Tuesday, December 16, 2008

ภาคสอง ตอนที่ 44

เพื่อนๆต่างก็พากันงง ว่าอยู่ดีๆเหตุใดผมจึงเล่นงานโหนก แต่ผมคิดว่าในที่สุดก็คงมีบางคนที่รู้ข้อเท็จจริงว่าโหนกทำอะไรกับผมเอาไว้ เพราะว่าการข่าวในหมู่เพื่อนนักเรียนนั้นรวดเร็วไม่น้อย

หลังจากที่ผมสงบอารมณ์ลงได้ และโหนกหยุดร้องไห้แล้ว ก็ได้เวลาเคารพธงชาติพอดี ผมเดินออกไปเข้าแถวด้วยเสื้อผ้าที่ยับยู่ยี่ แถมกระดุมหลุดจนเห็นหน้าอก คอและแขนก็มีแต่รูและรอยเล็บข่วน พวกเพื่อนๆพากันหัวเราะขำในสภาพของผม ส่วนโหนกนั้นแค่ปากเจ่อ แต่ไม่ถึงกับแตก รวมทั้งเสื้อยับนิดหน่อย แต่ไม่มีอะไรขาด สภาพการณ์ของโหนกนั้นดีกว่าผมมาก

ก่อนเข้าแถวเคารพธงชาติ ผมแวะไปล้างแผลที่ก๊อกน้ำ ตอนนี้เองที่ผมได้รับรู้พิษสงจากกรงเล็บของโหนก เพราะแผลเหล่านี้พอโดนน้ำเข้าก็ยิ่งรู้สึกแสบมากขึ้น

วิชาในช่วงเช้าวันนั้นไม่ได้เข้าไปในหัวของผมแม้แต่น้อย แม้ผมจะพยายามทำตัวให้ดูเหมือนเป็นปกติ แต่ที่จริงแล้วผมเรียนไม่รู้เรื่องเลย เพราะอารมณ์ขุ่นมัวกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อเช้า

ผมพยายามหาเข็มกลัดมากลัดเสื้อตรงบริเวณหน้าอก จะได้ไม่ดูประเจิดประเจ้อเกินไป แต่หาทั้งห้องก็ไม่มีเข็มกลัดสักตัว ในที่สุด ผมจึงตัดสินใจเอาที่เย็บกระดาษมาหนีบเข้าที่เสื้อ เมื่อไม่มีเข็มกลัด ลวดเย็บกระดาษก็พอแก้ขัดไปได้

ตอนพักเที่ยง ผมเดินไปหาไอ้นัยที่ห้อง พอไอ้นัยเห็นผมก็อ้าปากหวอ

“มึงไปชกกับใครมาวะเนี่ย” ไอ้นัยถาม น้ำเสียงสีหน้าปรากฏแววห่วงใย

ผมรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ ได้เห็นแค่นี้ก็หายเจ็บแล้ว

“ก็ไม่เชิงชกกัน กูชกมัน แต่ว่ามันใช้เล็กจิกข่วนกู” ผมพยายามทำให้เป็นเรื่องตลก

“ใครทำวะ” ไอ้นัยถามอีก ดูเหมือนว่ามันจะไม่ค่อยตลกเท่าไร

“ก็ไอ้โหนกนั่นแหละ” ผมตอบ ว่าแล้วก็เล่าเรื่องราวให้มันฟัง

ไอ้นัยฟังแล้วนิ่งเงียบไป

“ไปกินข้าวกันก่อนเถอะ” ไอ้นัยเปลี่ยนเรื่อง

บรรยากาศการกินอาหารในวันนั้นเงียบขรึม แม้ตอนเวลากลับบ้าน เนื่องจากเราสองคนต่างก็มีความในใจ จึงไม่ค่อยได้คุยกันนัก ผมไม่รู้ว่าไอ้นัยคิดถึงเรื่องอะไรบ้าง แต่สำหรับผมนั้น ผมกำลังคิดว่าจะแก้ตัวกับคุณลุงคุณป้าอย่างไรดี

เมื่อกลับถึงบ้าน เรื่องแรกที่ผมต้องทำจนเป็นกิจวัตรก็คือไปไหว้คุณลุงคุณป้าเสียก่อน ดังนั้นเรื่องที่ผมจะหลบหน้าจึงไม่อาจเป็นไปได้

“ตายแล้ว นี่เกิดอะไรขึ้นอู ไปโดนอะไรมา” คุณป้าถามด้วยน้ำเสียงตกใจ ที่เห็นเสื้อนักเรียนเย็บด้วยลวดเย็บกระดาษแทนกระดุม และรอยแผลตามคอและแขน

ผมคิดมาตลอดทางว่าจะแก้ตัวว่าอย่างไรดี แต่ก็คิดไม่ออก ครั้นจะโกหกก็คงถูกจับได้ เพราะทั้งไอ้นัยและตี๋ต่างก็ลงความเห็นว่าผมโกหกไม่แนบเนียน ดังนั้นผมจึงบอกความจริงออกไป

“ชกกับเพื่อนมาครับ” ผมก้มหน้าหลบสายตาคุณลุงคุณป้า พลางตอบอย่างอ้อมแอ้ม

“ตายแล้ว” คุณป้าอุทานอีก และพยายามซักไซร้ “แล้วเรื่องมันไปยังไงมายังไงกัน”

“ก็...” ผมอึกอัก “ก็หยอกกันน่ะครับ แต่ว่ามันแรงไปหน่อย เลยชกกันจริงๆ” ผมพูดความจริงเพียงครึ่งเดียว คงไม่ถือว่าโกหก ไม่รู้ว่าคราวนี้จะถูกจับได้อีกหรือเปล่า

“ตายแล้ว” คุณป้าอุทานอีกเป็นครั้งที่สาม ผมนึกหนาวๆร้อนๆอยู่ในใจ ไม่เคยเห็นคุณป้าตกใจขนาดนี้มาก่อน ผมคิดเลยเถิดไปถึงว่าอาจผมจะถูกไล่ออกจากบ้านก็ได้ “ทำไมเล่นกันแรงขนาดนี้ แล้วทางโน้นเค้าเจ็บมากไหม”

“แค่ปากเจ่อครับ อย่างอื่นไม่เป็นไร” ผมตอบ

เป็นเรื่องที่น่าแปลก แทนที่คุณลุงจะตกใจเช่นเดียวกับคุณป้า แต่คุณลุงกลับเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อย

“เด็กวัยรุ่นมันก็ต้องมีชกต่อยกันบ้าง จะให้มันเรียบร้อยเหมือนเด็กผู้หญิงได้ยังไง” คุณลุงช่วยแก้ตัวให้ผมเสียอีก เมื่อมีคุณลุงช่วย ผมค่อยใจชื้นขึ้นมาหน่อย

“อ้าว แล้วทำไมตาเอ๊ดถึงไม่เห็นมีเรื่องมีราวกับใครบ้างล่ะ” ป้าแย้ง หัวใจของผมกลับวูบลงไปอีกครั้ง

เย็นวันนั้น ผมโดนเทศนาเสียพอประมาณ คุณป้าบ่นมากหน่อย แต่คุณลุงกลับเฉยๆ ดูจะไม่ค่อยติดใจนัก คุณป้านั้นหลังจากเทศนาผมเสร็จ ก็เอายาใส่แผลมาใส่ให้ผม

“ยาใส่แผลสมัยนี้ดีนะ” คุณป้าพูดพลางใส่ยาให้ผมไปพลาง “ใส่แล้วไม่แสบแผล ถ้าเป็นสมัยก่อนต้องใช้ทิงเจอร์ไอโอดีน ทาแผลเข้าไปทีร้องกันลั่นบ้าน”

นี่แหละที่โบราณว่ายามยากจึงจะเห็นน้ำใจกัน แม้คุณป้าจะดูเข้มงวด แต่ในส่วนลึกของจิตใจแล้วก็ให้ความเมตตาปรานีแก่ผม ถึงตอนนี้ คุณป้าดูแลผมไม่ต่างจากแม่ของผม ผมลืมตัวโอบคุณป้าด้วยความคิดถึงแม่

“ขอบคุณครับคุณป้า” ผมพูดเบาๆ

หลังจากนั้น เมื่อเอ๊ดรู้เรื่อง ผมก็โดนเอ๊ดเทศน์อีกรอบหนึ่ง

“ตกลงมันชกกันเพราะสาเหตุอะไรกันแน่” เอ๊ดคาดคั้น ดูท่าเอ๊ดไม่ค่อยเชื่อว่าหยอกกันแรงไปหน่อย แต่ผมใช้มุขของไอ้นัยมารับมือ นั่นคือ เงียบอย่างเดียว เมื่อเอ๊ดคาดคั้นไม่ได้ความก็เลิกราไปเอง

- - -

วันรุ่งขึ้น ผมมาเรียนพร้อมด้วยรอยแผลที่แขนและลำคอ แผลกำลังตกสะเก็ดยิ่งทำสีเข้มเห็นได้เด่นชัด เพื่อนๆพากันหัวเราะใสภาพอันทุลักทุเลของผม

ในตอนสายวันนั้น ขณะที่อาจารย์กำลังสอนอยู่หน้าชั้น ก็มีนักเรียนคนหนึ่งเดินเข้ามาพบ หลังจากคุยกันสักครู่ อาจารย์ก็แจ้งว่าให้โหนกไปพบอาจารย์ประพิมพ์ ครูประจำชั้นของพวกเรา

“เอาละวุ้ย” เพื่อนๆซุบซิบกัน “ไอ้โหนกโดนแล้ว อาจารย์ประพิมพ์คงรู้เรื่องแล้วแน่เลย”

โหนกหายตัวไปพักใหญ่ ในที่สุดก็กลับลงมาเข้าเรียนต่อ ใบหน้าไม่ได้ส่อแววทุกข์ร้อนแต่อย่างใด ไม่คล้ายคนที่ถูกอาจารย์ดุมา

ครั้นพอหมดคาบ อาจารย์ที่สอนออกไปแล้ว ก็มีนักเรียนห้องอื่นเดินเข้ามาในชั้นอีก พร้อมทั้งบอกว่าอาจารย์ประพิมพ์เรียกให้ผมไปพบในทันที

ห้องพักครูอยู่คนละตึกกัน แต่ไม่ไกลนัก ห้องพักครูหนึ่งๆมีอาจารย์อยู่รวมกันหลายคน แต่ละคนก็จะมีโต๊ะทำงานของตนเอง โต๊ะทำงานของอาจารย์นี้จะอยู่ใกล้ๆกัน ปกติห้องพักครูจะมีทั้งอาจารย์และนักเรียนเข้าออกอยู่เสมอ ดังนั้นถ้าคุยอะไรกันคนที่อยู่ใกล้ๆก็จะได้ยินด้วย

“เป็นไงนายอู ไปมีเรื่องมาเหรอ” อาจารย์ประพิมพ์ทักทายอย่างเป็นกันเอง ปกติอาจารย์มักจะคุ้นกับการเรียกนักเรียนด้วยชื่อจริงมากกว่า แต่ว่าอาจารย์บางคนก็พยายามสร้างความเป็นกันเองกับนักเรียนโดยการเรียกชื่อเล่น

“ครับ” ผมรับคำ ก้มหน้านิ่ง

“ไหน เรื่องมันเป็นมายังไง” อาจารย์เริ่มซัก ที่จริงอาจารย์คงถามโหนกมาแล้วรอบหนึ่ง แต่คงอยากฟังจากปากคำของผมด้วย

“...” ผมนิ่ง จะให้ผมเริ่มเล่าอย่างไร เล่าว่าไอ้โหนกไปนินทาว่าผมเป็นแฟนกับไอ้นัย แล้วผมก็เลยชกมันน่ะหรือ

“ทำไมไม่เล่าให้ครูฟังล่ะอู มีเรื่องอะไรคับใจเหรอ ถ้าเธอไม่เล่า ครูจะช่วยเธอได้ยังไง” อาจารย์ค่อยๆตะล่อม น้ำเสียงที่อ่อนโยน ทำให้ผมคลายความกดดันลงได้บ้าง

“...”

“เอายังงี้ ใครเริ่มก่อน” อาจารย์เปลี่ยนคำถามใหม่

คำถามนี้ก็ตอบได้ยากอีก มันเริ่มด้วยการปล่อยข่าว แต่ผมเริ่มชกมันก่อน

“โหนกหาเรื่องผมก่อนครับ แต่ว่าผมชกมันก่อน” ผมตอบไปตามตรง

อาจารย์ประพิมพ์ถอนหายใจอย่างหนักใจ เพราะผมตอบคำถามอาจารย์แบบถามคำตอบคำ แต่ส่วนใหญ่จะไม่ตอบเสียมากกว่า ก้มหน้าเงียบอย่างเดียว ผมรู้สึกคับใจอย่างมาก จนน้ำตามันซึมออกมาเอง ต้องพยายามเอามือปาดเพื่อไม่ให้อาจารย์เห็น เพราะในความคิดของผม การหลั่งน้ำตาให้คนอื่นเห็นเป็นเรื่องที่เสียศักดิ์ศรี

เมื่ออาจารย์สอบสวนผมไม่ค่อยได้ความนัก จึงปล่อยให้ผมกลับห้องเรียนไป แต่ก็นับว่าอาจารย์อดทนและเมตตากับผมมาก เพราะไม่ได้แสดงอาการดุหรืออารมณ์เสียกับผมเลย แม้ว่าผมจะไม่ยอมตอบคำถามส่วนใหญ่ก็ตาม

“บอกให้หัวหน้ามาหาครูตอนเที่ยงครึ่งหน่อยนะ” อาจารย์สั่งผมทิ้งท้าย

เมื่อผมกลับถึงห้องเรียน ตอนนั้นวิชาต่อไปเริ่มเรียนกันไปแล้ว ผมจึงเดินเข้าไปนั่งที่อย่างเงียบงัน แต่ก็ยังเห็นว่าไอ้โหนกหันมามองผมด้วยแววตาที่เยาะเย้ย...

“ไปเจอพ่อมันมาเหรอ” วีกิจที่นั่งติดกันกระซิบถามเบาๆเมื่อผมกลับมานั่งที่แล้ว

ผมทำหน้างง “พ่อใครเหรอ”

“ก็พ่อไอ้โหนกน่ะดิ” วีกิจตอบ “เมื่อกี้ตอนที่มึงขึ้นไป ไอ้โหนกมันบอกกับทั้งห้องว่าพ่อมันมาพบอาจารย์ และจะเล่นงานมึง จะให้ไล่มึงออก”


<ผมตอบคำถามอาจารย์แบบถามคำตอบคำ แต่ส่วนใหญ่จะไม่ตอบเสียมากกว่า ก้มหน้าเงียบอย่างเดียว ผมรู้สึกคับใจอย่างมาก จนน้ำตามันซึมออกมาเอง ต้องพยายามเอามือปาดเพื่อไม่ให้อาจารย์เห็น>

10 comments:

Anonymous said...

ที่1 ตื่นเต้นๆๆๆ เอาอีกดิคับ นะนะลุงอู ขอบคุนครับ

Anonymous said...

อู ผมว่าอูเล่าเรื่องแบบช้ามากไปอ่ะ ไม่น่าละเอียดขนาดนั้นก็ได้มั้ง เพราะเคยอ่านเรื่องอื่นๆก็เริ่มประมาณ ม ต้น แต่ก็ไม่ได้นานอะไรมากมาย ที่พูดมาคืออยากรู้ว่าสุดท้ายแล้ว อูกะนัย จะลงเอยกันยังไง ยังไงอูก็ช่วยๆรีบหน่อยละกัน ขอบคุณมากครับ

Anonymous said...

เล่าละเอียดดีแล้วครับ พวกผมชอบ
ส่วนคุณครับ ชื่ออาอูเถอะว่าอาอูเขามี
วิธีที่จะสื่อเรื่องราวในแบบของอาอูออก
มาอย่าดีที่สุด อย่าเล่นให้เปิดหน้าสุดท้าย
ให้อ่าน เพราะคุณทนไม่ไหวเลยครับ
เพื่อนๆ พี่ๆ กู๋ๆ อาๆ ลุงๆ หลานท่าน
ก็ชอบ และติดอกติดในรสอาอูเอ๊ย
เสน่ห์ปลายจวักอาอูกันทั้งนั้น ใจเย็นๆ
ครับ ค่อยๆ ทาน ค่อยๆละเอยดจะได้
อร่อยนานๆ

หลาน Arus ของอาอู

Anonymous said...

เล่าละเอียดดีแล้วครับ พวกผมชอบ
ส่วนคุณครับ เชื่ออาอูเถอะว่าอาอูเขามี
วิธีที่จะสื่อเรื่องราวในแบบของอาอูออก
มาอย่าดีที่สุด อย่าเล่นให้เปิดหน้าสุดท้าย
ให้อ่าน เพราะคุณทนไม่ไหวเลยครับ
เพื่อนๆ พี่ๆ กู๋ๆ อาๆ ลุงๆ หลานท่าน
ก็ชอบ และติดอกติดในรสอาอู เอ๊ย
เสน่ห์ปลายจวักอาอูกันทั้งนั้น ใจเย็นๆ
ครับ ค่อยๆ ทาน ค่อยๆละเลียดจะได้
อร่อยนานๆ

หลาน Arus ของอาอู

Anonymous said...

รีับๆมาต่อนะครับรออยู่

Anonymous said...

ขอบคุณมากครับอู
พวกเราอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่ต้น
ตั้งแต่ตอนแรกของภาคประถม
จวบจนปัจจุบันนี้ก้อเป็นเวลา 1 ปี กับ 9 เดือน
สิ่งที่อูสละเวลาได้มาเขียนเล่าเรื่ิองให้เราได้อ่าน
ซึ่งบางครั้งอูก้อเครียดกับงาน หายไปบ้าง
แต่เราก้ออยู่ด้วยกันมาตลอดกับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ
ในตอนหลัง ๆ มีหลาน ๆ เข้ามาเป็นสมาชิก
สร้างความน่ารักน่าเอ็นดูเป็นกำลังใจให้กับอู
รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้มันสร้างบรรยากาศ
ของการใช้ชีวิตในอดีตที่ทำให้บางคนร่วมสมัยเดียวกะอู
ได้นึกย้อนถึงอดีตของตัวเองตามไปด้วย
สำหรับหลานๆ อยู่คนละสมัย การใช้ชีวิตและสิ่งแวดล้อมทั้งรอบๆตัวและภายในครอบครัวแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับในสมัยของอู หลาน ๆ คงได้รู้ว่าในสมัยของอาอูการเรียน การคบเพื่อนเป็นอย่างไร สภาพการเรียนการสอนก้อคงแตกต่างกันไปกับสมัยนี้ หลาน ๆ ก้อคง
จะได้รู้ได้เห็นและเปรียบเทียบกับสภาพการปัจจุบัน
และผมเองก้อถือว่าการเล่าในรายละเอียดเหล่านี้เป็นสิ่งที่ดี มันจะทำให้อูและพวกเราสมาชิกดั้งเดิมที่มีความผูกพันกันมาอย่างแนบแน่นมีความอาทรห่วงใยกันอย่างคนในครอบครัวเดียวกัน ได้อยู่ด้วยกันต่อไปอีกนาน ๆ
ไม่อยากให้เรื่องจบเร็วเกินไป แล้วจากกันไป รู้สึกเสียดายนะครับ
สำหรับคนที่อยากทราบเรื่องเร็วๆ ก้อลองตัดใจเลิกอ่านไปก่อนซัก 1 ปี แล้วค่อยเข้ามาอ่านใหม่ก้อได้นี่ครับ

ช่วงนี้อูคงไม่มีอะรัยเครียดเลยเข้ามาเล่าได้อย่างสม่ำเสมอ อูอย่าไปคิดมากนะครับสิ่งที่อูทำดีอยู่แล้วซึ่งตรงกับความประสงค์ของพวกเราสมาชิกดั้งเดิม กับพวกหลาน ๆ สมาชิกใหม่

เป็นกำลังใจให้อูนะครับ
ไม่ต้องบอกก้อได้ว่าเป็นใครนะ
คิดว่าอูรู้อยู่แล้ว 5555
ขอบคุณอูอีกครั้งครับ

Anonymous said...

ตอนนี้มันส์มาก

แบงค์

Anonymous said...

แต่ละช่วงชีวิตของแต่ละคนก็มีทั้งทุกข์และสุข อ่านเรื่องนี้แล้วอุ่นใจว่าเราเคยทุกข์และสุขคล้ายๆกัน

patpol

เรียนต่อต่างประเทศ said...

ขอบใจจ้า สำหรับบทความ

Anonymous said...

ทำไมโหนกแล้วอย่างนี้เนี่ย

ถ้ามันเป็นเพื่อนผมนะ มันไม่มีชีวิตรอดมาถึงวันนี้หรอก

เหอะ ๆๆ



ไอซ์