Saturday, January 24, 2009

ภาคสอง ตอนที่ 53

หลังจากนั้นก็เกิดการชุลมุนวุ่นวายกัน เพราะว่าต่างคนต่างก็ไล่จับเป้ากางเกงของเพื่อนๆกันอย่างสนุกสนาน ตอนนั้นคนที่มุงดูหนังสือโป๊ส่วนใหญ่ก็แข็งตัวกันทุกคน ผมแอบยิ้มให้กับความทรงจำในวัยเด็ก ตอนประถมไอ้นัยมักโดนเพื่อนๆจับเจ้าจำปีเล่น

“เฮ้ย อาจารย์มา” เสียงใครคนหนึ่งร้องขึ้น

ตอนนั้นเป็นเวลาเริ่มคาบเรียนในภาคบ่ายพอดี เมื่ออาจารย์เข้ามา พวกนักเรียนก็แตกฮือไปนั่งที่ราวกับผึ้งแตกรัง

“เฮ้ย ไอ้อู ฝากเก็บที” อ๊อด เพื่อนที่นั่งติดกันเอาหนังสือยัดใส่ตักของผม มันคือหนังสือโป๊นั่นเอง

เนื่องจากผมตัวค่อนข้างสูง ดังนั้นที่นั่งของผมจึงอยู่หลังชั้นเช่นเคย โต๊ะของไอ้คนที่ดูอยู่มันก็อยู่ใกล้ๆกับโต๊ะเรียนของผมนั่นเอง พออาจารย์เข้ามา มันก็รีบโยนไปให้เพื่อนข้างๆมัน แล้วเพื่อนข้างมันก็โยนต่อไปยังโต๊ะถัดไป จนมาถึงอ๊อด แล้วก็ผม ไม่มีใครอยากเก็บเผือกร้อนเอาไว้เพราะถ้าหากถูกอาจารย์พบเข้าคงเป็นเรื่อง

ทีแรกผมเองก็ไม่อยากเก็บเอาไว้ ตั้งใจว่าจะโยนต่อไปยังโต๊ะข้างๆ ใจหนึ่งก็กลัวถูกจับได้ แต่อีกใจหนึ่งก็อยากดู ในที่สุด ความอยากดูมีมากกว่า ผมจึงตัดสินใจซุกหนังสือเอาไว้ในช่องใต้โต๊ะ

หลังจากที่อาจารย์เริ่มสอนไปได้ชั่วครู่ ผมก็เริ่มหยิบหนังสือโป๊ออกมาพลิกดู

“เฮ้ย มึงอย่าชะโงกมาดูสิวะ เดี๋ยวก็ถูกจับได้ ซวยกันทั้งคู่หรอก” ผมดุอ๊อด เพื่อนที่นั่งติดกันที่พยายามชะโงกหน้าเข้ามาดู

“ดูด้วยดิ” มันพูด

“ดูทีละคนก็แล้วกัน อาจารย์จะได้ไม่สังเกต เดี๋ยวกูดูจบแล้วส่งต่อให้มึง” ผมสัญญากับมัน

หลังจากนั้นผมก็พลิกหนังสือโป๊ดูใต้โต๊ะ ภายในเล่มเป็นคล้ายๆนิยาย คือเล่าเป็นเรื่อง แล้วก็มีภาพประกอบ เนื้อเรื่องใช้ภาษาที่หยาบคาย แต่อ่านแล้วกระตุ้นอารมณ์ได้เป็นอย่างดี ส่วนภาพนั้นก็ถ่ายทำแบบเห็นกันจะจะโดยเล่มนี้เน้นที่การถ่ายเนินสวรรค์และซอกหลืบอันเร้นลับนำมาเผยให้เห็นอย่างชัดแจ้ง ผมเพิ่งเห็นเครื่องเคราของผู้หญิงอย่างเต็มตาก็วันนี้เอง

นอกจากนี้ยังมีภาพการร่วมเพศ ถ่ายให้เห็นอวัยวะทั้งของหญิงและชายอย่างชัดเจน มีทั้งการเลีย การอม และการสอดใส่ ดูไปมือที่จับหน้าหนังสือก็สั่นไปด้วยความตื่นเต้น

ผมตะลุยดูรูปภาพจนจบเล่มอย่างรวดเร็ว ไม่มีเวลามาอ่านเนื้อเรื่องเนื่องจากต้องการส่งหนังสือต่อไปยังคนอื่นอย่างเร็วที่สุด ภาพเนินคูหาสวรรค์อันจะแจ้งของฝ่ายหญิงนั้นสร้างความตื่นเต้นให้แก่ผมได้ในหน้าแรกๆเท่านั้น แต่พอดูไปหลายๆหน้า ผมก็สนใจภาพพงหญ้าอันรกทึบ ท่อนลำอันแข็งแกร่งและเต็มไปด้วยเส้นเลือดปูดโปนของฝ่ายชายมากกว่า

“ไอ้อู ดูจนใจลอยเลยโว้ย เดี๋ยวต้องแอบไปชักว่าวแน่เลยมึง” อ๊อดกระซิบ

ผมสะดุ้งตื่นจากภวังค์ความคิด

“เอ้า เอาไป แล้วส่งต่อไปทางอื่นล่ะ ไม่ต้องส่งมาทางนี้อีก” ผมส่งหนังสือต่อให้มันพร้อมทั้งกำชับ

“หูย หญิงแม่งโคตรเซ็กซ์เลย นมก็ใหญ่ หม้อก็ใหญ่ น่าฟันฉิบหาย” อ๊อดจุ๊ปาก พึมพำเบาๆพอให้ผมได้ยิน เวลาอ๊อดพลิกหน้าหนังสือ ผมพอสังเกตเห็นได้ท่อนเนื้อของมันแข็งเป็นลำอยู่ในขากางเกง

เป็นครั้งแรกที่ผมเริ่มสังเกตพบตนเอง ว่าผมไม่ค่อยสนใจสรีระของเพศหญิงสักเท่าไร แต่สนใจท่อนลำของเพศชายด้วยกันมากกว่า พร้อมทั้งเริ่มตั้งคำถามกับตนเองว่าเพื่อนๆที่อยู่รอบข้างของผมเมื่อได้ดูรูปเหล่านี้แล้วส่วนใหญ่คิดต่างจากผม หรือว่าคิดแบบเดียวกันกับผม ผมเริ่มสงสัยตนเองมากขึ้นและมากขึ้น

“ไอ้อู” อ๊อดเอาศอกกระทุ้งสีข้างของผม หลังจากที่มันส่งหนังสือโป๊พ้นมือไปแล้ว โดยส่งไปโต๊ะข้างหน้าของมัน

“อะไรเหรอ” ผมถาม

“ดูหนังสือโป๊แค่นี้ใจลอยยังไม่กลับมาอีก” อ๊อดกระเซ้า อ๊อดเป็นคนผิวสีน้ำตาล คล้ำกว่าไอ้นัยหน่อย ตัวใหญ่ คิ้วดก ตาโต นิสัยของอ๊อดค่อนข้างแปลก คือปกติจะเป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยพูด แต่ถ้าสนิทกับใครก็จะช่างพูดกับคนนั้น พูดชนิดต่อยหอยเลยทีเดียว ดังนั้นอ๊อดสนิทกับใครหรือไม่สนิทกับใครดูได้ไม่ยากเลย

“ก่อนนอนชักว่าวด้วยนะโว้ย ไม่งั้นเดี๋ยวฝันเปียกเลอะที่นอนหมด แล้วจะหาว่ากูไม่เตือน” อ๊อดแนะนำ “เออ ว่าแต่มึงชักว่าวเป็นหรือเปล่าวะนี่”

อยากจะบอกมันว่ามากกว่าชักว่าวก็เป็น แต่ก็ไม่ได้บอกออกไป ได้แต่พยักหน้าหงึกๆ

“เห็นท่าทางละอ่อน นึกว่ายังไม่เป็น” อ๊อดพูด แล้วก็หัวเราะชอบใจที่ได้กระเซ้าผม

“หนังสือโป๊นี่ของใครวะ” ผมถาม อยากจะรู้ว่าใครเป็นเจ้าของ เพราะใจกล้ามากที่เอามาให้เพื่อนดูกันในห้องเรียน แต่นึกไปอีกที ก็ต้องถือว่าเจ้าของหนังสือมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เพื่อนฝูงอย่างยิ่ง

“ไอ้จิ” อ๊อดตอบ

จิก็คือเด็กชายร่างใหญ่ ผิวขาว เพื่อนตั้งแต่สมัยชั้น ม.๑ ของผมนั่นเอง ปกติผมไม่ค่อยสนิทกับจินัก ต่างก็มีกลุ่มเพื่อนของตนเอง

เท่าที่เห็นจิในตอนเรียนอยู่ชั้น ม.๑ จิเป็นคนพูดเก่ง เรียกได้ว่าวาทศิลป์ดีทีเดียว มักชอบแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่างๆให้เพื่อนๆฟัง โดยเฉพาะมักชอบวิจารณ์ข้อบกพร่องของโรงเรียนและอาจารย์วิชาต่างๆที่สอนพวกเรา บางเรื่องฟังแล้วก็มีเหตุมีผลดีทีเดียว

จิเป็นคนที่พูดจาสุภาพ มักใช้วาจาที่ไพเราะ ไม่ค่อยพูดจาหยาบคายแบบนักเรียนทั่วไป และที่เป็นเอกลักษณ์ของจิก็คือการใช้สรรพนามกับเพื่อนๆ มันจะเรียกตัวเองว่าผมเสมอ ส่วนเพื่อนๆนั้นบางทีมันก็เรียกคุณบ้าง บางทีมันก็เรียกมึงบ้าง แล้วแต่อารมณ์ ดังนั้นเวลาจิคุยกับเพื่อนจึงมักใช้สรรพนาม ผม-คุณ หรือ ผม-มึง เสมอ แต่ไม่เคยได้ยินจิแทนตัวเองว่า กู เลย

“หา ไอ้จิเหรอ” ผมอุทานอย่างแปลกใจ เท่าที่ผมรู้ จิมีนิสัยที่สุภาพ แต่ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีน้ำใจเอื้อเฟื้อเพื่อนฝูงขนาดนี้ “โคตรใจดีเลย” ผมชมมัน

“ใจดีห่าอะไร มันเอามาขายโว้ย” อ๊อดพูด

“ขายเท่าไรวะ” ผมถาม

“จะซื้อเหรอ” อ๊อดมองหน้าผม

“เปล่า ก็แค่อยากรู้” ผมตอบ

“มันบอกว่าพี่มันฝากให้ช่วยขาย ขายเล่มละสองร้อย” อ๊อดบอก

หลังจากหมดคาบ จิก็มาเดินตามหาหนังสือ

“หนังสืออยู่กับใครคร้าบ กรุณาเอามาคืนด้วย” จิพูด

ไม่มีใครตอบ จิเดินไปที่โต๊ะชิว

“นั่นแน่ อยู่นี่เอง” จิพูด เห็นชิวกำลังพลิกหนังสือที่แอบซ่อนอยู่ในช่องใต้โต๊ะ ที่จริงห้องเรียนก็ไม่ใหญ่ ดูกิริยาเอาก็รู้แล้วว่าหนังสืออยู่กับใคร ใครก้มหน้าก้มตาอยู่ก็คนนั้นแหละ ไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใด

“รับไหมครับ” จิทัก “สองร้อยเอง”

“แพง ร้อยห้าสิบละกัน” ชิวต่อราคา เป็นเรื่องที่ผมนึกไม่ถึง เด็กเรียน ท่าทางเรียบร้อยอย่างไอ้ชิวจะซื้อหนังสือโป๊ดูราวกับเด็กแก่นๆ สำหรับเด็ก ม.๒ เงินสองร้อยบาทก็ถือว่าไม่น้อย

“ไม่ได้คร้าบ” จิพูดอ่อนหวาน “พี่เค้าฝากให้ผมช่วยขาย ผมไม่ได้อะไรเลย” จิอธิบาย

“พี่ที่ไหนอะ” ชิวถาม

“ลูกพี่ลูกน้องน่ะครับ เค้าซื้อมาดู แล้วมีอยู่หลายเล่ม อยากขายออกไปบ้างจะได้เอาเงินไปซื้อเล่มใหม่” จิร่ายยาว
“หนังสือมือสอง ดูมาแล้ว ร้อยห้าสิบดีแล้วละ” ชิวต่อรองอีก ผมนึกในใจว่ามาดในการต่อรองนั้นสมกับเป็นทายาทนักธุรกิจจริงๆ

“นี่ไม่ใช่ปากคลองตลาดนะคร้าบ ขายลดราคาให้แล้วด้วย ซื้อที่จตุจักรสองร้อยห้าสิบ ไม่แพงหรอก น่าอ่านจะตาย” จิพยายามจูงใจ

“แม่ง... เลือดพ่อค้าทั้งคู่เลย” อ๊อดกระซิบกับผม “เค็มเจอเค็มเข้าแล้ว”

หลังจากต่อรองกันสักครู่ ในที่สุดก็ตกลงราคากันที่ ๑๗๕ บาท คือพบกันครึ่งทาง การต่อรองเป็นไปอย่างสนุกสนานเฮฮา เอาสนุกมากกว่าเอาจริง เพื่อนๆก็ช่วยเชียร์กันใหญ่

ชิวควักซองเล็กๆออกมาจากเป้ ล้วงแบงก์ร้อยออกมา จากนั้นก็ล้วงกระเป๋ากางเกง หยิบกระเป๋าตังค์ออกมา หยิบแบงค์ย่อยนับจนครบ จากนั้นส่งให้จิ พร้อมกับคืนหนังสือโป๊

“ฝากเก็บเอาไว้ก่อน เดี๋ยวเลิกเรียนแล้วค่อยรับ” ชิวพูด

“แม่งร้ายโว้ย” อ๊อดกระซิบอีก

“อะไรเหรอ” ผมถาม

“ไอ้ชิวแม่งโคตรฉลาดเลย มันกลัวโดนอาจารย์จับได้ว่ามีหนังสือโป๊ เลยซื้อเอาไว้แต่ยังไม่รับหนังสือ นี่ถ้าไอ้จิโดนจับได้ก่อน มันก็ลอยตัวไป” อ๊อดอธิบาย

เออ จริงของมันแฮะ ฟังดูก็มีเหตุผล แต่แล้วผมก็นึกอะไรขึ้นมาได้

“แต่ถ้าไอ้จิโดนอาจารย์จับได้ ก็คงยึดหนังสือไป เงินไอ้ชิวก็สูญดิ ถ้าฉลาดจริงต้องรอซื้อหลังเลิกเรียน ปลอดภัยกว่า” ผมแย้ง

อ๊อดนิ่งคิด “มันคงกลัวคนอื่นแย่งซื้อไปก่อนมั้ง หรือไม่อย่างนั้นมึงก็ฉลาดกว่ามัน” อ๊อดสรุป แต่ประโยคหลังฟังน้ำเสียงแล้วไม่คล้ายคำชมเท่าใดนัก


<ผมแอบยิ้มให้กับความทรงจำในวัยเด็ก ตอนประถมไอ้นัยมักโดนเพื่อนๆจับเจ้าจำปีเล่น >

16 comments:

Anonymous said...

ที่1 ลุงอูตอนชิวดูหนังสือนี่โด่อะป่าว อยากรู้จัง ลุงอูต้องแอบมองดูชิวแน่น้อลลล คอนเฟิรม 555+ มใ2ใครน้อจะมาชอบลุงแทนโหน่งนะ อยากรู้จังเยย
(^_^)ที่1ของปีปีปีปี

ยุ่น said...

อ่านแล้วก็นึกถึงตอนเป็นเด็กมัธยม

ชีวิตมีแต่ความสนุกสนาน เฮฮา บ้าได้ทุกวัน

เรื่องเรียน...เรื่องเล็ก

เรื่องกินเรื่องเที่ยว...เรื่องใหญ่ หุหุ

ขอบคุณคับ คุณอู

ตอน 53 หนุกดีคับ ใสใสดี วัยนี้เป็นแบบนี้แหละคร้าบ

ยุ่นครับ

Anonymous said...

เดาไม่ถูกเลยว่าเรื่องจะเป็นยังไงต่อไปเนี่ย

Anonymous said...

ตอนนี้สนุกดีจัง

แบงค๋

Anonymous said...

อ่านไปยิ้มไป
ผู้ชายพูดเพราะนี่ผมช้อบชอบ


t1000

yo408 said...
This comment has been removed by the author.
yo408 said...

อ่า นึกว่าคราวนี้คุณอูได้เพื่อนใหม่มาว่าวโชว์แทนนายใหญ่ซะแล้ว

Anonymous said...

อ่านแล้วมีความสุขจัง ทำให้นึกถึงตอนตัวเองเป็นวัยรุ่น

ศึกษาต่อออสเตรเลีย said...

อ่านไปยิ้มไป

BlueWizard said...

เอ... นายชิวจะมามีบทบาทไรมั๊ยน้า :D

Anonymous said...

ป่วยครับอาอู

หลาน Arus ของอาอู

Anonymous said...

อ่านไปก็คิดถึงบรรยากาศ ในห้องเรียน แม้นานๆ จะมีมาสักเล่มนึง แต่ที่ห้องไม่มีการ..แบบชักในห้องกันเลย จับจู๋เล่น ก็ไม่ค่อยเล่นกัน อาจเพราะมีแต่เด็กค่อนข้างเรียบร้อย เราน่าไปเรียน ห้องที่เกเรๆ หน่อยนะ ไม่งั้นจะได้ประสบกาม เอ้ย...การณ์ คงเยอะกว่านี้...
ส่วนเรื่องของคุณ อู คงกำลังอยู่ในช่วง เริ่มเจ้าชู้ เพราะเริ่มห่างจากนัย...ตามนิสัยสัญชาตญาณของเพศผู้ (เกย์ ก็เป็นเพศผู้ตามกำเนิด) ยังไงก็เชียร์ให้ราบรื่นก็แล้วกัน ที่จะเล่าต่อไป เพราะผมอยากให้ชีวิตคนเรามีแต่ความสุข ผมก็อยากอ่านแบบมีความสุขด้วย...

Anonymous said...

ใช่ครับ ตอนมัธยมก็บ้าบอไปเรื่อย อยากลอง อยากรู้อยากเห็นไปเสียหมด อีกไม่นานก็จะเห็นครับว่าผมกับไอ้นัยไม่ได้เรียบร้อยเหมือนตอนเด็กๆ ชีวิตก็ชุลมุนวุ่นวายพอดู

แต่ขณะเดียวกันผมมักตั้งคำถามกับชีวิตของตนเองอยู่เสมอ พยายามทำความเข้าใจกับความหมายและเป้าหมายของชีวิต แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้คำตอบสักที

ตอนชิวดูหนังสือจะโด่หรือเปล่านี่ลุงไม่เห็น เพราะโต๊ะอยู่ห่างกัน ไม่สามารถชะโงกไปดูได้ แต่ไอ้หมอนี่มันไม่ใช่เด็กเรียนแบบเรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้แบบไอ้นัย นิสัยมันค่อนข้างกล้า กล้าลอง กล้าได้กล้าเสีย

ที่จริงตอนนั้นวีดิโอเอ็กซ์ก็มีแล้วนะครับ ส่วนใหญ่เป็นแนวชายหญิง รู้ว่ามีแต่และหาเช่าได้ตามร้านวิดิโอบางร้าน เพราะยุคนั้นวีดิโอเฟื่องฟูมาก แต่ก็ไม่เคยเช่ามาดูเพราะไม่กล้าเช่า และอีกอย่าง ทางร้านก็คงไม่ปล่อยให้เด็กขนาดนั้นเช่าไปดูหรอก

หนังเกย์ก็มีแล้วครับสมัยนั้น ที่ดังๆเป็นหนังของค่าย Falcon ที่รู้ก็เพราะว่าตอนโตแล้วเคยได้ดูหนังอยู่เรื่องหนึ่ง ชื่อ The Other side of Aspen ใช้โลเกชันในเทือกเขาแอสเพน วิวสวยมากๆๆ เป็นหนังเกย์ที่ขายวิวทิวทัศน์ด้วย พอมาดูปีที่สร้างก็เลยรู้ว่าสร้างสมัยลุงยังเด็กๆ น่าดูครับ

เรื่องนี้ท่าจะเดายากครับ เพราะชีวิตมีหลากหลาย แต่อย่างหนังไทยนี่พอเดาได้ครับว่าต่อไปจะเป็นอย่างไรและจบอย่างไร

หลาน arus เป็นอะไรมากหรือเปล่า เรื่องสายตาอีกหรือเปล่า รักษาสุขภาพดีๆละ ใกล้จะสอบไล่อยู่แล้ว

Anonymous said...

หุหุ
ตอนนี้ คิดถึงสมัยเรียนเลย
^^sky^^

Anonymous said...

มาเป็นกำลังใจให้คนเขียนและคนอ่านทุกคนเหมือนเดิมครับ

Anonymous said...

สอบวิชาสำคัญวันที่15 กุมภาพันธ์ครับ
วิชานั้นยากมากๆ
เป็นไข้หวัดครับ

หลาน Arus ของอาอู