Saturday, December 11, 2010

ภาคสี่ ตอนที่ 16

ผมและนักเรียนกางเกงดำคนนั้นอึ้งกันไปชั่วขณะเนื่องจากการพบกันโดยไม่คาดหมาย สักพักเมื่อยังไม่เห็นนักเรียนคนนั้นทักทาย ผมที่เป็นรุ่นพี่จึงเป็นฝ่ายทักทายขึ้นก่อน

“บอย...” ผมพูดแล้วชะงักไปชั่วครู่ มันกะทันหันจนผมเองก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าจะพูดอะไรดี “เป็นไงบ้าง สบายดีหรือเปล่า”

“ฮะ” บอยตอบ เด็กนักเรียนคนนั้นก็คือบอยนั่นเอง “บอยสบายดี พี่อูเข้ามหาวิทยาลัยแล้วเหรอ”

“ใช่ ไม่มีโอกาสได้บอกนายเลย โทษทีนะ” ผมตอบ บอยในวันนี้ดูเติบโตขึ้นกว่าเก่าอีกมาก ทรงผมซึ่งเดิมตัดเกรียนกลายเป็นทรงนักเรียนแบบเอาหวีรอง ไรหนวดที่เดิมเป็นสีเขียวอ่อนมาวันนี้กลับกลายเป็นสีเขียวเข้ม ใบหน้าที่เคยแฝงไว้ด้วยความกวนกลายเป็นจริงจังขึ้น จากบอยเมื่อวันก่อนที่เป็นเด็กกวนๆกลายเป็นหนุ่มน้อยที่คมคายแจ่มใสคนหนึ่ง เห็นบอยแล้วทำให้อดนึกถึงอดีตที่ผ่านมาไม่ได้

“ไม่เป็นไรฮะ บอยเองก็ไม่ทันได้บอกพี่อูเหมือนกันว่าสอบได้” บอยพูด

ขณะที่บอยพูด ผมสังเกตเห็นสายตาของบอยกวาดมองผมและชาญและหันไปมองเพื่อนนักเรียนสาวที่มาด้วยกัน ซึ่งไม่ใช่ใครอื่น คือน้องส้มนั่นเอง แม้บอยจะไม่แนะนำแต่ผมเคยเห็นน้องส้มมาแล้วครั้งหนึ่งจึงจำได้ ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองหรือเปล่าแต่สีหน้าของบอยและส้มทั้งคู่นั้นดูแปลกๆเมื่อมองมายังเรา และไม่เพียงเท่านั้น เพียงครู่เดียวก็มีนักเรียนชายหญิงอีกหลายคนเดินตามมาสมทบกับทั้งสองคน เดิมทีผมคิดว่าบอยมาเดินเที่ยวกับส้มสองคนที่แท้กลับมากันเป็นกลุ่มใหญ่ เพื่อนๆของบอยมองเราสองคนด้วยความสนใจ

“พี่เรียนอยู่ที่สะพานเหลืองนี่เอง” ผมพูดต่อ รู้สึกอึดอัดกับการพบกันในครั้งนี้ “เอ้อ... เอ้อ... เอาไว้วันหลังพี่พาไปเลี้ยงฉลองที่สอบได้ก็แล้วกัน”

“ฮะพี่อู” บอยตอบ ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นการตอบตามมารยาทหรือเต็มใจเช่นนั้นจริงๆ

“งั้น... งั้น...พี่ไปก่อนละนะบอย” ผมตะกุกตะกัก ไม่รู้เพราะอะไรจึงพูดไม่ออก

“ฮะ พี่อู” บอยตอบเสียงแผ่วเบา

ผมรีบเดินจากบอยมาโดยมีชาญเดินอยู่ข้างๆ ผมไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับไปมองที่ด้านหลัง...

“เฮ้ย นั่นรุ่นน้องโรงเรียนนายเหรอ” ชาญถาม

“ฮื่อ...” ผมตอบด้วยเสียงแผ่วเบา ความรู้สึกหลังจากได้พบบอยนั้นมันช่างสับสนจนบอกไม่ถูก มีทั้งเสียใจ ผิดหวัง อ้างว้าง อับอาย และอิจฉา ความรู้สึกต่างๆประดังกันเข้ามาดั่งระลอกคลื่นอันปั่นป่วนในทะเลใจที่เวิ้งว้าง

ที่เสียใจนั้นคือเสียใจที่บอยไม่เคยส่งข่าวให้ผมรู้เลยว่าสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมได้ทั้งๆที่บอยก็รู้เบอร์โทรศัพท์ของหอพักที่ผมพักอยู่ ที่ผิดหวังก็คือผิดหวังที่บอยดูเหมือนจะมีใจให้แก่ผมในตอนแรกแต่แล้วก็เปลี่ยนไปโดยไม่รู้สาเหตุ ที่อ้างว้างก็คือเมื่อก่อนบอยเคยเป็นกำลังใจให้แก่ชีวิตของผม ทำให้ผมก้าวเดินต่อไปข้างหน้าได้ ผมจำยังได้ถึงความรู้สึกอันอ้างว้างเมื่อตอนที่รู้ว่าต้องเสียบอยไปได้อย่างไม่มีวันลืม

ที่อับอายก็คือบอยเดินควงสาวขณะที่ผมอนู่ในสภาพที่เหมือนกับเดินควงเพื่อนชาย และท้ายที่สุด... ที่อิจฉาก็คือผมรู้สึกอิจฉาที่บอยสามารถมีชีวิตเช่นคนปกติ ส่วนผมนั้นเล่ากลับต้องการความรักจากชายด้วยกันอันเป็นความรักที่ต้องห้าม... ความรู้สึกนี้ทำให้ผมแทบยอมรับตัวเองไม่ได้...

“แล้วทำไมดูนายเจอมันแล้วตกใจยังไงก็ไม่รู้ เหมือนกับเจอผียังงั้นแหละ” ชาญพูดพลางหัวเราะ

“ขนาดนั้นเลยเหรอ” ผมพยายามระงับอารมณ์และความรู้สึกที่ประดังกันขึ้นมาเพื่อไม่ให้ชาญผิดสังเกต พร้อมกันคิดว่าที่ตกใจอย่างนั้นก็เพราะมึงนั่นแหละ “คิดไม่ถึงว่าจะได้เจอน่ะ เอ้อ เดี๋ยวเรากลับเลยละกัน”

“เฮ้ย เอาจริงเหรอ เดินเป็นเพื่อนกันอีกหน่อยน่า” ชาญอ้อนวอน

“ไม่ล่ะ เมื่อยมากแล้ว เอาไว้วันอื่นมาเดินต่อก็แล้วกัน” ผมตัดบท รู้สึกเซ็งขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ไม่อยากให้ชาญมาเซ้าซี้ต่อรองอีก “หรือนายจะเดินเที่ยวคนเดียวไปก่อนก็ได้ ตามสบายเลย”

เมื่อชาญเห็นว่ารั้งผมไม่อยู่แน่แล้วจึงไม่เซ้าซี้ต่อไปอีก เราสองคนจึงต่างแยกย้ายกันกลับ

- - -

เช้าวันรุ่งขึ้น

“อู กุหลาบตายแหงแก๋ต้นนั้นหายไปไหนแล้วล่ะ” เสียงพี่ธิตทักทายผมในตอนเช้าตรู่ขณะที่ผมกำลังยืนมองทิวทัศน์ยามรุ่งสางจากชั้นดาดฟ้าอยู่ เราสองคนทักทายกันเป็นประจำทุกเช้าเนื่องจากผมต้องขึ้นมาดูและรดน้ำกุหลาบทุกเช้า วันใดที่ไม่ต้องรดน้ำเพราะฝนตกก็ขึ้นมาดูเฉยๆ

พี่ธิตแซวผมขณะที่เหลือบมองดูพื้นที่ดาดฟ้าตำแหน่งที่เคยตั้งกระถางกุหลาบอยู่ มาตอนนี้มันเหลือแต่รอยดินที่พื้นปูนเป็นรูปก้นกระถางเท่านั้น

“เอาไปทิ้งแล้วครับพี่” ผมตอบเนือยๆ

“ก็ไหนเพิ่งบอกว่าจะดูไปก่อน” พี่ธิตสงสัย

“ผมเปลี่ยนใจแล้วครับ” ผมพูด “ต้องยอมรับความจริงเสียที เลิกหวังลมๆแล้งๆได้แล้ว”

“ไม่เป็นไรนะอู ลองปลูกใหม่ก็ได้ คนเราก็ต้องเรียนรู้แบบนี้แหละ อีกหน่อยก็สำเร็จเอง” พี่ธิตปลอบใจ

“ไม่ไหวครับ สองครั้งแล้ว คงพอแล้วละ” ผมส่ายหน้า

“อะไรกันวะ แค่นี้ก็ท้อ แล้วต่อไปจะไปทำอะไรกิน” พี่ธิตพยายามให้ข้อคิด

“ทั้งสองครั้งผมทุ่มเต็มที่เลย แต่มันก็ล้มเหลว” ผมพูดขณะที่สายตามองทอดไปไกลสุดขอบฟ้าพร้อมกับถอนหายใจเบาๆ “เหนื่อยแล้วละครับ”

“ไอ้อูนี่เพี้ยนใหญ่แล้ว แค่ปลูกกุหลาบ เหนื่อยอะไรนักหนา” พี่ธิตหัวเราะ คิดว่าผมพูดเล่น “แค่นี้ก็ท้อ ชีวิตยังต้องเจออีกเยอะแยะ ลองอย่างอื่นดูบ้างก็ได้นี่ เผื่อถูกโฉลกกันก็คงรุ่งหรอก”

เราหยุดการสนทนาเอาไว้เพียงแค่นั้นจากนั้นผมก็รีบไปมหาวิทยาลัย วันนั้นผมยังต้องขายดอกไม้อีกเนื่องจากการรับปริญญายังเหลืออยู่อีกหนึ่งวัน

การขายดอกไม้ของเราในวันสุดท้ายของการรับปริญญาเป็นไปอย่างเนือยๆเนื่องจากการขายในสองวันที่ผ่านมาก็ทำให้เราเริ่มล้าแล้ว โดยเฉพาะในลำคอนี่เจ็บเอาการทีเดียวเนื่องจากต้องโก่งคอบูมมาตลอดสองวัน มาในวันนี้พวกเราจึงขายไปอู้ไป พยายามออมแรงและออมเสียงเอาไว้

“เฮ้ยอู วันนี้เป็นอะไรไปวะ ทำสีหน้าเหมือนเบื่อโลก” ชาญแหย่ผมด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้มหลังจากที่การขายดอกไม้ในวันสุดท้ายสิ้นสุดลงในราวสิบเอ็ดโมง ผมรู้สึกโล่งใจที่ภารกิจของผมเสร็จสิ้นลงเสียที

“เออ นั่นสิ วันนี้ไอ้อูสีหน้าไม่ดีเลย ไม่สบายหรือเปล่า” จิ๊บพลอยทักขึ้นบ้าง

“ง่วงนอนน่ะ วันนี้เราขอกลับก่อนละกัน อยากพักสักหน่อย” ผมพยายามหาข้อแก้ตัวที่วันนี้ดูเงียบไป พลางขอตัวกลับ แต่แท้ที่จริงคือผมกำลังเซ็ง

หลังจากงานรับปริญญาเป็นวันสุดสัปดาห์พอดี ตลอดวันหยุดผมเก็บตัวอยู่แต่ภายในห้อง พยายามคิดทบทวนเหตุการณ์ต่างๆ เหตุการณ์เมื่อวันก่อนทำให้ผมรู้สึกอับอาย ภาพของบอยที่เดินคู่กับส้มแฟนสาวได้คุ้ยเขี่ยปมด้อยในจิตใจของผมขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง... ปมด้อยที่ผมพยายามฝังมันลงไปที่ก้นบึ้งของหัวใจและปูทับด้วยความภูมิใจในตนเองและความนับถือตนเอง... ผมเคยยอมรับความผิดปกติทางเพศของตนเองได้มาช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่การยอมรับนี้ก็เหมือนกับการที่เรายอมรับว่าเป็นโรคร้ายอะไรสักอย่างที่ไม่มีทางรักษาให้หายได้ ผมยอมรับมันเพราะความจำใจแต่ไม่ได้ชื่นชมมันเลยแม้แต่น้อย... ตอนนี้ผมกลับเริ่มรู้สึกยอมรับตนเองไม่ได้ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

- - -

หลังจากที่งานรับปริญญาสิ้นสุดลงก็เป็นเวลาที่การสอบกลางภาคใกล้เข้ามา กิจกรรมนักศึกษาทุกอย่างถูกงดเพื่อให้นักศึกษามีเวลาเตรียมตัวสอบกลางภาคในอีกไม่กี่วันที่จะมาถึงนี้

เมื่อไม่มีกิจกรรมหลายคนก็เริ่มได้คิดและเตรียมตัวสอบ ห้องสมุดที่แต่เดิมว่างโล่งกลับกลายเป็นแน่นขนัด ซุ้มถ่ายเอกสารก็แน่นขนัดตลอดทั้งวัน แต่บางคนที่ยังติดกลุ่มและติดเล่นอยู่ก็ยังคงดำเนินชีวิตแบบสบายๆ ถ้าในยุคนั้นก็เรียกว่าแบบเบิร์ดๆแต่ถ้าเป็นในยุคนี้คงเรียกว่าแบบชิลๆ


ตั้งแต่วันสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ชีวิตของผมเหมือนมาพบกับทางตันอีกครั้ง ผมรู้สึกเบื่อหน่ายและยอมรับตนเองไม่ได้ ผมอดคิดถึงบทความเรื่องรักร่วมเพศรักษาได้ที่เคยอ่านในห้องสมุด จากเดิมที่ผมคิดว่ามันไม่น่าจะเป็นไปได้ มาวันนี้ผมอดที่จะมีความหวังไม่ได้พร้อมทั้งภาวนาขอให้เรื่องที่ผมอ่านนั้นเป็นความจริง

ผมอดคิดไม่ได้ว่าชาญอาจเริ่มชอบผม ก่อนหน้านี้ผมเคยคิดเรื่องนี้มาแต่ประสบการณ์เรื่องบอยทำให้ผมต้องระวังความคิดของตนเอง คนเรามักชอบคิดเข้าข้างตน บางทีชาญอาจคิดกับผมแบบเพื่อนธรรมดาก็ได้ ผมจึงพยายามสลัดความคิดนั้นออกไป

ผมพยายามถามตนเองว่าแล้วผมชอบชาญหรือเปล่า คำตอบก็คือไม่ ผมเห็นชาญเป็นเพื่อนสนิทเท่านั้น ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรเหมือนกัน แม้ว่าเราจะสนิทกันมากและชาญก็เป็นคนที่น่ารัก ยิ้มง่าย อารมณ์ดี แต่ผมไม่เคยรู้สึกกับชาญในแบบที่เคยรู้สึกกับบอยเลย

หลังจากงานรับปริญญาเป็นต้นมา ผมพยายามทำตัวให้ห่างจากชาญ ก่อนหน้านั้นผมก็ยังไม่รู้สึกอะไร แต่หลังจากเหตุการณ์ที่ผมพบบอยผมเริ่มรู้สึกอึดอัดกับการไปไหนมาไหนกับมัน ในเมื่อผมไม่ได้ชอบชาญแบบนั้น การที่เราสนิทสนมและตัวติดกันเกินไปอาจกลายเป็นผลเสียในที่สุด ประกอบกับผมรู้สึกอยากอยู่คนเดียวด้วยจึงพยายามปลีกตัวออกมา แต่เนื่องจากชาญเป็นคู่แล็บของผมและอยู่ในกลุ่มเพื่อนสนิท อีกทั้งช่วงนี้ใกล้สอบกลางภาคแล้วด้วย ในเรื่องการเรียนยังต้องพึ่งพาอาศัยกันอยู่ การตีตัวออกห่างจึงไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก

“เฮ้ย ไอ้อู ช่วยทวนแคลคูลัสให้หน่อยสิ” ชาญพูดกับผมในวันหนึ่งหลังจากหมดคาบวิชาแคลคูลัส อาจารย์เตือนให้ทบทวนกันให้มากๆเนื่องจากข้อสอบค่อนข้างยาก เราทั้งคู่ฟังแล้วต่างก็เริ่มรู้สึกกังวลใจ

“ไม่ค่อยจะรู้เรื่องเหมือนกันโว้ย” ผมออกตัว แคลคูลัสเป็นวิชาที่ยาก สูตรคำนวณเยอะแยะไปหมด “แล้วนายไม่เข้าใจบทไหนล่ะ”

“ทุกบทเลยตั้งแต่ต้น” ชาญตอบ “เมื่อคืนลองก็ทำแบบฝึกหัดดู ทำไม่ได้เลยสักข้อว่ะ ใกล้สอบแล้วด้วย ยังมาขู่กันอีก คราวนี้ตายห่าแน่เลย”

“เฮ้อ ไม่รู้จะช่วยยังไง” ผมถอนใจ “เราก็พอๆกับนายนั่นแหละ ไม่ค่อยได้ทำแบบฝึกหัดเหมือนกัน”

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าผมไม่มีความรู้พอที่จะติวให้ได้จริงๆและอีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะผมไม่ต้องการติวกับชาญเพียงลำพังสองคน ผมจึงบอกปัดพร้อมกับแนะให้ไปขอให้แมวกับจิ๊บช่วยติวให้จะได้ติวด้วยกันทั้งสี่คน แต่สองสาวเพื่อนสนิทของเราไม่ถนัดวิชาคณิตศาสตร์จึงช่วยเราไม่ได้มากนัก แม้จะช่วยติวให้แต่เมื่อถามเหตุผลก็มักอธิบายไม่ได้ รู้เพียงแต่ว่าถ้าโจทย์เป็นแบบนี้ต้องทำการคำนวณและใช้สูตรแบบนี้ และที่ยิ่งไปกว่านั้นคือเราไม่ได้มีปัญหาแต่เฉพาะในวิชาแคลคูลัส แต่เรามีปัญหาแบบเดียวกันนี้ในทุกวิชาเนื่องจากตั้งแต่เปิดเทอมมาเรา เรียนเฉพาะในชั่วโมงเรียนเท่านั้น นอกเวลาเรียนเรามีกิจกรรมต่างๆให้ทำอยู่ตลอดจนไม่ได้ทำการบ้านและทบทวนบทเรียนเลย

วันสอบยิ่งใกล้เข้ามา การติวของเราก็เหมือนกับเตี้ยอุ้มค่อมเพราะต่างก็ไม่ค่อยรู้เรื่องอยู่แล้ว ในที่สุดผมและชาญต่างก็ตัดสินใจหยุดติว ต่างคนต่างใช้เวลาที่เหลือไปทบทวนกันเอาเอง ดังนั้นหลังเลิกเรียนผมจึงกลับหอพักให้เร็วขึ้นเพื่อจะได้มีเวลาอ่านหนังสือเตรียมสอบ ซึ่งทำให้สามารถห่างจากชาญไปได้โดยปริยาย... อย่างน้อยก็ช่วงหนึ่ง

- - -

ที่สนามบินดอนเมือง เวลา ๖.๔๕ น.

ผมวิ่งเข้ามาในตัวอาคารผู้โดยสารขาออก หันรีหันขวาง ไม่รู้ว่าจะไปทางไหน จากนั้นก็วิ่งไปที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์

“พี่ครับ ผมจะมาส่งเพื่อน เที่ยวบินหกโมงห้าสิบไปอเมริกา ต้องไปที่ไหนครับ” ผมละล่ำละลักถามพนักงานด้วยความร้อนใจ

พนักงานก้มหน้าก้มตาทำงานเหมือนทองไม่รู้ร้อน ไม่ได้ชายมามองผมแม้สักนิดเดียว

“พี่ครับ” ผมตะโกนลั่น “พี่”

ไม่ได้ผล พนักงานประชาสัมพันธ์ก็ยังไม่สนใจผมอยู่ดี

เมื่อสอบถามจากประชาสัมพันธ์ไม่ได้ความใดๆ ผมจึงไม่อยากเสียเวลาถามอีก ผมรีบวิ่งอย่างสะเปะสะปะไปทั่วอาคาร

ทันใดนั้นผมก็เห็นเงาหลังของเด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง ยืนหันหลังให้ผมอยู่ห่างออกไปหลายสิบเมตร เงาหลังนั้นช่างคล้ายไอ้นัยเหลือเกิน โดยไม่รอช้า ผมรีบไปวิ่งไปที่ร่างนั้นทันที

เมื่อเข้าใกล้ ร่างนั้นกลับหายไปในฝูงคน ผมพยายามมองหอีกก็เห็นร่างนั้น กำลังเดินห่างออกไป... ห่างออกไป...

ผมรีบวิ่งตาม เมื่อเข้าไปใกล้จึงแน่ใจว่าเงาหลังที่ผมเห็นนั้นคือไอ้นัยนั่นเอง

“นัย” ผมตะโกนลั่น “รอก่อน”

เมื่อผมวิ่งเข้าไปใกล้ ร่างนั้นคล้ายกับได้ยินเสียงเรียกของผมจึงหันกลับมา และเมื่อผมเห็นใบหน้านั้นชัดตาผมก็ต้องขนลุกเกรียว มันกลับเป็นใบหน้าของบอยที่กำลังแสยะยิ้มให้ผมอย่างน่าสะพรึงกลัว...

“เฮ้ย” ผมร้องลั่นพลางสะดุ้งตื่นขึ้นมา เหงื่อไหลโซมกาย รู้สึกกลัวจนใจสั่น ฝันร้ายนั้นช่างเป็นจริงเป็นจังและน่ากลัวเหลือเกิน...

ผมเอื้อมมือไปหยิบนาฬิกาปลุกที่หัวเตียงเพื่อดูเวลา ภายในห้องสลัวครึ้มไม่ถึงกับมืดเนื่องจากมีแสงจากภายนอกห้องส่องลอดเข้ามาตามช่องหน้าต่างบ้าง ผมพยายามนึกทบทวนเหตุการณ์เมื่อคืนว่าผมทำอะไรไปก่อนที่จะหลับ จำได้ว่าผมดูหนังสือดึกมากเนื่องจากวันรุ่งขึ้นวันวันสอบกลางภาคแล้ว ผมดูหนังสือจนหลับไปโดยไม่รู้ตัว หนังสือยังเปิดคาอยู่บนโต๊ะทำงาน

“เฮ้ย สว่างแล้ว วันนี้สอบนี่หว่า ตายห่า สายแน่เลย” เห็นนาฬิกาบอกเวลาเจ็ดโมงเช้า ผมตกใจ กระโดดพรวดลงจากเตียง วันนี้เป็นวันสอบกลางภาควันแรกและผมต้องเข้าสอบในเวลาเก้าโมงเช้า

- - -

การสอบวิชาแรกเป็นวิชาฟิสิกส์ ผมไปถึงห้องสอบก่อนเวลาสอบเพียงนิดเดียว นี่ถ้าผมไม่ฝันร้ายจนตกใจตื่นผมอาจตื่นสายจนไม่ได้เข้าสอบเลยก็เป็นได้

การสอบใช้เวลาสามชั่วโมง นักศึกษาส่วนใหญ่นั่งกุมขมับกันตลอดทั้งสามชั่วโมง แทบไม่มีใครออกจากห้องสอบก่อนเวลาเลยเนื่องจากข้อสอบแม้จะมีเพียงไม่กี่ข้อแต่ก็เป็นโจทย์ที่ต้องตีความและเลือกวิธีคำนวณเพื่อแก้ปัญหาเอาเอง อีกทั้งยังต้องแสดงวิธีทำโดยละเอียดอีกด้วย หลังจากที่สอบเสร็จ นักศึกษาพากันทยอยเดินออกจากห้องสอบ ส่วนใหญ่ต่างก็มีสีหน้าระทดระทวย

“โห ข้อสอบโคตรยากเลย”

“เอาตรงไหนมาออกข้อสอบวะเนี่ย อยากเจอคนออกข้อสอบจัง”

“โอ๊ย แทนค่าผิด คำตอบผิดหมดเลย”

ฯลฯ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวิชาฟิสิกส์เป็นเหมือนสัญญาณเตือนให้รู้ถึงภัยที่กำลังกรายเข้ามา แต่น่าเสียดายที่ผมและเพื่อนๆชั้นปีหนึ่งเตรียมตัวรับมือกันไม่ทัน ข้อสอบกลางภาคในวิชาอื่นๆที่ตามมาติดๆก็เป็นเช่นเดียวกัน ส่วนใหญ่ทำข้อสอบกันไม่ค่อยได้เนื่องจากก่อนหน้านี้ไม่ค่อยได้ทำแบบฝึกหัดและทบทวนบทเรียนกัน และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือข้อสอบเหล่านี้ล้วนแต่เป็นข้อสอบที่ต้องตอบโดยการแสดงวิธีทำหรือเขียนอธิบายซึ่งเป็นวิธีการที่พวกเราไม่คุ้นเคยนักเนื่องจากเมื่อตอนที่เรียนมัธยมปลายข้อสอบส่วนใหญ่เป็นข้อสอบปรนัยใช้เลือกข้อถูกเอาหรืออย่างมากก็เพียงเติมคำตอบลงในช่องว่างเท่านั้น แต่ก็นั่นแหละ คนเราเมื่อผิดพลาดไปแล้วก็มักไม่อยากโทษตนเอง มักหาข้อแก้ตัวและโทษผู้อื่นไปต่างๆนานา





<ราชประสงค์ ๔ ยุค ยุคแรกและยุคปัจจุบัน: ย่านใจกลางเมืองหรือว่าย่านดาวน์ทาวน์ในกรุงเทพฯนั้นหากจะแบ่งคร่าวๆก็พอจะแบ่งได้เป็น ๔ ยุค โดยยุคแรกแหล่งการค้าและความบันเทิงอยู่ที่ย่านเยาวราชมาตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์ ต่อมาเมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุด ความเจริญจากย่านเยาวราชก็ได้ขยายมามาจนถึงวังบูรพาอันเป็นโครงการที่เปิดใหม่ ต่อมาย่านวังบูรพาจึงกลายมาเป็นดาวน์ทาว์นแห่งใหม่ซึ่งมีช่วงที่เจริญถึงขีดสุดเพียงไม่กี่ปีคือในยุคโก๋หลังวังหรือประมาณ พ.ศ. ๒๔๙๘ นั่นเอง

ต่อมาวังบูรพาก็เริ่มเข้ายุคเสื่อม พื้นที่ที่กลายมาเป็นดาวน์ทาวน์แทนก็คือย่านราชประสงค์นั่นเอง และหลังจากนั้นต่อมาจึงเป็นยุคสยามสแควร์

ยุคดาวน์ทาวน์ราชประสงค์เองก็แบ่งย่อยได้เป็นสี่ยุค ในยุคต้นนั้นของราชประสงค์นั้นเป็นย่านใจกลางเมืองหรือว่าย่านดาวน์ทาว์นที่เริ่มเฟื่องมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๐ ต้นๆ และรุ่งเรืองมากตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๗ เป็นต้นมาเมื่อห้างสรรพสินค้ายุคแรกของกรุงเทพฯอันเป็นห้างญี่ปุ่นที่มีชื่อว่าห้างไทยไดมารูมาเปิดกิจการ ที่เห็นในภาพเป็นภาพถ่ายของสี่แยกราชประสงค์ในยุคต้น

หมายเลข ๑ คือตึกหัวมุมแยกราชประสงค์ ในยุคนั้นเป็นตึกเจ็ดชั้น มีสำนักงานสายการบิน BOAC อันเป็นสายการบินอังกฤษตั้งอยู่ หลังตึกนี้เป็นถนนสายเล็กชื่อว่าถนนเกษร ในถนนเกษรนั้นถือเป็นย่านไฮโซ มีร้านค้าดังหลายร้าน เช่น ร้านลิตเติลโฮมเบเกอรี่ซึ่งเป็นร้านขายอาหารและเบเกอรี่แบบฝรั่ง เมนูดังของร้านนี้คือแพนเค้กราดน้ำเชื่อมเมเปิล ว่ากันว่าอร่อยมาก มีร้านอมรซึ่งเป็นร้านขายของเล่นใหญ่ที่สุดในยุคก่อน ร้านหนังสือเฉลิมนิต และร้านกาแฟแนวไฮโซ ยัปปี้หลายร้าน มีร้านเครื่องแต่งกายสินค้าแฟชั่นล่าสุดนำเข้าจากต่างประเทศ รวมทั้งมีดิสโก้เธคด้วย ปัจจุบันส่วนที่เป็นหมายเลขหนึ่งนี้รวมทั้งถนนเกษรด้านหลังกลายเป็นเกษรพลาซ่า

มองข้ามสี่แยกราชประสงค์ไปจะเห็นอาคารสองชั้น พื้นที่ด้านราชประสงค์ฝั่งหมายเลข ๒ นั้นเป็นดาวน์ทาวน์ตัวจริงของย่านราชประสงค์ โดยเมื่อก่อนด้านนั้นเรียกว่าศูนย์การค้าราชประสงค์ มีห้างไทยไดมารู (ไทยไดมารูไม่ใช่ตึกหมายเลข ๒ ที่เห็นในภาพแต่อยู่ด้านในเข้าไปอีก) ซึ่งเป็นห้างสัญชาติญี่ปุ่นขนาดสี่ชั้นมาเปิดกิจการเมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๕๐๗ และมีบันไดเลื่อนตัวแรกของไทยมาติดตั้งด้วย ว่ากันว่าลูกค้ามาเข้าคิวรอขึ้นบันไดเลื่อนกันยาวเหยียดตลอดทั้งวันเพราะอยากลองของแปลก

บริเวณศูนย์การค้าราชประสงค์ในยุคปลายทศวรรษ ๒๕๐๐ นั้นเป็นศูนย์กลางแฟชั่นและความทันสมัยของกรุงเทพฯ มีร้านฟาสต์ฟูดแห่งแรกของไทยตั้งอยู่หน้าห้างไทยได้มารู นั่นคือ ร้านแฮมเบอร์เกอร์ชื่อวิมปี้ (Wimpy) พื้นที่ศูนย์การค้าราชประสงค์ในยุคนั้นก็คือเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ในยุคต่อมาและก็คือเซ็นทรัลเวิลด์ปัจจุบันนั่นเอง

หมายเหตุ ภาพเก่านี้ถ่ายจากริมถนนด้านที่เป็นอมรินทร์พลาซ่าในปัจจุบัน ส่วนภาพปัจจุบันพยายามถ่ายจากตำแหน่งใกล้เคียงกัน แต่ต้องขึ้นไปถ่ายบนสกายวอล์กหน้าอมรินทร์พลาซ่า หากถ่ายที่ริมถนนเช่นกันจะมองไม่เห็นอะไรเนื่องจากทางรถไฟฟ้าและสกายวอล์กบังจนหมด>

17 comments:

นนท์ said...

มาจองที่1 อิอิ ทันมั้ยน๊า

นนท์ said...

โหยๆสงสารอาอูจังเลย คงลำบากใจ อึดอัดใจน่าดู เรื่องต้นกุหลาบทำไมมันตาย หรือผมไม่เข้าใจคนเดียวหว่า เรื่องชาญ ดูท่าอาอูคงลำบากใจจริงๆเลยตีตัวออกห่าง ก็น่าสงสารชาญนะ เเต่สงสารอาอูมากกว่า

Anonymous said...

เป็นกำลังใจให้คุณอูครับ สู้กันต่อไป อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป (ด้วยการทำสิ่งดี และงดเว้นสิ่งไม่ดี) อ่านตอนนี้ แล้วตื่นเต้นจังเลย น่าติดตาม
อยากให้คุณอู มีเหตุการณ์แบบนี้มาเล่าให้ฟังอีก แต่ก็ขอให้สิ่งที่ดีเกิดขึ้นกับคุณอูนะครับ ขอบคุณมากครับ
peekrich

อู said...

หมู่นี้ไม่ทราบว่าเป็นอะไร ผู้ที่เขียนเม้นต์แบบ Anonymous จะูถูกลบข้อความไปหมด ผมไม่ได้ลบนะครับ มันลบของมันเอง ดังนั้นหากจะให้เม้นแล้วติดต้องไม่คลิกเลือก anonymous ครับ เลือกเป็นอย่างอื่นแล้วจะเม้นได้

อู

Anonymous said...

มาจองที่ครับผม

กัน

kan said...

มีโอกาศที่จะได้เจอ นัยของผมไหมครับเนี่ยะ

กัน

rodjana said...

ถูกจิงๆๆด้วยค่ะ

Anonymous said...

มาตอกบัตรรายงานตัวค่ะ..
อาจจะช้าไปบ้างแต่ยังติดตามเสมอ..
รอว่า..เมื่อไหร่อูจะตัดใจได้จริงๆซะทีนะ!!

คนลาดพร้าว

Anonymous said...

อูเป็นคนช่างคิดมากมาย

สงสัยจัง ว่าช่วงนั้นไม่เป็นไมเกรน หรือ ปวดหัวบ้างเหรอ...

...

อ่านแล้วรู้สึกบีบหัวใจทุกครั้งเลย ><'

...OaH...

Choo said...

อูเป็นคนคิดมาก แล้วก็ขึ้ระแวงเกินไป

บ้างครั้งการสูญเสียมิตรภาพที่ดี ก็เกิดจากการระแวงนั่นเอง และปิดกั้นตนเองนั่นแหละ

บางเรื่องบางอย่างปล่อยไปตามธรรมชาติบ้างก็ได้ครับ

เอาใจช่วยอูอยู่ตลอดครับ

ชู

Anonymous said...

10... พอดี

แบงค์ครับ

Anonymous said...

คิดถึงนายนัยนะ

ไม่อยากให้นัยเป็นแค่บทเรียนหนึ่งของอูครับ

ท๊อป

หญิง said...

แล้วผลสอบจะออกมาอย่างไร
นึกถึงตอนเรียนปีหนึ่งแล้วก้อ
เป็นแบบนี้เหมือนกันค่ะ เศร้ามาก

หญิง

Anonymous said...

ถึงเวลาปวดหัวของเด็กกิจกรรมแล้วสินะ
ป้าขวัญเอาใจช่วยให้น้องอูผ่านช่วงเวลานี้ให้ได้

ป้าขวัญ

nai said...

โบราณว่า ฝันร้ายจะกลายเป็นดีละ

คิดถึงและเป็นห่วงเสมอ
นัย

พี said...

อันดับ 15 ครับ...

เจอบอยแล้ว ต่อไปจะเป็นยังไงนะ

สอบ...เครียด

ชาญ...กังวล

บอย...เศร้าใจ

พี...รอ ตอนต่อไป

*** PEE ***

Anonymous said...

เมื่อวานฝนตกนอนไม่หลับ ไข้กลับอ่อนๆ T-T

หลาน Arus ของอาอู