Friday, December 31, 2010

ภาคสี่ ตอนที่ 19

“ลื้อจาเอาอาลาย” เสียงคนขายที่เป็นหญิงในวัยห้าสิบกว่าๆ ร่างเล็ก ตัวผอมบาง เส้นผมบนศีรษะก็บาง มีฟันทองสองซี่ถามผมขณะที่ผมกำลังยืนเก้ๆกังๆอยู่หน้าร้านขายของชำแห่งหนึ่งที่สามย่าน

ผมมองเข้าไปในร้านเห็นภายในร้านขนาดหนึ่งคูหานั้นมีของวางอยู่เต็มไปหมดจนเหลือทางเดินแคบนิดเดียว ยังดีที่เจ้าของร้านตัวผอมบางไม่อย่างนั้นคงเข้าไปในร้านไม่ได้แน่ นอกจากสินค้าที่วางอัดกันจนเต็มไปหมดแล้ว แม้แต่เพดานก็ยังมีสินค้าแขวนเอาไว้และห้อยลงมา อย่างเช่น กระติกน้ำร้อน โบผูกของขวัญ และอีกหลายอย่างที่ดูไม่ออกเนื่องจากใส่อยู่ในถุงพลาสติกฝุ่นจับเขรอะ ร้านนี้ผมต้องเดินผ่านทุกวันตอนมาขึ้นขากลับแต่ก็ยังไม่เคยมาอุดหนุนสักที

“เอ้อ ใบถอนรายวิชาสีชมพูน่ะครับ มีมั้ย” ผมถามเสียงอึกอัก ใบคำร้องต่างๆเป็นเอกสารที่ใช้ภายในมหาวิทยาลัย ไม่น่าเชื่อว่าจะมีขายในร้านขายของชำที่รกราวกับรังหนูเช่นนี้

ที่จริงผมไม่อยากจะถามรวมทั้งไม่อยากจะมาที่ร้านนี้ด้วยซ้ำเพราะไม่เชื่อว่าจะหาใบถอนได้จากที่นี่แต่พี่ตั้วคะยั้นคะยอให้มา โดยในขณะที่ผมนั่งกำลังมืดแปดด้านคุยอยู่กับพี่หมูและพี่ตั้วอยู่ที่ชมรมนั้นเอง พี่ตั้วก็แนะนำขึ้นมาว่า

“ลองไปถามร้านจีฉ่อยดูสิ เผื่อจะมี”

“ไอ้บ้า ร้านจีฉ่อยจะไปมีได้ยังไง” พี่หมูที่ร่วมวงคุยอยู่ด้วยหัวเราะ แต่แล้วก็ชะงักไป “เอ... แต่ก็ไม่แน่นะ เพราะที่นี่มีทุกอย่าง”

“พี่สองคนพูดจริงหรือพูดเล่นเนี่ย” ผมชักงง แยกไม่ออกว่าพูดอำหรือว่าพูดจริง

“เฮ้ย พี่พูดจริง ร้านนี้มีทุกอย่าง ถ้าหากว่าหาเจอนะ เพราะร้านโคตรรกเลย” พี่ตั้วพูด พลางหยิบปากกาหมึกแห้งสีทองออกจากกระเป๋าเสื้อมาอวด “นี่ไง ปากกาครอส ด้ามนึงพันกว่าบาท พี่ซื้อจากจีฉ่อยร้อยห้าสิบเอง”

พี่หมูแย่งเอาปากกามีทองมาจากมือของพี่ตั้วมาดูอย่างพินิจพิเคราะห์

“เฮ้ย ขายได้ไงวะ มีอีกหรือเปล่า” พี่หมูรีบถาม “อยากได้มั่ง”

พี่ตั้วไม่สนใจพี่หมู แต่หันมาพูดกับผมต่อ

“ว่ากันว่าจีฉ่อยเป็นมุนษย์ต่างดาว บนดาดฟ้าของร้านมียานอวกาศจอดอยู่ด้วย และมีอุปกรณ์วิเศษคล้ายกับกระเป๋าหน้าท้องของโดราเอมอน จีฉ่อยเลยมีทุกอย่าง” พูดจบพี่ตั้วก็หัวเราะ

“เฮ้ย ถามว่าปากากยังมีอีกไหม” พี่หมูถามอีก

“จะไปรู้ได้ไง ก็ลองไปถามที่ร้านดูสิ” พี่ตั้วตอบ

ตอนนั้นผมยังไม่รู้เรื่องราวความเป็นมาของร้านจีฉ่อย เท่าที่เดินผ่านและมองเห็นก็เป็นเพียงร้านขายของชำรกๆร้านหนึ่งเท่านั้น เจ้าของร้านสารรูปก็โทรมๆอีกทั้งหน้าตาไม่รับแขก ทั้งร้านค้าและทั้งผู้ขายไม่ชวนให้ซื้อเลยแม้แต่น้อย แต่ในเมื่อจนตรอกก็ลองทำตามคำแนะนำของพี่ตั้วดู

“ลื้อจาเอาของมหาลัยหนายล่ะ” เจ้าของร้านถาม ทำให้ผมตื่นขึ้นมาจากห้วงความคิด

“โน่นครับ สะพานเหลือง” ผมพยักเพยิดไปในทิศที่เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัย แน่ะ พูดราวกับว่ามีเอกสารของทุกมหาวิทยาลัยให้เลือกยังงั้นแหละ

“รอเหลียว” เจ้าของร้านร่างเล็กบอกพลางเดินเข้าไปรื้อๆค้นๆของในร้านโดยที่ผมยืนดูอยู่นอกร้านโดยไม่กล้าเข้าไปเนื่องจากเกรงว่าเข้าไปแล้วจะหลงทางอยู่ในแดนสนธยาจนออกมาไม่ได้

เพียงครู่เดียวหญิงร่างเล็กเจ้าของฟันทองอร่ามสองซี่ก็เดินออกมาพร้อมกับใบถอนสีชมพูยื่นมาให้ผม

“เอ้า เหลืออยู่ใบเลียวพอดี” จีฉ่อยพูด

“หา” ผมอุทานอย่างเหลือเชื่อ มองดูเอกสารที่อยู่ในมือ มันเป็นมัจจุราชสีชมพูของแท้แน่นอน “มีได้ยังไงเนี่ย ใบละเท่าไรครับ”

“ยี่สิบบาก” จีฉ่อยตอบ

ผมนึกเคืองในใจ เอกสารนี้แจกฟรีในมหาวิทยาลัย แต่นี่ดันเอามาขายผมตั้งยี่สิบบาท

“แพงจัง” ผมเริ่มหาข้อตำหนิเพื่อที่จะต่อรองราคา “ที่มหาลัยเขาแจกกันฟรีๆ คิดสิบบาทก็แล้วกัน”

จีฉ่ายส่ายหน้า แทนที่จะโมโหและไล่ให้ไปซื้อที่อื่น จีฉ่อยกลับพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “ของหายาก ไม่ใช่จะว่าล่ายมาง่ายๆ ไม่แพงเลี้ยว”

วันนั้นไม่รู้ว่าผมเป็นอะไรเหมือนกัน ปกติผมไม่ใช่คนที่ชอบต่อราคาสินค้า ถูกใจก็ซื้อ ไม่ถูกใจก็ไม่ซื้อ แต่วันนั้นเกิดอยากเอาชนะขึ้นมา

“ถ้างั้นยังไม่เอาละครับ” ผมพูด พลางเดินจากร้านไป มุขนี้เป็นมุขที่แม่และคุณป้าที่ลาดพร้าวชอบใช้เวลาซื้อของ ผมเห็นจนชินตา แกล้งทำเป็นไม่อยากได้เพื่อให้แม่ค้าง้ออันเป็นการสร้างอำนาจต่อรอง

เอ ทำไมไม่ร้องเรียกหว่า ผมนึกในใจขณะที่เดินจากมา แอบเหลียวไปดูเห็นจีฉ่อยกำลังก้มหน้าก้มตาจัดสินค้าที่รกรุงรังหน้าร้านโดยไม่สนใจผม เมื่อเหตุการณ์ผิดคาดเช่นนี้จะหวนกลับทันทีก็หน้าแตก ด้วยความหน้าบางผมจึงเดินไปยืนแกร่วอยู่ในร้านขายหนังสือที่ป้ายรถเมล์อยู่สักพัก

เอาวะ ยอมหน้าด้านกลับไปซื้อดีกว่า ทำเป็นตายประชดป่าช้าแบบนี้ในที่สุดคงได้ไปถึงป่าช้าจริงๆ คิดพลางขาก็พาเดินกลับไปที่ร้านจีฉ่อย

“เอาใบสีชมพูใบนึงครับ” ผมพูดเสียงอ่อย ครั้งนี้ยอมจีฉ่อยเป็นผู้ชนะไปก็แล้วกัน

“ขายไปเลี้ยว” จีฉ่อยตอบ

“หา ว่าไงนะครับ” ผมอุทาน

“บอกว่าขายไปเลี้ยว หมกเลี้ยว ถ้าอยากล่ายอีกสองวันมาเอา จะหามาให้อีก” จีฉ่อยตอบ

“อย่าแกล้งผมสิครับ ยี่สิบก็ยี่สิบ ขายผมละกัน” ยามจวนตัวทำให้ผมต้องอ้อนวอนจีฉ่อยเพื่อขอซื้อใบสีชมพูเพราะนึกว่าแกแกล้งไม่ขายให้แก่ผม

“ม่ายล่ายแกล้ง เพิ่งขายคนอื่นไปเมื่อกี้นี้เอง” จีฉ่อยตอบด้วยสีหน้าจริงจัง “อีกสองวันมาเอาสิ”

“ไม่ทันแล้วครับ” ผมพูดเบาๆ รู้สึกวูบราวกับตกหน้าผาและเหนี่ยวเถาวัลย์เอาไว้ได้ทัน แต่แล้วเถาวัลย์นั้นก็ขาดอีก “วันนี้วันสุดท้ายแล้ว...”

- - -

จังหวะเวลาที่ช้าไปเพียงไม่กี่นาทีทำให้สถานการณ์พลิกผันกลับกลาย เวลาที่ต่างกันเพียงเล็กน้อยทำให้ผมทำผิดพลาดครั้งใหญ่ในชีวิตมาแล้ว มาครั้งนี้ประวัติศาสตร์ก็ซ้ำรอยเดิมอีก

หลังจากที่ผมพลาดใบสีชมพูไป ในที่สุดผมก็ตัดสินใจทุบหม้อข้าวตีเมือง เมื่อหาไม่ได้ก็ไม่เอา ผมขอเรียนและสอบไปตามปกติวัดดวงดูสักครั้ง ผมพยายามเรียนและดูหนังสืออย่างหนักเพื่อทำคะแนนในการสอบปลายภาคให้ได้มากพอที่จะชดเชยกับที่ทำแย่ๆเอาไว้เมื่อตอนสอบกลางภาค

ผมไม่ได้ทุ่มเวลาทั้งหมดไปกับการเรียนเพราะรู้สึกว่าทำไม่ไหว น่าแปลกที่ตอนที่เรียนอยู่ชั้น ม.๕ และกำลังเตรียมตัวสอบเอนทรานซ์ผมสามารถดูหนังสือได้อย่างหามรุ่งหามค่ำ แต่เมื่อเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้วผมกลับไม่สามารถกลับไปทำแบบนั้นได้อีก ดูมันเกินความสามารถของผมไปเสียแล้ว นอกจากนี้ก็คงอาจเป็นเพราะว่าผมอยากเรียนรู้ชีวิตจากด้านอื่นๆด้วย ดังนั้นผมจึงพยายามแบ่งเวลาส่วนหนึ่งไปทำงานที่ชมรม

งานที่ชมรมวิชาการเป็นงานที่ถูกใจผม รุ่นพี่สนุกสนานเฮฮากันดี อีกทั้งงานที่ทำก็มีแก่นสาร ทำให้ผมรู้สึกว่าใช้เวลาไปอย่างมีประโยชน์ จนในที่สุดผมก็เกิดอาการติดชมรม เมื่อมีเวลาว่างจากการเรียนก็จะขึ้นไปนั่งทำงานที่ชมรม ทำงานไป เรียนรู้การใช้งานคอมพิวเตอร์ไป พี่ตั้วเป็นคนที่เก่งหลายอย่าง นอกจากจะสอนให้ผมใช้ซียูเวิร์ดแล้วยังสอนให้ผมรู้จักใช้โปรแกรมเวิร์กชีตที่ชื่อโลตัส 1-2-3 ซึ่งนิยมกันในยุคนั้น รวมทั้งโปรแกรมฐานข้อมูลดีเบส 3 กับการเขียนโปรแกรมภาษาเบสิกอย่างง่ายๆ สอนให้อย่างละนิดอย่างละหน่อยตามแต่เวลาจะอำนวย นอกนั้นผมก็อ่านหนังสือเอาเองบ้าง ทำให้ได้ความรู้ที่ไม่มีอยู่ในห้องเรียน คิดไปแล้วก็ทำให้นึกถึงสมัยเรียนมัธยมต้นตอนที่ทำงานอยู่ที่สหกรณ์ ตอนนั้นก็ติดสหกรณ์เหมือนกัน มีเวลาว่างก็ไม่ไปไหน เอาเวลามาทำงานที่สหกรณ์ สภาพการณ์ก็คงคล้ายๆกัน

นอกจากชมรมวิชาการแล้ว สถานที่อีกแห่งหนึ่งที่ผมพยายามแวะเวียนไปบ้างนั่นก็คือคณะศิลปกรรม ห้องซ้อมดนตรีของพี่รหัสของผมนั่นเอง บางครั้งเมื่อมีโอกาสเหมาะพี่เหล่งพี่รหัสผู้ใจดีจะให้ผมเล่นเปียโน ได้ไปจิ้มๆเปียโนบ้างแม้ไม่ถึงกับทำให้ทักษะก้าวหน้าขึ้นแต่ก็พอได้ความสนุกสนานอยู่บ้าง

หลังจากที่ทำงานในชมรมวิชาการร่วมกับเพ็ญมาได้ระยะหนึ่ง เราสองคนก็สนิทกันพอควร ที่ต้องใช้คำว่าพอควรแทนที่จะบอกว่าสนิทมากก็เนื่องจากในความรู้สึกของผมแล้วเพ็ญดูจะลึกลับอยู่บ้าง อาจจะเรียกว่ามีโลกส่วนตัวสูงก็ได้ เพ็ญไม่ค่อยชอบเล่าเรื่องราวที่เกี่ยวกับตนเองหรือครอบครัวนัก ซึ่งก็คงพอๆกันกับผมที่ค่อนข้างเก็บตัว แต่เท่าที่ได้คุยกันก็ทำให้พอรู้ได้ว่าเพ็ญนั้นเป็นลูกสาวคนเดียวในครอบครัวที่มีฐานะดี พ่อเป็นหมอ แม่ก็เป็นหมอ เรียกได้ว่าเรียนเก่งกันทั้งบ้าน

ตอนที่เพ็ญเรียนมัธยมนั้นเพ็ญเรียนที่โรงเรียนมัธยมประจำจังหวัดซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงมาก แม้จะเป็นโรงเรียนต่างจังหวัดแต่ก็เป็นโรงเรียนในเมืองใหญ่และมีชื่อเสียงด้านวิชาการ เพ็ญเรียนเก่งมาก เมื่อพ่อแม่เห็นแววของเพ็ญที่อาจจะเรียนเก่งกว่าผู้เป็นพ่อแม่เสียอีกเนื่องจากได้ยีนเรียนเก่งของทั้งพ่อและแม่มา คงรวมลักษณะเด่นของทั้งสองคนเอาไว้ที่ตัวลูกสาวคนนี้ พ่อแม่ของเพ็ญจึงสนับสนุนการเรียนของเพ็ญอย่างเต็มที่ ชีวิตที่ผ่านมาจึงแทบไม่ต้องทำอะไร มีแต่เรียน เรียน และเรียน เมื่อว่างเว้นจากการเรียนในชั้นเรียนปกติก็ต้องเรียนพิเศษทั้งในวันธรรมดาและวันหยุด เรียนทั้งที่โรงเรียนกวดวิชาและเชิญอาจารย์มหาวิทยาลัยมาสอนให้ที่บ้าน ซึ่งการเรียนพิเศษกับอาจารย์มหาวิทยาลัยชื่อดังนั้นเป็นเรื่องที่พ่อแม่ทั่วไปแม้มีเงินก็ยากจะทำได้นอกเสียจากเป็นคนกว้างขวาง

ตอนที่เพ็ญสอบเข้ามหาวิทยาลัยนั้นเพ็ญไม่ได้เลือกเรียนแพทย์เนื่องจากเพ็ญกลัวการเห็นเลือดมาก และที่ไม่เลือกเรียนวิศวกรรมก็เนื่องจากเธอชอบเรียนคณิตศาสตร์ จึงตั้งใจมาเรียนที่คณะนี้และตั้งใจว่าจะไปเรียนต่อต่างประเทศจนถึงปริญญาเอกและกลับมารับราชการเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ซึ่งพ่อแม่ก็เห็นดีด้วย

การที่เป็นเด็กที่อยู่ในความดูแลของพ่อแม่อย่างเข้มงวดมาโดยตลอดทำให้เพ็ญไม่ค่อยรู้เรื่องโลกภายนอกมากนัก หลายเรื่องที่เป็นของง่ายๆแต่เพ็ญกลับไม่มีประสบการณ์ อย่างเช่น การใช้บัตรเอทีเอ็ม การขึ้นรถเมล์ ฯลฯ ตอนที่จะเข้าสอบเอนทรานซ์เพ็ญก็มีปัญหาอยู่บ้างเหมือนกัน พ่อกับแม่อยากให้เรียนที่มหาวิทยาลัยในตัวจังหวัดเพราะไม่ไกลจากบ้านนัก แต่เพ็ญเองอยากมาเรียนที่กรุงเทพฯเพราะเชื่อว่าทางด้านวิชาการน่าจะดีกว่า อีกอย่างหนึ่งก็อาจเป็นเพราะอยากเปิดหูเปิดตาและไปให้ไกลตาพ่อแม่บ้างก็เป็นได้

ตอนที่เพ็ญสอบได้นั้นก็มีปัญหาเรื่องที่พักเนื่องจากพ่อแม่เป็นห่วงเพ็ญที่ต้องมาเรียนในกรุงเทพฯคนเดียว โชคดีที่สามารถพักอยู่ในหอของมหาวิทยาลัยได้ พ่อแม่จึงค่อนข้างวางใจ เพ็ญไม่ได้เล่าเรื่องเหล่านี้ทั้งหมดตรงๆ ดังที่บอกว่าเธอไม่ค่อยชอบเล่าเรื่องส่วนตัวนัก แต่จากการที่ทำงานใกล้ชิดกันทำให้ผมพอปะติดปะต่อเรื่องราวต่างๆได้

การทำกิจกรรมของเพ็ญที่ชมรมนี้ก็เป็นโดยบังเอิญเนื่องจากเดิมทีเพ็ญไม่ค่อยสนใจทำกิจกรรมนัก ปกติก็เรียน เข้าห้องสมุด เดินกับเจต จากนั้นก็กลับหอพัก แต่เนื่องจากมีเพื่อนชวนมาทำชีตวิชาแคลคูลัสซึ่งเป็นวิชาที่เธอชอบเธอจึงสนใจและมาช่วยงาน

- - -

หลังจากที่คะแนนสอบกลางภาคออกมาทำให้หลายๆคนรวมทั้งผมเริ่มได้สำนึก แต่ละคนก็พยายามหาทางแก้ไขสถานการณ์เพื่อเอาตนเองให้รอด สำหรับตัวผมนั้นแม้ดูจากภายนอกจะเห็นว่าชีวิตเริ่มเข้ารูปเข้ารอยมากขึ้น ตั้งใจเรียนมากขึ้น มีการแบ่งเวลาเพื่อทำกิจกรรม แต่ในความเป็นจริงแล้วผมยังมีเรื่องที่คอยรบกวนจิตใจอยู่

เรื่องคะแนนสอบกลางภาคโดยเฉพาะวิชาฟิสิกส์เป็นเหมือนชนักที่ติดหลังที่ทำให้ผมกังวลใจอยู่ตลอดเวลา หากผมเกิดสอบตกได้เกรดเอฟขึ้นมาจริงๆก็ยังคิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไรต่อไป

เรื่องบอยและชาญนั้นแม้ดูราวกับว่ามันได้จบไปแล้ว บอยยังคงคบกับส้มอยู่ ส่วนชาญนั้นผมก็หาทางตีตัวออกห่างจนได้ แต่ที่จริงแล้วเรื่องทั้งสองไม่ได้จบลงไป ในความรู้สึกของผมแล้วมันกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้น... จุดเริ่มต้นของความรู้สึกไม่ยอมรับตนเอง

หลังจากที่ผมได้พบกับบอย ผมเริ่มไม่ยอมรับตนเองอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่พยายามทำใจยอมรับตนเองให้ได้มาหลายปี เมื่อผมสามารถปลีกตัวจากชาญได้ แทนที่ผมจะรู้สึกโล่งใจ ผมกลับยิ่งรู้สึกคับข้องใจมากขึ้น ทำไมการรักชอบเพศเดียวกันจึงเป็นเรื่องวิปริตในสายตาของสังคมและต้องเก็บซ่อนเอาไว้ในมุมมืดของชีวิต มันก็แค่ผู้ชายรักกันเท่านั้นเอง...

ในช่วงนั้นเองที่ผมกลับมาสับสนอีกครั้งหนึ่ง รู้สึกยอมรับตนเองไม่ได้ ความคิดที่อยากจะหายจากความผิดปกติทางเพศเริ่มรุนแรงและจริงจังมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีความคิดอีกอย่างหนึ่งที่รุนแรงพอๆกัน นั่นคือความเหงาอยู่ลึกๆ... ผมเริ่มอยากรู้ว่าคนที่อื่นๆที่มีจิตใจผิดปกติเช่นผมนั้นเป็นอย่างไรกันบ้าง พวกเขาดำเนินชีวิตอย่างไร รู้สึกอย่างไร วางตัวในสังคมอย่างไร เคยคิดรักษาความผิดปกติเช่นนี้ไหม และผลเป็นอย่างไรบ้าง ฯลฯ

ผมเริ่มอยากเรียนรู้ชีวิตแบบรักร่วมเพศของคนอื่นๆบ้าง ไม่ใช่จากการเรียนรู้โดยอ่านจากบทความหรือประสบการณ์ในนิตยสาร แต่ผมเริ่มคิดอยากมีเพื่อนที่เป็นเกย์เหมือนๆกัน อยากมีใครสักคนหรือสองคนที่ผมพอจะคุยเรื่องต่างๆได้อย่างเปิดใจ เมื่อเห็นผู้ชายหน้าตาดีก็สามารถคุยให้ฟังได้ว่าคนนี้หน้าตาดีแฮะ แทนที่จะต้องแสร้งทำเป็นมองสาวแล้วบอกว่าคนนี้สวยจัง ยามใดที่มีเรื่องอึดอัดใจก็สามารถเล่าสู่กันฟังได้... ผมยังไม่เคยมีเพื่อนแบบนี้มาก่อนเลย แม้แต่กับไอ้นัย ไอ้ชัช ที่เป็นเพื่อนสนิทในวัยเด็ก เราก็ไม่เคยคุยกันถึงเรื่องนี้ คิดอะไรต่างก็เก็บเอาไว้ในใจโดยไม่เคยพูดออกมา

ความรู้สึกคับข้องใจและอยากมีเพื่อนที่ระบายได้ของผมนั้นมีมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น ในช่วงปีหนึ่ง เทอมหนึ่งนั้นเอง ผมก็ได้ทำในเรื่องที่ไม่เคยคิดจะทำมาก่อน...

- - -

“ขอถุงใส่ให้ด้วยครับ” ผมพูดกับเจ้าของแผงขายหนังสือและนิตยสารแห่งหนึ่งในขณะที่ยื่นหนังสือที่ต้องการสามเล่มและส่งเงินให้ในจังหวะที่ปลอดคน แผงหนังสือนี้อยู่ในย่านสะพานควายแถวๆโรงหนังเฉลิมสิน

เจ้าของแผงหนังสือมองหน้าผมนิดหนึ่งก่อนที่จะก้มลงหยิบถุงกระดาษมาใส่หนังสือและยื่นส่งให้ผมพร้อมกับเงินทอน

เมื่อผมได้หนังสือแล้วก็เก็บไว้ในเป้ จากนั้นก็เดินต่อไปเรื่อยๆ ผ่านหน้าห้างเมอรี่คิงสะพานควาย ผ่านโรงหนังพหลโยธิน แล้วยังเลยต่อไปอีก จนในที่สุดมาหยุดยืนอยู่หน้าอาคารใหญ่ริมถนนแห่งหนึ่ง และเดินเข้าไปข้างใน

“ต้องการเช่าตู้ไปรษณีย์ ติดต่อที่ไหนครับ” ผมถามเจ้าหน้าที่ อาคารใหญ่ที่ผมเดินเข้ามานี้ก็คือที่ทำการไปรษณีย์นั่นเอง

เจ้าหน้าที่บอกทางแก่ผม จากนั้นผมก็ไปที่แผนกตู้ไปรษณีย์เช่า เมื่อผมแจ้งความประสงค์ต้องการเช่าตู้ เจ้าหน้าที่ก็ให้กรอกเอกสาร พร้อมกับให้กลับไปรอรับไปรษณียบัตรที่บ้าน เมื่อได้รับไปรษณียบัตรนั้นแล้วให้นำมาติดต่ออีกครั้งจึงจะเช่าตู้ได้ ขั้นตอนดูยุ่งยากกว่าที่คิดเอาไว้ นึกว่ามาแล้วจะเช่าได้เลยเสียอีก แต่ทำอย่างไรได้ ในเมื่ออยากได้ก็ต้องยอมทำตามขั้นตอน

หลังจากที่ผมกลับมาถึงห้องพัก ผมก็เปิดถุงหนังสือและหยิบหนังสือขนาดพ็อกเก็ตบุ๊กที่อยู่ภายในออกมา อันที่จริงมันเป็นนิตยสาร ไม่ใช่หนังสือ ทั้งสามเล่มเป็นคนละหัวกัน มีทั้งวีคเอนด์ นีออน และมิดเวย์ ผมเหลือบดูภาพชายหนุ่มที่อยู่บนหน้าปกจากนั้นก็ฉีกซองพลาสติกออกดูทีละเล่ม

ปกติเมื่อผมซื้อนิตยสารเกย์ผมจะซื้อนิตยสารมือสอง แม้ว่าจะเป็นฉบับย้อนหลังไปเป็นปีแต่ก็ขายราคาถูกเพียงสามเล่มยี่สิบ ก็แค่ดูภาพและอ่านเรื่องเสียว จะเก่าหรือใหม่ก็ไม่แตกต่างกัน แต่สำหรับในครั้งนี้ผมลงทุนซื้อนิตยสารฉบับปัจจุบันจากแผงในราคาเต็มเล่มละ ๓๐ บาท แถมยังซื้อมาพร้อมกันถึงสามเล่มสามหัวเลยทีเดียว

ผมเปิดนิตยสารดูอย่างคร่าวๆ ผมเปิดผ่านหน้าที่เป็นภาพชายหนุ่มและเรื่องเล่าประสบการณ์เสียวไป จากนั้นไปหยุดอยู่ที่หน้าที่เป็นคอลัมน์ประกาศหาเพื่อน ผมอ่านข้อความในประกาศหาเพื่อนทีละข้อความอย่างสนใจ...

เอ็ม/กรุงเทพฯ อายุ ๒๔ สูง ๑๗๘ หนัก ๖๕ ต้องการหาเพื่อนหรือพี่ชายอายุ ๒๔ ขึ้นไป ไม่แสดงออก มีความเข้าใจ มีเหตุผล ทำงานแล้ว เป็นตัวของตัวเองและใช้ความรักไม่เปลือง ตอบทุกฉบับ

ณัฐ/เชียงราย อายุ ๒๑ สูง ๑๖๙ หนัก ๕๙ นิสัยสุภาพ ลักษณะไม่แสดงออก หน้าตาดี เพื่อนที่ติดต่อมารับรองไม่ผิดหวัง ปัจจุบันศึกษาอยู่ ผมมีเพื่อนมากมายแต่ไม่มีเพื่อนที่รู้ใจ รู้ส่วนลึกของจิตใจ ต้องการมีเพื่อนที่ไม่แสดงออก รูปร่างหน้าตาดี

มัมมี่/กทม อายุ ๑๖ ผิวสีแทน หน้าตาค่อนข้างดี สูง ๑๖๗ หนัก ๖๔ ต้องการเพื่อนหรือพี่ชายอายุ ๑๗-๓๐ ปี ไม่แสดงออก คิง ควีน ไบฯ ก็ได้ หรือแมน ๑๐๐% ก็ได้ ยอมรับความคิดเห็นกันและกัน ปรึกษาได้ ขอเบอร์โทรและรูปถ่าย ยินดีตอบทุกฉบับ

ฯลฯ

ความคิดอยากมีเพื่อนที่เป็นเกย์ด้วยกันเพื่อที่จะได้สามารถระบายความรู้สึกในส่วนลึกที่ไม่อาจพูดกับใครได้รุนแรงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดผมจึงตัดสินใจที่จะลองหาเพื่อนที่เป็นเกย์ดูบ้าง การหาเพื่อนเกย์ในยุคปัจจุบันนี้สะดวกสบายแตกต่างจากเมื่อตอนที่ผมเรียนอยู่มาก ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมาอันเป็นยุคที่อินเทอร์เน็ตแพร่หลาย การหาเพื่อนเกย์ทำได้อย่างง่ายดาย มีเว็บบอร์ดประกาศหาเพื่อนเกย์อยู่เป็นจำนวนมาก รวมทั้งสามารถติดต่อกันได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าใครเป็นใคร ช่องทางการติดต่อก็สะดวก ทันทีและทันใจด้วยการใช้โปรแกรมแช็ตต่างๆที่คุยโต้ตอบกันได้ทันที แม้แต่การเขียนอีเมลคุยกันในยุคนี้ยังเป็นเรื่องเชยไปแล้วเนื่องจากไม่ทันใจ และหากถูกอัธยาศัยกันก็อาจแลกเบอร์โทรศัพท์มือถือกันได้ ใครจะนึกออกบ้างว่าการที่ต้องเขียนจดหมายใส่ซองติดแสตมป์เอาไปส่งที่ตู้และรอรับจดหมายตอบเป็นหลายๆวันหรือที่เรียกว่าสเนลเมล์ (snail mail) นั้นรสชาติของการรอคอยเป็นอย่างไร

ช่องทางการหาเพื่อนเกย์ในยุคที่ผมเรียนหนังสืออยู่นั้นมีเพียงไม่กี่ช่องทาง ถ้าเป็นพวกผู้ใหญ่ก็ใช้วิธีไปเที่ยวตามสถานบันเทิงของเกย์ ซึ่งหมายความว่าแต่ละคนต้องเห็นหน้าค่าตากัน แต่ถ้าหากต้องการปกปิดตัวตนก็ต้องใช้วิธีการเขียนจดหมายคุยกัน โดยแหล่งที่ใช้หาเพื่อนคุยทางจดหมายนั้นก็ได้แก่คอลัมน์ประกาศหาเพื่อนในนิตยสารเกย์ต่างๆซึ่งทุกฉบับต่างต้องมีคอลัมน์นี้อยู่เนื่องจากเป็นจุดขาย เมื่อคุยกันทางจดหมายแล้วจะพัฒนาความสัมพันธ์อย่างไรต่อไปก็เป็นเรื่องในภายหลัง

การคุยกันทางจดหมายนั้นแม้อาจไม่ต้องเปิดเผยหน้าตาแต่ก็จำเป็นต้องเปิดเผยที่อยู่ ดังนั้นหากต้องการปกปิดที่อยู่ก็มีอยู่เพียงวิธีเดียวนั่นก็คือการเช่าตู้ไปรษณีย์ใช้ เมื่อมีตู้เช่าแล้วเราก็สามารถใช้ที่อยู่ของตู้เช่านั้นในจ่าหน้าซองได้ เช่น ส่ง ตู้ ปณ. xx-xxx กรุงเทพฯ เป็นต้น เพียงแค่นี้ก็ใช้ได้แล้ว โดยตู้ไปรษณีย์เช่านั้นจะอยู่ ณ ที่ทำการไปรษณีย์ เมื่อมีจดหมายส่งมาถึงก็จะถูกนำไปใส่ไว้ในตู้ที่เราเช่าเอาไว้นั้น เราต้องไปที่ที่ทำการไปรษณีย์อย่างสม่ำเสมอเพื่อไขตู้เอาจดหมายเอง

หากจะดูประกาศหาเพื่อนจากนิตยสารเก่าหลายปีก่อนคงไม่ได้ความ เจ้าของประกาศอาจจะแก่ไปถึงไหนแล้วก็ไม่รู้ ดังนั้นผมจึงซื้อนิตยสารฉบับปัจจุบันมาเพื่อจะได้ดูประกาศหาเพื่อนล่าสุด

การส่งประกาศหาเพื่อนไปลงในนิตยสารนั้นค่อนข้างยุ่งยาก ผู้ที่ต้องการลงประกาศต้องส่งสำเนาบัตรประชาชนหรือสำเนาบัตรนักเรียน/นักศึกษาแนบไปให้ทางนิตยสารด้วย เนื่องจากมักมีการกลั่นแกล้งกันจึงต้องมีการยืนยันตัว ซึ่งก็เท่ากับเป็นการเปิดเผยตัว แต่ก็มีข้อดีคือผู้ที่ลงประกาศมักจะมีจดหมายเขียนมาถึงมาก พูดง่ายๆก็คือมีตัวให้เลือกมากมาย แต่ถ้าหากไม่ต้องการเปิดเผยตัวก็ต้องเป็นฝ่ายติดต่อผู้ที่ลงประกาศไป ซึ่งอย่างหลังเหมือนกับเราเป็นฝ่ายถูกเลือกเสียมากกว่า



<บุคคลที่เป็นระดับตำนานของสามย่านในรอบหลายสิบปีมานี้มีอยู่เพียงไม่กี่คน ที่รู้จักกันดีที่สุดน่าจะได้แก่จีฉ่อยและอ้อยหวาน

จีฉ่อยนั้นที่จริงเป็นชื่อร้านในภาษาจีนกวางตุ้ง ในภาษาจีนกลางออกเสียงว่าจื้อไฉ แต่ลูกค้ามักเรียกเจ้าของร้านว่าจีฉ่อยไปด้วย แม้แต่เจ้าของร้านก็ยังเรียกแทนตัวเองว่าจีฉ่อย ดังนั้นจีฉ่อยเป็นเสมือนทั้งชื่อร้านและชื่อคน

ร้านจีฉ่อยนั้นเปิดกิจการในยุคประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๐ ว่ากันว่าพ่อแม่ของจีฉ่อยถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง จีฉ่อยจึงได้เงินมาเปิดร้าน นี้

ร้านจีฉ่อยเป็นร้านคูหาเดียวอยู่ริมถนนพญาไท สาเหตุที่กลายมาเป็นตำนานของสามย่านก็เพราะว่าจีฉ่อยเป็นร้านค้ามหัศจรรย์ ภายในห้องแถวขนาดคูหาเดียวนั้นมีของขายทุกอย่างราวกับมีกระเป๋าวิเศษของโดราเอมอน เจ้าของร้านไม่เคยปฏิเสธออร์เดอร์ของลูกค้าเลย ไม่ว่าลูกค้าต้องการอะไรแม้จีฉ่อยจะยังไม่มีในตอนนั้นแต่ก็จะไปหามาให้จนได้ จีฉ่อยขายแม้กระทั่งอาหาร บัตรชมคอนเสิร์ต ปากการาคาแพง และใบลงทะเบียนที่หายาก แม้กระทั่งใบสีส้มจีฉ่อยก็ยังเคยขาย ส่วนที่ร่ำลือกันแบบพิสดาร อย่างเช่น ขายเปียโน ขายรถยนต์นั้นไม่ทราบว่ามีมูลความจริงหรือไม่

ร้านจีฉ่อยขายตลอด ๒๔ ชั่วโมง แม้ดึกแล้วหน้าร้านปิดก็ยังไปกดออดเรียกหลังร้านได้ แม้จีฉ่อยจะมีหน้าตาที่เหมือนไม่รับแขกและไม่ช่างคุย แต่ที่จริงแล้วมีน้ำใจในการให้บริการสูงมาก ดึกดื่นเพียงใดก็ขายของให้โดยไม่บ่น แม้ของที่ไม่มีก็พยายามหามาให้และไม่เคยเรียกเงินมัดจำ เจ้าของร้านจีฉ่อยเป็นพี่น้องฝาแฝด หน้าตาเหมือนกันมากและผลัดกันขาย หลายคนจึงนึกว่าจีฉ่อยขายคนอยู่เดียวตลอด ๒๔ ชั่วโมง>



<จีฉ่อยช่วงต้นปี ๒๕๕๓ ขณะกำลังย้ายร้าน จีฉ่อยเป็นที่พึ่งและเป็นขวัญใจของนักเรียน นิสิต และนักศึกษาในย่านนั้นรุ่นแล้วรุ่นเล่าอยู่นานกว่าห้าทศวรรษ ร้านก็ต้องปิดไปเมื่อช่วงกลางปี ๒๕๕๓ เนื่องจากมีการขอคืนพื้นที่เช่า ประกอบกับฝาแฝดจีฉ่อยผู้หนึ่งได้เสียชีวิตไปแล้ว ตำนานของจีฉ่อยแห่งสามย่านจึงจำต้องปิดฉากลง>



<ตำนานบทใหม่ของจีฉ่อย จีฉ่อยไปเปิดร้านแห่งใหม่ที่บริเวณใกล้ยูสแควร์ ห่างจากร้านเดิมพอสมควรแต่ก็เป็นระยะที่เดินถึง ร้านใหม่นี้ดูทันสมัยกว่าเดิม>

48 comments:

หลาบเองค่ะ said...

นึกแล้วเชียวว่าพี่อูต้องมา
เคมีได้ 21ม แคลได้ 19 จำได้ค่ะเกิดมาไคยได้คะนนอะไรต่ำเตี้ยเรี่ยดินมาก่อน กิจกรรมเยอะอะ
สวัสดีปีใหม่นะคะ

ช่วงนี้รักจุกอกมากเลยหลงผู้ชายจนโงหัวไม่ขึ้น
ตอนแรกไม่คิดว่าจะรักใครอีกแล้ว แต่ก็อย่างที่เล่าไปค่ะ

วันก่อนเจอกันไม่สนใจหนูเล้ยน่าน้อยใจ ขอให้พี่อูทายถูกจริงจริงเถอะ จะได้หายเหงา
สวัสดีปีใหม่อีกที สำหรับพี่อู และ แฟนๆๆ ขอให้สุขภาพสมบูรณ์ แข็งแรง

คนลาดพร้าว said...

อุ้ปส์!ได้ที่2เลยเหรอเนี่ย ไม่ชินเลยค่ะ..!

ปีใหม่นี้ ขออวยพรให้อูและมิตรรักแฟนคลับทุกคน ณ.ที่นี้ มีความสุขมากๆ มั่นคงแข็งแรงทั้งกายและใจ รุ่งเรืองในทุกๆด้าน ส่วนใครที่กำลังลุ้นกับเรื่องรักขอให้สมหวังดังใจหมายนะคะ

ขอบคุณอูผู้สร้างสรรค์ผลงานดีๆให้พวกเราได้ติดตามมาโดยตลอดไม่ว่าจะเหน็ดเหนื่อยขนาดไหน ขอบคุณจากใจจริงเลยค่ะ

คนลาดพร้าว

พี said...

ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่...

สวัสดีใหม่ 2554 ครับคุณอู และผู้อ่านทุกๆท่าน


ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ท่านเคารพนับถือ จงดลบันดาลให้ท่านและครอบครัวมีความสุข พานพบแต่สิ่งดีๆ ในปี 2554 นี้ และปีต่อไป...

สำหรับการเจอบอยครั้งนั้นคงไม่ได้ทำให้แค่อูได้ มีความรู้สึกเกี่ยวกับการยอมรับเป็นเกย์เท่านั้นนะ แต่อยากให้ทั้งอู และบอยได้มีความรู้สึกอยากพูดคุย พบเจอกันบ้าง ไม่ได้เป็นแฟนกัน เป็นพี่เป็นน้องกันก็ได้ เหมือนผมตอนนี้ไง แค่รู้ว่าเรากลับมาบ้าน ก็โทรมาชวนไปกินเหล้ากับเพื่อนๆของเขา เราก็ดีใจแล้ว

ในเรื่องของอู ก็แบบว่าคิดถึงบอยนะ...555


*** PEE ***

PR said...

อาอู้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

คิดถึงอาอูมากมาย ไม่ได้เข้ามานานและ (รึเปล่าหว่า - - '')

ก่อนอื่นก้อ สาธุ ๆ ปีใหม่ 2554 ขอให้อาอูโชคดี การงานรุ่งเรือง อายุยืนยาว (+ มากขึ้น) คิดอะไร ก้อทำให้เสร็จ
(ไม่ทำมันจาเสร็จมั้ยล่ะ) สาะธุ ๆ

การเรียนสมัยก่อนนี้ดูย้ากยาก กว่าสมัยนี้เยอะเลยอะอาอู
(ไม่ขออ้างถึงสิ่งใด ... แต่สมัยนี้ดันซื้อเกรดได้ - - ")

ถ้าเทียบกันนี่ต่างกันลิบลับเลย

สมัยก่อนขวนขวาย เท่าที่ตนเองหาได้ สิ่งที่เกี่ยวกะการเรียน อ่านๆๆ จะได้ทำข้อสอบได้
แต่สมัยนี้นี่ เพรียบพร้อมหมด ไม่ต้องขวนขวาย เลยขี้เกียจกัน จนเปนนิสัย

ตัวอย่างไม่ไกล ตัว PR เองนี่แหละ เหอ ๆ เทียบกะเด็กสมัยก่อนไม่ได้เล้ยยยย

มาเท่านี้ก่อนดีกว่า ยังไงก็ เข้ามาอวยพรปีใหม่ด้วยนะ อาอู ไม่อวยพร จาไปเข้าฝันตามทวง ฮุฮุ

บายคัฟ อาอู

ซาโยนาระ คัฟ ผม

*** หลานอาร์ ****

Anonymous said...

แถวเฉลิมสิน ซื้อที่ร้านเพ็ญบุญรึเปล่าครับ แล้วยังไปเช่าตู้ที่ ปณ.เดียวกันอีก อีกตะหาก เราเคยเดินสวนกันรึเปล่าน้อ อิอิ

สวัสดีปีใหม่ครับ

Anonymous said...

สวัสดีปีใหม่ทุกคนครับ

หลานหนิง

Anonymous said...

ก่อนอื่นขอสวัสดีปีใหม่อาอู เเละก็พี่ๆผู้อ่านทุกท่านนะครับ
ขอให้มีความสุขมากๆ สุขภาพดีเเข็งเเีรง ร่ำรวย เงินททองไหลมาเทมา ประสบความสำเร็จในทุกๆด้าน โชคดีตลอดปีใหม่นนี้นะครับ




นนท์

kan said...

สวัสดีปีใหม่ครับคุณอูและแฟนคลับทุำกๆคน คิดสิ่งใดขอให้สมปราถนาตลอดปีใหม่นี้นะครับ สุขใจสุขกาย รำ่รวยๆนะครับ

กัน

U Nakrub said...

ขอบคุณสำหรับพรของทุกคนครับ ขออวยพรให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ และหลานๆทุกคนมีความสุข มีสุขภาพที่ดีทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ และมีกำลังใจเที่ข้มแข็งไม่ย่อท้อ เพื่อจะได้ตามหาความฝันของตนจนพบ

ร้านหนังสือชื่อเพ็ญบุญหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจครับ แต่อยู่ติดโรงหนังเฉลิมสินตรงเชิงสะพานลอยเลย ร้านนั้นคนแน่นตลอดเลย หาช่วงปลอดคนยากมาก ตอนนี้ไม่มีทั้งร้านและโรงหนังแล้ว ผมก็สงสัยเหมือนกันว่าเราอาจเคยเดินสวนกันตอนไปเก็บจดหมายจากตู้ เคยเห็นนักศึกษาไปไขตู้ ปณ. หรือเปล่าละครับ ถ้าเคยเห็นคนนั้นอาจเป็นผมก็ได้

วันหยุดนี้ไม่ได้ไปไหนเลยครับ เอางานที่ค้างคามาทำ แต่ทำแล้วก็เบื่อครับ อยากออกไปเที่ยวบ้างเหมือนกัน ทำเท่าไรก็ไม่เสร็จสักที เมื่อคืนก็ไม่ได้นั่งรอเคาน์ดาวน์ ทำงานแล้วเผลอหลับไป มาตื่นอีกทีเที่ยงคืนเพราะเสียงพลุดังจนตื่น อิจฉาคนได้ไปเที่ยวครับ เที่ยวเผื่อผมด้วยละกัน

อู

Anonymous said...

10...
สวัสดีปีใหม่ครับ

แบงค์ครับ

Anonymous said...

)^_^(ที่1 1 ตื่นได้แล้วครับ พลาดไปนิดเกือบได้จิ้มอีกแล้ว happy new year ทุกท่านนะครับ
กึ๋ยยลุงอูประกาศหาแฟนรึ คนที่อยู่ใกล้ตัวก็คุยกับเขาดูสิครับ ชาญไงผมว่าเป็นชัว งั้นผมลงประกาศบ้างเผื่อลุงจะมาเลี้ยงดู
ชาย 16 ขวบก่า มอ 5 ยังไม่มีงาน อาศัยเขาอยู่ ไม่มีรถ กินง่ายๆกินกับเยอะ น้ำอัดลมอยากกินแต่แม่ไม่ปลื้ม ชอบดูหนังฟรียิ่งชอบ รักการอ่านกาตูน เรียบร้อยมั้ง ร่าเริงแข็งแรง ตาตี่ข้างโตข้าง ก้นแบนข้างงอนข้าง
ขาวไม่อ้วนตอนอาบน้ำก้มมองยังเห็นอยู่ หล่อเว้อๆ เทพอันนี้รับประกัน555+ สนใจป่าวหุหุ

Anonymous said...

ที่ 11 สงสัยลืมเขย่าขวดก่อนกินยา

Anonymous said...

สวัสดีปีใหม่ 2554ครับ พี่อูและทุก ๆคน

ไก่

Anonymous said...

มารักอาอูสาย เพราะป่วยทำงานหนักไปหน่อย

หลาน Arus ของอาอู

Anonymous said...

สวัสดีปีใหม่ครับ ขอให้พี่มีความสุขและสมหวังในทุก ๆ เรื่องนะครับ


...OaH...

Bomber_Boy said...

Happy new year
สวัสดีปีใหม่ครับพี่อู
ขอให้พี่อูสุขภาพแข็งแรง มีความสุข รวยๆ นะครับ

Anonymous said...

ขอบคุณคุณอูมากครับที่มาลงให้อ่านกันอีก ปีนี้ขอให้คุณอูมีความสุขสมหวังมากๆ นะครับในทุกๆเรื่องที่ปรารถนา
peepak

Anonymous said...

สวัสดีครับ เพิ่งได้มาเจอเรื่องนี้เมื่อเสาร์ อาทิตย์ที่ผ่านมา นั่งอ่านตั้งแต่ภาคแรก ถึงภาคสามจบในสองวัน รู้สึกตื้นตันอย่างบอกไม่ถูก รู้สึกมองเห็นมุมมองบางอย่างที่ไม่เคยมอง รู้สึกว่าต้องกลับมาคิดทบทวนหนทางในอนาคตของตัวเองบ้าง อยากขอบคุณที่ทำให้ได้เกิดความคิดเหล่านี้ อยากขอบคุณจริงๆ

ตลอดการอ่านเรื่องของคุณอู ผมได้แต่เฝ้าหวังว่าคุณอูคงได้มีโอกาสเจอกับคุณนัยบ้าง คุณอูครับผมเชื่อว่าในโลกยุคปัจจุบัน ที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยี การสื่อสาร Google , Facebook ไม่น่าจะยากเกินไป ที่จะตามหาคนๆ หนึ่ง อยากส่งกำลังใจ อยากหาหนทาง อยากให้คุณอูได้เจอกับคุณนัยอีก ผมเชื่อว่าในโลกยุคสมัยปี 2554 นี้ทุกสิ่งเป็นไปได้ครับ ลองดูครับ สวัสดีปีใหม่ด้วยครับ

Setron

Choo said...

ตอนที่ 19 เลยอยากเม้นต์ที่ 19 ดูมั่ง
การรอคอยมันทรามานอย่างที่อูว่าไว้จริงๆ

คงไม่ช้าไปนะครับ ที่จะสวัสดีปีใหม่พี่ๆ น้องๆ หลานๆ แฟนครับทุกคนของอู และโดยเฉพาะเจ้าของบล๊อก อู ให้สุขภาพแข็งแรง เป็นที่รักของคนรอบข้าง ตลอดปีนี้และปีต่อๆ ไป

รวมถึงมีความสุขในวันเด็กที่ผ่านมาสำหรับหลานๆ ที่ยังเด็กนะครับ 555

อู อู จึฉ๋อยอยู่คู่จุฬามิใช่หรือครับ สะพานเหลืองไหงไปเกี่ยวอะไรด้วยอ่ะ อิ อิ

ขอให้นายอูในเรื่องโชคดีได้เพื่อนใหม่ทางเน็ต เอ๋ยทางไปรษณีย์ที่ดีนะ แต่ถ้าเจอผมคงจะโชคร้าย 555

รอตอนต่อไปอยู่ครับ

ชู

อู said...

มาต่อท้ายพี่ชูเสียหน่อย

ช่วงที่ผ่านมามีเรื่องเซ็งครับ เลยยังเขียนอะไรไม่ออก ขอเวลาทำใจหน่อยครับ

จีฉ่แยเดินไปสะพานเหลืองก็ไม่ไกลหรอกครับ นิดเดียวเอง คอยจับผิดอยู่เรื่อยเลยนะพี่ชู

หลานรุสก็รักษาสุขภาพด้วย ป่านนี้คงหายดีแล้วเพราะเลยปีใหม่มาหลายวันแล้ว อย่าหักโหมอีกล่ะ

ขอบคุณสำหรับคำอวยพรของนนท์ หลานหนิง หลานที่ก้นเบี้ยวไปข้างหนึ่ง (ที่พยายามหาคนเลี้ยงน่ะ) ไก่ OAH peepak รวมทั้งคุณ Setron อ่านสามภาคจบในสองวันผละใจหายเลย เขียนอยู่สี่ปี ทำไมอ่านสองวันจบได้ แต่ก็ดีใจที่แวะเข้ามาทักทายรวมทั้งบอกว่าได้มุมมองที่แตกต่างออกไปจากเดิม หากมีประสบการณ์ดีๆก็เอามาเล่าแบ่งปันกันบ้างนะครับ

หากทักทายกันไม่ครบก็ขออภัยด้วย อย่าเพิงน้อยใจนะครับ บางทีก็หลุดๆไปบ้าง (หลุดทุกทีนั่นแหละ)

Anonymous said...

อ่านจบหมดแล้วครับ ตาลายเหมือนกัน กับ 3 วัน ควบ 4 ภาค สนุกดีนะครับ แอบสงสัยว่านี่คือเรื่องอิงชีวิตจริงใช่ไหมครับ ถ้าอย่างนั้น นัย ก้อคงมีตัวตนอยู่จริงๆ

คุณอู ครับ ไม่รู้ผมอินไปหรือป่าว แต่ผมอยากบอกว่าด้วยเทคโนโลยียุคปัจจุบัน ผมว่าการตามหาคนๆ นึงไม่น่ายากนะครับ ถ้าเรารู้ชื่อ นามสกุล และไปถามหาจากสถานทูตน่าจะมีทางพอเป็นไปได้นะครับ หรือไม่ก็ search ชื่อ ใน facebook, google, etc. น่าจะพอมีเบาะแสนะครับ อยากให้ลองดูครับ ผมว่าบางทีการรอให้วาสนาเดินมาหาเราก้อไม่จำเป็นเสมอไป บางครั้งการสร้างวาสนาให้ตนเองบ้างก้อเป็นหนทางที่น่าลิ้มลองนะครับ

เป็นกำลังใจ อยากให้สมหวังไวๆ

Setron

Anonymous said...

เป็นผมผมก็คงเซ็งโคตรอ่ะครับ เจอแบบนี้
เป็นกำลังใจให้ครับ

tl000

Anonymous said...

ไม่รู้ว่ามันมีวิธีล๊อคไม่ให้คนก๊อปข้อความจากหน้าเวบได้รึป่าว? เคยเห็นบางเวบที่เราไม่สามารถก๊อบอะไรได้เลย ถ้าได้แบบนี้ปัญหาน่าจะทุเลาลงบ้างนะคับ

อู said...

ครับ ช่วงนี้ก็เซ็งๆไปหน่อย ว่าจะเขียนตอน ๒๐ ก็เขียนไม่ออกเลย ขอเวลาอีกนิดครับ จะพยายามเขียนต่อให้ได้

เรื่องป้องกันก๊อปโดยห้ามเม้าส์ไม่ให้คลิกขวานั้นหากคนรู้วิธีก็ปลดล็อกได้ครับ คนตั้งใจทำคงรู้วิธีการแก้อยู่แล้ว

ขอบคุณที่เป็นห่วงครับ

ส่วนเรื่องคุณ Setron ที่ถามผมนั้น ก็ขอตอบว่าเป็นนิยายครับ ส่วนเรื่องในภายหลังจะเป็นอย่างไรนั้นอยากให้ตามอ่านไปเรื่อยๆครับ เพราะจะได้โตไปพร้อมๆกับอูและก้าวเดินไปด้วยกัน

หลายเดือนมานี้โพสต์ช้า พยายามปรับปรุงตัวเองแล้วก็ยังไม่ดีเท่าที่ต้องการ คงต้องพยายามมากขึ้นอีกครับ อดทนกับผมมานานแล้วก็อดทนต่ออีกหน่อยก็แล้วกัน

Choo said...

คิดเสียว่าของมันดี ก็เลยมีคนลอก

เป็นกำลังใจให้อูนะครับ

ชู

Anonymous said...

เจอแบบนี้ แย่เลยครับ ขโมยของไปโพสเฉยเลย
เป็นกำลังใจครับให้เสมอครับ

พี said...

เขาคงโพสต์....ได้แต่ก็อปเรื่องของอู....ให้คนอื่นๆที่ไม่รู้ได้อ่าน

แต่เขาไม่ได้ ใจของแฟนๆ ที่เฝ้าติดตามมานาน...แน่นอน เพราะ มีที่นี่ที่เดียว อืม...ที่ปาล์ม อีกที่นึง


*** PEE ***

Anonymous said...

คิดถึงลุงอูมาตั้งนานแล้วครับ ไม่ได้เข้ามาหลายเดือน พอเข้ามาก็เห็นที่โพสอยู่ข้างบนอ่ะครับ น่าน้อยใจแทนลุงอูจัง คิดถึงทุกคนในบล๊อกนะครับ

boy_aof_za

Bomber_Boy said...

พี่อูสู้ๆ นะครับ
เอางี้ ไปจดลิขสิทธิ์ไว้เลยดีกว่า

Anonymous said...

ติดตามมานานเลยครับเห็นเรื่องโดนcoppy ไปก็หงุดหงิดแทนเหมือนกัน
ไงก็เป็นกำลังใจให้นะครับ

พังพอน

Anonymous said...

มันอยู่ตรงนี้ล่ะค่ะ "ไม่ได้ใจของแฟนๆที่เฝ้าติดตาม" อย่างที่คุณพีบอก แสดงว่าของที่เรามี มันดี๊ดีจนเค้าอดใจไม่ไหวแล้วกันเนอะ หรือคิดแบบไหนก็ได้ที่ทำให้เราสบายใจน่ะค่ะ

คนลาดพร้าว

PR said...

อาอู บรีสแนะนำอยากให้อาอูแต่งเรื่องต่อไปง่า

สลดอะ

จะแก้กันยังไงล่ะเนี่ย ...

แนะนำให้อาอู เขียน แล้ว capture มาเปนรูปภาพมาลงต่อกันอะ

อาจยุ่งยากหน่อย มาก ๆ เลยด้วย

อย่าจะด่าไรเตอร์ ทางนู้น ให้ -วย พ่- มุงหรือไง ไม่มีปัญญาแต่งเอง

ฉุนกึ้ก อะ (ขออณุญาตินะครับ -3- นิสัยจริง ๆ)

แล้วยังมีหน้ามาแต่งต่อ ตรงนี้แหละที่ฉุนมากกกก

ยังไง อาอู พวก PR รวมทั้งทุกคน จะคอย เปนกำลังให้อาอู คับ

บาย คับอาอู

เดี๋ยว บรีส จาคอยติดตาม

*** หลานอาร์ ***

Anonymous said...

กดเข้าไปตาม link นั้นไม่ได้ครับ
ไม่ทราบว่าเขาเอาออกหรือยัง
ผมเชื่อว่าถ้า mail มาขอดีๆ อาอูก็คงให้เขาไปลงแน่
แต่ทำไมไม่ขอดีๆ กันนะ
เขาก็น่าจะรู้ว่าอาอูใจดีให้อยู่แล้ว
แต่ถ้าทำแบบนี้ ถึงขอในมุมมองของผมก็ไม่ควรให้
แล้วน่ะครับ

หลาน Arus ของอาอู

Kyrederf said...

Happy New Year na kub
My Lovely Ar "U"

Anonymous said...

แล้วลุงอูจะมาแต่งต่อไหมเนี่ย ตามข้อกฎหมายแล้วก็ถือเป็นการละเมิดนะครับถึงจะไม่ได้จดลิขสิทธิ์ก็ตามแต่ (ถ้าเขาไม่ได้อ้างอิงมายังเราอ่ะ)

แล้วลุงจะเอายังไงต่อไปดีล่ะครับ

รักลุงอูเหมือนเดิมนะครับ

boy_aof_za

U Nakrub said...

เรื่องที่ถูกคัดลอกเอาไปดูเหมือนว่าจะถูกลบไปแล้วครับ ต้องขอขอบคุณทุกคนที่ให้กำลังใจ บางคนก็เข้าไปโพสต์ความคิดเห็นในเว็บนั้น

เรื่องเซ็งนั้นสักพักก็ทำใจได้ครับ ดังที่บอกเอาไว้แล้วว่าถึงอย่างไรก็ยังเขียนต่อ เพียงแต่ว่าช่วงนี้งานเข้าครับ ยุ่งวุ่นวายไปหมด ไม่มีสมาธิเขียนเลย ทุกอย่างดูรีบร้อนไปหมด

คงต้องขอเวลาอีกสักนิดสำหรับตอนที่ ๒๐ ครับ ต้องขออภัยที่ทำให้รอนาน จะพยายามเขียนชดเชยให้ครับ

Anonymous said...

เฮียอู
เขาย้ายหนีออกจาก niyay.com ไปแล้ว ต้องตามต่อว่าเอาไปซุกไว้ที่ใด

Anonymous said...

)^_^( เข้ามาเห็นสีเหหลืองนึกว่าโดนบล๊อกซะอีก เขาอ้างเป็นคนแต่งด้วยหรือครับ งั้นลุงอูก็เอาไปลงที่เว็บนั้นเลยครับจะได้มีแฟนคลับเพิ่มไง
ตอนนี้เป็นไข้หวัดครับ ป่วย

Anonymous said...

)^_^( ผมมีไอเดียคุณบรรเจิดมาเสนอครับ อยากให้ลุงอูแต่งภาคอวตาร แบบว่าลุงนัยยังอยู่แต่ลุงแอบไปมีกิ๊กกับน้องบอย แถมยังแอบไปหาชัชอีก นะนะครับแต่งแบบที่ลุงอยากให้มันเป็นนะครับเอาไปลงที่นั่นก็ได้ครับ เชียร์ๆ

Anonymous said...

คิดถึงนัยเฟ้ยยยยยยยลลล
ลุงอูขอให้จบแบบรักกับนัยต่อไปเหอะน้าาาาา. เอาแบบซึ้งๆ เยยคับ. เรื่องนี้รักนัยที่สุดละ

นัย said...

“ลื้อจะเอาอะไร”

“อั๊วมารออ่านตอนใหม่อยู่อะ”

“รอเลี๋ยวเลียวเอง”

“เลี๋ยวเลียวที่ไหน รอมา ปีกว่าแล้ว ตอนสุดท้ายปีที่แล้วโน้น”

“อั๊วงานยุ่ง ใจเย็งๆ ซิ ”

“นึกว่าลื้อยังไม่หายเซ็ง เลยไม่ยอมเขียงต่อ อั๊วมาเปิดอ่านทุกวัน คิดถึงลื้อะ”


ระหว่างรอ ฮุ ฮุ

พี said...

รอ.....


เหมือนโพสต์ก่อนหน้าเลย


แต่...ไม่ได้...จะว่าคุณอูนะ

งานเบา...

หายเซ็ง...

แล้วค่อยมาต่อก็ได้ครับ ยินดีที่จะรอ

*** PEE ***

Anonymous said...

เข้ามาอ่านเจอไดอะลอคเหลืองๆ

แอบเซ็ง ช่วงนี้ฮิตจริงๆ

ดีใจด้วยนะครับอาอูที่เรื่องคลี่คลายไปได้ด้วยดี

ช่วงนี้หลานยุ่งคอดเลย งานเข้ามานานละ

คิดถึงครับ อาอู

หลานหนิง

Anonymous said...

สู้ๆครับ
ติดตามอยู่นะครับ
คิดถึงอูและนัยมากครับ

Anonymous said...

สรุปว่า เดือนนี้ไม่มี

tl000

อู said...

เดือนนี้น่าจะมีได้อย่างน้อยก็สักนึ่งตอนครับ ผมว่ายังงั้นนะ อีกวันสองวันคงโพสต์ได้

ต้องขอโทษทุกคนด้วยครับที่ปล่อยให้รอนาน หายตัวไปเลย ช่วงนี้อยู่ไม่เป็นที่เป็นทางครับ มีไป ตจว บ้างนิดหน่อย หาเวลาสงบๆนั่งเขียนอะไรไม่ได้เลย แต่ยังไม่ลืมหน้าที่ครับ ยังไงก็ต้องพยายามมาโพสต์ รออีกวันสองวันครับ

Anonymous said...

ผมมาอ่านได้ห้าวันละครับ ดำเนินเรื่องได้สนุกมากมาย อ่านจนตาแดงเรยคับ แทบม่ายอยากปิดคอมเรย ยังงัยก้เปนกำลังใจให้ครับ


นาย A.

Anonymous said...

รักครับคุณอู ยังไงก็จะรอ ติดตามมานาน 2 ปีกว่าๆ ไม่ค่อยได้โพส ถ้ายังติดภาระอยู่ ไม่เป็นไรครับ สะดวกเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น รักครับ
pk