Thursday, December 25, 2008

ภาคสอง ตอนที่ 47

อากาศในช่วงปลายเดือนธันวาคมในปีนั้นค่อนข้างหนาว ก่อนวันคริสต์มาส บรรยากาศในโรงเรียนยังคงเป็นไปตามปกติ ไม่มีบรรยากาศของเทศกาลคริสต์มาสเลยแม้แต่น้อย แตกต่างจากที่โรงเรียนเก่าซึ่งป่านนี้คงเปิดเพลงคริสต์มาส และเตรียมจัดงานรื่นเริงกันสนุกไปแล้ว

แต่ถึงแม้ว่าที่โรงเรียนไม่มีบรรยากาศของเทศกาลอันสำคัญของชาวคริสต์นี้ แต่ที่สยามสแควร์กลับเปี่ยมล้นไปด้วยสีสันและบรรยากาศแห่งเทศกาล ร้านรวงในสยามสแควร์หลายแห่งตกแต่งร้านด้วยต้นคริสต์มาส หรือไม่ก็แต่งกระจกหน้าร้านให้เป็นรูปต้นคริสต์มาสกับหิมะ หิมะนี้ที่จริงก็คือเม็ดโฟมนั่นเอง

ผมกับไอ้นัยเดินเล่นด้วยกันในสยามสแควร์ในช่วงบ่ายวันเสาร์ก่อนที่จะถึงวันคริสต์มาส ในสยามสแควร์อบอวลไปด้วยเสียงเพลงคริสต์มาสที่ผมคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก อย่างเช่น 12 Days of Christmas, First Noel, Jingle Bells, Santa Claus is Coming to Town แสงสีของสยามสแควร์ในช่วงเทศกาลสร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่ผมเป็นอย่างมาก

หลังจากเรื่องของไอ้โหนกผ่านพ้นไป ทำให้ความสัมพันธ์ของผมกับไอ้นัยต้องห่างเหินกันไปช่วงหนึ่งเพราะความไม่เข้าใจกัน แต่เมื่อกลับมาเข้าใจกันแล้ว ผมกลับรู้สึกว่าไอ้นัยมีความหมายและความสำคัญต่อผมมากยิ่งกว่าเดิมเสียอีก ผมรู้สึกอยากดูแล เอาใจใส่ และอยากปกป้องมันมากขึ้นกว่าเดิม แน่นอน ที่จริงไอ้นัยมันเรียนเก่งกว่า ความสามารถก็มากกว่า ไม่จำเป็นต้องรับการดูแลหรือปกป้องจากผมเลย แต่ก็นั่นแหละ มันเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นมาเองอย่างห้ามไม่ได้ สิ่งที่ผมพอจะทำได้จึงเป็นเพียงการดูแลเอาใจใส่มันในเรื่องเล็กๆน้อยๆ

“น้ำหวานหมดแล้ว อยากกินน้ำเปล่าจัง” ไอ้นัยพูดเปรยๆหลังจากที่กินโดนัทและน้ำหวานเสร็จ มันนั่งไขว่ห้างกระดิกเท้าอย่างสบายอารมณ์ เต๊ะท่าราวกับคุณหนู ปกติแล้วเมื่อเรามาเดินเล่นที่สยามสแควร์ เรามักแวะกินโดนัทเสมอ

“ได้ ได้ เดี๋ยวเอาให้” ผมพูด ว่าแล้วก็รีบเดินไปที่เคาน์เตอร์เพื่อเอาน้ำเปล่ามาให้

“แก้วเล็กจัง” ไอ้นัยพูดหลังจากที่กินน้ำเปล่าในถ้วยกระดาษใบเล็กๆจนหมดถ้วย

“อะ เดี๋ยวเอามาให้อีก” ว่าแล้วผมก็ไปเอาน้ำมาให้อีกหนึ่งถ้วย ไอ้นัยก็ดื่มจนหมดอีก

“ยังไม่หายหิวเลย” คุณหนูนัยกระดิกเท้า พูดเปรยๆอีก

“โว้ย เดินหลายรอบแล้วนะ ยังไม่อิ่มอีกเหรอ” ผมเริ่มโวย

ไอ้นัยหัวเราะชอบใจ “กูอิ่มนานแล้วล่ะ แต่อยากจะรู้ว่ามึงเดินกี่รอบถึงจะโวย ฮุฮุ สองรอบก็โวยแล้ว ไม่มีความอดทนเลยมึงนี่”

“นี่แน่ะ กวนนัก ไอ้เปรต” ผมพูด ว่าแล้วก็เขกหัวมันไปหนึ่งที

บ่ายวันนี้ นอกจากเรามาเดินเล่นหลังเรียนดนตรีตามปกติแล้ว เรายังจะมาหาซื้อของขวัญไปจับฉลากในงานรื่นเริงปีใหม่อีกด้วย ที่โรงเรียนของเราจะปล่อยให้นักเรียนแต่ละห้องจัดงานรื่นเริงปีใหม่กันในวันศุกร์หน้า โดยให้จัดกันในช่วงบ่าย จะมีกิจกรรมอะไรก็แล้วแต่จะกำหนดกันขึ้นมา แต่ไม่ให้มีการกินอาหารในห้องเรียน เนื่องจากจะทำให้ห้องเลอะเทอะ ดังนั้นกิจกรรมหลักก็คือการจับฉลากของขวัญและการแสดงเล็กๆน้อยๆของนักเรียน และที่พิเศษก็คือ ไอ้นัยได้รับเชิญจากเพื่อนๆในห้องของมันให้มาแสดงฝีมือการเล่นกีตาร์อวดเพื่อนๆด้วย

“จะซื้ออะไรดีหว่า” ไอ้นัยบ่น “แพงเกินงบทั้งนั้นเลย”

“แน่ล่ะ ของในสยามสแควร์มันก็ต้องแพงอยู่แล้ว อยากประหยัดไปหาซื้อเอาที่ตลาดสะพานสองก็แล้วกัน” ผมเหน็บมัน

“อือ ยังงั้นซื้อปลาทูสามเข่งไปจับฉลากก็แล้วกัน” ไอ้นัยพูดหน้าตาย

แต่อย่างไรก็ดี ในที่สุดเราก็เลือกซื้อของขวัญจับฉลากสำเร็จจนได้ เป็นพวกกรอบรูปไม้สำหรับภาพขนาดโพสต์การ์ด ดูเท่ดี

ตลอดสัปดาห์ปลายเดือน ไอ้นัยใช้เวลาไปกับการเตรียมเพลง เป็นเพลงไทยที่วัยรุ่นกำลังนิยมทั้งสิ้น เมื่อถึงวันศุกร์อันเป็นวันที่จัดงานรื่นเริง มันหอบกีตาร์ขึ้นรถเมล์พร้อมสะพายเป้พะรุงพะรัง ไอ้นัยหวงกีตาร์ของมันมาก แม้จะมีกล่องใส่ แต่มันก็ไม่ยอมวางกับพื้นรถเมล์ โดยอ้างว่าเปื้อน เราเลยต้องเอากีตาร์วางพาดตัก ความยาวของกล่องกีตาร์นอกจากต้องพาดตักของเราทั้งสองคนแล้ว ยังล้นออกไปนอกเก้าอี้ให้เกะกะคนอื่นอีกด้วย

“ให้คุณอามาส่งเสียหน่อยก็ดีหรอก” ผมบ่น เพราะรู้สึกว่าทุลักทุเลเต็มที

“ไม่เอาหรอก อายเค้า แค่นี้ทำเองได้” ไอ้นัยบอก มันคงรับค่านิยมเรื่องการขึ้นรถเมล์มาอย่างเต็มที่

ผมไม่ได้ดูการแสดงของไอ้นัยในวันนั้น เพราะว่าแต่ละห้องก็จัดงานของตนเอง แต่มีโอกาสได้เจอมันตอนที่มันแอบไปซ้อมที่ข้างตึกก่อนเวลาแสดงเล็กน้อย ผมคิดว่าคงผ่านไปด้วยดี เพราะผมไปนั่งฟังมันเล่นที่บ้านบ่อยๆ รู้ดีว่าฝีมือเล่นเพลงไทยแนววัยรุ่นของมันใช้ได้ทีเดียว

หลังจากนั้นมา ไอ้นัยก็กลายเป็นคนป๊อบคนหนึ่งในหมู่เพื่อนฝูง เพราะทั้งเรียนเก่ง นิสัยดี แถมยังมีความสามารถทางดนตรีอีกด้วย

- - -

อย่างไรก็ตาม แม้ความสัมพันธ์ของเราจะกลับมาเป็นดังเดิม อีกทั้งยังอาจเข้าใจกันมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก แต่ผมกลับอดรู้สึกไม่ได้ว่า ระหว่างผมกับไอ้นัยนั้นมีม่านบางๆขวางกั้นอยู่... มันเป็นม่านแห่งค่านิยม ม่านแห่งจารีตของสังคม ซึ่งกางกั้นเราอยู่ไม่ให้เราใกล้ชิดกันเกินไป

ระยะหลังเราสองคนพยายามวางตัวให้แนบเนียนยิ่งขึ้น บางวันเราก็ไม่ได้กินข้าวหรือไปไหนต่อไหนด้วยกัน อันถือว่าเป็นการปรับตัวเพื่อการอยู่รอดในสังคมของเราทั้งสองคน แต่ส่วนอื่นๆก็ยังคงเดิม ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปกลับ หรือว่าการใช้ชีวิตในวันหยุด

เดือนมีนาคม

ในที่สุด การสอบปลายภาคก็เสร็จสิ้นลง นักเรียนที่นี่มีการแข่งขันกันสูงกว่าที่โรงเรียนเก่า ดังนั้นเราจึงต้องขยันขึ้น ความกดดันในด้านการเรียนมีสูงขึ้น ทางด้านผมนั้นเนื่องจากมีเรื่องรบกวนจิตใจในช่วงก่อน ทำให้การเรียนในช่วงนั้นไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าที่ควร แม้พยายามเต็มที่แต่ก็ไม่แน่ใจว่าผลจะเป็นอย่างไร แต่อย่างไรก็ดี พอพวกเราสอบเสร็จต่างก็รู้สึกโล่งไปมาก

หลังจากสอบปลายภาคเสร็จ ไอ้นัยก็ไปเที่ยวที่บ้านต่างจังหวัดของผมเช่นเคย ปีนี้โชคดีหน่อย เพราะไอ้นัยจะได้ไปอยู่ต่างจังหวัดถึงหนึ่งสัปดาห์เต็ม ซึ่งนานกว่าปีก่อนๆ ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าต้องรอให้พ่อมีวันว่างก่อนจึงจะไปส่งไอ้นัยที่กรุงเทพฯได้ ส่วนไอ้ชัชนั้นผมได้ชวนมันไปแล้ว แต่มันสมัครใจที่จะไปเที่ยวบ้านต่างจังหวัดของเพื่อนซี้คนใหม่ของมันมากกว่า จึงไม่ได้มากับพวกเรา

ผมขอให้ไอ้นัยเอากีตาร์ไปด้วย จะได้เอาไปร้องเพลงเล่นแก้เหงา ไอ้นัยจึงหอบเอากีตาร์พร้อมทั้งหนังสือรวมเพลงไปจนเต็มกระเป๋า ส่วนผมนั้นก็ไม่ต้องเตรียมอะไรมาก นอกจากเบบี้ออยล์ขวดขนาดกลางหนึ่งขวด เดิมทีเคยซื้อมาแต่ขวดขนาดเล็กแต่คิดๆไปแล้วอาจจะไม่พอ เลยซื้อขนาดกลางดีกว่า

ขณะเดินทางกลับบ้านที่ต่างจังหวัด เรานั่งมากันในรถทั้งหมดสี่คน พ่อ เอ๊ด ไอ้นัย และผม ปีนี้เอ๊ดและผมปิดเทอมพร้อมกัน ดังนั้นจึงกลับมาพร้อมกัน ผมกับไอ้นัยนั่งอยู่เบาะหลัง

“นัย เล่นอะไรให้ฟังหน่อยสิ” เอ๊ดหันมาพูดกับไอ้นัย แม้ว่าเอ๊ดจะเจอกับไอ้นัยไม่บ่อยนัก แต่ก็เรียกว่าเห็นกันมาตั้งแต่ยังเด็ก ดังนั้นจึงรู้สึกสนิทสนมและเป็นกันเองกับไอ้นัย

“เอาเพลงอะไรดีล่ะพี่เอ๊ด” ไอ้นัยถาม ว่าแล้วก็หยิบกีตาร์ขึ้นมาเตรียมจะเล่น

“แน่ะ ให้เลือกเพลงได้ด้วย” เอ๊ดทึ่ง “งั้นขอเพลง หากรัก ของคีรีบูนละกัน”

“ฮึ” ไอ้นัยสั่นหัว “เล่นไม่ได้อะ”

“งั้นเอาเพลง รอวันฉันรักเธอ ก็ได้” เอ๊ดเลือกเพลงใหม่ เป็นเพลงของคีรีบูนเช่นกัน กำลังดังในช่วงนั้นพอดี

“ฮึ” ไอ้นัยสั่นหัวอีก

ผมอดไม่ได้ต้องดุไอ้นัย “ขออะไรก็เล่นไม่ได้ แล้วมึงจะถามให้เค้าเลือกทำไม”

“นั่นดิ” เอ๊ดเห็นพ้องด้วย แม้แต่พ่อก็ยังอดหัวเราะขำไอ้นัยไม่ได้

“ถามไปยังงั้นแหละ” ไอ้นัยตอบหน้าตาย “งั้นเอาเพลงนี้ละกัน”

ว่าแล้วไอ้นัยก็กรีดนิ้วอันเรียวยาวลงบนสายกีตาร์ไนล่อน

รื่นเริง ทัศนาจร พักผ่อน เพื่อหย่อนใจ
พร้อมกันท่องเที่ยวไป
จิตแจ่มใสหัวใจเบิกบาน
ร่วมกัน ทัศนาจร พักผ่อน วันหยุดงาน
ทุกคน สุขสำราญ ชีวิตชื่นบาน ยืนยาว
...


ไอ้นัยร้องเพลง ทัศนาจร ได้อย่างไพเราะ แม้เสียงมันจะแตกๆบ้างแบบเสียงเด็กวัยรุ่น แต่ก็ยังน่าฟังอยู่ดี


<ไอ้นัยกำลังซ้อมเพลงอยู่ข้างตึกเพื่อแสดงในเพื่อนๆชมในงานวันปีใหม่>

ฟังเพลง ทัศนาจร
<เพลง ทัศนาจร เพลงนี้วงที่ร้องดั้งเดิมคือวง ดิ อิมพอสซิเบิ้ล น่าจะอยู่ในช่วงปี ๒๕๑๖ หลังจากนั้นวสันต์ โชติกุล สมัยที่ยังเล่นอยู่กับวงอิสซึ่น นำมาใส่ในอัลบั้มชุด ทัศนาจร ในปี ๒๕๑๘ บทเพลงนี้ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องมาตลอดแม้จนถึงปัจจุบัน

บทเพลงข้างบนนี้มาจากอัลบัม ทัศนาจร ของวงอิสซึ่น>

13 comments:

Anonymous said...

กริ้ก กริ้ก ที่1 ลุงอูปีนี้ซื้อหนังจับฉลากไม่ใช่หนังโป้นะ แบทแมน คงโดนนด่าเนี่ย ดุกันหมดห้องแล้ว555+ ลุงอูมันหายไปหลายเดือนเลยนะ จบม1และเร้วจัง เอาตอนพิเษสมาให้อ่านด้วยนะ เอาลุงอูกับลุงนัยครังแรกหลังมีเรื่องกับโหนกอะ คงจะxxxxx หุหุ

Anonymous said...

อู นัยร้องเพลงนี้ ฟ้องอายุเลยนะ

5555555

Anonymous said...

ชอบจัง อ่านแล้วมีความสุข อย่าให้อะไรมีอันต้องเปล่ยนแปลงเลยคร๊าบ

zaza said...

ตอนนี้อ่านแล้วอบอุ่นดีจัง ดูแฟมิลี่ดี ชอบๆ

แบงค์

Anonymous said...

อาอู สวัสดีครับ Merry Christmas นะครับ

หลาน Arus ของอาอู

Anonymous said...

หลานกริ้ก กริ้ก น่ะ ซื้อแบทแมนไปจับฉลากก็สมควรโดนเพื่อนต่อว่าอยู่แล้ว น่าจะหาเจมส์ บอนด์ไปจับมากกว่า

ที่หายไปหลายเดือนเพราะว่ามันไม่ค่อยสำคัญอะไรครับ เลยข้ามไปบ้าง

เรื่องเพลงฟ้องอายุน่ะ ที่จริงหลายๆคนเดาได้แล้วว่าเหตุการณ์ ม.๑ ในเรื่องนั้นปีไหน เพลงนั้นในตอนที่นัยร้องก็จัดว่าเก่าแล้วครับ ไม่ได้เป็นเพลงที่เพิ่งดังในยุคของไอ้นัยตอนนั้น แต่ยังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง เพราะว่าเพลงทัศนาจรกับเพลงชาวดงนั้นเป็นเพลงที่นิยมร้องกันตอนไปท่องเที่ยวหรือรับน้อง โดยเฉพาะถ้าไปแค้มปิ้งก็มักจะร้องเพลงชาวดงกัน

ตอน ม.๑ นี้เนื่องจากเริ่มโตขึ้น ทางด้านอารมณ์ก็มีความละเอียด อ่อนไหว และละเมียดละไมขึ้น ต่างจากสมัยประถมที่วันๆเอาแต่เล่น ดังนั้นจึงดูว่าความสัมพันธ์จะเริ่มหวานขึ้น

ต้องรอดูตอนโตกว่านี้ ม.๒ ม.๓ ลองเดาๆกันไปก่อนครับว่าเรื่องราวจะดำเนินไปอย่างไร

Anonymous said...

อ้อ

Merry X'mas แก่ทุกๆคนครับ

Anonymous said...

ขอบคุณนะคับอู

WISH YOU A HAP "ปี้" NEW YEAR 2009 ครับ ผมชอบตรงคำว่า "ปี้" นี่แหละคับ อู
555555
ผมคิดถึง t1000 มากครับ หายไปไหนนี่ ไม่ค่อยเข้ามาเลย
อู ปิดเทอมนัยจะไปเที่ยวบ้านอูตั้งอาทิตย์นึง
อู ซื้อ เบบี้ออยล์ขนาดขวดกลางนั่นอูคิดว่าพอใช้
หรอคับ ผมว่าอูน่าจะซื้อขนาดใหญ่เลยนะ เผื่อให้นัยเต้าใช้กะอูมั่งดิ
เรียนชั้น ม. 1 นี่ อูได้เอากะนัยแค่ 2-3 ครั้งเอง
1อาทิตย์น่าจะทำน้อนหลังตั้งปี ซักคนละ 12 ครั้งรวมเป็น 24 ครั้ง น่าจะใช้ขวดใหญ่นะ เอากันเผื่อนตอนปิดเทอมอีกตั้ง 3 เดือน
อุอุอุ
ล้อเล่นนะครับ
KTB

Anonymous said...

ขอบคุณครับ

Anonymous said...

จริงอย่างที่ KTB ว่าครับ ขวดกลางคงไม่พอแน่ครับ หุหุหุ ส่วนเรื่องราวต่อไปไม่อยากจะเดาครับ อยากอ่านไปเรื่อยๆครับ เดาทีไรก้อไม่ถูกกะเขาซักที แต่ถึงจะเดาไม่ถูกก้อยังเป็นขาประจำอยู่เหมือนเดิมครับ
Korn

BlueWizard said...

โหยยย ดีจัง หวานซ้า ... ดีใจที่เรื่องราวจบลงด้วยดีนะ ไม่ต้องโดนลงโทษหนักๆอะไร กะนัยก๋กลับกลายเป๋ยสวีทกว่าเดิมอีก >_<

ดีจังๆ ชอบๆ

คิดถึงอาอูกะนัยจัง :D ว่าแต่...เด็กๆทำไมเราไม่เห็นมีเรื่องราวพรรณนี้บ้างเลย 555+

Anonymous said...

สองตอนหลังอ่านแล้วรู้สึกดีจริงๆน่ารักคร๊าฟฟฟ

กู๋

TigerBike said...

แฮ่กๆๆ กว่าจะอ่านตามมาถึงตอนนี้ อูช่วยย้อนมาดูcommentผมด้วยครับ เริ่มตั้งแต่ตอน 45

อ่านแล้วอยากย้อนเวลากลับไปตอนนั้นแล้วเป็นเพื่อนอูกะนัยมั่งจัง

เรื่องเบบี้ออยล์เนี่ยมันใช้ได้จริงเหรอครับ ดูมันไม่น่าจะลื่นพอ
(แหะๆ จนป่านนี้แล้ว ผมยังไม่เคยลองประตูหลังเลย น่าสงสารใหมครับ
ปกปิดตัวตนอีกครึ่งหนึ่งของตัวเองมาได้จนถึงวันนี้ BiBiBi)

เอ้อ..นี่ถ้ารู้ว่ามีแบบอูกะนัยอยู่ ตอนนั้นต้องหาตัวไปร่วมก๊วนด้วยแน่ๆ ไม่ต้องครึ่งกลางค้างคามันแล้ว