไรเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ผมรีบเดินไปยกหูขึ้นรับสายทันที

“ฮัลโหล หอพัก...ครับ” ผมพูด

“ขอสายห้อง...หน่อยครับ” สำเนียงเหน่อดังมาจากปลายสายด้านโน้น

“นั่นหนุ่ยเหรอ” ผมอุทาน ผู้ที่โทรมากลับไม่ใช่เอกแต่เป็นหนุ่ย

“ปูใช่ไหม นี่หนุ่ยเอง” เสียงจากปลายสายด้านโน้นทักทาย น้ำเสียงบ่งบอกความดีใจ ไม่รู้ว่าหนุ่ยรู้เรื่องชื่อของผมจากเอกหรือไม่ แต่หนุ่ยก็ยังคงเรียกผมเช่นเดิม “เมื่อกี้หนุ่ยก็โทรมาทีนึงแล้วแต่ไม่เจอปู”

ที่แท้เมื่อครู่อาจเป็นหนุ่ยนั่นเองที่โทรมาแต่พี่พรแยกไม่ออกระหว่างเสียงของเอกกับเสียงของหนุ่ยจึงเข้าใจว่าเป็นเอกโทรมา

“หนุ่ย ทำไมนายทำแบบนี้ นายทำเรื่องวุ่นวายให้เรามากเลยนะ” ผมอดต่อว่าหนุ่ยไม่ได้

“ปู ฟังหนุ่ยก่อนนะ” น้ำเสียงของหนุ่ยเปลี่ยนจากดีใจเป็นเศร้าสร้อย “เอกเคยเป็นแฟนหนุ่ย แต่เราเลิกกันไปแล้ว เอกไม่ได้เป็นอะไรกับหนุ่ยแล้ว หนุ่ยจะคบกับใครก็ได้นะ”

ผมฟังหนุ่ยแล้วก็ถอนใจ มันก็เป็นไปได้ เอกอาจจะทำตัวเป็นเจ้าของและยังหวงหนุ่ยอยู่ ไม่ยอมให้ใครมายุ่งแม้ว่าจะเลิกรากันไปแล้วก็ตาม เรื่องแบบนี้พบได้บ่อยๆในละครทีวี

“หนุ่ยจะคิดยังไงก็ตาม แต่เอกไม่ได้คิดแบบนั้น และเอกก็โทรมารังควานเราทุกวัน” ผมพูด

“ขอโทษด้วยนะปู หนุ่ยไม่คิดว่าเอกจะตามมาวุ่นวายกับหนุ่ยอีก รวมทั้งไม่คิดว่าเอกจะไปยุ่งกับปูด้วย” หนุ่ยพูดด้วยเสียงละห้อย

“ขอโทษก็ไม่มีประโยชน์ หนุ่ย เรา...” ผมพูดแล้วหยุดไป จากนั้นพูดต่อด้วยเสียงแผ่วเบาเพราะเกรงจะมีใครได้ยินเข้า “เราอยากให้นายเลิกติดต่อกับเรา ต่อไปไม่ต้องเขียนจดหมาย ไม่ต้องโทรคุย ไม่ต้องติดต่อกันอีกเลย”

“หา” หนุ่ยอุทาน เงียบไปครู่หนึ่งจากนั้นก็พูดขึ้นด้วยเสียงเศร้าๆ “แล้วปูไม่สงสารหนุ่ยบ้างเหรอ หนุ่ยไม่ได้ทำอะไรผิด ทำไมปูต้องทำแบบนี้กับหนุ่ย หนุ่ยอยากมีเพื่อนบ้างไม่ได้หรือไง”

ผมอึ้ง หวนนึกถึงใบหน้าของหนุ่ย ในหน้าที่หล่อคมคายของหนุ่ยเวลาเศร้าใครเห็นก็คงใจอ่อน คิดแล้วก็อดใจอ่อนไม่ได้

แต่เมื่อนึกถึงเอกผมก็รู้สึกหนาว ผมไม่มีทางต่อกรกับเอกได้เลย ผมเปรียบเหมือนอยู่ในที่แจ้ง ส่วนเอกนั้นคอยโจมตีผมอยู่ในเงามืด

“หนุ่ย เราคงคบกันต่อไปไม่ได้ แม้ว่าจะเป็นฐานะเพื่อนก็ตาม” ผมตัดใจพูด “ไม่ใช่ว่าหนุ่ยไม่ดี แต่นายเอกคนนั้นคงรังควานเราต่อไปไม่สิ้นสุด เราไม่มีทางเลือกเลยหนุ่ย”

“ขอเวลาให้หนุ่ยหน่อยได้ไหม เมื่อไรที่หนุ่ยสลัดหลุดจากเอกได้หนุ่ยจะโทรไปหาปูอีก นะ นะ” หนุ่ยออดอ้อน

ผมรู้สึกเจ็บปวดกับคำพูดของตนเอง นี่ผมกำลังทำอะไรลงไป หากเรื่องเป็นอย่างที่หนุ่ยเล่ามาจริง หนุ่ยเองก็เป็นผู้ถูกกระทำเช่นกัน ประสบการณ์ของหนุ่ยควรค่าแก่การเห็นใจ ไม่ใช่ถูกผมทำร้ายจิตใจซ้ำเติมอีก หากผมเป็นหนุ่ยผมจะรู้สึกเสียใจเพียงใดที่ถูกเพื่อนตัดรอนจากความผิดที่ตนเองไม่ได้เป็นผู้ก่อ

“อย่าดีกว่าหนุ่ย” ผมพูด

ผมตัดสินใจตัดรอนให้ถึงที่สุด มาคิดดูแล้วถึงผมเห็นใจหนุ่ยผมเองก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากผมจะช่วยอะไรหนุ่ยไม่ได้แล้ว การที่เราพยายามติดต่อกันต่อไปยังอาจทำให้สถานการณ์ของเราทั้งคู่เลวร้ายลงไปอีก อีกประการ หนุ่ยพูดไปทางหนึ่ง เอกก็พูดไปอีกทางหนึ่ง ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรผมไม่มีทางรู้ได้เลย

“ขอให้เราเลิกติดต่อกัน ขอให้มันจบลงแค่นี้ เราไม่ต้องการติดต่อนายอีกแล้วหนุ่ย” ผมพยายามหักใจ

“ปู...” หนุ่ยพูดได้แค่นั่นแล้วก็เงียบไป

“เท่านี้นะหนุ่ย ขอให้ลืมเรา นึกเสียว่าเราไม่เคยรู้จักกัน อย่าคิดถึงเรา อย่าติดต่อเราอีก ลาก่อนนะหนุ่ย” พูดจบผมก็วางสายลง มาถึงตอนนี้ผมเองก็ชักไม่แน่ใจเหมือนกันว่าที่ทำไปนั้นถูกหรือผิด หลังจากที่วางสายผมก็รีบเดินกลับขึ้นห้องเพราะไม่ต้องการตอบคำถามของใครอีก

เมื่อขึ้นไปถึงชั้นสี่ผมก็สวนกับพี่ธิตและน้องปั้น ทั้งสองคนลงมาจากชั้นดาดฟ้าพอดี ผมจะหลบก็หลบไม่ทัน เลยหยุดทักทายกันที่บันไดนั่นเอง

“อ้าว อู เป็นไงบ้าง” พี่ธิตส่งเสียงทักทาย “ได้ยินว่ามีเรื่องยุ่งๆ”

ในแสงสลัวจากไฟทางเดินดวงเล็กๆ ผมสังกตสีหน้าของพี่ธิตไม่ออก ไม่รู้ว่าตอนนี้พี่ธิตรู้สึกอย่างไรกับผมหลังจากที่รู้ความลับของผมไปแล้ว...

“ครับพี่” ผมตอบสั้นๆ จากนั้นเดินก็เดินผละจากคนทั้งสอง

“โห พี่อู นายแน่มาก” ได้ยินเสียงน้องปั้นพูด “กล้าแย่งแฟนคนอื่น เจ๋งจริงๆ”

“ไอ้บ้า” พี่ธิตตบหัวปั้นเบาๆ “อย่าซ่าให้มันมากนัก”

น้องปั้นเดิมทีเป็นเด็กที่เรียบร้อย แต่เมื่อย่างเข้าวัยรุ่นก็กลับกลายเป็นซ่าขึ้นมา เรื่องแย่งแฟนคนอื่นปั้นกลับเห็นเป็นวีรกรรมไป

“แฟนพี่อูคงสวยใช่ปะ ไม่งั้นพี่อูคงไม่ลงทุนซะขนาดนี้” น้องปั้นพูดอีก

“สวย” ผมทวนคำด้วยความแปลกใจ

“ใช่ปะๆ” ปั้นพูดอีก “เห็นพี่อูปกติเรียบร้อย ที่แท้ก็ใช้ได้เลยนะเนี่ย”

19 comments:

Anonymous said...

แวะลงทะเบียนก่อนไปอ่านค่ะ

คนลาดพร้าว

Anonymous said...

Krit
อ๊ากๆๆคนที่2ที่ได้อ่าน อิอิ
ชอบเรื่องของอาอูมากๆๆเลย
ตอนผมอ่านตอนของอาอูกับอานัยนั้นร้องไห้ตามเลยย

Anonymous said...

ช่วงเวลาที่แย่ๆ มันจะผ่านไปครับ สู้ๆนะครับ
Federick

Anonymous said...

ป้าขวัญคิดว่าน้องอูคงไม่ย้ายหอหนี
แต่จะใช้วิธีนิ่งเพื่อสยบคนอย่างเอก

คงต้องใช้เวลาและความอดทนมาก
เอาใจช่วยจ๊ะ

Anonymous said...

ซวยเจงๆเลยพี่อู

นัย said...

เริ่มเห็นแสงสว่างของหนทางแก้ปัญหาแล้ว
อย่างน้อย ถ้ามีการลือผิดๆ แต่ผิดเป็นแบบเข้าที่เข้าทาง ให้หายใจสะดวกขึ้นหน่อยก็ยังดีโน๊ะ

คิดถึงนะ
นัย

น้องชาย said...

finally here it comes :))

take care kub... จอม

kan said...

ถ้าเป็นสมัยนี้ อูก็คงไม่คิดมาก ตอนนั้นทั้งยังหนุ่ม
สังคมยังไม่เปิดรับ คิดหนักเลย
หรือว่าเจอแบบนี้ในปัจจุบันก็ยังต้องคิดหนักหรือเปล่าครับ ห้าห้าห้า

กัน

หลาบเอง said...

เกลียดจังคนพูดไม่รู้เรื่องเนอะพี่อู

Anonymous said...

ถ้าเป็นตอนนี้ละก็ เรียกมันขึ้นมากรุงเทพฯ แล้วระดมพลแฟนคลับในบล๊อกไปจัดหนักให้มันสักชุดสองชุดเลยครับ 555 ให้มันรู้ซะมั่งว่าอย่ามาเล่นกับขวัญใจมหาชนอย่างนายปู

ขอบคุณสำหรับเรื่องราวดีๆครับ

DIONADUS

อู said...

โชคดีที่ความลับของผมยังไม่แตกครับ แต่ก็ต้องรีบกลับมารอโทรศัพท์ของมันทุกวัน กลัวว่าวันไหนหากมารับโทรศัพท์นายเอกไม่ทันมันจะแฉให้คนอื่นฟังอีก ช่วงนั้นกังวลมากเลยทีเดียว

ถ้าเป็นสมัยนี้หากอยู่ในเมืองใหญ่คงไม่ต้องปิดกันแล้วละครับ เปิดตัวกันไปเลย แต่หากเป็นในเมืองเล็กหรือในชนบทก็อาจยังต้องระวัง สังคมจะเป็นอีกแบบหนึ่ง

แต่ก็ว่าไม่ได้ มีอยู่กรณีหนึ่ง ราว ๒๐ ปีก่อน ชาวยุโรป ดูเหมือนจะเป็นชาวเยอรมัน จำไม่ได้แน่ มาหลงรักหนุ่มไทยและมาตั้งรกรากอยู่กินในจังหวัดหนึ่งแถบอิสาน ปลูกบ้านหลังใหญ่อยู่ในชนบท อยู่กินกันอย่างเปิดเผยท่ามกลางครอบครัวของฝ่ายคนไทย ชาวบ้านนินทากันเป็นปีๆแต่ก็ไม่ถึงกับขับไล่ สมัยนั้นถือเป็นเรื่องที่ผิดปกติมากทีเดียว แต่ก็อยู่กันไปได้ เพราะว่าแค่เห็นขนาดของบ้านฝรั่งนี่ทุกคนก็อิจฉาแล้วครับ

Anonymous said...

นายเอกนี่มันโรคจิตขั้นเทพจิงๆ น่ากลัวโคต
ApriL

Anonymous said...

เป็นอันว่าโป๊ะยังไม่แตกใช่ไหม เพราะคนในหอคิดว่าหนุ่ยเเป็นผู้ญิง แต่ถ้านายเอกโรคจิตโทรมาบ่อยๆคงแตกเข้าสักวัน เอาใจช่วยครับ

PR said...

อาอู้ ๆ ซาหวาดดีค้าบบบ

และซาหวดาดีทุกคนด้วยเน้อ

เรื่องพลิกล้อคเลย อา - - สุโค่ย ><

ยังมีเรื่องไห้ลุ้นอีกเย้อแยะรุย ><

หุหุ คิดถึงอาเจง ๆ

** ปล. ภัยที่ เจเปน กำลังเคราะห์ ช่วยเปนกำลังใจให้กับเพื่อนบ้านที่น่ารัก ๆ กันไห้พ้นภัยด้วยน้า หุหุ

***ปล. 2. ภัยภาคใต้ ของเราก้อหนัก ใคร สามารถ ช่วยได้ ไม่ว่าจะชองทางใหน เล็กน้อยเท่าไร ก้อช่วย ๆ กานนะครับ (อย่างผมส่ง SMS อาไรมะรุทางช่อง 3 ช่อง 7 อะ ที่ อันละ 10 บาทเอา TT งบน้อย แต่ก้อ เปนกำลังใจไห้คนใต้ค้าบผม)

****ปล. 3. ปล. เยอะไปหน่อย เปลืองหน้าเว็บอาอูนะเนี่ย - -" ยังไงก้อสุดท้ายฝากถึงทุกคน ไกล้สงกรานต์แล้ว พยากรณ์อากาศเหนว่า ปีนี้ไม่หนาว (มั้ง) ยังไงก้ออย่าเล่นน้ำจนปอดบวมนะจร้า ทุกโคน

***** รักอาอู้ ๆ ๆ จาก หลานอาร์ BY PR ****

Anonymous said...

จะเก็บความลับได้นานแค่ไหนกันเนี่ยะ เฮ้ออออ

...OaH...

Anonymous said...

คุณอู ครับ

ชอบชื่อเรื่อง ของภาคนี้จัง

แม้จะมีความหวัง แต่ก็ยัง เศร้าๆ,
แต่มี Romantic ให้มากกว่านี้ จะทำให้อ่านแล้ว คลายเครียด มากขึ้น,

อ่านทุกครั้ง เครียดทุกครั้ง แต่ก็มีลุ้น สนุกดี
เคย มีคนติดต่อไปสร้างเป็น หนังบ้างหรือเปล่า ครับ
เป็นกำลังใจให้ นะครับ
จะอ่านต่อ ยันลูกบวชเลย

ขอบคุณครับ

มาร์ฟ

Anonymous said...

แว๊บๆ แว๊บๆ

หลาน Arus ของอาอู

Choo said...

มาเป็นกำลังใจให้อู ผู้เขียนคับ

หมั่นไส้นายอูตัวละครจัง

ชู

อู said...

ขอคุณครับมาร์ฟที่ติดตามอ่าน ว่าแต่ลูกอีกนานไหมกว่าจะบวช หากนานก็ไม่ต้องรอนะ ผมคงเขียนไม่ถึงขนาดนั้นหรอก

พี่ชูอยู่ดีๆก็เข้ามาหมั่นไส้ แย่จัง ทำอะไรก็ขวางหูขวางตาพี่ชูไปหมด

หลานอาร์สงสัยเขียนตอนเมาแน่เลย ใครช่วยพาไปส่งบ้านหน่อย