Thursday, April 14, 2011

ภาคสี่ ตอนที่ 29

๖ ปีบนเส้นทางสายมิตรภาพ

เรื่องของอูนี้หากนับจากตอนที่ ๑ ของภาคแรกที่เริ่มเขียนในช่วงกลางเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๔๘ หากนับจนถึงวันนี้ก็ครบ ๖ ปีเต็ม บนเส้นทางชีวิตของอูตัวละครในเรื่อง และบนเส้นทางการเขียนเรื่องนี้ของผมก็ไม่ต่างกันนัก นั่นคือ ก้าวเดินต่อไปข้างหน้าได้โดยอาศัยกำลังใจจากบุคคลอันเป็นที่รัก ซึ่งหนึ่งในจำนวนนั้นก็คือเพื่อนๆหรือผู้อ่านนั่นเอง

ย่างเข้าสู่ปีที่ ๗ แล้ว ขอขอบคุณพี่ เพื่อน น้อง และหลานๆทุกคน ที่อ่าน แสดงความเห็น ติ ชม และเป็นกำลังใจแก่ทั้งอูตัวละครและอูผู้เขียนมาโดยตลอดครับ





“โอ๊ย พี่ปวดหัวกับเอ็งจริงๆ เมื่อไรจะหายซ่าเสียทีวะ” พี่ธิตบ่นปั้นอีก จากนั้นก็หันมาพูดกับผม “เป็นไงบ้างอู แฟนเค้าตามมาราวีใช่ไหม”

“ครับพี่” ผมตอบ

“อัดมันเลย กลัวอะไร” ปั้นไม่ยอมหยุดพูด

“คงสวยล่ะสิ ถึงได้แย่งกันจีบขนาดนี้” พี่ธิตถามต่อ พูดไปพูดมาคำถามของพี่ธิตก็ไปคล้ายกับของปั้น

“เอ้อ ครับ” ผมรับคำอย่างส่งเดช

“แล้วอูคิดจะทำยังไงต่อ” พี่ธิตถามอีก

“เฮอะ นึกว่าไม่อยากรู้ ที่แท้ก็ อุ๊บ” ปั้นพยายามพูดบ้าง แต่ยังไม่ทันจบก็โดนพี่ธิตเคาะกะโหลกอีก

“พี่ธิตรู้เรื่องนี้จากไหนครับ” ผมไม่ตอบคำถามแต่ถามกลับ

“ก็เค้าพูดกันไปทั้งหอแล้วล่ะตอนนี้ จำไม่ได้เหมือนกันว่าได้ยินมาจากใคร” พี่ธิตตอบ

“พี่ได้ยินมาว่าไงบ้างครับ” ผมถามอีก “คือผมอยากรู้ว่าคนในหอลือกันว่ายังไงน่ะครับ”

“เท่าที่พี่ได้ยินก็คือมีผู้ชายคนนึงโทรมาก่อกวนอูไม่เลิกเพราะว่าอูไปแย่งแฟนเค้ามา” พี่ธิตถ่ายทอดเรื่องที่ได้ยินออกมา

“...”

“ก็วัยรุ่นละนะ ใช้คำว่าแย่งแฟนดูจะเกินไป พี่คิดว่าคงเป็นแบบว่าแย่งกันจีบสาว ใครดีก็ได้ไปอย่างนั้นมากกว่า จริงไหมอู” พี่ธิตพูดต่อเมื่อเห็นผมเงียบไป คงพยายามให้คำพูดให้น่าฟังเพื่อปลอบใจผม

“เอ้อ ครับ” ผมรับคำ ที่จริงผมเองก็ไม่ค่อยเข้าใจความหมายของพี่ธิตนัก แต่ประเด็นหนึ่งที่ผมจับความได้ก็คือคนในหอเข้าใจว่าหนุ่ยเป็นผู้หญิง!

ถึงตอนนี้ผมเริ่มเข้าใจสถานการณ์แล้ว นับว่าโชคยังเข้าข้างผมอยู่บ้างที่หนุ่ยชื่อหนุ่ย ชื่อนี้เป็นชื่อเล่นที่มีใช้ทั้งหญิงและชาย คนในหอจึงเข้าใจว่าหนุ่ยเป็นผู้หญิง และนั่นก็หมายความว่าความลับของผมก็ยังคงเป็นความลับอยู่ นี่ถ้าชื่อหนุ่มหรือชื่อแมนป่านนี้ผมคงพังไปแล้ว

- - -

ผมต้องกลับหอพักตั้งแต่หัวค่ำทุกวันเพื่อมารอรับโทรศัพท์จากเอก แม้ว่าความลับของผมยังคงเป็นความลับอยู่แต่ผมก็ไม่อาจแน่ใจได้ว่ามันจะแตกออกมาวันใด สักวันหนึ่งเอกอาจจะพูดอะไรออกมาที่มีความหมายชัดแจ้งก็ได้ ดังนั้นผมจึงไม่มีทางเลือกที่จะต้องพยายามอย่างที่สุดเพื่อคอยรับสายของเอกทุกครั้ง

ชีวิตในช่วงนั้นเป็นช่วงที่ค่อนข้างตึงเครียด ผมรู้สึกกังวลอยู่ตลอดเวลา เมื่อเลิกเรียนก็รีบกลับมานั่งเฝ้าเครื่องโทรศัพท์ตั้งแต่หลังหกโมงเย็นทุกวัน เวลาผ่านไปหลายสัปดาห์ หลังจากวันที่ผมตัดสัมพันธ์กับหนุ่ยแล้วเอกก็ไม่ได้โทรศัพท์มาอีก แต่ผมก็ยังไม่อาจแน่ใจได้ว่าเอกเลิกรังควานผมแล้ว เอกอาจกำลังทำสงครามประสาทกับผมอยู่ก็เป็นได้ ซึ่งถ้าเอกต้องการทำเช่นนั้นผมก็คิดว่ามันได้ผล เพราะการที่ต้องรีบกลับมาเพื่อรอรับโทรศัพท์ทุกวันนั้นมันทำให้ผมประสาทเสียได้จริงๆ

ดึกแล้ว...

ชั้นดาดฟ้าของหอพักลมพัดแรง อากาศยามดึกของเดือนธันวาคมหนาวเย็นจนผมต้องใส่เสื้อหลายชั้น

ท้องฟ้ายามฤดูหนาวไร้เมฆหมอกบดบังทำให้สามารถมองเห็นดวงดาวดารดาษเต็มท้องฟ้า แม้จะไม่เห็นดวงดาวมากมายเท่ากับยามเมื่ออยู่ในชนบทแต่ก็ถือว่ามากแล้ว

ในเวลาที่ทุกคนอยากขดตัวอยู่ในที่นอนอันอุ่นสบายแต่ผมกลับอยากออกมายืนดูดาว ในยามเหงาเวิ้งฟ้าและดาราพรายเหมือนกับเป็นเพื่อนสนิทที่คอยให้กำลังใจแก่ผม... ที่จริงก็ไม่เชิง ถ้าจะพูดให้ถูกต้องแล้วคงต้องบอกว่าเวิ้งฟ้าและดาราพรายนี้เหมือนกับจะช่วยพาสาสน์ไปถึงเพื่อนสนิทที่ผมรักมากที่สุดซึ่งขณะนี้อยู่ที่ปลายฟ้าอีกด้านหนึ่ง...

คืนนี้ผมรู้สึกฟุ้งซ่านมาก คิดโน่นคิดนี่ยุ่งเหยิงไปหมด...

หลายปีมานี้แม้ผมจะยอมรับตนเองว่าเป็นเกย์ แต่ชีวิตในแบบชายรักชายของผมนั้นเท่าที่ผ่านมาเหมือนกับอยู่แต่ในความมืดมน ไม่เคยมองเห็นแสงสว่าง ตัวเองทุกข์ยังไม่พอ ยังลามไปทำให้คนอื่นเดือดร้อนด้วย อย่าว่าแต่จะคิดรักใครเลย แม้แต่การมีเพื่อนที่เป็นแบบเดียวกันก็มีแต่เรื่องที่น่าผิดหวัง เดือดร้อน และวุ่นวายได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ช่วงนี้เป็นช่วงชีวิตที่ผมหวนคิดทบทวนถึงคำพูดของอาจารย์ประพิมพ์บ่อยครั้งเป็นพิเศษ ชีวิตเกย์นั้นไม่ต่างอะไรกับชีวิตของโจรขโมยที่ต้องคอยหลบๆซ่อนๆอยู่ในเงามืด ไม่กล้าสู้หน้าใคร แม้ผมจะยอมรับตนเองแต่ก็ยอมรับด้วยความรู้สึกที่ต้อยต่ำมาตลอด และหากเป็นเช่นนี้ต่อไป เมื่อผมเรียนจบ ทำงาน ผมจะใช้ชีวิตอย่างไร ผมจะมีความภูมิใจในตนเองได้อย่างไร คนอื่นๆแต่งงานมีครอบครัวกันแล้วผมจะใช้ชีวิตอย่างไร

ตั้งแต่มีการค้นพบโรคเอดส์เป็นต้นมา โดยเฉพาะในปีที่ผมเข้ามหาวิทยาลัยนี้โรคเอดส์แพร่ระบาดอย่างหนัก จากสถิติผู้ติดเชื้อประมาณห้าพันรายในตอนต้นปี พอมาถึงปลายปีกลายเป็นกว่าหนึ่งหมื่นราย และตายไปแล้วนับสิบราย ในความรู้สึกนึกคิดของคนในสังคมในช่วงนี้การเป็นเกย์ไม่ใช่เพียงความแตกต่างของรสนิยมทางเพศหรือเป็นเรื่องความผิดปกติของจิตใจเท่านั้น แต่เกย์เป็นเหมือนยมทูตผู้พาความตายไปสู่ผู้อื่น ดังนั้นการที่เกย์จะเปิดเผยตนเองและอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีได้นั้นจึงแทบเป็นไปไม่ได้เลย ส่วนกะเทยนั้นเป็นอะไรไม่ได้มากกว่าตัวตลกที่สร้างอารมณ์ขันจากปมด้อยและความรู้สึกดูแคลนของผู้คน ซึ่งเกย์กับกะเทยนั้นมีมิติที่เชื่อมโยงกันอยู่

สายลมหนาวพัดโชย ดาวพรายระยิบฟ้าคล้ายกับเพื่อนที่ผมรักมากที่สุดกำลังกะพริบตาให้

“กูไม่ไหวแล้วว่ะไอ้นัย ไม่อยากใช้ชีวิตแบบนี้อีกต่อไปแล้ว มึงอยู่ทางโน้นเป็นไงบ้าง มึงคิดว่ากูควรทำไงดี” ผมพึมพำออกมาเบาๆ

ลมหนาวพัดโชยมาอีกวูบหนึ่ง คราวนี้ดาวที่พราวพรายระยิบดูเหมือนกับเพื่อนรักของผมกำลังหยิบกีตาร์และเล่นเพลง Let me be there ให้ผมฟัง

Wherever you go
Wherever you may wander in your life
Surely you know
I always wanna be there
Holding you hand
And standing by to catch you when you fall
Seeing you through
In everything you do



ตอนที่ไอ้นัยยังอยู่เมืองไทย เพลง Let me be there นี้เป็นเพลงหนึ่งที่มันมักเล่นให้ผมฟัง เมื่อก่อนนั้นผมก็ไม่ได้คิดอะไรมาก คิดเพียงแต่ว่าเพลงนี้เพราะดี แต่หลังจากที่ไอ้นัยไปแล้ว เมื่อผมเติบโตขึ้น ผมอดคิดไม่ได้ว่าเพลงนี้ไอ้นัยอาจต้องการบอกอะไรบางอย่างแก่ผม

“กูควรทำไงดีวะนัยถึงจะเลิกเป็นแบบนี้ได้” ผมเหม่อมองดวงดาวด้วยความรู้สึกที่สับสนก่อนที่จะลงจากชั้นดาดฟ้าและกลับไปยังห้องพัก

- - -

กลางเดือนธันวาคม

“อู หมู่นี้เป็นอะไรไปน่ะ ทำไมซึมอยู่ตลอดเลย รีบกลับทุกวันมาเป็นเดือนแล้วนะ” เพ็ญทักเมื่อเห็นผมกำลังเก็บของใส่เป้ขณะอยู่ที่ชมรมในตอนเย็นวันหนึ่ง “ถามทีไรก็ไม่บอกสักทีว่ามีเรื่องอะไร”

“ก็บอกแล้วว่าไม่มีอะไร แค่เซ็งๆ” ผมตอบแบบบ่ายเบี่ยง “จะรีบกลับไปดูหนังสือสอบเอนทรานซ์น่ะ”

“เชื่อก็โง่ตายล่ะ” เพ็ญพูด

“ติดรายการทีวีก็ได้” ผมตอบใหม่ “จะรีบกลับไปดูทีวี”

“ถ้าเชื่ออันหลังนี่ยิ่งโง่หนักเข้าไปใหญ่” เพ็ญอดหัวเราะไม่ได้ “เธอบอกว่าที่ห้องไม่มีทีวีไม่ใช่เหรอ”

“เอ้อ นั่นสิ ลืมไป เพ็ญความจำดีแฮะ” ผมเฉไฉไปเรื่อย

ทีวีในยุคนั้นแตกต่างจากปัจจุบันค่อนข้างมาก มีอยู่เพียงช่อง ๓, ๕, ๗, ๙ รายการก็มีไม่มากนัก เวลาออกอากาศก็จำกัดอันเป็นผลจากวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันที่เกิดขึ้นในยุคก่อนหน้านั้น โดยในปี พ.ศ. ๒๕๒๒ เกิดการปฏิวัติในประเทศอิหร่านและหลังจากนั้นก็ตามมาด้วยศึกอิหร่าน-อิรัก ผลจากความวุ่นวายในย่านตะวันออกกลางทำให้น้ำมันดิบขาดแคลนและราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นนับแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๒ เป็นต้นมา

จากภาวะน้ำมันแพงและขาดแคลนทำให้รัฐบาลในยุคนั้น (รัฐบาล พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์) กำหนดมาตรการประหยัดพลังงานขึ้นมาหลายอย่างตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๓ เช่น การลดเวลาเปิดสถานบันเทิง การห้ามเปิดไฟโฆษณาในช่วงค่ำ รวมทั้งการลดเวลาออกอากาศของโทรทัศน์ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๓ เป็นต้นมาโดย สถานีโทรทัศน์เริ่มออกอากาศรายการประจำวันตั้งแต่ช่วงบ่าย ประมาณ ๑๖ น. เป็นต้นไป เวลากลางวันไม่มีการออกอากาศ จากนั้นช่วงเวลา ๑๘.๓๐- ๒๐.๐๐ น. ให้ปิดสถานี แล้วหลังจากสองทุ่มเป็นต้นไปจึงออกอากาศได้อีกไปจนถึงเวลาประมาณเที่ยงคืนหรือตีหนึ่ง เหตุที่มีมาตรการปิดสถานีโทรทัศน์และป้ายโฆษณาต่างๆในช่วงค่ำเพราะต้องการลดการใช้ไฟฟ้าในช่วงที่มีการใช้สูงสุด (peak hours) ลงนั่นเอง

หลังจากนั้นในปี พ.ศ. ๒๕๓๐ สถานการณ์น้ำมันดิบของโลกเริ่มคลี่คลาย ราคาน้ำมันดิบปรับลดลง มาตรการปิดสถานีโทรทัศน์ในช่วงค่ำใช้ต่อมามาจนถึงปี พ.ศ. ๒๕๓๑ อันเป็นยุคของรัฐบาลน้าชาติ (รัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ) จากนั้นในปี พ.ศ. ๒๕๓๒ จึงเลิกไป

ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตอนที่ผมเรียนอยู่ปีหนึ่งนั้นประมาณ ๑๖-๑๗ ดอลลาร์สหรัฐอเมริกาต่อบาเรล ราคาน้ำมันเบนซิน ๙๕ (มีสารตะกั่ว) ราคาลิตรละประมาณ ๕-๖ บาท ส่วนราคาน้ำมันพืช (น้ำมันถั่วเหลือง) สำหรับปรุงอาหารราคาประมาณลิตรละ ๓๒ บาท

“จะกลับแล้วเหรอ” ผมถามเพ็ญเมื่อเห็นเพ็ญเก็บของเตรียมตัวกลับบ้าง

“เราก็เซ็งเหมือนกัน อยากกลับ” เพ็ญตอบสั้นๆ

ผมไม่พูดอะไรอีก เราสองคนจึงเดินลงมาจากชมรมด้วยกัน เมื่อถึงชั้นล่าง เพ็ญมองหน้าผมอย่างจริงจัง แล้วพูดขึ้น

“อู เรารู้ว่าเธอคงมีปัญหาอยู่ ไม่อยากบอกก็ไม่เป็นไร แต่อยากให้เธอรู้ว่าเราเป็นห่วงนะ”

“ขอบใจนะเพ็ญ” ผมตอบเบาๆ รู้สึกอบอุ่นวูบขึ้นมาในหัวใจ การที่รู้ว่ามีใครสักคนห่วงใยเราอยู่เป็นความรู้สึกที่ดีไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว... ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นหญิงหรือชาย...

สงครามประสาทในครั้งนี้เอกได้ชัยชนะไปโดยที่ผมพ่ายแพ้อย่างยับเยิน เอกโทรศัพท์มาเพียงไม่กี่ครั้งรวมแล้วใช้เวลาไม่นานนักในขณะผมต้องประสาทเสียไปเป็นเวลานานนับเดือน

“เดี๋ยวก่อนอู” เพ็ญเรียกเมื่อเห็นผมเดินผละจากไป “ถ้าเซ็งมากทำไมไม่ลองเปลี่ยนบรรยากาศดูบ้างล่ะ”

“ยังไงเหรอ” ผมยังไม่เข้าใจ

“ก็ทำอะไรที่มันแตกต่างจากเดิมบ้าง อย่างเช่นไปดูหนังก็ได้ ไปไหมล่ะ” เพ็ญเอ่ยปากชักชวน

ฟังดูก็เข้าท่าดีเหมือนกัน หลายสัปดาห์มานี้ผมอาจจะตึงเครียดกับเรื่องของเอกมากจนเกินไปจริงๆ แม้เอกจะไม่ได้โทรมารังควานผมเป็นเวลานานแล้วแต่ผมก็ยังรีบกลับไปรอโทรศัพท์อยู่ทุกวัน บางทีผมควรคลายความกังวลลงบ้างแล้วจริงๆ

“ทำไมไม่ลองดูหน่อยล่ะ เผื่อจะรู้สึกดีขึ้น” เพ็ญคะยั้นคะยออีกเมื่อเห็นผมหยุดเดินและมีท่าทีลังเล

“ไปดูโรงไหนดีล่ะ” ผมถาม คิดว่าถ้าผมดูหนังสักรอบก็คงไม่เลว เอกคงไม่โทรมาในวันนี้พอดี

ในที่สุด วันนั้นผมก็ไปดูหนังกับเพ็ญ มันเป็นการดูหนังกับหญิงสาวแบบสองต่อสองเป็นครั้งแรกในชีวิตของผม ตอนนั้นเป็นเวลาเย็นแล้ว เราสองคนจึงเอาง่ายเข้าว่า ดูหนังที่โรงหนังรามาหน้ามหาวิทยาลัยนั่นเอง ไม่ได้ดูชื่อหนังเลยด้วยซ้ำว่ากำลังฉายเรื่องอะไรอยู่

โรงหนังรามานั้นปกติฉายหนังจีน บางทีก็เป็นหนังแอกชั่น บางทีก็เป็นหนังรัก แต่วันนั้นเป็นหนังกำลังภายใน ไล่ล่าฆ่าฟันจนเลือดท่วมจอ ดังนั้นการดูหนังกับหญิงสาวครั้งแรกในชีวิตของผมจึงไร้ความโรแมนติกโดยสิ้นเชิง

“เป็นไงบ้าง” เพ็ญถามหลังจากที่เราเดินออกมาจากโรงหนังเมื่อหนังฉายจบลง

ผมก้มลงมองดูรองเท้าผ้าใบคู่ที่ใส่อยู่ แถมหงายเท้าเพื่อดูพื้นรองเท้าอีกด้วย

“เธอดูอะไรน่ะ” เพ็ญถามด้วยความสงสัย

“ดูว่าเลือดจากจอหนังมันไหลมาเลอะรองเท้าเราหรือเปล่า” ผมพูด “ขี้เกียจซักรองเท้า”

“บ้า” เพ็ญหัวเราะ “ตลกได้แสดงว่าดีขึ้นหน่อยแล้วละสิ”

“ก็ไม่เลว” ผมตอบ การได้ทำอะไรเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศบ้างทำให้อารมณ์ของผมสดชื่นขึ้นบ้างจริงๆ “ขอบใจนะเพ็ญที่แนะนำเรา”

วันนั้นผมกลับถึงหอพักค่อนข้างดึก เมื่อกลับไปถึงก็ไม่มีอะไร วันนั้นเอกไม่ได้โทรมา เอกหายไปได้สักพักพร้อมๆกับเรื่องอื้อฉาวของผมที่เล่าลือกันภายในหอพักก็ค่อยๆซาลงไป อาจพูดได้ว่าเหตุการณ์สงบลงได้สักพักหนึ่งแล้ว คนในหอพักก็เลิกสนใจเรื่องของผมไปแล้ว คงมีแต่ผมเท่านั้นที่ยังคงหวาดระแวงอยู่





<โรงหนังรามาเป็นโรงหนังที่ตั้งอยู่บนถนนพระราม ๔ ย่านสะพานเหลือง ตัวอาคารหลังนี้ไม่ได้มีแต่เพียงโรงหนัง แต่ยังมีสำนักงานให้เช่า โรงโบว์ลิง และห้องอาหารอีกด้วย โรงหนังนี้มีมานานมากแล้ว และเลิกฉายหนังไปหลายปีแล้ว ปีที่เปิดฉายและเลิกกิจการไม่ทราบแน่ชัด ภาพบนเป็นภาพโรงหนังรามาที่ถ่ายจากฝั่งตรงข้าม ส่วนภาพล่างเป็นภาพบรรยากาศภายในตัวอาคาร>




ฟังเพลง Let Me be There

<เพลง Let Me be There เป็นเพลงในสไตล์คันทรีจากอัลบั้ม Let Me be There ที่ออกในปี 1973 ขับร้องโดยโอลิเวีย นิวตัน จอห์น (Olivia Newton-John) นักร้องหญิงชาวออสเตรเลีย ปัจจุบันเธออายุ ๖๒ ปีแล้วและยังทำงานเพลงอยู่ ทั้งออกอัลบั้มและตระเวนแสดงดนตรี เพลงของเธอหลายต่อหลายเพลงในอดีตยังได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน>

เนื้อเพลง Let me be there

Wherever you go
Wherever you may wander in your life
Surely you know
I always wanna be there
Holding you hand
And standing by to catch you when you fall
Seeing you through
In everything you do


Let me be there in your morning
Let me be there in you night
Let me change whatever's wrong and make it right
Let me take you through that wonderland
That only two can share
All I ask you is let me be there


Watching you grow
And going through the changes in your life
That's how I know
I always wanna be there
Whenever you feel you need a friend to lean on, here I am
Whenever you call, you know I'll be there


Let me be there in your morning
Let me be there in your night
Let me change whatever's wrong and make it right
Let me take you through that wonderland
That only two can share
All I ask you is let me be there

22 comments:

yo408 said...

แย่งที่1 โย่วๆ

Anonymous said...

อาอูกิดอ่านเป็นคนแรกเลย 555+
เจ๋งโคตรรรร ไม่น่าเชื่อเลย สนุกดีๆๆๆ
พ.ศ.ใกล้ปีที่กิดจะเกิดแล้วอาอู ^^+

dabookung said...

สวัสดีคับพี่

ผมติดตามเรื่องนี้มานานหลายปีมากเรยฮะ

แต่ก้ไม่มีโอกาศได้คอมเม้นซักที

ผมชอบการดำเนินเรื่องและการนำภาพมาประกอบมาก

มันทำให้ดูเหมือนแต่งขึ้นมาจากเรื่องจิงเรยคับ

ผมอยากให้นัยกลับมาจังคับ จะมีโอกาศเป็นไปได้ไหมคับพี่

kan said...

อะมีคนชอบนัยเหมือนกับผมเลย
ตั้งแต่ได้อ่านเรื่องนี้ตั้งแต่ภาคแรก(ก็อ่านย้อนหลัง)ผมได้อ่านก็ประมาณปีกว่าๆมาแล้ว ใช้เวลาอ่านประมาณสองวันในการอ่านย้อนหลัง แต่ว่าอูใช้เวลาเขียนตั้งสี่ถึงห้าปี แสดงว่ามีความรักในการเขียนมาก เอาเป็นว่าผมชอบเรื่องนี้มากตามอ่านอยู่นะครับ
ตอนนี้เขียนถึงนัยด้วย ผมไม่รู้เหมือนกันว่า ทำไมผมถึงชอบตัวละครตัวนี้มากๆ อยากรู้ว่านัยเป็นอย่างไรบ้าง ช่วยเขียนถึงสถานะภาพปัจจุบันบ้างซิครับ ไม่รู้เป็นตายร้ายดีอย่างไร เป็นห่วงนะ(เป็นเอามาก ห้าห้าห้า)
ตามอ่านเรื่องอูนะครับ
กัน

dabookung said...

เพราะนัยเป็นเหมือนหนึ่งของตัวหลักในการดำเนินเรื่องไง

อิอิ แถมยังเปนตัวเอกซะอีก

ผมก้คิดเหมือนคุณ Kan คับ

อยากรู้ข่าวคราวของนัยบ้าง

อยากให้ทั้งคู่ได้กลับมาเจอกันอีก

ตอนที่สองคนนี้ต้องจากกันอ่ะ อ่านแล้วก้น้ำตาซึมเรย

Anonymous said...

ผมกำลังกลัวปัญหาสองอย่างที่อาอูร่างไว้
1. ตั้งแต่ตอนหน้า การไปดูหนังใกล้มหาวิทยาลัย
คงทำให้ เพื่อนเริ่มแซวอาอูว่าเป็นแฟนกับน้าเพ็ญ
และอาอูก็จะกลายเป็นแฟนกันตามแรงยุสินะ

2. ผมกลัวว่า เพื่อนหรือใครสักคนใกล้ตัวจะติดเชื้อ
เพราะอาอู เกริ่นเรื่องนี้มายาวจนเริ่ม peak ขึ้นมา

หลาน Arus ของอาอู

Anonymous said...

สวัสดีปีใหม่ครับอาอู... หายหน้าไปนานเลย..แหะๆ (หมายถึงผมนะ) ไงก็ปีใหม่ไทยก็ขอให้อามีสุขภาพแข็งแรงนะครับ เขียนเล่าเรื่องอย่างนี้ไปอีกนานๆนะครับ ไม่น่าเชื่อเลยอาเขียนมา 7 ปี ผมตามอ่านมา 3 ปีและ หุหุ
อาร์ม

Choo said...

หลับตานึกถึงเพลง Let Me be there. แล้วหวนนึกถึงนัยเช่นกันครับ

อ่านตอนนี้แล้วสัมผัสได้ถึงความเหงาของอูนะ

เป็นกำลังใจครับ

ชู

Anonymous said...

สวัสดีวันปีใหม่ไทยนะคะอูและพลพรรครักนายอูทุกคน
............
อูไปตะลุยสงกรานต์ที่สีลมเหมือนปีก่อนรึป่าวคะเนี่ย?
อย่าลิม..พกยาหอมยาดมยาอมใต้ลิ้นไปด้วยล่ะ อ่อ..รองเท้าสำรองอีกคู่นึงตะหาก 555
มีความสุขกันถ้วนทั่วนะคะ..

คนลาดพร้าว

Anonymous said...

เพลงประจำตอนโดนใจจริงๆ ความหลังสมัยเป็นสาวน้อย
สุดท้ายแล้วเอกก็หายไปเอง
อูน่าจะเตรียมตัวดูหนังสือสอบเอ็นทรานซ์ดีกว่านะ

ป้าขวัญ

อู said...

พี่ป้าขวัญกับพี่สาวลาดพร้าวไปไหนกันมาหรือเปล่า ปีนี้ผมไม่ได้ไปสีลมครับ ว่าจะไป RCA แต่แล้วก็ไม่ได้ไปเพราะดูไม่เหมาะกับวัย สุดท้ายได้แค่ไปวิ่งออกกำลังกาย

จำได้ด้วยหรือครับว่าผมไปสีลมมาเมื่อปีก่อน ความจำดีจัง ผมไม่ค่อยชอบเบียดคนแน่นๆครับ ไปครั้งนึงได้ประสบการณ์ก็พอแล้วละ

ป้า ขวัญชอบนิวตันจอห์นเหมือนกันหรือครับ ยังมีอีกเพลงหนึ่งคือ If you love me let me know แต่ไม่ได้เขียนถึงในเรื่องเพราะเกรงจะเยอะเกินไป เอามาบอกนอกรอบดีกว่า

เรื่องราวยังไม่เรียบร้อย ยังเหลือเรื่องที่ต้องสะสางอยู่อีก ๒ เรื่อง เรื่องยุ่งมากมายไม่รู้ว่าสอบเอนทรานซ์ครั้งนี้จะติดไหม

ที่หลาน arus บอกมาก็มีส่วนถูก ต้องคอยอ่านต่อไปครับ

ขอบคุณ dabookung และหลานกิดที่เข้ามาทักทาย ส่วนกันกับโยได้ไปเที่ยวที่ไหนช่วงสงกรานต์หรือเปล่าครับ

คิดถึงเพื่อนๆที่อ่านเรื่องนี้ในยุคแรกตอนโพสต์ที่บอร์ดใต้ดิน ไม่รู้ว่ามีใครที่ยังคงแวะเวียนมาบ้างนอกจากเด็กหลังโรงเรียนกับ KTB ถึงตอนนั้นจะมีผู้อ่านไม่มากนักแต่ก็เป็นความประทับใจของผมเสมอมา

ไม่ทักพี่ชู เพราะชอบหมั่นไส้ผม

Anonymous said...

เป็นอีกเสียงนึงที่คิดถึงนัย คับ
ApriL

Anonymous said...

สงกรานต์ปีนี้ป้าขวัญอยู่เฝ้าร้าน ลูกค้าโทรมานัดไว้
เพลงของป้าโอลิเวียอีกเพลงที่ชอบ Hopelessly devoted to you จากหนังเรื่อง Grease ที่ป้าโอลิเวียเล่นคู่กับจอห์น ทราโวลต้า(หนุมหล่อโคตร...)

ปีใหม่นี้ขอให้พี่น้องทุกคนมีสุขภาพดีและสุขสมหวังในทุกเรื่องจ๊ะ

ป้าขวัญ

Anonymous said...

ช่วงหลังๆ ไม่ค่อยได้มาอ่านนิยายของคุณอู เลย
ขอโทษด้วยนะคะ เดี๋ยวหยิงต้องไล่อ่านใหม่แล้วล่ะค่ะ
><
มาเจิมชื่อไว้ก่อน
หญิง

Anonymous said...

ตอนที่นัยหายไปสะเทือนใจมาก นายเขียนเก่งนะ ดึงคนอ่านเข้ามามีส่วนร่วมได้จริงๆ
ขอให้เขียนไปเรื่อยๆ เป็นขวัญใจของชุมชนนี้ไปเรื่อยๆ นะครับ
ขอให้ร่างกายแข็งแรง คุณพระคุ้มครอง

Anonymous said...

อูครับ...

อยากอ่านต่ออีก จัง
ขอเป็น สัปดาห์ ละ 3 ตอนได้มั๊ยครับ
ไม่งั้น ต้องอ่านต่อไป อีก 6 ปี แน่เลย
...แต่ ก็จะอ่าน 555

บอกนิดได้มั๊ยครับ ว่าติดต่อนัยได้ ในตอนไหนบ้างหรือเปล่า นะครับๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

มาร์ฟ เอง

Anonymous said...

สวัสดีครับคุณอู

เพิ่งมีโอกาสได้ติดตามบล๊อกของคุณอูวันนี้เอง
ขอเป็นกำลังใจให้อีกคนนะครับ ได้อ่านเรื่องของคุณแล้วทำให้ผมมีพลังในการใช้ชีวิตขึ้นมามาก คุณทำให้ผมได้ทบทวนความรู้สึกว่า อย่างน้อยก็ไม่ได้มีเราเป็นแบบนี้คนเดียวในโลก

ผมเสียน้ำตากับเรื่องของคุณไปเป็นถังๆเลย โดยเฉพาะช่วง ม.3 T T

ขอบคุณสำหรับเรื่องราวที่คุณนำมาแบ่งปันครับ

เล็ก

อู said...

สวัสดีครับเล็ก ยินดีที่ได้รู้จัก และขอบคุณสำหรับคำติชม

ผมมีเพื่อนตอน ม.๑ ที่ชื่อเล็ก เขียนเอาไว้ในเรื่อง คงไม่ใช่คุณนะ ถ้าใช่คงวงแตกแน่

มาร์ฟต้องการสัปดาห์ละ ๓ ตอนเลยเหรอ รอ่านจนลูกโตดีกว่าน่า สำหรับช่วงนี้ด้วยอัตราเขียนเท่าที่เป็นอยู่นี้ก็เต็มกลืนแล้วครับ เวลาจะเขียนต้องใช้สมาธิมากครับ ต้องมีเวลาว่างที่สบายใจด้วยหลายชั่วโมงติดๆกัน แต่ช่วงนี้แม้มีเวลาว่างแต่ใจไม่นิ่งครับ มันมีเรื่องโน้นเรื่องนี้เข้ามาเสมอ นั่ไม่ค่อยติดเก้าอี้ ดังนั้นหลายวันแล้วจึงยังโพสต์ตอน ๓๐ ไม่ได้สักที ขอดูอีกสักวันสองวันครับ

แล้วก็ขอขอบคุณทุกคนที่คิดถึงนัย (แต่ไม่คิดถึงอู) ครับ T_T'

Anonymous said...

สวัสดีครับ พี่อู

ผมเพิ่งมาเจอและเริ่มอ่านเรื่องของอู
เมื่อ ภาคสอง ตอนที่สิบเก้า เมื่อวันศุกร์นี้ครับ
อ่านต่อจนจบ ภาคสี่ ตอนที่ยี่สิบเก้า เอาเมื่อเช้าวันอาทิตย์นี้เองครับ
ยังไม่กล้าเริ่มอ่าน ภาคหนึ่ง ตอนที่หนึ่งเลยครับ
เพราะไม่รู้ว่า ชิด ไปทำอะไรไว้กับ นัย บ้าง
ผมยังทำใจรับไม่ได้ครับ

ขอบคุณสำหรับจดหมายฉบับที่สามของนัย
ขอบคุณ ที่อู ยังคงเข้มแข็ง สามารถฝ่าฟันปัญหาอุปสรรค์ต่างๆ มาได้

ขอให้ ชัช นัย และ อู มีวาสนาได้เจอกันอีกสักครั้งเพื่อพูดคุยและรำลึกถึงอดีตอันแสนสุขในวัยเด็กร่วมกัน
ขอให้ อู ได้พบและสมหวังในรักแท้ครับ

สุดท้ายครับ
ขอบคุณ พี่อู สำหรับเรื่องดีๆ เรื่องนี้ รวมทั้งเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยและเพลงเพาะๆ ด้วยครับ
ยังรอภาคสี่ ตอนที่สามสิบอยู่นะครับ
เป็นกำลังใจให้ อู และ พี่อู ทั้งสองคนครับ

ขนมโก๋ ครับ

Bomber_Boy said...

ร่วมแสดงความยินดีที่ เก็บฝันไว้ที่ปลายฟ้า ครบรอบ ๖ ปีบนเส้นทางสายมิตรภาพ และก้าวเข้าสู่ปีที่ ๗

สำหรับผมได้เข้ามาอ่านเรื่องที่พี่อูเขียนไม่เกิน ๓ ปีที่ผ่านมานี่เอง (แหม...อยากรู้จังว่ามีใครบ้างที่เริ่มอ่าน ติดตามมาตั้งแต่ช่วงแรกๆ จนถึงปัจจุบัน????)

ถึงไม่ค่อยได้เมนต์ แต่ก็ติดตามอยู่ตลอดนะครับ
คิดถึงพี่ๆ น้องๆ ในบล็อคทุกคนนะครับ

Bomber_Boy

เล็ก said...

ผมตามอ่านเรื่องของคุณอูมา 2 วันแล้ว ในที่สุดก็ถึงตอนที่เอนท์ฯติดเสียที เล่นเอาตาแฉะไปเลยครับ
นึกอิจฉาคุณอูนะครับ ชีวิตคุณอูตั้งแต่เด็กถึงวัยรุ่น มีประสบการณ์มากมาย ผมว่าใช้ชีวิตการเป็นวัยรุ่นได้คุ้มค่ามากแล้ว แม้ว่าจะเสี่ยงที่จะเสียคนไปบ้าง แต่สุดท้ายก็พบจุดยืนที่ทำให้ตัวเองพบสมดุลของความสุขและความทุกข์ได้
ชีวิตสมัยมัธยมของผมแทบจะไม่มีอะไรหวือหวาเลยครับ เป็นเด็กธรรมดาๆ อยู่ในกลุ่มที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักของใครๆ ไม่เคยมีความรัก ไม่เข้าใจว่าทำไมเพื่อนๆรอบข้างถึงพร่ำเพ้อถึงความรัก จนกระทั่งสอบติดมหา'ลัย ผมถึงได้เติบโตขึ้น และได้พบกับความรัก แน่นอนครับผมแอบหลงรักเพื่อนตัวเอง มันเป็นความรักที่ผิดหวังตั้งแต่เริ่มคิดแล้วเพราะเขาไม่ได้เป็นเหมือนผม มันบ้ามากที่ความเจ็บปวดและความสุขเกิดขึ้นพร้อมๆกัน แต่สุดท้าย ผมเลือกทางเดินของตัวเองให้หยุดอยู่แค่การเป็นเพื่อนที่ดี มองดูเขามีความสุขเงียบๆ ต่อไปแบบนี้ก็เพียงพอแล้ว เขาไม่รู้ตัวหรอกว่า เขาทำให้ผมรู้จักกับคำว่ารักที่ไม่มีเงื่อนไข
อ้อ...แล้วที่สำคัญ สบายใจได้นะครับ ผมไม่ใช่เล็ก เพื่อในวัยเด็กของคุณแน่นอน

Anonymous said...

ไม่อยากให้เป็นแฟนเพ็ญเลยอ่ะ

เป็นเพื่อนกันก็ดีแล้วนี่นา

ไม่อยากให้อูหวั่นไหว

...OaH...