Saturday, March 5, 2011

ภาคสี่ ตอนที่ 25

วันต่อมาเป็นวันสุดท้ายที่เพ็ญจะพักฟื้นอยู่ในโรงพยาบาล ผมจึงไปเยี่ยมเธออีกครั้งหนึ่ง คงเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมจะได้ไปเยี่ยมเธอ หากเธอกลับที่พักไปแล้วผมก็คงไม่มีหน้าที่ที่จะต้องไปเยี่ยมอีก

“เป็นไงบ้างเพ็ญ พร้อมจะกลับหรือยัง” ผมถามหลังจากที่เราพบกันและผมมอบสำเนาสมุดจดวิชาเรียนต่างๆประจำวันนั้นให้แก่เพ็ญ

“พร้อมแล้วล่ะ อยู่หลายๆวันก็เปลืองเงิน” เพ็ญตอบยิ้มๆ

วันนี้เป็นวันแรกที่ผมเห็นเธอพูดเล่นและมีสีหน้าที่ยิ้มแย้ม ตลอดเวลาที่ผ่านมาที่เธออยู่ในโรงพยาบาลนั้นผมเห็นสีหน้าของเธอซีดซียวและซึมเซาอยู่ตลอด ทำให้ดูเหมือนคนป่วยหนัก แต่วันนี้เมื่อเธอยิ้มทำให้ผมรู้สึกว่าเธอแข็งแรงสดชื่นและเกือบเป็นปกติแล้ว คนเราพอยิ้มแล้วช่วยให้อะไรๆดีขึ้นมาก

“แล้วเมื่อไรจะไปเรียนล่ะ” ผมถามอีก

สีหน้าของเพ็ญเปลี่ยนไปทันที ใช่แล้ว การกลับไปเรียนคงเป็นปัญหาที่เธอหนักใจ เพ็ญคงกังวลใจไปต่างๆนานา จะอธิบายกับเพื่อนๆอย่างไรว่าหายไปไหนมา และจะสู้หน้าเพื่อนได้อย่างไร จริงอยู่ แม้จะมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ความลับของเธอแต่อย่างไรก็ต้องถือว่ามีเพื่อนรู้ ความรู้สึกอับอายเพื่อนฝูงคงมีอยู่เป็นแน่ แม้ว่าผมจะอยากรู้ว่าเธอเตรียมคำพูดไว้อย่างไรบ้างแต่ผมก็ไม่คิดจะถามเธอ

“ยังไงเพ็ญก็ต้องไปเรียนนั่นแหละ ไม่อย่างนั้นจะไปไหนล่ะ ไม่เรียนแล้วจะเอาวุฒิ ม.๖ ไปหางานทำเหรอ” ผมพูด “อ้อ หรือจะไปทอดกล้วยแขกขาย ใช้แต่ฝีมือ ไม่ใช้วุฒิ”

“บ้า เคยทอดกล้วยแขกเสียที่ไหน” เพ็ญอดหัวเราะไม่ได้ “ขายปาท่องโก๋ดีกว่า”

“เออ ได้ๆ ปาท่องโก๋ก็ได้ เข้าท่ากว่ากล้วยแขกอีก ทำไม่เป็นไปเรียนกับลุงขาวไขอาชีพที่สวนลุมก็ได่” ผมพูด

ในยุคนั้นรายการโทรทัศน์ที่สอนเกี่ยวกับอาชีพค้าขายอิสระที่ดังที่สุดดูเหมือนจะเป็นรายการลุงขาวไขอาชีพ ลุงขาวนอกจากทำรายการโทรทัศน์แล้วยังจัดฝึกสอนอาชีพที่สวนลุมพินีเป็นประจำอีกด้วย ส่วนใหญ่จะสอนพวกอาหารทำขายต่างๆ ปัจจุบันรายการลุงขาวไขอาชีพก็ยังมีอยู่แม้ว่าตัวลุงขาวต้นตำรับจะเสียชีวิตไปหลายปีแล้วก็ตาม ลุงขาวผู้ดำเนินรายการในปัจจุบันเป็นลุงขาวที่เกิดจากคอมพิวเตอร์กราฟิก

แม้ผมจะพูดไม่เป็นโล้เป็นพายแต่อย่างน้อยก็ทำให้เพ็ญหัวเราะได้ และแม้ว่าเพ็ญยังไม่ได้ตอบว่าจะไปเรียนเมื่อไรแต่ผมรู้ดีว่าคงอีกไม่นาน

หลังจากที่ผมอยู่เป็นเพื่อนเพ็ญจนใกล้ๆสองทุ่มก็ขอตัวกลับ

“ไปละนะเพ็ญ ต่อไปเราคงไม่ได้มาแล้วล่ะ” ผมพูด รู้สึกใจหวิวๆนิดหน่อยเหมือนกัน หลายวันมานี้มาอยู่เป็นเพื่อนเพ็ญทุกวันจนกลายเป็นกิจวัตรไปเสียแล้ว เมื่อรู้ว่าต่อไปจะไม่ได้มาเยี่ยมอีกก็รู้สึกใจหายอยู่บ้าง ไม่ได้ใจหายเพราะว่าเพ็ญจะออกจากโรงพยาบาล แต่ใจหายเพราะการเปลี่ยนแปลงจากความคุ้นชินเดิมๆมากกว่า “แล้วเจอกันที่คณะ”

“อือม์ แล้วเจอกันที่คณะ” เพ็ญรับคำด้วยน้ำเสียงที่เหมือนกำลังใจลอยคิดเรื่องอื่นอยู่

“เรื่องที่อูพูดเมื่อวานน่ะ... เราจะลองเอาไปคิดดูด้วย” เพ็ญพูดทิ้งท้าย

“เออ ดีๆ” ผมพูด ได้แต่หวังว่าเมื่อใดที่เธอคิดตก ชีวิตของเธอก็จะหลุดจากพันธนาการแห่งอดีตและก้าวต่อไปได้ คิดถึงเพ็ญแล้วก็อดย้อนมาคิดถึงตนเองไม่ได้ แล้วผมเองล่ะ เมื่อไรที่ผมจะหลุดจากพันธนาการแห่งอดีตได้เสียที...

- - -

ไม่นานเกินรอ หลังจากที่เพ็ญออกจากโรงพยาบาลได้วันเดียว วันรุ่งขึ้นเธอก็กลับมาเรียนที่คณะ

เพื่อนๆรุมทักทายเธอพร้อมกับถามถึงเรื่องสุขภาพเพราะทุกคนรู้เพียงแต่ว่าเธอไม่ค่อยสบายแต่ไม่มีใครรู้รายละเอียด บางคนก็ต่อว่าเพ็ญว่าเป็นอะไรก็ไม่บอกเพื่อนๆ จะได้ไปเยี่ยมเยียน

“เป็นไข้หวัดใหญ่น่ะ” เพ็ญตอบ “ที่พักนานหน่อยเพราะกลัวว่าจะเอาเชื้อมาแพร่ให้พวกเพื่อนๆ เดี๋ยวระบาดไปทั้งคณะแล้วจะมาโทษเรา เพื่อนๆไม่ได้ไปเยี่ยมก็ดีแล้วเพราะเราไม่อยากให้เพื่อนๆติดหวัดกัน”

ไข้หวัดใหญ่ โห เนียนจริงๆเลย ผมคิดอยู่หลายวันยังคิดไม่ออกว่าจะอ้างว่าป่วยเป็นโรคอะไรดี คิดถึงโรคที่ผมเคยเป็นเมื่อเด็กๆแล้วต้องหยุดเรียนหลายๆวันก็มีหัด อีสุกอีใส แต่นั่นก็ไม่เหมาะเพราะว่าต้องมีแผลตามตัวเป็นหลักฐานด้วย จะบอกว่าท้องเสียก็ไม่น่าหายตัวไปนานขนาดนี้ ไข้หวัดใหญ่นี่แหละเหมาะเลย คิดได้ไงเนี่ย ฉลาดจริงๆ

สีหน้าของเพ็ญยังซีดเซียวอยู่บ้าง สมกับคนที่เพิ่งฟื้นจากอาการป่วยไข้จริงๆ ผมเองก็เข้าไปทักทายเพ็ญด้วยเช่นกัน

วันนั้นผมไม่ค่อยมีสมาธิเรียนหนังสือนัก ครุ่นคิดถึงแต่เรื่องเพ็ญตลอดทั้งวัน เธอขาดเรียนวิชาบรรยายไปหลายวัน อยากรู้ว่าเธอเรียนรู้เรื่องหรือไม่ และเธอรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในชีวิตครั้งนี้ได้ดีเพียงใด

ผมพบเพ็ญในห้องเรียนในบางวิชาที่มีตารางเรียนตรงกันเท่านั้น บางวิชาก็เรียนกันคนละห้อง ส่วนตอนพักเที่ยงนั้นผมก็หาตัวเพ็ญไม่พบ ไม่รู้ว่าเธอไปอยู่ที่ไหน ไปดูที่ห้องสมุดก็ไปพบ ไปหาที่ชมรมก็ไม่พบ

“พี่ตั้ว เห็นเพ็ญมั้ยครับ” ผมถามพี่ตั้วเมื่อขึ้นไปที่ชมรมวิชาการในระหว่างพักเที่ยง

“อัอ เพ็ญมาเรียนแล้วเหรอ” พี่ตั้วไม่รู้เรื่อง “ยังไม่เห็นเลย”

ผมอดเป็นห่วงเพ็ญไม่ได้ นึกถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งอดีตเรื่องไอ้ตี๋ หลังจากที่เพื่อนๆจับได้ว่ามันขโมยของและถูกลงโทษไปแล้วมันก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ตี๋ทำตัวแปลกแยก ไม่คบกับใคร วันๆเอาแต่อยู่กับตัวเอง แม้กรณีของเพ็ญจะแตกต่างจากตี๋ ความบอบช้ำของจิตใจจะมาจากสาเหตุที่แตกต่างกัน แต่ผมคิดว่าในเรื่องความรู้สึกอยากถอยห่างออกมาจากสังคมนั้นคงไม่แตกต่างกันนัก

เมื่อคิดถึงสภาพของตี๋ในตอนนั้นแล้วก็มีความคิดอยากช่วยเพ็ญบ้างเท่าที่จะทำได้ ในช่วงบ่ายเป็นเวลาที่นักศึกษาปีหนึ่งเรียนวิชาแล็บ ผมเองก็เรียนแต่ไม่ได้เรียนวิชาเดียวกันกับเพ็ญ ผมสืบถามจากเพื่อนๆก็รู้ว่าเพ็ญเรียนอยู่ห้องใด บ่ายวันนั้นผมรีบทำแล็บให้เสร็จโดยเร็ว จากนั้นก็ไปที่ห้องแล็บที่เพ็ญเรียน เห็นเธอกำลังก้มหน้าก้มตาทำงานง่วนอยู่ ผมจึงไปเดินแกร่วอยู่หน้าตึกเพื่อรอเวลาที่เธอเสร็จงานและลงมาจากตึก

“เพ็ญ วันนี้เป็นไงบ้าง” เมื่อเพ็ญเดินออกมาจากตึกพร้อมกับเพื่อนๆกลุ่มผู้หญิง ผมก็เดินเข้าไปหาและทักทายทันที

“มาทำอะไรแถวนี้ไอ้อู” เพื่อนๆของเพ็ญที่เดินมาด้วยกันถาม ตอนที่เรียนเทอมหนึ่งผู้หญิงคณะนี้มีทั้งที่เรียบร้อยและทั้งที่ห้าวหาญ แต่พอมาเทอมสองทำไมผู้หญิงเรียบร้อยหายไปไหนหมดก็ไม่รู้ ที่เรียบร้อยแต่เดิมก็กลายเป็นห้าวหาญพูดจาภาษาลูกทุ่งไป

“ก็เดินผ่านมาน่ะ เห็นเพ็ญเข้าพอดีก็เลยเดินมาทัก” ผมทำไร่สตรอเบอร์รี่

“ผ่านมาตรงไหนเหรอ ชั้นดูจากในห้องแล็บ เห็นเธอเดินไปเดินมาอยู่ที่หน้าตึกตั้งนานแล้ว” เพื่อนของเพ็ญแฉ

อ้าว มองเห็นด้วยเหรอ ซวยเลย จะแถยังไงดีหว่า

“เอ้อ...” ผมหยุดคิดนิดหนึ่ง “รุ่นพี่ที่ชมรมให้มาตามตัวไปเพ็ญช่วยงานน่ะ ก็มาเดินๆดูหน่อย คิดว่าถ้าเจอก็บอก ถ้าไม่เจอก็จะกลับแล้ว”

โอ้โฮ เนียนสุดๆ ผมชมตัวเองในใจที่คิดหาข้ออ้างจนได้ พลางหันไปพูดกับเพ็ญต่อ

“ถ้าว่างก็ขึ้นไปหาพี่ตั้วหน่อยนะ พี่ตั้วตามหาเพ็ญมาหลายวันแล้ว”

“เอ๊า แล้วไม่พูดแบบนี้มาตั้งแต่แรกล่ะ” เพื่อนๆของพ็ญตีรวนไม่ยอมเลิก “ไอ้อูนี่มีพิรุธเฮะ”

“ตอนนี้ก็ว่างแล้วล่ะ เราขึ้นไปหาพี่ตั้วตอนนี้เลยก็ได้” เพ็ญพูดเพื่อช่วยคลายสถานการณ์ให้ พลางหันหน้าไปพูดกับเพื่อนๆ “เราไปที่ชมรมวิชาการก่อน แล้วค่อยคุยกันต่อก็แล้วกัน”

หลังจากนั้นเพ็ญก็กับผมเดินไปด้วยกันเพื่อไปยังชมรมวิชการ ส่วนเพื่อนๆของเพ็ญก็แยกย้ายกันไป

“เฮ้อ ดีนะที่เจออู” เพ็ญพูดพลางถอนหายใจโล่งอก

“มีอะไรเหรอ” ผมงง

“ก็เพื่อนๆน่ะสิ รุมถามเราตั้งแต่เช้าแล้วว่าเป็นยังไงมายังไง อึดอัดจัง” เพ็ญพูด สีหน้าดูหม่นลงไปถนัด “เดี๋ยวขึ้นไปที่ชมรมคงโดนถามอีก”

“ที่จริงพี่ตั้วไม่ได้ให้เรามาตามเพ็ญหรอกนะ” ผมพูดอ้อมแอ้ม “คือวันก่อนพี่ตั้วก็ถามถึงน่ะ แต่ว่าวันนี้ไม่ได้ให้มาตาม เราพูดไปยังงั้นเอง”

“อ้าว” เพ็ญอุทาน

“คือเราอยากมาดูเพ็ญว่าเป็นยังไงบ้างน่ะ เราก็รู้ว่าวันแรกๆเพ็ญคงอึดอัดใจมาก” ผมพูด “อีกอย่าง วันนี้เราเห็นเพ็ญหายตัวไปในช่วงพัก เรารู้ว่าเพ็ญอาจรู้สึกอยากแยกตัวออกมาจากเพื่อนฝูง แต่นั่นมันคงไม่ค่อยดีกับแธอเท่าไรนัก พยายามอย่าอยู่คนเดียวให้มาก มัน เอ้อ... จะฟุ้งซ่านได้ง่ายน่ะ”

ผมพูดยาว จากนั้นหยุดหายใจนิดหนึ่ง สังเกตปฏิกิริยาของเพ็ญ ไม่อยากให้เพ็ญคิดว่าผมไปก้าวล่วงในเรื่องส่วนตัว

“ตอนอยู่โรงพยาบาลเราก็อยู่คนเดียวนะ” เพ็ญแย้ง “ถ้ามันจะฟุ้งซ่านมันก็เป็นมานานแล้วล่ะ”

“ก็นั่นแหละ” ผมพูด “ยิ่งนานก็ยิ่งเป็นผลเสีย ตอนอยู่โรงพยาบาลก็จนใจ แต่ตอนนี้หากพยายามอยู่ในหมู่เพื่อนฝูงเอาไว้ก็น่าจะดี”

เมื่อไม่เห็นว่าเพ็ญมีท่าทีไม่พอใจ ผมจึงพูดต่อ

“เราว่าถ้ายังไงเพ็ญขึ้นไปทำงานที่ชมรมด้วยกันดีกว่า มีโน่นมีนี่ทำจะได้ไม่ต้องคิดมาก”

เพ็ญมองหน้าเป็นเวลานานผมจนผมต้องหลบสายตา

“อูคิดยังงั้นเหรอ” เพ็ญถาม

“ช่าย” ผมตอบ

“ได้ เราเชื่อเธอก็ได้” เพ็ญตอบง่ายๆ สั้นๆ จนผมอดแปลกใจไม่ได้ ต้องอึ้งไปชั่วขณะ เพ็ญเห็นว่าผมเงียบไปจึงถามว่า “อูเป็นอะไรหรือเปล่า”

“เอ้อ เปล่านี่” ผมตอบ

“แล้วทำไมเงียบไป ไม่คุยต่อ” เพ็ญถาม

“คือ... แปลกใจน่ะ” ผมตอบตามตรง “ปกติไม่ค่อยมีใครเชื่อถือความคิดของเราเท่าไร พ่อแม่เรายังไม่ค่อยเชื่อความคิดเห็นของเราเลย ยิ่งเพื่อนๆนี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง พอเราพูดแล้วเพ็ญก็เห็นด้วยทันที เราเลยงง”

“เรื่องนี้เอง” เพ็ญหัวเราะ ตอนที่เธอหัวเราะใบหน้าของเธอดูไม่ซีดเซียวอีกต่อไป แต่ดูแจ่มใสมีชีวิตชีวา “ไม่มีใครเชื่ออู เราเชื่ออูเองก็ได้ ความคิดของเธอเข้าท่าดีออก ไม่เห็นจะแย่ตรงไหนเลย”

คำตอบของเพ็ญทำให้ผมรู้สึกปลาบปลื้ม หัวใจพองโตจนคับซี่โครง เพ็ญนับเป็นคนแรกที่เห็นว่าผมมีความคิดดีๆ แบบนี้น่าจะให้เธอได้ไปคุยกับไอ้กี้เสียหน่อย เผื่อจะเปลี่ยนความคิดของไอ้กี้ได้บ้าง

- - -

วันเสาร์

ในที่สุดก็ถึงวันเสาร์ที่ผมรอคอย วันเสาร์ที่ผมจะได้พบกับหนุ่ย...

ผมไปรอหนุ่ยที่ศูนย์อาหารของห้างเมอร์รี่คิงส์ สะพานควายตั้งแต่บ่ายสองโมงกว่า ผมแต่งตัวตามที่นัดหมายเอาไว้กับหนุ่ย นั่งรออยู่เป็นนาน เหลียวมองซ้ายขวาจนเมื่อยแต่ก็ยังไม่พบใครที่เข้าเค้าว่าจะเป็นหนุ่ยเสียที

“โป้ง” เสียงวัยรุ่นชายดังขึ้นที่ด้านหลังพร้อมกับรู้สึกว่ามีใครบางคนจับไหล่ของผมเขย่า

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคนที่มาเขย่าไหล่ของผมจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากหนุ่ยนั่นเอง ผมหันกลับไปเพื่อจะทักทายหนุ่ย แต่เมื่อเห็นหน้าหนุ่ยผมก็ต้องตะลึง

หนุ่ยมีโครงหน้าเรียว สมส่วน มีกรามเล็กน้อย คางมน โครงหน้าคล้ายคลึงกับพี่นิว อธิป ทองจินดา นายแบบวัยรุ่นที่โด่งดังและเสียชีวิตไปในช่วงที่ผมเรียนอยู่ชั้นมัธยม เหลี่ยมมุมเล็กน้อยบนใบหน้าของหนุ่ยทำให้หนุ่ยดูทะมัดทะแมงและเข้มข้น ประกอบกับริมฝีปากเรียว จมูกรั้นเชิดเล็กน้อย รวมความแล้วต้องบอกว่าแม้หนุ่ยจะไม่หล่อเท่ากับพี่นิวแต่ก็จัดว่าหล่อขั้นเทพทีเดียว

เมื่อผมเห็นหนุ่ยผมถึงกับตะลึง คาดไม่ถึงว่าจะมีเพื่อนหล่อขั้นเทพเช่นนี้ ทีแรกนึกว่าจะหน้าตาธรรมดา เนื่องจากหนุ่ยไม่เคยถามถึงหน้าตาของผม รวมทั้งไม่เคยพูดถึงหน้าตาของตนเอง จึงทำให้ผมไม่ได้คาดหวังอะไรในเรื่องหน้าตา คิดเพียงแต่ว่าคุยกันถูกคอก็ดีใจมากแล้ว แต่เมื่อมาเห็นตัวจริงในวันนี้ยังอดนึกเสียดายไม่ได้ว่าถ้าหล่อขนาดนี้ผมน่าจะนัดเจอตั้งนานแล้ว

“เป็นไรไปอู นั่งงงเชียว นี่หนุ่ยไง” หนุ่ยพูด สำเนียงเหน่อกระจายทำให้ผมรู้ว่าใช่หนุ่ยไม่ผิดตัวแน่

“ตกใจหมด” ผมพูดแก้เก้อ “กำลังคิดอะไรเพลินๆ”

หนุ่ยยิ้มแฉ่ง ใบหน้าเปื้อนยิ้มของหนุ่ยทำให้เห็นลักยิ้มบุ๋มที่สองข้างแก้มพร้อมกับฟันเขี้ยวที่ขึ้นซ้อนเบียดกับฟันซี่ข้างๆเล็กน้อย ลักยิ้มกับเขี้ยวที่ซ้อนเบียดทำให้ใบหน้าของหนุ่ยมีเสน่ห์มากยิ่งขึ้น

“แกล้งแบบนี้ไม่กลัวทักผิดคนบ้างหรือไง” ผมพูด “หากผิดคนอาจโดนชกได้นะ”

“จะผิดได้ไง ก็อูแต่งตัวมาตามที่บอก คนกรุงเทพฯใจร้ายขนาดนี้เลยเหรอ ทักผิดหน่อยก็ชกแล้ว” หนุ่ยหัวเราะ “ว่าแต่อูกินอะไรมาหรือยัง”

“จะเอามื้อไหนล่ะ หากมื้อเที่ยงก็กินแล้ว หากมื้อเย็นก็ยัง” ผมกวน

“หนุ่ยก็กินมื้อเที่ยงมาแล้ว แต่เห็นอาหารแล้วรู้สึกหิว หาอะไรกินกันก่อนดีกว่า” หนุ่ยชวน

เราสองคนจึงไปซื้ออาหารและน้ำดื่มจากนั้นมานั่งกินด้วยกัน ที่จริงผมยังไม่หิวเลยแต่ที่กินเพราะว่าต้องการกินเป็นเพื่อนหนุ่ย

เราสองคนกินไปก็คุยกันไป เรานั่งตรงข้ามกันทำให้ผมเห็นหน้าหนุ่ยได้อย่างชัดเจนตลอดเวลาที่นั่งคุยกัน ยามที่หนุ่ยยิ้มนั้นทำให้หัวใจของผมแทบละลาย...

“เดี๋ยวเราไปดูหนังเรื่องอะไรกันดี” หนุ่ยถาม

“ถ้าจะเอาสะดวกก็ดูโรงหนังชั้นสองแถวนี้ก็แล้วกัน มีตั้งหลายโรง” ผมเสนอความคิด “เฉลิมสินฉายหนังไทย มงคลฉายหนังหรั่ง พหลโยธินฉายหนังจีน”

ตอนนั้นเฉลิมสินฉายแต่หนังไทยควบเป็นหลัก ส่วนมงคลรามานั้นฉายหนังฝรั่งควบ ส่วนพหลโยธินรามาฉายหนังจีนที่ไม่ใช่หนังจีนทั่วไป แต่ เป็นหนังจีนที่มีคำว่าสวาทปนอยู่ในชื่อเรื่องด้วย นึกถึงหนังชื่อสวาทๆทำให้นึกถึงหนังที่โรงหนังแคปปิตอล ยังจำได้ว่าพี่หมีกับพี่เอ้บอกว่ายังกับดูหนังสารคดีสงครามโลก

“อูอยากดูหนังอะไรล่ะ” หนุ่ยพูด “ตามใจอูละกัน”

“งั้นดูหนังหรั่งที่มงคลรามาก็แล้วกัน” ผมพูด ถ้าตามใจผมละก็หวานเลย ผมชอบดูหนังฝรั่งเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ตอนเรียนมัธยมก็ดูแต่หนังฝรั่งแถวสยามสแควร์ แต่ถ้าเลือกได้วันนั้นไม่อยากดูหนังเสียมากกว่า อยากนั่งดูหน้าหนุ่ยนานๆ ดูแล้วสบายใจดี

“อ้อ หนุ่ยยังไม่มีเบอร์ของอูเลย” หนุ่ยพูด “ขอเบอร์อูหน่อยสิ”

“ก็อย่างที่บอกนั่นแหละหนุ่ย เราอยู่หอพัก โทรเข้าไม่ค่อยสะดวก” ผมพยายามบ่ายเบี่ยง

“หนุ่ยก็รู้ แต่ก็แค่ขอเบอร์เผื่อเอาไว้น่ะ ปกติก็ไม่โทรไปหรอก” หนุ่ยพูดอีก “เผื่ออูหายไปนานๆ หนุ่ยคิดถึงก็จะได้ติดต่ออูได้ไง”

หนุ่ยเนี่ยนะคิดถึงผม หล่ออย่างนี้ถือว่าหล่อเลือกได้ อยากคนกับใครก็เลือกได้ทั้งนั้น ไม่จำเป็นต้องมาสนใจคนที่หน้าตาอย่างผมเลย แต่เมื่อหนุ่ยเห็นหน้าผมแล้วก็ยังพูดคุยอย่างปกติ แถมยังขอเบอร์เผื่อเอาไว้ยามคิดถึงอีก แสดงว่าหนุ่ยคงเห็นผมเป็นเพื่อนและอยากคบเอาไว้จริงๆ ความหล่อของหนุ่ยมีส่วนทำให้ความระมัดระวังตัวของผมผ่อนคลายลงไป คิดไปคิดมาผมก็ต้องใจอ่อน

“ก็ได้” ผมพูด “เบอร์...”

หนุ่ยยิ้มแฉ่งด้วยความดีใจพลางหยิบสมุดจดเบอร์โทรศัพท์เล่มเล็กๆออกมาจากในกระเป๋าเสื้อและจดเบอร์โทรศัพท์ของผมลงไป

“ถ้าไม่จำเป็นหนุ่ยไม่โทรหรอก สัญญาๆ” หนุ่ยพูด

- - -

หลังจากที่เรากินอาหารเสร็จก็ข้ามถนนไปยังโรงหนังมงคลรามาที่อยู่ฝั่งตรงข้าม เนื่องจากโรงหนังชั้นสองฉายหนังสองเรื่องวนตลอดทั้งวัน ดังนั้นจะเข้าไปดูตอนไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องรอให้เริ่มฉายต้นเรื่อง วันนั้นหนุ่ยไม่อยากเสียเวลารอ เราสองคนจึงเข้าไปดูทั้งๆที่ฉายอยู่กลางเรื่อง

“แล้วจะดูรู้เรื่องเหรอ” ผมถามหนุ่ย

“นั่นสิ” หนุ่ยหัวเราะ “แต่ถ้าไม่อย่างนั้นรออีกตั้งชั่วโมงเลยนะอู ดูไปมันก็คงรู้เรื่องเองนั่นแหละ”

หนังส่วนใหญ่ถ้าหากว่าดูแล้วไม่คิดอะไรมาก แม้ว่าจะเป็นกลางเรื่องแต่เมื่อดูไปเรื่อยๆก็เดาเรื่องได้เองอย่างที่หนุ่ยว่าจริงๆ แต่ถ้าหากจะดูเอารสชาติแล้วละก็การเข้าไปดูกลางเรื่องถือเป็นการทำลายรสชาติของหนังโดยสิ้นเชิง เมื่อเรารู้ดูกลางเรื่องไปจนจบเสียแล้วก็ป่วยการที่จะไปดูตอนต้นเรื่องอีก ที่จริงผมติดนิสัยจากสิทธิ์กับหมูที่เป็นนักดูหนังตัวยงตั้งแต่ชั้นมัธยมปลายคือดูหนังมักดูแบบเอาจริงเอาจัง แต่เมื่อมากับหนุ่ยก็ต้องถือว่าเป็นข้อยกเว้น

เราเข้าไปขณะที่หนังกำลังดำเนินเรื่องอยู่ แสงสว่างที่สะท้อนจากจอหนังทำให้เราพอเห็นที่นั่งภายในโรงได้อย่างลางๆ แม้วันนั้นจะเป็นวันเสาร์แต่ผู้ชมในโรงมีไม่มากนัก ส่วนใหญ่จะนั่งออกันอยู่ทางที่นั่งด้านหลังโรง ส่วนที่นั่งหน้าด้านหน้าหรือว่าที่นั่งด้านใกล้จอนั้นมีผู้ชมนั่งอยู่เพียงประปรายเท่านั้น

“ไปนั่งด้านหน้าหน่อยดีกว่า” หนุ่ยพูด “ข้างหน้าว่างๆนั่งสบาย อย่าไปเบียดกันที่ข้างหลังเลย”

หนุ่ยว่ายังไงผมก็ว่ายังงั้น เราจึงไปนั่งยังที่นั่งด้านหน้าซึ่งแม้ว่าจะต้องแหงนหน้าดูเล็กน้อยแต่ก็เป็นมุมสงบที่ห่างไกลจากผู้ชมรายอื่นๆ

นั่งดูไปได้พักใหญ่ หนุ่ยก็บ่นว่าอุณหภูมิภายในโรงหนังค่อนข้างหนาว

“หนุ่ยหนาวจัง อูหนาวมั้ย” หนุ่ยหันหน้ามาถามผม

“ฮื่อ รู้สึกหนาวนิดหน่อยเหมือนกัน” ผมเห็นด้วย “คงเป็นเพราะเปิดแอร์แรงแต่คนน้อย ก็เลยหนาว”

หนุ่ยนั่งดูหนังต่อไปอีกสักครู่ก็เอื้อมมือมาจับมือผมไปกุมเอาไว้

“อูย... หนาวจัง” หนุ่ยพูด “มือหนุ่ยเย็นไหม”

มือของหนุ่ยเย็นเฉียบจริงๆ ผมจับมือของหนุ่ยกุมเอาไว้พลางถูไปมาเบาๆ มันเป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเองโดยไม่ได้ตั้งใจ

หนุ่ยเอนตัวมาแนบชิดลำตัวของผมพลางซบหัวลงกับไหล่ของผม ผมใจหายวูบ ไม่ได้ใจหายเพราะกลัวว่าใครจะมาเห็นเข้าเนื่องจากตำแหน่งที่เรานั่งอยู่นั้นห่างไกลจากผู้คน แต่ที่ใจหายเพราะท่าซบหัวไหล่นี้ช่างเหมือนกันที่ใครบางคนเคยทำกับผมตอนอยู่ในโรงหนังเหลือเกิน...

ผมนั่งนิ่ง ตัวชา ความรู้สึกเก่าๆย้อนกลับมา ขณะเดียวกันความรู้สึกใหม่ๆกับเพื่อนใหม่ที่นั่งอยู่ข้างๆก็กำลังก่อตัวขึ้น...

“อยู่ชิดอูแล้วอุ่นขึ้นหน่อย” หนุ่ยพูด “กอดหนุ่ยหน่อยได้ป่าว”

“แหะๆ จะดีเหรอ” ผมลังเล ถ้าสวมกอดหนุ่ยแล้วใครมาเห็นเข้าคงชักแขนออกมาไม่ทันเป็นแน่

“กอดหนุ่ยหน่อยน่า แป๊ปเดียวก็ยังดี ให้หนุ่ยหายหนาวหน่อย นะอู นะ” หนุ่ยอ้อน สำเนียงเหน่อกระจายนั้นฟังดูใสซื่อและแฝงความเย้ายวนที่ยากขัดขืน




<ภาพห้างเมอร์รี่คิงส์ สะพานควาย มองจากด้านสี่แยกสะพานควาย ภาพบนเป็นภาพเก่า น่าจะถ่ายไว้ในช่วงที่ห้างเริ่มเปิดกิจการไม่นานนัก ส่วนภาพล่างเป็นภาพถ่ายในปัจจุบันที่โครงสร้างรางรถไฟฟ้าบดบังทัศนียภาพไปมาก>

15 comments:

yo408 said...

หวังว่าคงได้ที่1.มั่งนะ เพี้ยง

PR_BLeaCH said...

ที่ 2 ยังดี วิ่งมาไม่ทัน ชนเสา ตกท่อ เสา ไฟฟ้า ล้มตัดหน้า ช้างวิ่งกวด เลยมา ไม่ทัน น่าเสียดาย ๆ

อาอู อาร์อ่าน ไม่ค่อยจะรุเรื่องเลยอะ มันงง ๆ

สมัยี้ มีด้วยเหรอ เลย ลอง หา google เปิด ดู เพิ่ม - -

นึกภาพ ๆ ไม่ออก สมัย นี้ นี่ ต่างกัน เยอะเลย

เสียดายเกิดไม่ทัน

++ หลานอาร์ จร้า จุ้บุ ๆ

พี said...

นัย ==> หนุ่ย


คนนี้ใช่หรือเปล่านะ

รอตอนต่อไปดีกว่า

*** PEE ***

Anonymous said...

มารักอาอู แล้วครับ
(อ่านหนังสือๆ ตลอดคืน)

หลาน Arus ของอาอู

Anonymous said...

รู้สึกว่าต้องเป็นตัวปัญหา เช่น
ตามมาก่อกวนที่หอ
ตามมาก่อกวนที่คณะ
ฟันอาอูแล้วโมเมจะต้องอยู่กับอาอูตลอด
ต้องการแสดงออกในที่สาธารณะ

ส่วนน้าเพ็ญก็ เช่น
กลายเป็นแฟนอาอูที่มหาวิทยาลัย ให้อาหนุ่ยหาเรื่อง
ทุกคนในคณะสถาปนายศแฟนให้
ตัวติดกันจนเกินเพื่อน
ผูกเป็นปมรักที่ไม่อาจคลาย

หลาน Arus ของอาอู

kan said...

มีคนเดาเรื่องต่อมากมาย แต่ให้ตัวละครมีความสุขสนุกมังก็ดีนะครับ ไม่อย่างนั้น แฟนๆเหงาแย่ ชีวิตจริงก็เหงาพอแล้วครับ ห้าห้าห้า ว่าแต่ว่า นัยของผม จะีีมีวันกลับมาไหมครับ คิดถึงนัยมากมาย

กัน

หลาบเองค่ะ said...

อย่างนี้เค้าเรียกว่าตกหลุมรัก หลาบเป็นบ่อยรู้ดี

Bomber_Boy said...

สวัสดีครับพี่อู

บางตอนก็เมนต์ บางตอนก็ไม่ได้เมนต์อย่าว่ากันนะ
รักพี่อูนะครับ

Bomber_Boy

OaH said...

ลุ้น ๆ


อยากให้มีแฟนใหม่ ชื่อ หนุ่ย ...

Anonymous said...

อยากให้อาอูมีความสุขนะครับ แต่ชีวิตอาอูชอบพลิกผันจนผมกับคนอ่านทั้งหลาย ใจหาย ใจคว่ำ ร้องไห้เพราะเรื่องมันดราม่ามาหลายครั้งแล้ว ไม่อยากลุ้นต่อเลย เฮ่อ
Federick

Choo said...

นั่นซิ "เมื่อไรอูจะหลุดจากพันธนาการของอดีตได้เสียที"

ไหนๆ หนุ่ยก็ดูถูกสเปกของอูอยู่ไม่น้อย สังเกตุจากอูเคยเอารูปของพี่นิว อธิป ทองจินดา มาลงครั้งหนึ่งแล้ว ก็โอนอ่อนผ่อนตามบ้างก็ดีนะครับ

เอาใจช่วยนายอยู่นะ นายอู

Anonymous said...

ได้กลิ่นแหม่งๆ..ว่าจะสุขแค่ป๊อบแป๊บไม่กี่วัน แล้วจะมีปัญหาตามมาอีกล่ะ..

คนลาดพร้าว

อู said...

ช่วยกันเชียร์หนุ่ยจัง แล้วไม่เชียร์เพ็ญบ้างหรือครับ เพ็ญสวยระดับดาวคณะได้เลย

ตอนนี้คลุกคลีอยู่กับทั้งหนุ่มหล่อและสาวสวย ไม่รู้ว่าต่อไปจะเป็นไงเหมือนกัน อีกตอนหรือสองตอนก็น่าจะรู้ครับ

ช่วงนี้งานผมเยอะหน่อยครับ โพสต์เสร็จก็หายตัวไปเลย ไม่ค่อยได้คุยมากนัก หวังว่าคงไม่คิดว่าเย็นชาไม่ยอมคุยนะครับ ที่จริงคิดว่างานจะซาลงบ้างมาหลายเดือนแล้ว แต่ก็ไม่ซาเสียที ช่วงนี้โพสต์ได้เต็มที่เท่านี้เองครับ

หลาน arus ต้องนอนให้พอนะ อย่านอนดึกเกินไป

Anonymous said...

ลุง OaH มองภาพเล็กๆ แล้ว ท่าทางจะหน้าตาดี
ท่าทางน่ารัก

ไม่ได้นอนดึกครับ บางวันนอนเช้า บางวันนอนสาย
บางวัน มีหลับเป็นพักๆ ช่วงหยุดอ่านหนังสือ

หลาน Arus ของอาอู

Anonymous said...

ยิ่งอ่านไปเรื่อยๆก็รู้สึกตัวว่าอายุมากนะ
ตอนที่ อธิป ทองจินดา ประสพอุบัติเหตุเสียชีวิต
ตอนนั้นป้าขวัญน่าจะเริ่มทำงานแล้วนะ
ผู้ชายคนนี้หล่อมาก เสียดายจัง

หนุ่ย คงยังไม่ใช่ตัวจริงหรอก
แต่อาจจะมีเรื่องให้อูไม่สบายใจตามมา

andy_kwan