Saturday, December 25, 2010

ภาคสี่ ตอนที่ 18

ที่จริงแล้วการได้พบกับเพ็ญและเจตนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่แปลกอะไร ปกติในแต่ละวันเรามีบางวิชาที่เข้าเรียนในห้องเรียนเดียวกันอยู่แล้ว รวมทั้งการที่เห็นเพ็ญคู่กับเจตนั้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอีกเช่นกันเนื่องจากสองคนนี้ไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ แต่ที่ผมแปลกใจอยู่บ้างก็เนื่องจากปกติแล้วเพ็ญมักใช้เวลาอยู่ในห้องสมุด ดูเพ็ญน่าจะเป็นคนที่เอาแต่เรียนมากกว่าคนทำกิจกรรม

ผมกับชาญไปนั่งร่วมวงกีตาร์ใกล้ๆกับเพ็ญและเจต เมื่อทักทายกันจึงได้ทราบว่าเพ็ญถูกเพื่อนๆที่ทำงานในชมรมนี้ดึงตัวให้มาช่วยทำชีตติววิชาแคลคูลัสโดยเพ็ญรับหน้าที่เขียนเฉลยและอธิบายวิธีการคำนวณโจทย์และข้อสอบเก่า

นั่งคุยกันได้สักครู่ผมก็ลุกขึ้นและเดินไปที่เครื่องคอมพิวเตอร์พีซีเอกซ์ที (PC/XT) สองเครื่องที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ อยากมีโอกาสลองเล่นบ้าง ในยุคนั้นคอมพิวเตอร์แบบพีซีแม้จะมีใช้กันมาหลายปีแล้วแต่ก็ยังมีราคาสูงอยู่และยังไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันดังเช่นในปัจจุบันนี้ แม้แต่ในสถานศึกษาเองก็ยังมีคอมพิวเตอร์ใช้กันค่อนข้างจำกัด นักศึกษาทั่วไปมีโอกาสเรียนรู้และใช้งานไม่มากนัก แต่ถ้าหากเรียนอยู่ในคณะสายวิทย์ เช่น คณะวิศวกรรมหรือคณะเทคโนก็มีโอกาสใช้มากกว่านักศึกษาในสาขาอื่นๆอยู่บ้าง แต่ก็ยังอยู่ในรูปแบบห้องแล็บคอมพิวเตอร์ซึ่งมีเวลาการใช้ที่จำกัด ไม่ได้มีให้ใช้เป็นจำนวนมากและแทบไม่มีการจำกัดเวลาใช้งานดังเช่นทุกวันนี้ ดังนั้นเมื่อผมเห็นเครื่องพีซีตั้งอยู่ในชมรมถึงสองเครื่องก็ถือว่าชมรมนี้หรูเอาการเลยทีเดียว

“นี่น้อง แล้วน้องสองคนจะมาช่วยทำงานกันทั้งคู่เลยหรือเปล่า” พี่หมูเดินเข้ามาถาม

“พี่มีอะไรให้ผมช่วยบ้างละครับ อยากลองทำดู” ผมตอบ พลางหันไปมองชาญเป็นเชิงถามว่าแล้วนายจะเอายังไง

“ยังไม่รู้เลยพี่ งานวิชาการผมไม่ค่อยถนัด” ชาญตอบอ้อมแอ้มเหมือนกับยังไม่ค่อยแน่ใจนัก

“ตอนนี้เราทำชีตติววิชาปีหนึ่งอยู่ เอาพวกแบบฝึกหัดกับข้อสอบเก่าๆมาทำเฉลยและทำคำอธิบาย แล้วจะจัดติววิชาปีหนึ่งด้วย ก็ได้น้องปีหนึ่งมาช่วยทำชีตเฉลยกัน เพ็ญนี่ก็มาช่วยทำแคลคูลัส” พี่หมูพูดพลางหันไปมองเพ็ญ “แต่ยังไม่มีช่วยพิมพ์ชีตเลย น้องพอช่วยได้ไหมล่ะ พิมพ์ดีดคล่องไหม”

“พิมพ์พอได้ครับพี่ ไม่ถึงกับคล่อง พอสอบพิมพ์ดีดเสร็จก็คืนโรงเรียนไปหมดแล้ว” ผมตอบ แล้วก็นึกได้ว่าวิชาแคลคูลัสนี่มีสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์มากมาย “แล้วก็พิมพ์ได้แต่ไทยกับอังกฤษ สัญลักษณ์คณิตศาสตร์ไม่รู้ว่าต้องทำยังไงเหมือนกัน ใช้มือเขียนเอาเหรอพี่”

“เดี๋ยวนี้ใครเขาใช้พิมพ์ดีดกัน” พี่หมูพูดแบบคุยโวนิดๆ พลางหันไปมองเครื่องพี่ซี “โน่น ใช้คอมพิมพ์เอา ใช้โปรแกรมซียูเวิร์ด ตัวคณิตศาสตร์ก็พิมพ์ได้”

“โห ยังงั้ยเลยเหรอพี่” ผมตาโตด้วยความสนใจทันที “ยังงั้นผมช่วยพิมพ์ให้ก็ได้ อยากหัดใช้คอมน่ะครับ”

“เฮ้ย ยังไม่ได้ไปดูชมรมค่ายเลย” ชาญสะกิดผม

“เดี๋ยวไปดูกันก็ได้ แต่เราคงทำที่ชมรมนี้แหละ” ผมตอบ

เป็นอันว่าหลังจากการเยี่ยมตึกกิจกรรมในวันนั้น ผมก็ได้เข้าร่วมงานกับชมรมวิชาการโดยที่สุดท้ายแล้วผมก็ไม่ได้ไปดูชมรมค่ายเลย ดูชาญจะไม่ค่อยถูกใจชมรมนี้นักแต่ผมคิดว่าผมชอบที่นี่ เหตุผลสำคัญส่วนหนึ่งก็คือที่นี่มีคอมพิวเตอร์ให้เล่น ดูเหมือนว่าผมจะมีความฝังใจอะไรบางอย่างอยู่กับเครื่องพีซีคอมพิวเตอร์ เมื่อมีโอกาสได้เรียนรู้การใช้งานผมจึงไม่รีรอเลย

- - -

ต้นเดือนสิงหาคม

เช้าวันนั้น เมื่อผมมาถึงคณะผมก็พบว่าที่บอร์ดใต้อาคารเรียนรวมมีนักศึกษาปีหนึ่งมุงกันอยู่เต็มไปหมด ส่งเสียงราวกับนกกระจอกแตกรัง

“เกิดอะไรขึ้นวะเนี่ย” ผมถามเพื่อนคนหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ “มีประกาศคณะปฏิวัติเหรอ”

“คะแนนมิดเทอมออกแล้วโว้ย” ไอ้เพื่อนคนนั้นตอบ “ยิ่งกว่าถูกปฏิวัติอีก ตายห่าแน่กู”

พูดจบก็รีบเดินจากไป

ผมเดินไปที่บอร์ดเพื่อจะดูคะแนนของตนเองบ้าง เมื่อเดินเข้าไปใกล้บอร์ดจึงได้ยินเสียงที่อึกทึกนั้นได้อย่างชัดเจน มันเป็นเสียงคร่ำครวญผสมกับเสียงโวยวาย

“เฮ้ย ทำไมได้คะแนนแค่นี้เองวะ”

“คะแนนสอบต่ำกันขนาดนี้มิได้ F กันทั้งห้องเลยเหรอ”

“มีแววได้ F ตั้งหลายวิชา แล้วกูจะทำยังไงต่อวะเนี่ย”

ฯลฯ

เมื่อได้ยินเสียงจากรอบข้างผมก็ใจแป้วทันที มีหรือที่ผมจะได้ดีไปกว่าคนอื่น และเมื่อไปตรวจดูผลสอบที่บอร์ด เห็นรายวิชาหลักของคณะทั้งสี่วิชา ได้แก่ แคลคูลัส ฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา สามวิชาแรกนี่ส่วนใหญ่ทำคะแนนกันได้ไม่ดีเอาเลย คะแนนเฉลี่ยของปีหนึ่งทั้งหมดออกมาแล้วค่อนข้างต่ำ คือประมาณ ๔๐ คะแนนจากคะแนนเต็ม ๑๐๐ คะแนน แต่คะแนนเฉลี่ยที่ว่าต่ำแล้วผมได้คะแนนสอบกลางภาคต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเสียอีก เคมีกับแคลคูลัสก็ได้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยนิดหน่อยแต่ก็ไม่ค่อยน่าเป็นห่วง ถ้าเกาะค่าเฉลี่ยเอาไว้ได้ถึงตอนตัดเกรดก็คงได้ C ก็ถือว่าพอทน แต่ที่สาหัสคือวิชาฟิสิกส์ ดูเหมือนว่าคะแนนเต็มหนึ่งร้อยคะแนนผมได้ประมาณ ๓๐ กว่าคะแนน ส่วนวิชาชีววิทยานั้นได้สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยนิดหน่อย

แม้ว่าเมื่อครู่ผมจะเตรียมใจเอาไว้แล้วก็ตาม แต่เมื่อมาเห็นคะแนนของตนเองจริงๆก็อดใจหายไม่ได้ พร้อมกับอดคิดไปไม่ได้ว่าคะแนนแบบนี้จะได้ F หรือไม่ ถ้าได้ F แล้วจะทำอย่างไร รู้สึกเสียใจกับการใช้เวลาที่ผ่านมา ไม่น่าเล่นเสียเยอะเลย ความสนุกที่ผ่านมาไม่รู้ว่ามันหายไปไหนหมด ตอนนี้เหลือไว้แต่ความกังวล

“ไอ้เหี้ยอู” มีเสียงเรียกผมจากข้างหลังขณะที่ผมกำลังเดินห่างออกไปจากบอร์ด พวกเพื่อนๆบางคนยังจับกลุ่มวิจารณ์คะแนนสอบกันอยู่ส่วนผมนั้นหลังจากทักทายเพื่อนๆเล็กน้อยแล้วก็ปลีกตัวจากมา อยากหาที่เงียบๆนั่งคิดอะไรคนเดียวมากกว่าแต่ก็ยังทำไม่ได้เนื่องจากเช้านี้มีเรียนตลอดทั้งเช้า

คนที่เรียกผมแบบนี้ไม่มีใครอื่น ไอ้กี้นั่นเอง

“ทำหน้าเป็นหมาเชียวมึง ได้คะแนนเท่าไรวะ” ไอ้กี้ถามพลางหัวเราะตาหยีเมื่อเห็นสภาพของผม

“มึงอย่ารู้เลย” ผมตอบ แล้วก็อดพูดไม่ได้ “ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอีกว่ะ”

“ก็กูเห็นมึงเอาแต่เล่น เล่นแม่งทั้งวัน” ไอ้กี้วิจารณ์

“แล้วมึงจะมาพูดทำห่าอะไรตอนนี้วะ เมื่อก่อนก็ไม่พูด” ผมหัวเสีย

“ยังกะกูพูดแล้วมึงฟังงั้นแหละ” ไอ้กี้หัวเราะ “ไม่เป็นไรโว้ยเพื่อน แค่ผลสอบมิดเทอม ยังไม่ตายหรอก เมื่อก่อนคะแนนมึงห่วยๆยังเอาตัวรอดได้ คราวนี้ก็คงเอาตัวรอดได้อีก”

ผมมองหน้ามัน ไม่แน่ใจว่ามันให้กำลังใจหรือมันกำลังหลอกด่ากันแน่ แต่มันพูดก็ถูกอยู่ส่วนหนึ่ง ผมเล่นมากไปหน่อยจริงๆ เมื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้วก็เกิดย่ามใจขึ้นมา ใครทำอะไรก็เฮไปกับเขาหมด

- - -

การเรียนในวิชาแรกของเช้าวันประกาศผลสอบกลางภาคพวกนักศึกษาแทบไม่เป็นอันเรียน เริ่มอลเวงตั้งแต่ชั้นเรียนยังไม่เริ่มแล้ว ขณะที่อาจารย์ยังไม่เข้าสอนพวกนักศึกษาก็เดินพล่านไปมาเพื่อถามคะแนนของกันและกัน เมื่ออาจารย์เข้ามาสอนก็ถูกอาจารย์ตำหนิซ้ำอีก

“ทำไมทำได้คะแนนน้อยกันขนาดนี้ล่ะ” อาจารย์วิชาแคลคูลัสอันเป็นวิชาแรกของวันนั้นและเป็นวิชาที่นักศึกษาได้คะแนนกันน้อยที่สุดถามในชั้นเรียน สีหน้าของอาจารย์ก็ไม่ค่อยดีนักเช่นกัน “ครูก็เตือนแล้วว่าข้อสอบไม่ง่าย”

“ทำไมอาจารย์ออกข้อสอบยากนักละครับ” ใครก็ไม่รู้พูดขึ้นมาเสียงดัง “นักศึกษาได้เอฟกันเยอะๆอาจารย์คงชอบ”

“อย่านึกว่าครูดีใจนะที่นักศึกษาได้คะแนนกันน้อย ครูก็เก็บเอาไปคิดเหมือนกันว่าหรือครูจะสอนไม่ดี นักศึกษาจึงไม่เข้าใจและทำข้อสอบไม่ได้ หากครูสอนไม่ดีครูก็พร้อมที่จะพิจารณาตัวเองและให้คนอื่นมาสอนแทน” อาจารย์พูดด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยดีนัก คงรู้สึกเสียใจที่ถูกนักศึกษาต่อว่า “แต่พวกคุณล่ะ หากนักศึกษาทำข้อสอบไม่ได้เพราะว่าเอาแต่เล่น ไม่สนใจการเรียน พวกคุณพร้อมที่จะพิจารณาตัวเองหรือเปล่า และคิดจะแก้ไขยังไงต่อไป”

เมื่อนักศึกษาได้ฟังก็เงียบกริบลงไปทั้งชั้นเรียน ผมเองก็อึ้งไปเหมือนกัน จริงสินะ ผมเองก็ควรพิจารณาตนเองด้วยเช่นกัน...

- - -

ที่ชมรมวิชาการ

“เป็นไงบ้างอู ผลสอบเป็นยังไงบ้าง” พี่หมูถามผมเป็นคำถามแรกเมื่อผมย่างเท้าเข้าไปในห้องชั้นในของชมรม ตอนนั้นมีคนอยู่กันมากมาย ปีหนึ่งก็อยู่หลายคนรวมทั้งเพ็ญด้วย

“ไม่ค่อยดีพี่” ผมตอบอ้อมแอ้มเพราะรู้สึกอายเพื่อนๆ ไม่อยากเล่ามากนัก

“เฮอะๆ” พี่หมูทำเสียงหัวเราะแบบตัวร้ายในหนังจีน พลางพูดข่มขู่ “เกรดของชั้นปีหนึ่งนี่สำคัญมากนะ เพราะใช้ในการเลือกแผนก ถ้านายได้เกรดไม่ดีก็เลือกเข้าแผนกที่คะแนนสูงๆไม่ได้”

“เป็นไงบ้างเพ็ญ” ผมหันไปถามเพ็ญแก้เก้อ

“ก็พอได้น่ะ” เพ็ญตอบเลี่ยง

“พอได้อะไรกัน นั่นน่ะท็อปแคลคูลัสกับเคมีเลยนะ” พี่หมูพูดอีก “เห็นไหมว่าพี่เลือกคนมาทำชีตติวไม่ผิดคน ฮ่าๆ”

ผมหันไปมองเพ็ญ เห็นเพ็ญยิ้มอายๆ แสดงว่าพี่หมูคงไม่ได้อำ เพ็ญคงได้คะแนนท็อปอย่างที่พี่หมูว่าแต่คงกลัวผมอายจึงไม่อยากบอกคะแนนออกมา

ที่ผมขึ้นมาที่ชมรมในวันนี้เนื่องจากพี่หมูนัดว่าจะสอนการใช้เครื่องพีซีและการใช้งานซียูเวิร์ดให้ เดิมทีผมรู้สึกกระตือรือร้นที่จะได้เรียนรู้แต่มาถึงตอนนี้ผมกลับรู้สึกเซ็ง แต่ทำอย่างไรได้ ในเมื่อรับปากเอาไว้แล้วถึงเซ็งก็ต้องทนทำ

พี่หมูได้ให้รุ่นพี่อีกคนหนึ่งที่ชื่อพี่ตั้วซึ่งเป็นฝ่ายวิชาการดูแลเรื่องการสอนใช้คอมพิวเตอร์แก่ผม พี่ตั้วนี่ก็คือคนหนึ่งในสองคนที่เล่นกีตาร์เมื่อวันก่อนนั่นเอง การสอนของพี่ตั้วก็ไม่มีอะไรมาก เปิดเครื่อง เข้าโปรแกรมซียูเวิร์ด จากนั้นก็สอนเฉพาะคำสั่งจำเป็นในการพิมพ์งานให้แก่ผม จากนั้นก็ให้กระดาษแก่ผมมาปึกนึ่ง ในนั้นมีลายมือสวยๆเขียนสูตรสมการแคลคูลัสอยู่

“เอ้า รู้คำสั่งเท่านี้ไปก่อน แล้วเริ่มพิมพ์งานได้เลย พิมพ์ไปค่อยๆเรียนรู้ไปจะได้ไม่เสียเวลา” พี่ตั้วมอบหมายงาน “นี่เป็นเฉลยแบบฝึกหัดแคลคูลัสที่น้องเพ็ญทำมา ค่อยๆพิมพ์ไป สงสัยอะไรเรื่องการใช้ซียูเวิร์ดก็ถามพี่ได้ แต่ถ้าสงสัยเรื่องเนื้อหาด็ไปถามเพ็ญเพราะเป็นคนเฉลย”

- - -

ตั้งแต่วันนั้นมาผมจึงเริ่มมาทำงานที่ชมรมวิชาการโดยรับหน้าที่พิมพ์ต้นฉบับชีตติวด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์โดยใช้ซอฟต์แวร์ซียูเวิร์ด พี่ตั้วใช้วิธีทำงานไปสอนไปโดยในตอนต้นตั้งหน้ากระดาษและค่าต่างๆเอาไว้ก่อน ผมรู้เพียงปุ่มเปลี่ยนภาษาไทย/อังกฤษและคำสั่งที่จำเป็นบางคำสั่งเท่านั้น เช่น พิมพ์แทรก/พิมพ์ทับ คัดลอกข้อความ ลบข้อความ ฯลฯ แม้รู้จักคำสั่งไม่มากแต่ก็พอทำงานได้ การใช้คอมพิวเตอร์สะดวกกว่าการพิมพ์ด้วยพิมพ์ดีดมาก คีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ไม่กินแรงมากเหมือนแป้นพิมพ์ดีด อีกทั้งไม่มีเสียงดังหนวกหูของก้านพิมพ์ที่ตอกลงไปบนกระดาษ มิหนำซ้ำหากพิมพ์อะไรผิดก็แก้ไขได้ทั้งหมดโดยดูเอาบนหน้าจอ เมื่อถูกใจแล้วจึงพิมพ์ออกมาบนกระดาษด้วยเครื่องพิมพ์ เรื่องน้ำยาลบคำผิดนี่ลืมไปได้เลย

ในตอนแรกผมใช้เวลาอยู่ในชมรมเพียงวันละไม่นาน แต่หลังจากที่ได้หัดใช้คอมพิวเตอร์พิมพ์งานเอกสารแล้วก็ติดใจ รวมทั้งหลังจากที่เริ่มคุ้นเคยกับเพื่อนและพี่ๆในชมรมแล้วทำให้เริ่มเกิดความรู้สึกติดชมรมขึ้นมา ทำให้ใช้เวลาอยู่ในชมรมมากขึ้นและมากขึ้น

ผมกับเพ็ญมีโอกาสสนิทสนมคุ้นเคยกันมากยิ่งขึ้นเนื่องจากเราต้องทำงานร่วมกัน เพ็ญเรียนเก่งมาก แม้ว่าคะแนนในการสอบเอนทรานซ์เข้าคณะนี้จะได้เป็นที่สองรองจากพี่จุ้ย แต่ผลการสอบกลางภาคเพ็ญกลับได้คะแนนสูงสุดถึงสองวิชาในขณะที่พี่จุ้ยได้คะแนนสูงสุดในวิชาฟิสิกส์เพียงวิชาเดียวเท่านั้น

ทางด้านชาญนั้นหลังจากที่ขึ้นมาอยู่ในชมรมเป็นเพื่อนผมได้สักพัก เมื่อผมใช้เวลาอยู่ในชมรมนานขึ้นชาญเองกลับใช้เวลาในชมรมน้อยลง บางวันก็ไปซ้อมวอลเลย์บอล บางวันหายไปไหนก็ไม่รู้ คงไม่ค่อยถูกใจกับงานในชมรมนี้เท่าใดนัก นานวันเข้าก็ไม่ได้ขึ้นมาเป็นเพื่อนผมอีก เราจึงค่อยๆห่างกันไปโดยปริยาย ทางด้านเจตเองก็ค่อยๆห่างจากเพ็ญไปเช่นกัน

ตอนที่ค่อยๆเริ่มห่างจากชาญนั้นผมเองก็รู้สึกเหงาๆอยู่บ้างเหมือนกัน ปกติชาญจะเดินไปไหนมาไหนกับผมเสมอ มุขซื่อบื้อและความอารมณ์ดีของมันทำให้ผมอดหัวเราะไม่ได้ เมื่อไม่มีมันเดินอยู่ข้างๆบางทีก็รู้สึกว่าชีวิตขาดอะไรไปบ้างเหมือนกัน แต่ถึงอย่างไรผมกับชาญก็ไม่ถึงกับห่างจากกันโดยสิ้นเชิง เรายังคงนั่งเรียนในชั้นด้วยกันรวมทั้งยังเป็นคู่แล็บกันอยู่ ประกอบกับในเวลาที่อยู่ในชมรมผมมีเพื่อนกลุ่มใหม่และงานใหม่ๆให้เรียนรู้ ความรู้สึกเหงาๆเช่นนั้นจึงคงอยู่ไม่นานนักผมก็เริ่มปรับตัวได้

แม้ว่าผมจะสนุกกับการเรียนรู้ใหม่ๆในชมรมวิชาการ แต่เรื่องที่คอยรบกวนจิตใจของผมและเพื่อนๆชั้นปีหนึ่งในคณะอีกเป็นจำนวนมากก็คือเรื่องคะแนนสอบกลางภาคที่ย่ำแย่ โดยปกติแล้วหากได้คะแนนสอบกลางภาควิชาใดไม่ดีและมีแนวโน้มว่าเกรดในตอนปลายภาคจะออกมาไม่สวย อย่างแช่นได้ D หรือได้ F ทางเลือกก็มีอยู่สองทาง นั่นคือ จะสู้ต่อไปโดยพยายามทำคะแนนในการสอบปลายภาคให้ดีขึ้นเพื่อฉุดคะแนนรวมขึ้นมา หรือไม่อย่างนั้นก็ต้องขอถอนการเรียนรายวิชานั้นออกไปก่อนแล้วไปลงทะเบียนเรียนใหม่ในภาคปลายหรือภาคฤดูร้อน ตามแต่ว่ารายวิชาอะไรจะเปิดในภาคไหนบ้าง

“เอาไงดีวะ” ผมเปรยกับชาญในวันหนึ่ง รู้สึกหนักใจกับคะแนนในวิชาฟิสิกส์ จากการประเมินของตนเองแล้วคิดว่ามีโอกาสได้เกรด F อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว “ใกล้ถึงวันสุดท้ายของการยื่นขอถอนรายวิชาแล้วด้วย หากไม่รีบตัดสินใจในที่สุดก็จะถอนไม่ทัน”

“ถอนก็ติด W ในผลการเรียนตลอดไปเลยนะโว้ย เวลาเรียนจบแล้วไปสมัครงานที่ไหนใครดูผลการเรียนก็รู้ น่าเกลียดตายห่า” ชาญไม่ค่อยเห็นด้วย

“แล้วถ้าหากติด F ในใบผลการเรียนนี่สวยตายเลยหรือไง” ผมประชดมัน

ชาญเงียบไปนิดหนึ่ง เอียงหน้าขบคิด “ก็พยายามเรียนให้หนักแล้วใช้คะแนนสอบปลายภาคมาช่วยฉุดจะได้ไหมวะ”

“ก็ถ้าหากว่าไม่ถอน เกิดได้ F ขึ้นมาก็เข้าแผนกที่คะแนนสูงๆไม่ได้ หรือถ้าพอผ่านโดยได้ C ได้ D มันก็ฉุดเกรดเฉลี่ย ก็ทำให้เข้าแผนกที่คะแนนสูงๆไม่ได้อยู่ดี” ผมพูด “แต่ถ้าถอน หากแผนการเรียนรวนก็อาจเข้าแผนกถูกใจไม่ได้เหมือนกัน”

“ก็พยายามทำให้ได้คะแนนดีๆสิวะ เผื่อจะได้ B หรือ A ขึ้นมา” ชาญยังไม่ยอมแพ้

“ไอ้เวร พูดเป็นลิเก ตื่นจากฝันได้แล้ว” ผมอดหัวเราะไม่ได้ “ถ้าเก่งขนาดนั้นตอนสอบกลางภาคก็คงไม่ย่ำแย่จนต้องมากลุ้มใจในวันนี้หรอก”

“เออ นั่นดิ เอาไงดีวะ” ชาญหยุดพูดเล่นพลางถอนหายใจดังปู้ด

ในยุคนั้นคณะเทคโนมีสาขาต่างๆให้เลือกเรียนอยู่หลายสาขา แต่การเลือกเข้าเรียนในสาขาหรือที่เรียกกันว่าการเลือกแผนกนั้นไม่ได้เลือกกันตอนสอบเอนทรานซ์ ต้องไปเลือกเอาหลังจากเรียนปีหนึ่งผ่านไปแล้ว การพิจารณาคัดนักศึกษาเข้าแผนกนั้นใช้เกรดเฉลี่ยของชั้นปีหนึ่งซึ่งมันก็เหมือนกับการสอบเอนทรานซ์อีกรอบหนึ่งนั่นเอง สาขาที่มีให้เลือกนั้นก็มีระดับความนิยมต่างๆกัน สาขายอดนิยมคะแนนที่ใช้คัดเข้าก็สูง ดังนั้นหากต้องการเข้าแผนกยอดนิยมก็ต้องทำเกรดตอนปีหนึ่งให้สวยๆ การถอนรายวิชาแล้วไปลงทะเบียนเรียนใหม่จะทำให้โปรแกรมการเรียนรวนไปหมดและทำให้การเลือกแผนกยุ่งยากขึ้นอีกมาก อาจทำให้ไม่ได้แผนกที่ถูกใจก็ได้ การเรียนไปตามแผนการเรียนปกติถือว่าปลอดภัยที่สุด

- - -

ปลายเดือนสิงหาคม วันสุดท้ายของการขอถอนรายวิชา

หลังจากที่ผมลังเลอยู่นาน พยายามปรึกษาหลายๆคนรวมทั้งอาจารย์ที่ปรึกษาว่าควรถอนวิชาฟิสิกส์ไปก่อนหรือไม่ ทุกคนก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าตอบไม่ได้เนื่องจากทุกอย่างขึ้นอยู่กับความขยันและความเพยายามของผมเองทั้งสิ้นซึ่งเป็นเรื่องใครก็ตอบแทนให้ไม่ได้ ดังนั้นผมจึงต้องตอบคำถามนี้ด้วยตนเอง

วิชาฟิสิกส์กับแคลคูลัสนี่มีนักศึกษาขอถอนกันถึงวิชาละครึ่งค่อนคณะ ชาญยื่นใบถอนวิชาฟิสิกส์ไปหลายวันแล้ว ส่วนผมนั่งปั่นปากกาเล่นอยู่โดยบนโต๊ะในชมรม ยังตัดสินใจไม่ถูกว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี

“เฮ้ย เป็นอะไร งานการไม่ทำ นั่งปั่นปากกาอยู่นั่นแหละ” พี่หมูรู้ดีว่าเพราะอะไรแต่ว่าแกล้งถาม

“คิดไม่ตกน่ะพี่” ผมตอบเนือยๆ

“ไม่ต้องคิดมากแล้ว ไปหามัจจุราชสีชมพูมาใช้ได้แล้ว” พี่หมูพูด

มัจจุราชสีชมพูเป็นชื่อตลกๆของใบคำร้องขอถอนรายวิชาเนื่องจากหน้าปกของมันเป็นสีชมพู นักศึกษาจึงเรียกมันว่ามัจจุราชสีชมพูซึ่งฟังดูหวานคล้ายกับชื่อนิยาย แต่ในความเป็นจริงแล้วผู้ที่ใช้ใบนี้คงไม่มีใครรู้สึกหวานเลย

“เอาวะ ถอนก็ถอน” ในที่สุดผมก็ตัดสินใจเอาในนาทีสุดท้าย

ผมเดินลงไปจากชมรม ไปที่ตึกที่ทำการของคณะเพื่อชอรับมัจจุราชสีชมพูเพื่อกรอกและหลังจากนั้นต้องนำไปให้อาจารย์ที่ปรึกษาเซ็นชื่อกำกับเสียก่อนจึงถือว่าเอกสารสมบูรณ์ จากนั้นจึงนำไปยื่นที่ฝ่ายทะเบียนของคณะ

“พี่ครับ ขอใบถอนใบนึงครับ” ผมยื่นหน้าเข้าไปในช่องให้บริการงานทะเบียน

“ซอรี่” เจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นคนไทยแต่ตอบเป็นภาษาฝรั่ง “หมดไปตั้งแต่เมื่อวานแล้วน้อง เอกสารขาดตลาด เอ๊ย ขาดแคลน”

“หา ว่าไงนะครับ” คราวนี้ผมตกใจจริงๆ “ทำไมหมดได้ละครับ”

“ก็นักศึกษาแห่กันมาขอถอนรายวิชากันหลายร้อยคน แล้วจะไม่ให้หมดได้ยังไง” พี่เจ้าหน้าที่ตอบ “แล้วน้องไปอยู่ที่ไหนมา จะถอนก็ไม่รีบมาถอนเสียแต่เนิ่นๆ”

“แล้วจะทำไงดีครับ” ผมเริ่มลนลาน หากไม่มีเอกสารก็ถอนรายวิชาไม่ได้

“น้องลองไปขอที่หน่วยทะเบียนของคณะอื่นดูสิ เผื่อว่าจะมีเหลือ” พี่เจ้าหน้าที่ตอบ

ผมวิ่งไปคณะต่างๆหลายคณะจนจำไม่ได้ แต่ทุกคณะก็ตอบเหมือนๆกันว่าเอกสารเพิ่งหมดไปเนื่องจากมีนักศึกษาปีหนึ่งคณะเทคโนมาหยิบไปจนหมด ผมไปถามเพื่อนๆตามกลุ่มต่างๆว่ามีใครมีเหลือบ้างแต่ก็ไม่มีใครมีเลย ทุกคนที่ต้องการถอนต่างก็ยื่นเอกสารกันไปแล้ว

“ซวยเลยพี่” ผมบ่นกับพี่หมูและพี่ตั้วเมื่อกลับมานั่งพักเหนื่อยที่ชมรม “ไปถามมาเกือบทุกคณะ ไม่มีใบสีชมพูเลย วันสุดท้ายแล้วด้วย ทำไงดี”

“ลองไปคุ้ยถังขยะดูดีไหม เผื่อมีใครทิ้งใบเปล่าเอาไว้บ้าง” พี่ตั้วแนะ

“ไม่ตลก ไอ้ห่า ไอ้อูมันกำลังกลุ้มอยู่” พี่หมูดุเพื่อน แล้วก็อดตำหนิผมไม่ได้ “แต่ที่จริงไม่น่ารอจนถึงวันสุดท้ายเลย”




<ภาพหน้าจอของซอฟต์แวร์ซียูเวิร์ด (CU Word) หรือว่าเวิร์ดจุฬาฯ ชื่อจริงๆหรือชื่อที่เป็นทางการคือ ซียูไรเตอร์ (CU Writer) พัฒนาโดยสถาบันบริการคอมพิวเตอร์และภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นซอฟต์แวร์ประเภทประมวลผลคำ (word processor) ที่พัฒนาโดยคนไทยทั้งหมด ไม่ได้นำซอฟต์แวร์ต่างชาติมาดัดแปลงแต่อย่างใด ในยุคนั้นซอฟต์แวร์ประเภทประมวลผลคำที่ทำงานบนเครื่องคอมพิวเตอร์พีซีเอกซ์ที (PC/XT) มีอยู่ไม่กี่ราย บางรายก็เป็นซอฟต์แวร์ทางการค้า อีกทั้งการใช้งานก็ยังไม่ค่อยสะดวกนักเนื่องจากซอฟต์แวร์ของบางค่ายก็ต้องดัดแปลงฮาร์ดแวร์นิดหน่อยโดยเปลี่ยนรอมที่กราฟิกการ์ดเพื่อให้ทำงานภาษาไทยได้ ซียูเวิร์ดเป็นโปรแกรมประมวลผลคำของไทยที่พัฒนาขึ้นมาโดยใช้ระบบกราฟิก ไม่ต้องดัดแปลงฮาร์ดแวร์ อีกทั้งยังเป็นซอฟต์แวร์ที่เผยแพร่ให้ใช้ฟรี มีความสามารถสูง แม้แต่ตัวคณิตศาสตร์ สูตร สมการ ก็ยังทำได้ ดังนั้นจึงทำให้ซียูเวิร์ดได้รับความนิยมมาก หากจะพูดถึงเรื่องการพิมพ์เอกสารภาษาไทยใครๆก็ต้องนึกถึงแต่โปรแกรมนี้

ภาพนี้เป็นภาพหน้าจอของรุ่น ๑.๕ ทำงานบนจอ VGA สเปกเครื่อง PC/XT ใช้ดิสเก็ต ๕.๒๕ นิ้ว สีสันก็พอมีเท่าที่เห็น ไม่ได้สวยงามเช่นในปัจจุบัน รุ่นที่ผมใช้งานในตอนนั้นเป็นรุ่นแรกๆ เวอร์ชันประมาณ ๑.๒>




<ราชประสงค์ในยุครุ่งเรืองยุคแรกหรือประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๐ กว่าๆนั้น นอกจากความเจริญทางด้านศูนย์การค้าราชประสงค์และด้านถนนเกษรแล้ว ยังมีอีกสองด้านของสี่แยกที่ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของดาวน์ดาวน์ด้วย นั่นก็คือโรงพยาบาลตำรวจและโรงแรมเอราวัณซึ่งมีศาลเท้ามหาพรหมอยู่

โรงแรมเอราวัณนั้นเป็นรัฐวิสาหกิจ ดำเนินการก่อสร้างมาตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ. ๒๕๐๐ เล็กน้อย ขณะที่ก่อสร้างอยู่นั้นก็ประสบอุปสรรคต่างๆนานา ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๙๙ จึงได้ดำเนินการก่อสร้างศาลท้าวมหาพรหมขึ้นและมีการทำพิธีบวงสรวง ต่อมาศาลท้าวมหาพรหมก็ได้กลายเป็นจุดสำคัญจุดหนึ่งของย่านราชประสงค์

ที่เห็นในภาพนี้ ภาพบนเป็นโรงแรมเอราวัณและศาลท้าวมหาพรหมในยุคแรกคือประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๐ กว่าๆ ต่อมามีการขยายถนนและมีการปรับปรุงภูมิทัศในย่านสี่แยกราชประสงค์ สภาพแวดล้อมของศาลท้าวมหาพรหมก็ค่อยๆเปลี่ยนแปลงไป ต่อมาเมื่อโรงแรมเอราวัณปิดตัวลง หลังจากนั้นมีการก่อสร้างโรงแรมแห่งใหม่ขึ้นบนเนื้อที่เดิม มีการย้ายศาลออกไปจากตำแหน่งที่เคยตั้งอยู่เดิมเล็กน้อยแต่ก็ยังอยู่ใกล้บริเวณสี่แยกราชประสงค์ ดังเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ภาพล่างทั้งสองภาพเป็นภาพโรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณและศาลท้าวมหาพรหมในปัจจุบันโดยภาพล่างซ้ายถ่ายจากมุมที่ใกล้เคียงกับภาพบน ส่วนภาพล่างขวาถ่ายจากที่สูง>

14 comments:

Bomber_Boy said...

ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นคนแรก เพราะเห็นเวลาลงตอนที่ 18 ประมาสี่โมงกว่าๆ

เป็นคนแรก แต่คอมเมนต์จะโดนลบหรือเปล่าเนี่ย....

พี said...

เพ็ญ...?

ติวเตอร์จำเป็น

หรือว่าอาจเป็นแฟนจำแลงของนายอู

*** PEE ***

Anonymous said...

"มัจจุราชสีชมพู"... ชื่อน่ารักจริงๆด้วยครับ

สมัยที่ผมเรียนมหาลัย เรียกเป็นทริปครับ

หลังสอบ Midterm เสร็จ ใครที่ไม่ตั้งใจเรียนก็จะมีทริปให้ไปเที่ยวสองทริป คือ....

"ผจญภัยใต้ Mean" และ "ตามล่าหาใบ Drop"

แต่ถ้าเลือกได้ก็ไม่อยากไปทั้งสองทริปแหละครับ Y_Y"

DIONADUS

kan said...

มาจองที่หนึ่งในห้าครับ

กัน

yo408 said...

จะว่าไปผมก็ทันซียูเวิดเหมือนกันนะ แล้วก็ชอบซียูเวิดด้วย แต่พวกเพื่อนๆผมจะชอบราชวิถีเวิดมากกว่า เขาว่าเป็นเพราะแบบตัวอักษรมีให้เลือกมากกว่า ลูกเล่นแทรกภาพ คลิบอาร์ต อะไรพวกนี้ ผมก็ไม่รู้ รู้แต่พิมพ์ตัวอักษรซียูเวิดง่ายดี

พอพูดถึงคอมพิวเตอร์ ในยุคนั้นผมเรียนม.1 เป็นรุ่นแรกที่เปิดสอนคอมพิวเตอร์ ตื่นเต้นกันมากที่จะได้เรียนก่อนโรงเรียนดังๆในย่านั้นเสียอีก แต่พอไปถึงห้อง มันคือห้องเปล่าๆ มีเก้าอี้แลคเชอร์ตั้งเป็นแถว ไม่มีคอมพิวเตอร์ ก็นั่งเรียนทฤษฎีไปจนอจ.ไม่มีไรจะสอน เลยกลายเป็นคาบว่าง แล้วห้องคอมก็กลายเป็นห้องขยะ พวกหนีเรียนมักมาแอบสูบบุหรี่ในห้องคอม จนห้องคอม กลายเป็นห้องประจำชั้นห้องทับ14 ซึ่งเป็นห้องบ๊วยสุดผลการเรียนแย่สุด เก้าอี้แลคเชอร์ถูกเอาออกไป แล้วก็แทนที่ด้วยเก้าอี้ไม้ธรรมดา กว่าเครื่องคอมจะมา ก็ผมเกือบจบม.3แล้ว เครื่องมาก็ยังไม่ได้เรียน เพราะต้องให้อจ.ได้เรียนกันก่อน ซะงั้น 3ปีม.ต้น ไม่ได้แตะคอมเลย มาได้แตะเอาจริงๆจังๆก็ม.ปลายแล้ว

ป.ตรี ผมก็ตกแคลคูลัสนะ ตกวิชาเดียว เพราะเป็นวิชาเดียวที่เป็นข้อเขียน ลัดหรือโกงยากแก้โจทย์ทีเป็นหน้ากระดาษ จะแอบส่งกันยากมาก จดทฤษฎีเข้าไปก็หนาเป็นปึก ส่วนฟิสิกส์ไม่ได้เรียนเป็นแบบเบสิคฟิสิกส์ แต่เรียนไฟฟ้า ตอนแรกก็คิดว่าตกด้วย แต่ได้คะแนนรายงานแลปมาช่วย รวมทั้งสอบซ่อมที่เหมือนไม่ได้สอบ คือให้ข้อสอบมาแล้วอจ.ก็ไป พวกสอบซ่อมก็เปิดหนังสือลอกกันสนุก จะไม่ผ่านหมดห้องได้ยังไง นอกนั้นเคมีสบายๆ ชีวะไม่ได้เรียนแล้ว อังกฤษกับคอมได้ A อย่างไม่ต้องสืบ วิชาสังคมดันได้B ซะงั้น ผิดหวังอย่างแรง

หลาบเอง said...

พี่อู หนูก้อดรอปแคล
เคมีนี่ 21 เต็มร้อย

พี่อูหนูตกหลุมรักแหละ แค่ 5 ชั่วโมงครึ่ง ที่อยุ๋ไกล้กันแต่ไหงเป็นอย่างนี้ไปได้หละ

Anonymous said...

คะแนนปี1ไม่สวยงามเป็นเรื่องธรรมดานะพี่ว่า เพราะสารพัดสารเพกิจกรรมที่ถาโถมเข้ามา โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชาพื้นฐานที่ต้องตัดเกรดรวมกับคณะอื่นที่เป็นพวกเทพ อย่าหวังว่าจะได้Aเลย ได้Cก้อบุญโขแล้ว เกรดดีๆค่อยไปฟาดฟันเอาตอนขึ้นปี2ไปแล้วค่ะ..

คนลาดพร้าว

U Nakrub said...

โยนี่ประสบการณ์โชกโชนมาก ขนาดกระดาษเป็นปึกยังแอบเอาเข้าห้องสอบได้ นับถือๆ

ที่จริงในที่สุดผมก็หาใบสีชมพูเจอจนได้ ไปเจอในสถานที่ที่นึกไม่ถึง เอาไว้คราวหน้าจะบอก

แคลเป็นวิชาที่ยากครับ แต่ผมพอทำได้ ที่น่าห่วงเป็นฟิสิกส์มากกว่า ไม่รู้ไปพลาดข้อไหนเหมือนกัน

หลาบนี่ความจำดีมาก เคมีได้ 21 ยังจำได้แม้จะหลายปีมาแล้ว ส่วนเรื่องตกหลุมรักก็พี่อูบอกแล้วว่าปี ๕๓ แต่ต้องใจเย็นๆนะ ถ้าไปเร็วจะพลาด ต้องไปช้าๆ

ตอบพี่สาวลาดพร้าว ปี 252x เป็นยุคที่เริ่มเปลี่ยนการตัดเกรดจากตัดรวมเป็นตัดเกรดแยกคณะกันครับ ถ้าก่อนหน้านั้นละก็ใช่ สี่ห้าคณะเอามาตัดเกรดร่วมกัน ตายกันเป็นเบือ อีกอย่างหนึ่งก็คือต่อมามีการปรับหลักสูตรครับ อย่างฟิสิกส์ของพวกวิทยาศาสตร์สุขภาพนี่จะเรียนคนละแบบกับพวกวิศว เนื้อหาต่างกัน จึงต้องแยกกันสอนและแยกกันตัดเกรด

เพ็ญนี่สวยนะครับ เรียนก็เก่ง นิสัยก็น่ารัก แต่บางทีก็ดูลึกลับอยู่บ้าง

Bomber_Boy said...

ตอนม.ปลายไม่ได้เรียนสายวิทย์อ่ะครับ แต่พอเข้ามหาวิทยาลัยก็เรียนแคลฯ ตายไปเลยละครับพี่น้อง....ไม่เคยเรียนเลย แต่ก็ถูๆ ไถๆ จนได้ แล้วก็มีเลขอะไรก็ไม่รู้..

เออ....ว่าแต่จบมาได้ไงเนี่ย!!!

ส่วนฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ไม่ต้องพูดถึงไม่รู้เรื่องรู้ราวไรกะเค้าเลย......

Anonymous said...

แอบเฉลยว่าได้ใบถอนแล้ว

ค่อยโล่งอกหน่อย


แต่ผมไม่มีประสบการณ์ดร็อปเลยแฮะ


...OaH...

Anonymous said...

มารักอาอู ช้าอีกแล้ว

หลาน Arus ของอาอู

นัย said...

ปีนี้ถึงตอนนี้ก็ 53 ตอน เป็นตอนที่ 18 ถ้ามีอีกสักตอน ก็ตอนที่ 54
5+4 ก็เท่ากับ 9 แล้วก็จะเป็นตอนที่ 19
ดีจังเลย 9 หน้า 9 หลัง ซะเลย

ขออวยพรปีใหม่ก่อน
ปีใหม่นี้ ขอให้ เจ้าของบล็อค (นายอู) พี่ป้าน้าอา น้องๆ หลานๆ (ถ้าไล่ชื่อน่าจะไล่ได้ไม่หมด) สุขภาพแข็งแรง มีเงินเหลือใช้เหลือเก็บ และมีความสุขกับสุขภาพที่ดีและเงินที่มีอยู่ครับ

นัย

Choo said...

สาธุ

แอบมารับพรกับน้องๆ หลานๆ ด้วยคนครับ อานัย

ชู

Anonymous said...

)^_^(ที่ 14 ไปเที่ยวที่ไหนหรือเปล่าครับคุณลุงอู ขอให้ปลอดภัยและหนุกหนานนะครับ ข่าวรถตู้นี่หดหู่ น่าเห็นใจมากเลยครับ
มีงี้ด้วยรึเนี่ยโหมียื่นถอนด้วยแล้วจะไปเรียนกับใครครับอย่างนี้ก็ไม่จบ4ปีแหง
แล้วลุงอูจะมาเจอกับทวดรหัส บอย อีกไหมครับ