Saturday, March 26, 2011

ภาคสี่ ตอนที่ 27

“ถ้าคุณถามหนุ่ยมาแล้วคุณก็ต้องรู้สิว่าเราแค่นัดเจอกันเท่านั้น ไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้น” ผมพูด

“คุณก็ลองเล่ามาสิว่าไปทำอะไรมาบ้าง” เอกไม่ยอมตอบแต่รุกถามอีก

ผมรู้แล้วว่าเอกต้องการสอบปากคำผมนั่นเอง เอกคงถามหนุ่ยแล้วแต่ไม่เชื่อเรื่องที่หนุ่ยเล่าจึงมาถามผมอีกครั้งหนึ่งว่าเราสองคนพูดตรงกันหรือเปล่า

ไอ้หนุ่ยมันเล่าอะไรไปบ้างนะ ผมคิดในใจ เรื่องกินข้าวคงเล่าได้ ไม่น่ามีอะไร แต่ว่าเรื่องดูหนังนี่สิ น่าคิดอยู่เหมือนกัน มันหมิ่นเหม่ที่จะทำให้เข้าใจผิดได้เหมือนกัน จะเล่าหรือไม่เล่าดีนะ ผมไม่แน่ใจว่าหนุ่ยกล้าเล่าเรื่องดูหนังให้เอกฟังหรือไม่ หากเราเล่าไม่ตรงกันเรื่องคงไม่จบง่ายๆ

“เรากินอาหารกันมื้อหนึ่ง แล้วก็ดูหนัง จากนั้นก็แยกกัน ต่างคนต่างกลับ” ผมตัดสินใจเล่าเรื่องดูหนังด้วยในที่สุด

“พวกคุณตกลงกันเอาไว้ก่อนแล้วละสิ” เอกแค่นเสียง

“เล่ายังไงก็ไม่เชื่ออยู่ดี ถ้างั้นคุณจะถามทำไม” ผมชักเคือง

“ผมจะต้องเค้นความจริงออกมาให้ได้” เอกพูด “ไอ้หนุ่ยปากแข็งมาก ผมซ้อมมันจนปากแตกมันก็ยังไม่พูดความจริง”

“เฮ้ย คุณซ้อมแฟนคุณเลยเหรอ” ผมตกใจ

“เป็นห่วงมันหรือไง” เอกถามเสียงราบเรียบเหมือนกับคุยเรื่องทั่วๆไป “มันนอนหมอบอยู่ข้างๆนี่เอง”

สัญญาณโทรศัพท์ถูกตัดเพราะครบเวลาห้านาทีแล้ว

“โธ่เอ๊ย เสือกมาตัดสายตอนนี้” ผมอดบ่นกับตัวเองไม่ได้

จากนั้นก็มีคนในหอมาใช้โทรศัพท์ต่อ ผมรู้สึกร้อนรนกระวนกระวายใจ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับหนุ่ยบ้าง เอกกับหนุ่ยตอนนี้อยู่ที่ไหน ทำไมเอกถึงทำรุนแรงกับหนุ่ยได้โดยที่ไม่มีใครห้ามปราม แม้ว่าในชีวิตของผมจะเคยห็นการใช้ความรุนแรงในครอบครัวมาหลายต่อหลายครั้งแต่ก็เป็นเรื่องแบบผัวเมียตีกัน นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้รับรู้ถึงการใช้ความรุนแรงของคู่เกย์ มิหนำซ้ำยังเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับคนใกล้ตัวเสียอีก

ผมเดินกระวนกระวายอยู่ที่ชั้นล่างของหอพักเพื่อรอให้โทรศัพท์ว่าง หากโทรศัพท์ว่างเมื่อไรเอกคงโทรมาอีก แต่จนแล้วจนรอดโทรศัพท์ก็ไม่ว่างเสียที ผมเดินกระวนกระวายไปมาอยู่นานจนพี่พรรำคาญ

“วันนี้น้องอูเป็นอะไรไป ดูลุกลี้ลุกลน” พี่พรถาม “พี่ดูน้องอูเดินจนพี่เวียนหัวแล้ว”

“ผมลุกลี้ลุกลนหรือครับ” ผมยังไม่รู้ตัวเอง “กำลังรอโทรศัพท์อยู่น่ะครับ”

“นั่งรอเฉยๆก็ได้นะ ไม่ต้องเดินหรอก” พี่พรแนะนำ แม้ว่าคำพูดจะเป็นการแนะนำแต่ว่าน้ำเสียงกลับเป็นเชิงบังคับ

“เอ้อ ครับพี่” ผมรับคำ จากนั้นก็หยุดเดินและนั่งลง

“มีเรื่องอะไรร้อนใจหรือเปล่า” พี่พรถามอีก

“เอ้อ...” จะตอบยังไงดีหว่า “คือ... เพื่อน อ้อ เพื่อนมีเรื่องเดือดร้อนน่ะครับ”

พี่พรพยักหน้า โชคดีที่ไม่ถามอะไรต่ออีก

ผมรออยู่เกือบชั่วโมง แม้ว่าตอนที่สายของเอกถูกตัดไปนั้นมีคนใช้โทรศัพท์ต่อมาอีกสองสามคน แต่หลังจากนั้นแล้วโทรศัพท์ก็ว่าง เอกกลับไม่โทรมาอีกเลย จนถึงเวลาสี่ทุ่มกว่าผมก็รอไม่ไหวและกลับขึ้นไปที่ห้อง

ห้าทุ่ม...

“น้องอู รับโทรศัพท์” เสียงพี่พรดังจากอินเตอร์คอมประจำชั้นสี่

คนที่โทรมาคงไม่ใช่ใครอื่น ต้องเป็นเอกแน่ ผมขานรับจากนั้นก็รีบวิ่งลงไปที่ชั้นล่าง

“ฮัลโหล” ผมรับสาย

“เรามาคุยกันต่อ” เสียงของเอกนั่นเอง เอกพูดด้วยน้ำเสียงเรื่อยๆ ไม่ได้แสดงความโมโหออกมาเลย แต่ผมกลับรู้สึกว่าท่าทีแบบนี้กลับน่ากลัวยิ่งกว่าการโมโหโวยวายเสียอีก

“ผมไม่เชื่อหรอกว่าพวกคุณไม่มีอะไรกัน” เอกพูด “รับมาเสียดีๆ”

“ก็ในเมื่อมันไม่มีแล้วคุณจะให้ผมรับได้ยังไง” ผมพูด

“ปากแข็งอีกคนล่ะ” เอกพูดอีก

ผมไม่กล้าถามถึงหนุ่ยว่าตอนนี้เป็นอย่างไรบ้างแม้ว่าอยากจะรู้แทบแย่ หากผมถามไปในตอนนี้เอกคงระแวงในตัวผมมากยิ่งขึ้น

“โอ๊ย ไม่รู้จะพูดยังไง” ผมชักหงุดหงิด “พูดแล้ววนเวียนเหมือนพายเรือในอ่าง”

“ก็รับมาเสียดีๆสิ” เอกตะล่อม

“ก็บอกว่าไม่ได้มีอะไรกันแล้วจะให้รับได้ยังไง” ผมยืนกราน

“เอาล่ะ” พรุ่งนี้หกโมงเย็นผมจะโทรมาอีกนะ คอยรับโทรศัพท์ของผมด้วยล่ะ” เอกพูด “เราจะคุยเรื่องนี้กันอีก คุณไปคิดดูให้ดี”

“คุยกี่ทีผมก็ตอบแบบนี้ คุณไม่ต้องโทรมาแล้ว” ผมตัดบท

“ผมจะโทรมา และคุณต้องคอยรับสายและตอบคำถามของผมอีก” เอกพูดช้าๆด้วยน้ำเสียงเรื่อยๆ แต่ผมกลับหนาววูบไปถึงขั้วหัวใจ จู่ๆก็รู้สึกกลัวขึ้นมา... กลัวอะไรก็ไม่รู้เหมือนกัน

- - -

“โอ๊ย ตายห่าแล้วไอ้อู” เสียงพี่ตั้วเอะอะมาจากหน้าประตูชมรม

เมื่อพี่ตั้วเดินเข้ามาในห้องชั้นใน เห็นในมือพี่ตั้วมีชีตปึกเบ้อเร่ออยู่ มันเยอะจนต้องถือด้วยสองมือ ตอนนั้นเป็นเวลาหลังเลิกเรียน น้องๆปีหนึ่งอยู่กันเต็มไปหมด รวมทั้งไอ้กี้ด้วย

“มีอะไรครับพี่” ผมถาม

“นายดูผลงานของนายสิ” พี่ตั้วโดยกองชีตในมือบนโต๊ะเสียงดังโครม “พิมพ์ผิดเละเทะเลย”

“ไหนพี่” ผมหน้าร้อนวูบขึ้นมาทันที

พี่ตั้วหยิบชีตขึ้นมาชุดหนึ่ง จากนั้นเอาปากกาวงตรงนั้นตรงนี้รวมแล้วสิบกว่าวง มันเป็นชีตวิชาแคลคูลัสที่ผมเป็นคนพิมพ์ต้นฉบับนั่นเอง วันนี้หลังจากที่พิมพ์งานเสร็จในช่วงเที่ยงผมก็รีบส่งให้พี่ตั้วจากนั้นก็ลงไปเรียน ส่วนพี่ตั้วคงใช้เวลาในช่วงบ่ายนำมันไปถ่ายเอกสาร เมื่อผมเลิกเรียนภาคบ่ายก็รีบขึ้นมาที่ชมรม เพิ่งนั่งได้ไม่นานพี่ตั้วก็ขึ้นมา

“เอ้า แหกตาดูซะ” พี่ตั้วพูดเสียงหงุดหงิด “พี่เอาไปถ่ายเอกสารเสียเงินไปตั้งหลายร้อยบาท”

ทุกคนที่อยู่ในห้องพากันล้อมวงดู เมื่อเพ็ญดูรอยวงกลมของพี่ตั้วทั้งหมดก็อุทานขึ้นมา

“ตายละ ผิดเยอะแยะเลย” เพ็ญพูดพลางหันมามองหน้าผม

“ก็ใช่น่ะสิ แบบนี้แจกได้ที่ไหนล่ะ” พี่ตั้วบ่นอีก “ทำไมทำงานชุ่ยยังงี้วะ”

ตามปกติขั้นตอนในการพิมพ์ต้นฉบับชีตนั้นผมต้องตรวจทานดูหลายรอบ ทั้งตรวจบนหน้าจอและพิมพ์ออกมาเป็นกระดาษแล้วตรวจทาน หลังจากตรวจแล้วก็แก้ที่ผิดให้เรียบร้อย จากนั้นจึงนำงานไปส่งให้พี่ตั้ว ปกติก็มีผิดบ้างนิดๆหน่อยๆเท่านั้น พี่ตั้วจึงไว้วางใจผมมาก แต่งานที่เพิ่งพิมพ์เสร็จในวันนี้มีที่ผิดเยอะจริงๆ

“ขอโทษครับพี่” ผมจ๋อย ในยุคนั้นระบบอาวุโสยังเหลืออยู่บ้าง รุ่นน้องยังต้องเคารพรุ่นพี่อยู่ ถึงโดนด่าแรงก็ไม่กล้าเถียง อีกอย่างคือผมผิดเองจริงๆ

“อูเค้าพิมพ์ชีตมาตั้งหลายชุด เพิ่งผิดจังๆครั้งนี้เอง คนเราทำผิดกันได้นะคะพี่...” เพ็ญพูด เมื่อพูดถึงตอนท้ายก็ชะงักคำพูดไป

“ก็เพราะพิมพ์มาหลายชุดน่ะสิ ครั้งนี้ถึงไม่ควรผิด” พี่ตั้วบ่นอีก “เสียดายเงินจริงๆเลย”

“พรุ่งนี้ผมแก้ให้ครับ คราวนี้จะตรวจให้ดี ไม่ให้ผิดอีก” ผมยอมรับผิด ผลงานก็เห็นอยู่ ไม่รู้จะแก้ตัวอย่างไร ซวยจริงๆ ไม่น่าแวะขึ้นมาที่ชมรมหลังเลิกเรียนเลย “ผมออกค่าชีตที่เสียไปคืนให้ชมรมก็ได้ครับ”

“หนอย ทำอวดรวย” พี่ตั้วยังไม่หายหงุดหงิด แขวะใส่ผมอีก “รีบๆแก้เสียก่อน เรื่องอื่นค่อยมาว่ากันทีหลัง พี่จะได้เอาไปถ่ายเอกสารใหม่”

“วันนี้ต้องรีบกลับครับพี่” ผมพูดพลางคว้าเป้ขึ้นสะพายไหล่ ดูนาฬิกาที่ข้อมมือ เห็นเป็นเวลาสี่โมงครึ่งแล้ว “พรุ่งนี้ผมจะรีบมาแก้ให้แต่เช้าเลยครับ”

“อะไรวะ” พี่ตั้วโวย

“พี่ตั้วคะ ใจเย็นๆ” เพ็ญรีบปราม “พรุ่งนี้ก็ดีค่ะ จะได้มีเวลาเยอะหน่อย รีบเกินไปก็จะพลาดอีกนะคะ”

เมื่อพี่ตั้วได้ยินดังนั้นจึงหยุดโวย จากนั้นก็เดินไปนั่งหน้างออยู่ที่โต๊ะทำงาน ส่วนผมก็รีบเดินออกจากชมรมไป

“อู อู คอยเดี๋ยว” ผมได้ยินเสียงเรียกไล่หลังเมื่อเดินลงบันไดมาจนถึงชั้นล่าง เป็นเสียงของเพ็ญนั่นเอง “เดี๋ยวก่อน อู ขอคุยด้วยหน่อย”

“มีอะไรเหรอเพ็ญ” ผมถาม

“เห็นเธอโดนพี่ตั้วอัดเสียหนัก ก็เลย... ก็เลย...” เพ็ญอึกอัก

“ฮื่อ เพิ่งขึ้นไปก็โดนด่าเลย” ผมอดบ่นไม่ได้ “ทำงานหนักแล้วยังโดนด่าอีก รู้งี้นั่งร้องเพลงแบบไอ้กี้ดีกว่า ไม่ทำอะไรก็ไม่มีอะไรให้ทำผิด”

“อย่าไปคิดยังงั้นสิ” เพ็ญพยายามปลอบใจ “ว่าแต่... เราสังเกตว่าวันนี้อูดูใจลอยจริงๆนะ ตอนตรวจงานพิมพ์เราก็สังเกตว่าอูไม่ค่อยมีสมาธิ”

“คงนอนดึกมั้ง” ผมพูดอ้อมแอ้ม ที่จริงก็ไม่ได้โกหก เมื่อคืนผมนอนไม่ค่อยหลับจริงๆ เรื่องของเอกและหนุ่ยรบกวนจิตใจของผมมาก

“งั้นไปหาอะไรกินที่โรงอาหารกันไหม เผื่อจะสบายใจขึ้น” เพ็ญชวน

“วันนี้เราต้องรีบกลับ” ผมยกมือขึ้นดูนาฬิกา

“วันนี้อูมีเรื่องไม่สบายใจหรือเปล่า” เพ็ญถามตรงๆ

“เอ้อ” ผมอึ้งไป ไม่นึกว่าเพ็ญจะดูออก “ทำไมเพ็ญคิดยังงั้นล่ะ”

“ก็ดูออกนี่” เพ็ญตอบ “อูน่ะดูง่ายจะตาย เธอมีอะไรอยู่ในใจสีหน้าของเธอมันบอกออกมาหมด”

“โห” เพ็ญพูดจนผมรู้สึกเขิน “นี่เราอ่านง่ายถึงขนาดนั้นเลยเหรอ”

“ฮื่อ” เพ็ญตอบพลางหัวเราะเช่นกัน

ผมรู้สึกหวิวๆอยู่ในใจ คำพูดในลักษณะนี้เคยมีคนพูดกับผมนานมาแล้ว... ตั้งแต่เมื่อครั้งที่เรายังเป็นเด็กอยู่... ไม่เอา... ไม่คิด ไม่คิด...

“พี่ตั้วไม่น่าฉีกหน้าเธอขนาดนั้นเลย เป็นใครก็ต้องเสียหน้า” เพ็ญพยายามปลอบใจ “เธอก็อย่าเก็บเอาไปคิดเลยนะ”

“ฮื่อ ไม่คิดหรอก” ผมมุสา แต่แล้วก็อดพูดไม่ได้ “ทำไมพี่ตั้วถึงได้อารมณ์เสียกับเราขนาดนี้ก็ไม่รู้ เรื่องก็ไม่ใช่ใหญ่โตอะไร เฮ้อ ปวดหัว”

“ปวดหัวก็ไปนั่งเล่นเย็นใจที่โรงอาหารกันก่อนก็ได้” เพ็ญชวนอีก “เรารู้นะว่าเธอไม่สบายใจ”

“เราต้องรีบกลับ วันนี้ไม่ได้จริงๆ” ผมพูด พลางดูนาฬิกาข้อมืออีก คุยกันไปคุยกันมาตอนนี้ ๑๖.๕๐ น.แล้ว “ต้องรีบกลับแล้วละเพ็ญ พรุ่งนี้ค่อยคุยกันต่อนะ”

ผมพูดจบก็รีบเดินจากเพ็ญมาในทันที

- - -

ผมมีเวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงกับอีกสิบนาทีเพื่อที่จะกลับมาถึงหอพักให้ทันหกโมงเย็น ด้วยความที่ติดโน่นติดนี่อยู่ที่มหาวิทยาลัย ประกอบกับรถติด แม้ว่าผมจะรีบวิ่งกระหืดกระหอบมาตั้งแต่ที่ป้ายรถเมล์ แต่กว่าผมจะกลับถึงหอพักก็หกโมงครึ่ง เข้าไปแล้ว

เมื่อผมเข้าไปในหอพัก พอพี่พรเห็นผมก็ทำหน้าแปลกๆ

“น้องอูหอบแฮ่กมาเชียว” พี่พรทัก

“เหนื่อยครับ วิ่งมา” ผมตอบพลางหอบหายใจ

“นี่เราไปทำอะไรมา” พี่พรถาม “เมื่อเย็นมีโทรศัพท์มาหาน้องอูหลายครั้ง ก็เจ้าเก่านั่นแหละ”

“เหรอครับ” ผมไม่รู้จะพูดอะไรดี

“มันไม่ใช่แค่นั้นนะ พี่บอกว่าน้องอูยังไม่กลับ วันนี้เค้าเลยบอกว่าเค้าเป็นแฟนของคนชื่อหนุ่ย และยังบอกอีกว่าน้องอูไปแย่งแฟนเค้ามา ที่เค้าโทรมาก็เพื่อจะเจรจากับอูให้รู้เรื่อง” พี่พรพูด

“หา” ผมตกใจ รู้สึกใจสั่น มือเย็นเฉียบ ทำอะไรไม่ถูก “มันพูดยังงั้นเลยเหรอครับ”

“ยังไม่จบ” พี่พรพูด ผมรู้สึกเสียววูบ นึกถึงรถไฟเหาะตีลังกาที่แดนเนรมิตขึ้นมา “ตอนพี่พรรับสาย เค้าบอกแบบนี้แล้วก็วางสายไป สักพักก็โทรมาใหม่ ครั้งหลังคนอื่นช่วยรับสายเค้าก็พูดแบบนี้อีก”

“ถ้ายังงั้น...” ผมรู้สึกเครียดหนักขึ้นมาทันที มือที่เย็นเฉียบนั้นยิ่งเย็นจนผมรู้สึกว่ามันสั่นระริก ถ้าเช่นนั้นความลับของผม...

“ใช่ ป่านนี้รู้กันหมดทั้งหอแล้ว...” พี่พรพยักหน้า “เค้ายังบอกว่าจะโทรมาอีก”



<ซอฟต์แวร์สำเร็จรูปที่ใช้กับเครื่องพีซีในยุคนั้นนอกจากโปรแกรมซียูเวิร์ดซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ด้านประมวลผลคำยอดนิยมแล้ว ซอฟต์แวร์ด้านคำนวณยอดฮิตในสมัยนั้นไม่ใช่ Exel แต่เป็นโปรแกรมโลตัส 1-2-3 (Lotus 1-2-3) โลตัสไม่ใช่ซอฟต์แวร์ด้านสเปรดชีตตัวแรก ถ้ากล่าวถึงเส้นทางของซอฟต์แวร์สเปรดชีต ตัวแรกน่าจะเป็น visicalc บนเครื่องแอปเปิล จากนั้นจึงมาสู่ยุคของ Supercalc ซึ่งมีทั้งบนเครื่องแอปเปิลและเครื่องพีซี จากนั้นจึงเป็น Lotus 1-2-3 บนเครื่องพีซีระบบปฏิบัติการดอส และจากนั้นจึงเป็นยุคของ MS Excel บนระบบปฏัติการวินโดวส์ ที่เห็นในภาพเป็นภาพหน้าจอของโลตัส 1-2-3 บนดอสในยุคที่ผมเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย>

18 comments:

Anonymous said...

สนุกมากครับ ได้คนแรกด้วย

แบงค์ครับ

kan said...

ได้ที่สองอีกแล้ว
มาจองก่อนอ่าน

กัน

หลาบเอง said...

กระวนกระวายเป็นบ่อยๆ เหมือนกันค่ะพี่อู
ย้ายหอหนีเลย

kan said...

ในชีวิต ยังไม่เคยไปแย่งแฟนใคร
ก็ไ่ม่รู้ว่าเป็นอย่างไร
แต่ในเคสของอู ดูเหมือนจะคล้ายๆกัน
ตรงที่ไม่รู้ว่าคนที่เราชอบมีแฟนแล้ว
ผมก็ระวังเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน
ถ้ามีแฟนแล้วไม่เล่นด้วยดีกว่า

ไม่รู้ว่าอูจะแก้ปัญหาอย่างไรหน้อ
ห้าห้าห้า

กัน

Anonymous said...

เดือดร้อนแน่พี่อู คราวนี้โป๊ะแตก

และแล้ว ในที่สุดพี่อูก็เปิดตัวเสียเลย

555

Anonymous said...

เอาว่าทุกคนแค่คิดว่าอาอูแย่งแฟนชาวบ้าน แต่ยังไม่รู้ว่าหนุ่ยเป็นผู้ชาย ใช่ป่ะครับ

Anonymous said...

เอกนี่เหมือนตำรวจ ใช้วิธีถามซ้ำๆวนไปมา
จนกระทั่งอีกฝ่ายรำคาญแล้วก็ยอมรับ จะได้จบๆไป
วิธีนี้ทำให้มีแพะมากมาย

อูโชคไม่ดีนะเจอคนโรคจิตแบบนี้

Anonymous said...

มารักอาอูช้าอีกแล้ว
วันนี้เริ่มเกิดอาการป่วย ก่อนเปิดเทอม

หลาน Arus ของอาอู

Anonymous said...

คนแบบเอกจัดเต็มจนน่ากลัวอ่ะ!!
สงสัยงานนี้อูจะได้เป็น "ทอร์คออฟเดอะโดม"..

คนลาดพร้าว

พี said...

ได้ดังก็คราวนี้ล่ะอู

แต่ผมเดาว่า คนที่รับโทรศัพท์ยังไม่ไปบอกคนอื่น คงมาคุยกับอูก่อน

ขอให้โชคดีกับเหตการณ์ครั้งนี้นะ

*** PEE ***

อู said...

ครั้งนี้หนุ่ยทำเจ็บครับ นายเอกนี่ทำให้เดือดร้อนมาก นี่ขนาดยังไม่ได้มีอะไรกัน ถ้าคบกันต่อไปสงสัยเอกคงเอาผมตาย

คิดว่าถ้าความลับแตกคงต้องย้ายหอหนีจริงๆครับ เพราะทนอับอายอยู่ต่อไปไม่ไหว

Anonymous said...

)^_^(ที่12
^
^
^
มาจิ้มลุงอูครับ อีกคนที่รับนี่ขอให้เป็นแป๋งแล้วกันเพราะแป๋งรู้อยู่แล้ว ไม่งั้นเรื่องยาวแน่เลย วันนี้หนาวอีกแล้วรักษาสุขภาพด้วยครับคุนลุงไปกินไมโลร้อนดีก่า

Anonymous said...

เดาว่าอาอูคงผ่านเรื่องนี้ไปได้ไม่ยากเท่าไหร่ครับ เพราเวลาที่แย่ๆของอาอู มักจะมีตัวช่วยเสมอ แต่ก็นะ ไม่เคยที่จะมีชีวิตเรียบๆกับเขาซะที ต้องลุ้นตลอด คนอ่านเหนื่อยจริงๆครับ
Federick

Anonymous said...

เอกดูจิตมากมายอ่ะ

น่ากลัวมาก

อูต้องย้ายหอหนีป่าวเนี่ยะ

...OaH...

Choo said...

เราไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนเลยนะอู จะย้ายหนีทำไมอ่ะ

คงไม่มีใครรับโทรศัพท์หรอกครับ จะมีก็เจ้าหน้าที่หอฯ แล้วก็น่าจะเป็น ป๋อง กะ แป๋ง แค่นั้นแหละ

คนอะไร ซวยได้ตลอด ต้องไปทำบุญบ้างนะนายอู

ชู

หลาบเอง said...

มาหลังสงกรานต์ ก็ได้นะพี่อู สงสารคงทำงานหนักน่าดู

น้องชาย said...

เพิ่งได้เข้ามาอ่านครับ ขออณุญาติเรียกพี่แล้วกันถึงผมจะอายุ 17 ก็ตาม แหะๆ :) อ่านแล้วกินใจจังครับ บางทีก็แอบตรงกับเรื่องของจอมเหมือนกัน ดูแลตัวเองด้วยนะครับพี่อู

อู said...

ครับ เรียกพี่ก็ฟังดูหนุ่มดี ฟังดีกว่าเรียกลุงเยอะเลย ขอบคุณที่ติดตามอ่านครับ