Thursday, April 28, 2011

ภาคสี่ ตอนที่ 30

เช้าวันต่อมา ผมเข้าเรียนในวิชาแรกสายนิดหน่อย เมื่อไปถึงห้องเรียนอาจารย์กำลังเริ่มสอนพอดี ผมเดินเข้าทางประตูด้านหน้าชั้นเรียนและเดินขึ้นไปตามทางเดินที่เป็นขั้นบันไดเพื่อไปนั่งเรียนที่หลังห้อง

เนื่องจากผมเข้าชั้นเรียนสายจึงยังไม่มีโอกาสทักทายกับใคร แต่ขณะที่เรียนอยู่ผมสังเกตว่ามีบางคนที่นั่งเรียนอยู่ด้านหน้าหันมามองผมบ้างเป็นครั้งคราว

ผมไม่ต้องเก็บความสงสัยอยู่นาน เพราะเมื่อชั้นเรียนเลิก แมวกับจิ๊บก็ปราดเข้ามาทักทายผม

“เป็นไง” จิ๊บถาม “แหม ดูหนังกันสองคนหวานเชียวนะ”

“นี่แน่ะ” แมวหยิกผมหมับที่ต้นแขน “จะไปดูหนังก็ไม่ชวน”

ผมงงอยู่เพียงครู่เดียวก็เข้าใจได้ว่าเป็นเรื่องอะไร

“เฮ้ย รู้กันได้ยังไงเนี่ย” ผมถาม อดหัวเราะกับข่าวคราวที่รวดเร็วของสองสาวไม่ได้

“ความลับไม่มีในโลก” จิ๊บพูด “ถ้าไม่อยากให้ใครรู้ก็อย่าทำ”

“อุ๊ย อิจฉา ดูหนังกันโรแมนติก” แมวพูดด้วยน้ำเสียงเพ้อ

“จะบ๊องกันใหญ่แล้ว ดูหนังจีนบู๊ลิ้มฆ่ากันตลอดเรื่องเนี่ยนะ โรแมนติกตายละ” ผมหัวเราะ “และอีกอย่าง เราไม่ได้ทำอะไรลับๆล่อๆเสียหน่อย ไม่ได้กลัวใครมาเห็นด้วย โรงหนังก็อยู่หน้ามหาวิทยาลัย อยากดูก็ดู ทำไมต้องคิดมาก”

“จ้า พ่อคนไม่คิดมาก” จิ๊บยังกัดไม่ปล่อย “จะมีเดตทั้งทีทำไมไม่เลือกหนังให้มันเข้าท่าหน่อยล่ะ”

“เฮ้ย มีเดตอะไรที่ไหนกัน” ผมรีบปฏิเสธ แค่ไปดูหนังผ่อนคลายอารมณ์กับเพื่อนคนหนึ่ง ทำไมจึงมีคนเข้าใจไปแบบนั้นได้

“โฮ้ย เพื่อนเรามีคู่กันไปหมดแล้ว อิจฉาๆ” แมวแกล้งถอนหายใจทำเสียงเศร้า “เจ้าชาญก็ไปแล้ว นี่ยังเจ้าอูอีก”

“ไอ้ชาญ...” ผมอุทาน “ไอ้ชาญมันทำไมเหรอ”

“ก็มันกำลังคั่วยายตู่กลุ่มสี่อยู่ ตัวติดกันเป็นปาท่องโก๋มาสักพักแล้ว เอ๊ะ นี่เธอไม่รู้เรื่องเลยเหรอเนี่ย” คราวนี้แมวกลับเป็นฝ่ายแปลกใจแทน

ช่วงเวลาหลายสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ผมปวดหัวกับเรื่องหนุ่ยและเอกมาตลอด เช้ามาเรียน บ่ายก็รีบกลับ ตลอดเวลาที่อยู่ในคณะก็ไม่ค่อยได้สนใจเรื่องราวภายนอกนัก กับชาญนั้นตั้งแต่เปิดเทอมภาคปลายมาผมก็ไม่ค่อยได้เจอกันเนื่องจากเทอมนี้เราไม่ได้เป็นคู่ทำแล็บกัน อีกทั้งผมใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่ชมรม ดังนั้นจึงไม่ค่อยรู้ความเป็นไปของชาญนัก

เรื่องการดูหนังของผมและเพ็ญแพร่ไปในคณะอย่างรวดเร็ว หากเป็นคู่อื่นอาจไม่ค่อยมีใครสนใจกันนัก แต่เพ็ญเป็นดาวเด่นของคณะดังนั้นจึงถูกจับตาเป็นพิเศษ ผมถูกเพื่อนกระเซ้าเย้าแหย่ตลอดทั้งวัน ที่จริงตอนที่ผมไปดูหนังกับเพ็ญนั้นก็ไม่ได้คิดปกปิดเป็นความลับอะไรเนื่องจากโรงหนังอยู่หน้ามหาวิทยาลัยนั่นเอง เดินเข้าไปก็คงมีใครเห็นบ้างอยู่แล้ว แต่ที่นึกไม่ถึงก็คือเพื่อนๆจะเข้าใจผิด ในวันนั้นผมถูกเพื่อนกระเซ้าเย้าแหย่ตลอดทั้งวันแต่ก็เป็นการแหย่แบบขำๆมากกว่า ไม่ถึงกับเป็นเรื่องอื้อฉาวแต่อย่างใด

เพ็ญเองนั้นก็คงโดนเพื่อนๆแซวบ้างเช่นกัน แม้ว่าผมจะมีโอกาสเจอเพ็ญในระหว่างวันแต่ก็พยายามหลบหน้า ไม่กล้าเข้าไปทักทายเพราะผมวางตัวไม่ถูก เกรงว่าหากเข้าไปทักหรือเดินด้วยกันจะยิ่งทำให้ถูกแซวหนักยิ่งขึ้น เกรงว่าเพ็ญจะเสียหายได้ การเรียนอยู่ในคณะใหญ่ที่มีนักศึกษาจำนวนมากก็ดีไปอย่างเนื่องจากการหลบหน้าใครสักคนไม่ใช่เรื่องยากนัก ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าที่ทำไปทั้งหมดนี้ผมทำผิดหรือถูก... ตั้งแต่เรื่องที่ไปดูหนังกับเพ็ญ ตลอดจนเรื่องการหลบหน้า เนื่องจากไม่เคยมีประสบการณ์ทำนองนี้มาก่อน

- - -

หลังจากเลิกเรียนในวันนั้นผมก็มาขลุกอยู่ที่ชมรม พยายามสะสางงานต้นฉบับที่คั่งค้าง การเรียนในภาคบ่ายวันนั้นเสร็จค่อนข้างเร็ว บ่ายสามโมงก็เลิกแล้ว ตอนที่ผมขึ้นไปที่ชมรมนั้นพวกปีหนึ่งยังไม่มีใครขึ้นมาเลยเนื่องจากยังไม่เลิกเรียนกัน มีแต่พวกรุ่นพี่

“เฮ้อ เสร็จเสียที” ผมกดปุ่มสั่งซียูเวิร์ดให้บันทึกแฟ้มข้อมูลลงบนดิสเก็ตแผ่นโตขนาด 5.25 นิ้ว ในที่สุดงานพิมพ์ต้นฉบับของผมในวันนั้นก็เสร็จสิ้นลง

ขณะที่เสร็จจากงานพิมพ์นั้นเป็นเวลาบ่ายสี่โมงกว่าแล้ว เมื่อผมปิดเครื่องคอมพิวเตอร์เรียบร้อยและเตรียมตัวกลับ เสียงเอะอะก็ลอยเข้ามาจากหน้าประตูชมรม

“อ้าว ไอ้อู มึงมาหลบอยู่ที่นี่เอง” ได้ยินเสียงไอ้กี้ทัก ไอ้กี้เข้ามาพร้อมๆกับเพื่อนปีหนึ่งในชมรมอีกหลายคน

“ไม่ได้หลบโว้ย พูดให้ถูก กูมาทำงาน” ผมแก้คำพูดของมัน

ไอ้กี้เอามือเชยคางของผมขึ้น มองใบหน้าผมอย่างพิจารณา

“อือม์ มีเค้าเหมือนกันแฮะ” ไอ้กี้พูดขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย “ไหนลองเห่าหน่อยซิ”

“ไอ้เวร” ผมด่ามัน “อะไรของมึงวะ กูไม่ใช่หมาโว้ย”

“อ้อ ไม่ใช่หมาหรอกเหรอ” ไอ้กี้หัวเราจนตาเหลือเส้นเดียว “กูว่าใช่นะ หมาวัดด้วย”

“อะไรของมึงวะ” ผมงง “มึงเมายาม้าหรือเปล่า”

ในยุคนั้นคำว่ายาบ้ายังไม่มี มีแต่ยาม้า ยาขยัน ซึ่งก็คือสารเสพติดในกลุ่มแอมเฟตามีนเช่นเดียวกันนั่นเอง ยาม้าเปลี่ยนมาเป็นยาบ้าในราวปี พ.ศ. ๒๕๓๙

“ก็หมาวัด... ดอกฟ้ากับหมาวัดไง” พูดจบไอ้กี้ก็หัวเราะชอบอกชอบใจ เพื่อนๆที่ขึ้นมาด้วยกันฮากันลั่น

ผมรู้สึกหน้าชา วันนี้ตลอดทั้งวันเพื่อนๆกระเซ้าเย้าแหย่เรื่องผมกับเพ็ญ ส่วนใหญ่ก็แซวว่าผมเก่งและโชคดีที่สามารถเอาชนะใจดาวของคณะได้อย่างที่ใครๆก็นึกไม่ถึง มีแต่ไอ้กี้คนเดียวที่เล่นแรง แม้จะรู้สึกโกรธแต่ผมก็ต้องพยายามระงับอารมณ์ เพราะว่าหากแสดงอารมณ์โกรธออกมาเรื่องจะยิ่งบานปลาย

ยังไม่ทันที่ผมจะตอบโต้ไอ้กี้ เพ็ญก็เดินเข้ามาในชมรมพอดี ไอ้กี้และพวกจึงหันไปแหย่เพ็ญแทนซึ่งก็ไม่ได้แหย่ด้วยถ้อยคำรุนแรงอะไร เพียงแค่แซวขำๆ เพ็ญก็รับมุขด้วยการหัวเราะขำไปด้วย

เมื่อเพื่อนๆมากัน ผมก็อยู่เฮฮาในชมรมต่อไปอีกพักหนึ่ง จากนั้นจึงค่อยลงมาจากชมรม เมื่อลงมาถึงชั้นล่าง ผมก็ได้ยินเสียงใครคนหนึ่งเรียกผม

“เฮ้ย ไอ้อู” เสียงนั้นเรียกมาจากด้านหลัง เมื่อผมหันไปดูก็เห็นพี่ตั้วยืนอยู่

“อ้าว พี่ตั้ว” ผมทัก “วันนี้ยังไม่เห็นพี่บนชมรมเลย นึกว่าวันนี้พี่จะไม่ขึ้นชมรมเสียแล้ว”

“มานี่หน่อยซิ ขอคุยด้วยหน่อย” พี่ตั้วไม่โอภาปราศรัยแต่เข้าเรื่องเลย

พี่ตั้วพาผมเดินไปยังหลังตึกซึ่งทำเป็นลานจอดรถเล็กๆ ตอนนั้นไม่มีใครอยู่เลย บรรยากาศเงียบสงบมาก

“มีอะไรครับพี่” ผมถามอย่างงงๆ

“เมื่อเย็นวานนายไปทำอะไรมา” พี่ตั้วถามเสียงขุ่น น้ำเสียงไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย

“ก็ไม่ได้ทำอะไรนี่ครับ” ผมตอบ แล้วก็นึกได้ “อ้อ ไปดูหนังมา”

“ทำไมนายทำยังงั้นวะ” พี่ตั้วพูดเสียงห้วนใส่ผมอีก

“ก็ไม่เห็นเป็นไรนี่พี่” ผมงง นึกไม่ถึงว่าเรื่องที่พี่ตั้วรียกมาคุยหลังตึกคือเรื่องไร้สาระแบบนี้

“ไม่เป็นไรได้ไง” คราวนี้พี่ตั้วกระชากเสียง

“แล้วมันจะเป็นไรได้ไงละครับพี่ ก็แค่ดูหนัง” ผมชักเคืองที่ถูกตะคอกใส่ จึงเถียงไปบ้าง

“ไปดูกันหลายคนก็ไม่เป็นไร นี่ไปกันสองคน ใครๆก็เข้าใจผิดคิดว่านายกับเพ็ญ... เอ้อ...เป็นแฟนกันน่ะสิ”

“โห พี่” ผมรู้สึกว่าเรื่องที่ทำให้พี่ตั้วอารมณ์ขุ่นมัวกับผมนั้นแม่งโคตรไร้สาระเลย “แค่ไปดูหนังกันสองคนสักครั้งเนี่ยนะครับ ต้องเป็นแฟนกันแล้วเหรอ”

“นายทำยังงี้น่าเกลียดว่ะ นายไม่ได้คิดอะไรแต่คนอื่นเข้าใจผิด แล้วคนที่เสียก็คือฝ่ายหญิง” พี่ตั้วอบรมด้วยน้ำเสียงเครียด

“ก็เพ็ญยังไม่เห็นว่าอะไรเลยนี่พี่...” ผมพูดแล้วหยุดเอาไว้ ความหมายของผมก็คือแล้วพี่เสือกอะไรด้วย

“คราวหลังอย่าทำอย่างนี้อีกนะโว้ย พี่ขอเตือน” พี่ตั้วตัดบท “เข้าใจแล้วนะ”

“เอ้อ...” อารมณ์ของผมก็เริ่มกรุ่นเหมือนกันแต่ก็ยังไม่กล้าโต้กับรุ่นพี่ จึงได้แต่ตอบรับ “ครับ”

หลังจากที่พี่ตั้วอบรมผมเสร็จเรียบร้อยก็เดินจากไป ทิ้งให้ผมยืนอยู่อย่างงงๆว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมพี่ตั้วถึงได้ใส่ใจกับเรื่องการดูหนังของผมถึงขนาดนี้ ถึงแม้ว่าผมจะเป็นแฟนกับเพ็ญจริงๆก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร นักศึกษาปีหนึ่งเดินควงกันเป็นคู่มีอยู่เกลื่อนในมหาวิทยาลัย

“อู เป็นอะไรหรือเปล่า” ได้ยินเสียงเพ็ญเรียกผม ไม่รู้ว่าเพ็ญมายืนใกล้ผมตั้งแต่เมื่อไรเหมือนกัน

“ก็ไม่ได้เป็นอะไรนี่” ผมตอบ

“เมื่อกี้... ตอนที่พี่ตั้วคุยกับเธอ เราได้ยินนะ” เพ็ญพูด “ตอนเราลงมาได้ยินพี่ตั้วเรียกนายที่ใต้ตึก รู้สึกเอะใจเลยตามมา”

“เหรอ” ผมไม่รู้จะพูดอะไรดี

“เธอก็อย่าไปสนใจพี่ตั้วเค้าเลย” เพ็ญพูด

“แต่เรางงว่ะ” ผมอดระบายไม่ได้ “ทำไมแค่ดูหนังมันถึงได้กลายเป็นเรื่องราวได้ขนาดนี้ ตั้งแต่เช้าก็โดนเพื่อนๆแซว นั่นยังไม่เท่าไร ตอนบ่ายยังโดนพี่ตั้วด่าอีก”

“ก็พี่ตั้วเค้าชอบเราน่ะสิ” เพ็ญพูด “เค้าก็เลยไม่พอใจเธอ”

“พี่ตั้วเนี่ยนะ... ชอบเพ็ญ” ผมทวนคำ เพิ่งจะถึงบางอ้อ ที่แท้ก็อย่างนี้นี่เอง ผมนี่เซ่อจริงๆ น่าจะได้คิดตั้งแต่แรกแล้ว

“ใช่” เพ็ญรับคำ “พี่ตั้วแอบชอบเรามาสักพักหนึ่งแล้ว แต่เราไม่ได้สนใจ”

“...”

“ไม่ต้องคิดมากนะอู... เรื่องพี่ตั้วน่ะ” เพ็ญปลอบใจผมอีก “เราไม่ได้สนใจพี่ตั้วเลยสักนิด...”

- - -

“อูย... หนาว” สายลมหนาวบนชั้นดาดฟ้าของหอพักทำให้ผมต้องกอดอกแน่น

ตอนนั้นเป็นเวลาดึกมากแล้ว บรรยากาศรอบข้างเงียบสงัด ขณะที่สรรพชีวิตกำลังหลับใหลอย่างเป็นสุขผมกลับมายืนเหม่อมองดูดาวที่ชั้นดาดฟ้า

ท้องฟ้ายามข้างแรมแลเห็นดาวพราวพราย ผมชอบมายืนดูดาวในยามดึกที่นี่ แม้จะดูกี่ครั้งก็ไม่เคยเบื่อ

ช่วงนี้ผมมีเรื่องที่คอยรบกวนจิตใจอยู่เรื่องหนึ่ง ความคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้กรุ่นอยู่ในใจของผมมาตั้งแต่ต้นปีแล้ว เมื่อผ่านเรื่องราวของบอย ตลอดจนโอ๋ หนุ่ยและเอกมา ก็ยิ่งทำให้ผมคิดไตร่ตรองเรื่องนี้อย่างจริงจังมากขึ้น แต่แม้ว่าผมจะคิดเรื่องนี้อย่างจริงจัง ทว่ามันก็เหมือนกันหมอกควันอันหนาทึบที่แม้ว่ามันจะอบอวลอยู่รอบตัวผมแต่ผมก็ยังไม่สามรถไขว่คว้ามันเอาไว้ได้ ถึงผมจะคิดอย่างไรแต่ก็ยังไม่ได้ข้อสรุปออกมา

ใช่แล้ว... เรื่องที่รบกวนจิตใจของผมอยู่ในขณะนี้ก็คือเรื่องชีวิตเกย์ๆของผมนั่นเอง...

เรื่องราวที่ผ่านมาได้สะสมเป็นความทุกข์ในจิตใจของผมมาโดยตลอด ผมเบื่อกับสภาพชีวิตแบบกลายพันธุ์ของผมนี้เต็มทีแล้ว บทความเรื่องความเป็นเกย์สามารถรักษาให้หายได้ได้จุดประกายในชีวิตของผมขึ้นมา ตั้งแต่ที่ได้อ่านบทความเรื่องนั้นทำให้ผมแอบฝันว่าหากผมไม่ได้เป็นเกย์แล้วชีวิตของผมจะเป็นเช่นไร จะดีกว่านี้หรือไม่

ข้อมูลข่าวสารในยุคนั้นไม่ได้หาได้ง่ายเหมือนเช่นในยุคที่มีอินเทอร์เน็ต แม้ผมจะอยากรู้ว่าการรักษาให้หายจากการเป็นเกย์นั้นมีรายละเอียดอย่างไร ทำอย่างไรและทำได้ที่ไหน แต่ผมก็ไม่สามารถหาข้อมูลได้ ข้อจำกัดประการหนึ่งที่ทำให้ผมหาข้อมูลไม่ได้ก็เนื่องจากผมไม่กล้าถามใครนั่นเอง

เมื่อหาข้อมูลไม่ได้จึงทำให้ผมพยายามจินตนาการเอาเอง การรักษาเกย์ก็คงเหมือนกับการเลิกบุหรี่หรือเลิกยาเสพติดกระมัง บางคนก็ไปถ้ำกระบอก บางคนก็หักดิบเอาเอง ของแบบนี้น่าจะอยู่ที่ใจ หากบังคับใจตนเองได้ก็คงเลิกเป็นเกย์ได้...มั้ง

สายลมหนาวดาวพราวฟ้าทำให้ความคิดของผมล่องลอยไปแสนไกล ในความรู้สึกของผมราวได้กลิ่นฟางกลิ่นหญ้าแฝงมากับสายลมหนาว ทำให้ผมนึกถึงบรรยากาศในชนบท สายลมโชยที่บึงน้ำเร้นรักที่บ้านเกิดของผมก็แฝงกลิ่นฟางกลิ่นหญ้าอันสดชื่นเช่นนี้เหมือนกัน...

ผมอดนึกถึงเรื่องไอ้ชาญควงสาวไม่ได้ มันทำได้ยังไงนะ ผมคิดว่ามันแอบชอบผมแต่แล้วกลับไปจีบสาวเสียนี่ ถ้าจะให้พูดจากใจจริงแล้วผมก็คงต้องยอมรับว่าผมรู้สึกอิจฉามัน... อิจฉามันที่สามารถมีแฟนสาวได้

ไม่เอาแล้ว... ผมไม่อยากวิปริตแบบนี้อีกต่อไปแล้ว ผมไม่อยากเป็นเกย์อีกต่อไป ผมอยากเป็นคนปกติ อีกหน่อยผมจะได้ทำงานดีๆ มีแฟน และมีครอบครัวเหมือนกับคนอื่นๆบ้าง

แม้ว่าผมอยากหายจากการเป็นเกย์ แต่บางทีผมก็รู้สึกไม่มั่นใจนัก ในส่วนลึกแล้วคล้ายกับว่าผมยังมีเรื่องให้พะวงอยู่แต่ก็จับต้นชนปลายไม่ถูก... แต่ที่ผมแน่ใจตนเองได้อย่างหนึ่งก็คือ ความรู้สึกไม่อยากเป็นเกย์นี้ก่อตัวอยู่ในใจของผม และแฝงอยู่กับชีวิตแบบชายรักชายของผมมานานแล้ว ชีวิตแบบเกย์ของผมถูกซ่อนอยู่ในคราบของชายปกติ และความฝันที่จะเป็นชายปกติก็แอบซ่อนอยู่ในชีวิตแบบเกย์ของผมอีกทีหนึ่ง

แม้จะไม่เห็นหนทางแต่ความฝันเล็กๆนี้ก็ไม่เคยลบเลือนไปจากใจ และมาจนถึงวันนี้ สิ่งที่เคยเป็นความฝันเล็กๆบนเส้นขนานของชีวิตได้กลับกลายเป็นความใฝ่ฝันอันยิ่งใหญ่ ไม่ว่าจะแลกด้วยคุณค่าเท่าใดผมก็จะพยายามก้าวข้ามไปยืนบนอีกฝั่งหนึ่งของเส้นขนานนี้ให้ได้...

สายลมในคืนนั้นพัดแรง อากาศหนาวเหน็บจนผมยืนอยู่บนดาดฟ้าต่อไปไม่ไหว ผมจึงกลับลงมาที่ห้อง แม้ว่าบรรยากาศยามดึกจะสงบเงียบแต่ใจของผมกลับกลับยังไม่สงบ ในที่สุดผมจึงหยิบตลับเทปขึ้นมาเพื่อเปิดฟัง เผื่อว่าจะช่วยให้หลับได้บ้าง

เอาม้วนไหนดีนะ นี่ก็แล้วกัน เทปออกใหม่

ผมหยิบอัลบั้มชื่อ บ่งบอก ของพี่ตู่ นันทิดา แก้วบัวสาย อันเป็นอัลบั้มออกใหม่ที่ผมเพิ่งซื้อมาและยังไม่ได้ฟัง ใส่เทปลงไปในเครื่องวอล์กแมนจากนั้นกดปุ่มเพื่อเดินเทป เสียงดนตรีอินโทรด้วยท่วงทำนองอันไพเราะนำขึ้นมาก่อน จากนั้นตามด้วยสียงร้องใสๆ

อยากจะจับมือกับเธอ
จับมือกับเธอสักครั้ง
จับมือให้ฉันไม่เคว้งไม่คว้าง
และไม่เปล่าเปลี่ยวเกินไป

อยากจะสบตากับเธอ
สบตากับเธอต่อไป
อยากจะเก็บแววแห่งความเข้าใจ
เอาไว้อบอุ่นนาน ๆ

ขอมือเธอหน่อย
ไว้คอยกระชับให้ชื่นใจ
ขอมองตาหน่อย
ไว้คอยเตือนเมื่อเหงาใจ
ขอใจเธอหน่อย
ไว้คอยเป็นแรงผลักดันฝันอันยิ่งใหญ่
หากมีหัวใจของเธอก็สุขเกินพอ

ผมรู้สึกใจหายวูบ เนื้อเพลงบทนี้ให้ผมนึกถึงใครคนหนึ่งขึ้นมา เป็นคนเดียวที่ผมรู้สึกว่าผูกพันด้วยมากที่สุด และในขณะเดียวกันก็เป็นบุคคลที่ผมอยากลืมมากที่สุดด้วย

ผมรู้สึกไม่อยากฟังเทปม้วนนี้ขึ้นมา จึงเปลี่ยนไปหยิบเทปเพลงเก่าๆแทน

เอานี่ก็แล้วกัน โฟล์กซองคำเมือง อัลบั้มชุด เอื้องผึ้ง จันผา ของพี่จรัล มโนเพ็ชร

ผมใส่ตลัปเทปลงในเครื่อง จากนั้นก็กดปุ่มเพลย์โดยไม่ได้ใส่ใจว่าเนื้อเทปในตลับค้างอยู่ที่เพลงใด

อย่ากลับคืนคำเมื่อเธอย้ำสัญญา
อย่าเปลี่ยนวาจาเมื่อเวลาแปรเปลี่ยนไป
ให้เธอหมายมั่นคง แล้วอย่าหลงไปเชื่อใคร
เดินทางไป... อย่าหวั่นใครขวางกั้น ...

ผมฟังได้ท่อนเดียวก็รีบกดปุ่มหยุดเทป ในยามดึกสงัด ผมรู้สึกหนาววูบและขนลุกเกรียวขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ

เนื้อเพลงทั้งสองเพลงทำให้ผมนึกไปว่าใครบางคนกำลังทวงสัญญาจากผมอยู่ มันเหมือนกับไม่ใช่เหตุบังเอิญ อะไรจะบังเอิญและลงตัวได้ขนาดนี้... แต่เกิดจากการดลใจให้ผมเปิดเพลงเหล่านี้ขึ้นมา และโดยปกติแล้วคนเราคงดลใจใครไม่ได้ เว้นเสียแต่ว่า...

ผมถอดหูฟังออก เมื่อไม่ได้ใส่หูฟัง ผมได้ยินเสียงลมหนาวพัดอื้ออึงอยู่ภายนอก แม้ว่าผมจะปิดกระจกหน้าต่างห้องจนหมดแต่ก็ยังได้ยินเสียงลมแรงลอดเข้ามา

สายลมแรงพัดจนกระจกสั่นระรัวเบาๆราวกับมีใครกำลังเคาะกระจกอยู่ในความมืดนอกห้อง ทันใดนั้น ผมรู้สึกเหมือนมีเงาไหววูบอยู่ภายนอกหน้าต่าง ผมรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาจับใจ ตัวสั่นเบา ผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าที่ตัวสั่นนั้นเกิดจากความหนาวเย็นหรือว่าความหวาดกลัวกันแน่ ขนที่แขนตั้งชัน พร้อมกันนั้นก็รู้สึกเย็นวูบที่หนังศีรษะเหมือนกับว่าเส้นผมก็กำลังตั้งชันอยู่

ไอ้นัย... หรือว่านี่เป็นไอ้นัยมาหาผม มาทวงสัญญาจากผม... ผมรู้สึกมีลางสังหรณ์อัปมงคลขึ้นมา คนธรรมดาทำแบบนี้ไม่ได้ หรือว่าไอ้นัยเป็นอะไรไปแล้ว...






ฟังเพลง ขอมือเธอหน่อย
ร้องโดยนันทิดา แก้วบัวสาย จากอัลบั้มชุด บ่งบอก มิวสิกวีดิโอเพลงนี้เป็นภาพสมัยที่พี่ตู่ยังสาวน่าจะเป็นช่วงที่ออกอัลบั้มนี้ได้ไม่นาน






ฟังเพลง รางวัลแด่คนช่างฝัน
แต่งทำนอง คำร้อง เล่นดนตรี และขับร้องโดย จรัล มโนเพ็ชร จากอัลบั้มชุด เอื้องผึ้ง-จันผา จรัล มโนเพ็ชรเป็นผู้บุกเบิกการนำเพลงพื้นบ้านของล้านนารวมทั้งภาษาคำเมืองมาแต่งเป็นเพลงโฟล์ก จนได้ฉายาว่า โฟล์กซองคำเมือง เพลงรางวัลแด่คนช่างฝันนี้ออกอัลบั้มครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๕๒๗ และยังเป็นที่นิยมขับร้องกันมาจนถึงปัจจุบัน จรัล มโนเพ็ชรเสียชีวิตในปี พ.ศ. ๒๕๔๔

16 comments:

kan said...

ที่หนึ่งครับ ไม่เคยได้เลย ครั้งแรก

yo408 said...

ลงชื่อที่2. ก่อนอ่านเน้อ อิอิ

kan said...

คุณอูแกล้งผมรึเปล่า อยากให้นัยกลับมา แต่ไม่ใช่กลับแบบนี้ คุณอูใจร้าย แต่รออ่านต่อนะครับ
กัน

krit said...

อั๊ยย่ะ มาก่อนหลานอาร์ของอาอูหรือเปล่าเนี่ย ฮุฮุ :P

Anonymous said...

เพลงสองชุดนี้ สมัยนั้นป้าขวัญเปิดร้านขายเทป ทันขายนะเนี่ย อิอิ

Anonymous said...

(^_^)ที่6 มาฉลอง6ปีบนเส้นทางสายมิตรภาพให้ลุงอูครับ
อ่าตอนนี้แล้วหวิว หรือว่านี้คือที่มาของชื่อเรื่อง เก็บฝันซึ่งมันไม่เป็นจริง แล้วที่ปลายฟ้านี่ก็ไปยังไงก็ไม่ถึง แต่คงไม่หรอกนะถ้าลุงยังมีกำลังใจที่จะรอ ก็อาจเป็นเพียงยังไมรุ้ว่าลุงนัยเป็นอย่างไรเท่านั้น เห้ออ่านสนุกทุกตอนเลยแต่หลังๆนี่ดราม่าจริงๆ

หลาบเอง said...

มาอ่านได้ปีครึ่ง
เป็นกำลังใจให้เสมอนะคะ

Anonymous said...

เรื่องจะเป็นยังไงต่อน้า ทดลองคบกับเพ็ญรึป่าวน้อเพราะเชื่อว่าเพ็ญมีใจให้แล้วล่ะ..
เพลงที่อูพูดถึงยังก้องอยู่ในหูเหมือนเพิ่งผ่านมาไม่กี่ปีนี่เอ๊งงง 555

คนลาดพร้าว

Anonymous said...

มีแอบขนหัวลุกด้วย หอที่อยู่ไม่ได้ชื่อลัดดาแลนด์ใช่ไหมครับ >_<" ล้อเล่นนะครับ

จำได้ว่าเคยอ่านในตอนเก่าๆ ท่านอูเคยบอกประมาณว่า จนกระทั่งเรียนจบก็ยังไม่ได้พบกับนัย ผมก็หวังว่าปลายฟ้าที่เป็นชื่อตอนนี่คงจะเป็นหลังจากเรียนจบนะครับ ถ้าตอนเรียนอยู่ยังไม่ได้พบ ก็คงต้องหวังให้หลังจากเรียนจบคงได้พบกันเสียที ถึงเวลานั้นเทคโนโลยีใหม่ๆที่ท่านอูพูดถึงบ่อยๆก็คงจะเข้ามาช่วยให้สมหวังได้...

จริงๆอยากบอกประมาณว่า ยังหวังว่าช่วงท้ายของตอนที่ 30 นี้ จะเป็นเพียงอุปาทานของท่านอูไปเองนะครับ อย่าให้เป็นถึงลางสังหรณ์จริงๆเลยครับ เพี้ยงๆๆๆ เจอเรื่องร้ายๆมาเยอะแล้ว ยังไงก็ขอให้ยังมีความหวังเหลืออยู่บ้างเถอะครับ

ขอบคุณสำหรับเรื่องราวดีๆครับ

DIONADUS

Anonymous said...

ที่ 1 (+ 9) ครับ
ขนมโก๋

อู said...

ไม่ได้แกล้งกันหรอกครับ เพราะว่าเป็นเรื่องที่ต้องเล่าอยู่แล้ว ผมเองยังแปลกใจเลยเมื่อวันก่อนที่กันถามถึงนัย ว่าทำไมบังเอิญเหลือเกิน ส่วนจะเป็นอุปาทานหรือจะเป็นอย่างไรตอนหน้าคงได้รู้กัน

ฟังเพลงขอมือเธอหน่อยแล้วทำให้คิดว่าเหตุการณ์ต่างๆเหมือนเพิ่งเกิดเมื่อไม่กี่วันนี้เอง แต่หากดูภาพพี่ตู่ในคลิปแล้วคงคิดไปอีกแบบ

ยุคนั้นป้าขวัญขายเทปแถวไหนครับ ที่สามย่านมีอยู่ร้านหนึ่งตรงป้ายรถเมล์ จำชื่อไม่ได้แล้วเหมือนกัน แถวๆบุญชัยการแว่น แล้วก็มีร้านขายหนังสือเครื่องเขียนจำชื่อไม่ได้ เวลารอรถชอบยืนดูปกหนังสือต่างๆ แล้วก็มีร้านขายข้าวสาร ชอบดูเข้าไปในร้านขายข้าวสารเพราะทึ่ง เห็นข้าวสารไม่รู้กี่ร้อยกระสอบเรียงจนจรดเพดาน วันดีคืนดีจะเห็นตอนขนข้าวสารเข้าร้านด้วย คนงานเอาไม้กระดานพาดแล้วแบกกระสอบเดิน แม้แต่ส่วนที่เทินขึ้นไปจนสูงใกล้เพดานก็ยังเอาไม้พาดและเดินขึ้นไปได้ เหมือนเล่นกายกรรมเลย

นึกถึงวันเก่าๆเหมือนกันครับ เหมือนไม่นานมานี้เองจริงๆ

อู

Anonymous said...

เห็นไหมล่ะ บอกแล้วว่าต้องโดนแบบนี้
ตอนนี้กลัวที่สุดคือคนที่เป็น HIVs จะเป็นอาเพ๊ญ
หรืออาชาญ...


วันก่อนผมมาคนแรกแล้วระบบล่ม ตอบไม่ได้
(มาหลังลงเรื่อง 15 นาที)

หลาน Arus ของอาอู

Anonymous said...

อาตู่ สวยเชียว แหะๆ
พออ่านไป ช่วงนี้ ตัดใจจะเป็นปกติ รักชอบผู้หญิง
อาอู คงเสียใจมากอ่ะ เพราะมันคือการโดนบังคับแล้วจากตัวเอง รุ่นพี่แอบชอบรุ่นน้อง มีไม่พอใจด้วยแหะ หวงก้างใช่ไหม รุ่นน้องก้อลำบากใจกันไป - -'

หญิง

PR said...

เอ่อ หวัดดี ครับ อาอู

ไม่แสดง ความคิดเห็นดีกวา คราวนี้ ออกจะ งง ๆ แบบ หักมุม - -"

หน่วย สอบสวนและจับผิดหายไปใหนแล้วอ้ะ เงียบ เชียบ เชียว

---XลๅnOๅร์---
(อ่านว่า หลานอาร์ นะ อาอู้ หุหุ ลองพิมแบบเท่ ๆ ดู)

Choo said...

ไม่ว่าบทสรุปจะเป็นอย่างไร

นัยก็ไม่เคย...ไปจากใจของอู มิใช่หรือ

เป็นกำลังใจครับ

ชู

ปล.มาปิดท้ายให้ตอนนี้ครับ

Anonymous said...

ไม่นะ ไม่จริง ไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น


...OaH...