Wednesday, January 21, 2009

ภาคสอง ตอนที่ 52

เพื่อนร่วมชั้นของผมนั้นมีมาจากทุกห้อง เราสนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว แต่อย่างไรก็ตาม การคละนักเรียนเช่นนี้ย่อมทำให้เกิดความหลากหลาย บางทีอาจจะหลากหลายเกินไปด้วยซ้ำ เพื่อนร่วมห้องของผมมีทั้งนักเรียน นักเลง นักกีฬา ทั้งยาก ดี มี จน ครบครัน นักเรียนที่เกๆหน่อยหรือว่าพวกนักเลงก็จะจับกลุ่มมั่วสุมกันอยู่ท้ายห้อง เพราะว่าลับหูลับตาอาจารย์

ตอน ม.๑ เพื่อนร่วมห้องของผมเกือบทั้งหมดค่อนข้างจะเรียบร้อย จะมีแก่นๆบ้างก็อย่างเช่นกลุ่มไอ้อ้วน แต่ก็ไม่ถึงกับเกเร แต่พอมาชั้น ม.๒ สภาพการณ์ก็เปลี่ยนไป เพราะว่าเพื่อนร่วมห้องบางคนนิสัยก้าวร้าวและเกเรเอาการเลยทีเดียว

ดาวเด่นคนหนึ่งของห้องเราในสายตาของผมคงหนีไม่พ้นชิว ชื่อชิวฟังดูก็รู้แล้วว่าเป็นลูกจีน ชิวเป็นเด็กที่หน้าตาดี ขาว ตี๋ ตาสองชั้น ถ้าเป็นสมัยนี้ก็ต้องเรียกว่าตี๋พิมพ์นิยม ข้อเสียเล็กน้อยของชิวก็คือตัวไม่สูงนัก แต่ถ้ามองในแง่ดีก็ถือว่าตัวเล็กกะทัดรัดดี

ชิวเป็นลูกของนักธุรกิจย่านเยาวราช ที่บ้านของชิวจึงมีฐานะดี และส่งผลให้ชิวมีบุคลิกที่หรูหรากว่าเพื่อนๆ

แม้ว่าชิวจะมีฐานะทางบ้านดี แต่ว่าการแสดงออกชิวต่างจากไอ้โหนกมาก เพราะว่าโหนกนั้นแสดงออกแบบอวดรวย แต่ว่าชิวนั้นนิสัยดี ไม่แสดงอาการอวดรวย แต่ว่าใครๆก็ดูออกว่าที่บ้านมันรวย เพราะชิวมักใช้ของดีๆเสมอ กระเป๋านักเรียนของชิวดูสวย มีราคา ไม่เหมือนกระเป๋านักเรียนที่ซื้อจากร้านศึกษาภัณฑ์เลย แว่นกรอบทองของมันดูมีราคา นาฬิกาที่ใส่ก็เป็นนาฬิกามิโด้ราคาแพง บนหน้าปัดมีเข็มตั้งหลายอัน ไม่รู้ว่าเอาไว้ดูอะไรบ้าง แต่คงไม่ได้ดูแค่ชั่วโมง นาที และวินาทีเป็นแน่

นอกจากนี้ ชิวยังใส่แหวนทองวงเล็กๆที่นิ้วกลาง รวมความแล้วการแต่งตัวและมาดของชิวบ่งบอกถึงฐานะทางบ้าน แม้แต่เสื้อนักเรียนของมันก็ดูจะขาวกว่าเสื้อของเพื่อนๆ ไม่รู้ว่าไปซื้อหรือตัดมาจากไหนเหมือนกัน

ผลการเรียนของชิวก็เด่น เกรดตอน ม.๑ ได้เกิน ๓.๕ พอๆกับไอ้นัย รวมความแล้วชิวเป็นนักเรียนดาวเด่นคนหนึ่งของห้องเลยทีเดียว

ในปีนี้เองที่ผมเริ่มพบความเปลี่ยนแปลงในตัวเองมากขึ้น ผมเริ่มสังเกตว่าตนเองชอบมองเพื่อนที่หน้าตาดี ชอบดูเพื่อนๆที่ใส่กางเกงแบบรัดรูป รวมทั้งชอบดูเป้ากางเกงของเพื่อนๆในชั่วโมงพลศึกษา แต่อีกใจหนึ่งก็แก้ตัวให้แก่ตัวเองว่าก็นี่เป็นโรงเรียนชาย ถ้าไม่ดูผู้ชายด้วยกันก็คงไม่มีอะไรจะให้ดู

- - -

หลังจากที่ผมกับไอ้นัยพยายามทำตัวเนียนได้ไม่นาน เราก็ไม่ต้องทำตัวให้เนียนอีกต่อไป เพราะกลายเป็นว่าไอ้นัยมีกิจธุระมากมายจนไม่มีเวลาให้แก่ผมจริงๆ

“อู” ไอ้นัยทักผมเมื่อเราเจอกันในตอนบ่ายวันหนึ่ง ซึ่งปกติเมื่อเลิกเรียนแล้วเราจะกลับบ้านด้วยกัน “วันนี้มีงานอะ มึงกลับคนเดียวได้ป่าว”

“งานอะไรเหรอ” ผมสงสัย

“ต้องประชุมเตรียมงานรับน้องน่ะ” ไอ้นัยอธิบาย ตอนนี้เราเป็นรุ่นพี่ ม.๒ แล้ว เรื่องการรับน้องใหม่ ม.๑ พวกเราก็ต้องมีบทบาทด้วย

“เป็นหัวหน้าชั้นก็ไม่ต้องเตรียมงานรับน้องนี่หว่า เพราะไม่ใช่สตาฟงานรับน้อง” ผมแย้ง เพราะเท่าที่รู้มา การจัดงานรับน้องจะเป็นงานของกรรมการนักเรียน ถึงเป็นหัวหน้าห้องก็ไม่เกี่ยวกับงานรับน้องอยู่ดี

“ก็กูเป็นสตาฟงานด้วยอะ ปีนี้กรรมการนักเรียนเค้าขอให้หัวหน้าห้องร่วมเป็นสตาฟงานรับน้องด้วย ก็เลยต้องไปประชุม” ไอ้นัยอธิบาย

ผมรู้สึกใจหาย ตลอดเวลาที่ผ่านมา เราไปกลับด้วยกันมาตลอด ไม่มีเลยสักวันที่เราจะแยกกันกลับ ผมเริ่มกลัวความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมาถึง

“กูไปรอมึงที่ห้องก็ได้ นั่งทำการบ้านไปพลางๆ” ผมพยายามต่อรอง พยายามอย่างยิ่งที่จะเหนี่ยวรั้งไม่ให้การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้น

“กว่าจะเสร็จกลัวจะเย็นน่ะสิ เดี๋ยวมึงกลับบ้านค่ำจะโดนดุ” ไอ้นัยพูด

ผมถอนหายใจยาว เมื่อนึกถึงว่าคุณลุงและคุณป้ารอกินอาหารเย็นอยู่ ผมคงรอไอ้นัยไม่ไหวจริงๆ “เอางั้นก็ได้”

“มึงอย่าทำหน้ายังงั้นดิ” ไอ้นัยพูด

“ทำหน้ายังไงวะ” ผมงง ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองทำหน้าอย่างไร

“ทำหน้ายังกับปวดขี้” ไอ้นัยพูดหน้าตาย จากนั้นก็พูดออดอ้อน “นะ นะ ขอกูไปประชุมสักวันนะ แล้วพรุ่งนี้กลับด้วยกันตามเดิม”

ไอ้นัยพูดเหมือนกับจะรู้ว่าผมกังวลในเรื่องอะไรอยู่ ผมเองก็ไม่รู้จะค้านอย่างไร จึงได้แต่จำยอม

บ่ายวันนั้นเป็นครั้งแรกที่ผมต้องเดินทางกลับบ้านเอง ด้วยความรู้สึกที่เคว้งคว้าง ใจก็คิดถึงไอ้นัยไปตลอดทาง...

- - -

เช้าวันรุ่งขึ้น ไอ้นัยมารอผมที่ป้ายรถเมล์หน้าปากซอยเหมือนเช่นเคย

“เมื่อวานกลับบ้านกี่โมง” ผมถาม

“กว่าจะออกจากโรงเรียนก็ห้าโมงกว่า” ไอ้นัยตอบ “ถึงบ้านค่ำเลย”

“ประชุมเป็นไงบ้างล่ะ” ผมถามด้วยความอยากรู้

“ก็ฟังไปยังงั้นแหละ ไม่ได้ออกความเห็นอะไรหรอก มีแต่รุ่นพี่สั่งให้ทำยังงั้นยังงี้” ไอ้นัยตอบ “อยากกลับบ้านจะแย่แต่ก็กลับไม่ได้ ไม่ยอมปล่อยให้กลับสักที”

“ปกติมึงเงียบเหมือนเป็นใบ้ ออกความเห็นเป็นด้วยเหรอ” ผมเหน็บมัน ไอ้นัยเมื่อได้ฟังก็หัวเราะขำ

เมื่อมีครั้งแรกก็ต้องมีครั้งต่อๆไป หลังจากนั้น ไอ้นัยก็ต้องอยู่ประชุมอีก บางทีก็ประชุมตอนพักเที่ยง บางทีก็ประชุมหลังเลิกเรียน แม้ผมจะไม่ค่อยพอใจนัก แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร จะโกรธไอ้นัยก็ใช่ที่ เพราะมันเองก็บอกว่าเบื่ออยู่เหมือนกัน แต่ไม่รู้ว่าจะหนีประชุมได้อย่างไรเพราะเป็นหน้าที่ ช่วงนั้นก็เลยเป็นช่วงที่เราต้องห่างเหินกันไปจริงๆ

- - -

ในตอนเที่ยงวันหนึ่ง หลังจากที่ผมกินอาหารเที่ยงเสร็จก็กลับมานั่งเล่นที่ในห้องเรียน ผมสังเกตพบว่าที่หลังห้องมีนักเรียนกลุ่มหนึ่งสุมหัวกันอยู่ เริ่มแรกก็เป็นกลุ่มเล็กๆ หลังจากนั้นก็กลายเป็นกลุ่มใหญ่ ส่งเสียงอึกทึก

มันสุมหัวดูอะไรกันวะ ผมนึกในใจ ว่าแล้วก็เดินไปที่หลังห้องบ้าง

ผมเห็นเพื่อนๆกำลังจับกลุ่มชะโงกดูอะไรกันอยู่ จึงชะโงกหัวเข้าไปดูบ้าง

สิ่งที่เพื่อนๆกำลังมุงอยู่เป็นหนังสือเล่มหนึ่ง มันไม่ใช่หนังสือธรรมดา แต่ว่าเป็นหนังสือโป๊หรือที่เรียกว่าหนังสือปกขาว

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกในชีวิตที่ผมได้ดูหนังสือโป๊ ตอนที่ผมอยู่ชั้นประถมก็เคยดูมาแล้ว แต่ว่าตอนนั้นยังเด็กอยู่ อารมณ์และความรู้สึกในการดูแตกต่างกันออกไป หนังสือโป๊ที่ผมเห็นนี้เป็นภาพการร่วมเพศระหว่างชายหญิงที่ถ่ายภาพให้เห็นของสำคัญและการสอดใส่อย่างชัดเจน

“เฮ้ย ไอ้ห่า ใครเอาควยมาทิ่มตูดกูวะ” เพื่อนๆที่มุงซ้อนกันอยู่เอะอะกัน

สำหรับผมนั้นดูได้เพียงแว่บเดียวก็ต้องถอยออกมาเพราะมาทีหลัง เบียดเข้าไปไม่ไหว แต่ภาพที่เห็นเพียงแว่บเดียวนั้นก็ทำให้ผมรู้สึกว่าเลือดในตัวสูบฉีดเร็วขึ้น

“เฮ้ย ไอ้อูแม่งดูเดี๋ยวเดียวควยลุกเลย” ผมรู้สึกตึงวูบที่เป้ากางเกง ใครคนหนึ่งแอบจับท่อนเนื้อของผมที่กำลังแข็งตัวอยู่ จับไม่จับเปล่า แถมยังโพนทะนาเสียอีก


<หนังสือโป๊หรือหนังสือปกขาวในยุคก่อน ต้องแอบขายเพราะว่าผิดกฎหมาย ภายในเล่มจะมีภาพแสดงการร่วมเพศอย่างชัดเจน ไม่มีการเซ็นเซอร์ มักเป็นการเล่าเรื่องประกอบภาพ โดยเนื้อเรื่องมักใช้ภาษาหยาบคายเพื่อปลุกอารมณ์ผู้อ่าน ราคาอยู่ในช่วง ๑๐๐-๓๐๐ บาท แล้วแต่จะโก่งราคากัน>

13 comments:

Anonymous said...

ขอบคุณครับ พ่อ-แม่-พี่-น้อง
ขอเสียงปรบมืออีกครั้งกับการกลับมาของ

หลาน Arus ของอาอู!!

T-T สำเร็จแล้ว

Anonymous said...

หลังจากเอาใจช่วยมานาน ในที่สุดหลานก็ทำสำเร็จ

*ตบมือ*


อู

Anonymous said...

หนังสือแบบนั้นตอนเด็กๆหาดูยากมาก
ยิ่งวีดีโอยิ่งดูยากไปใหญ่
เด็กสมัยนี้เข้าถึงสื่อพวกนี้ง่าย และเยอะมาก
พูดไปก็ห่วงเด็กสมัยนี้จริงๆ

แบงค์

พี said...

ขอบคุณครับ...มีเวลามาเล่าต่อเร็วๆนะครับ
...ผมยังทันหนังสือ ที่เรียกว่าปกขาว (ปกสีขาวจริงๆ แต่สภาพเก่า) เคยเห็นเพื่อนเอามาดูตอน ม.2 หลังจากนั้นก็มีเริ่มมีหลากหลายรูปแบบ
...ตอนนั้นเพื่อนๆในห้องจะค่อนข้างเรียบร้อยไม่เกเร แต่ออกแนวซน เพราะเป็นห้องคิง(เรียนเก่งสุด จริงๆ...ก็คิงจริง เพราะเป็นชายล้วนครับ) ส่วนใหญ่เป็นลูกหลานข้าราชการ+ลูกคนเชื้อสายจีนในตลาด

Anonymous said...

ขอบคุณอาอูครับ >.<

หลาน Arus ของอาอู

Anonymous said...

หนังสือม่ายดูร้อก ดูเวปดิก่วา ต้องจดชื่อเอาไว้นครับ เว็บลุงด้วยละ เสร็จแล้วก็ต้อล้างฮิสตอรี่ด้วยนะ ไม่งั้นโดนจับได้ งานเข้าแล้วไงลุงอูจะมีกิ้ก นายชิว ชิว
ว่าแล้วเชียว หล่อเตบจิงจิงลุงอูเนีย แอบดูเป้าชิวเป็นไงคร้บ 555+
อ่อลืม จากที่1 ของปี 555+ ของปี

Anonymous said...

ตอนเรียน ม.3 ก็เคยซื้ออ่าน อิอิ ที่จริงอยากอ่านหนังสือเกย์มากกว่า แต่ไม่กล้าซื้อ เลยซื้อหนังสือปกขาวมาดูแทน หลังจากนั้นก็ใช้เช่าวีดีโอแทน ไม่ได้ซื้อหนังสือแล้ว

Anonymous said...

ตอนเล็กๆก็เคยดู ชื่อนางนวลน่ะ
มีเด็กวัยรุ่นเอามาเปิดให้พวกผมดู
ก็ดูๆไปงั้นแหละ ตอนนั้นยังเล็กอยู่

แต่พอม.ต้นยุคผมเค้าฮิตการ์ตูนญี่ปุ่น
บางภาพดูไม่ค่อยออก แต่ก็เยิ้มได้ทุกที

พูดถึงการ์ตูน ตอนนั้นจอมเกบลูออกเล่มจบพอดี
ไม่ใครอยู่รุ่นผมบ้างคับ

t1000

naja said...

อย่าบอกนะครับว่าชิวจะเข้ามาแทรกกลางระหว่างอูกับนัย

ยุ่น said...

จะมีใครเข้ามาแทรกกลาง

ในความสัมพันธ์ของเพื่อน อู กับ นัย รึเปล่า?

ถ้ามีใครสักคนที่เปลี่ยนไป

อู หรือ นัย ??????

ขอบคุณครับ คุณอู

ยุ่นครับ

TigerBike said...

ชิวเหรอ..เอ..เขาจะมองอูบ้างมั้ยนะ

Anonymous said...

น้อยใจ นัยอีกแล้วน่ะคุณอู

ตามให้กำลังใจอูคับ
^^sky^^

yo408 said...

ใครนะตะปบเป้าคุณอู อยากรู้เร็วๆจัง