Thursday, February 28, 2013

ภาคสี่ ตอนที่ 69

ตอนสายของวันต่อมา ที่หน้าร้านเฟอร์นิเจอร์

ป้อมมาช่วยผมเลือกเฟอร์นิเจอร์ตามที่ได้นัดกันไว้ ตั้งแต่ปากซอยลาดพร้าว ๒๕ ไปจนถึงปากซอยลาดพร้าว ๓๓ ทั้งสองฝั่งถนน คือทั้งฝั่งซอยคู่และซอยคี่ มีร้านเฟอร์นิเจอร์นับสิบร้าน ผมเห็นร้านเหล่านี้ทุกวันเป็นเวลาหลายปีจนชินตา แต่มาวันนี้ ในวันที่ผมต้องเลือกซื้อเครื่องเรือนเอง ผมกลับรู้สึกว่าร้านเหล่านี้แปลกใหม่ราวกับไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ละร้านมีเครื่องเรือนให้เลือกมากมาย ทั้งแบบสำเร็จรูปและแบบสั่งทำ ทั้งแบบหรูและแบบราคาประหยัด บางร้านก็เลื่อยไม้ ทาสี และประกอบเครื่องเรือนกันอยู่หน้าร้านนั่นเอง  บรรยากาศคึกคักมาก

แม้ว่าในปัจจุบันร้านเฟอร์นิเจอร์เหล่านี้ส่วนใหญ่จะยังอยู่ แต่ว่าลักษณะของสินค้าเครื่องเรือนเปลี่ยนไป โดยในปัจจุบันร้านส่วนใหญ่จะขายสินค้าคล้ายๆกัน คือเป็นเครื่องเรือนสำเร็จรูปที่รับมาจากโรงงานผลิตอีกทีหนึ่ง ไม่มีร้านไหนผลิตเครื่องเรือนเองอีกแล้วเนื่องจากปัจจุบันช่างทำเครื่องเรือนหาได้ยากมาก ช่างรุ่นเก่าก็วางมือไปเพราะสูงวัย ส่วนคนรุ่นใหม่ก็ไม่มีใครอยากทำงานประเภทนี้ และแม้ว่ามีช่างรุ่นใหม่อยู่บ้างแต่ฝีมือช่างรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ประณีตสวยงามสู้ช่างรุ่นเก่าไม่ได้

“โห เยอะแยะไปหมด” ป้อมอุทานเมื่อผมพาเดินเข้าไปในร้านเฟอร์นิเจอร์ร้านหนึ่ง เป็นร้านขนาดหกคูหาติดกัน ข้าวของที่วางอยู่หน้าร้านว่าเยอะแล้ว พอเข้าไปข้างในยิ่งตะลึงเพราะเฟอร์นิเจอร์ในร้านเยอะมาก อัดและซ้อนกันจนแน่นไปหมด

“นั่นน่ะสิ” ผมเห็นด้วย “ขนาดพี่เห็นร้านพวกนี้ทุกวันยังไม่รู้เลยว่าข้างในร้านมีของเยอะขนาดนี้”

“รับอะไรดีคร้าบ” หนุ่มตี๋แก้มยุ้ย วัยประมาณ ๓๐ ปี เดินปราดเข้ามาทักทาย

“เอ้อ...” ผมอึ้งไป นึกไม่ออกเหมือนกันว่าจะรับอะไรดี เพราะว่าเครื่องเรือนที่ต้องการมีหลายอย่าง แทบจะทั้งบ้าน เลยไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร “ยังไม่รู้เหมือนกันครับ”

“ซื้อเฟอร์นิเจอร์เข้าบ้านใหม่หรือเปล่าล่ะ” หนุ่มตี๋ยิ้มอย่างใจเย็น แล้วเปลี่ยนคำถามใหม่ หางเสียงครับหายไปแล้ว แต่กลายเป็นน้ำเสียงคุยกันอย่างกันเองแทน

“ก็ไม่เชิงครับ” ผมตอบ “บ้านมือสอง แต่ว่าแทบจะเป็นบ้านเปล่า ไม่มีเฟอร์นิเจอร์เลย ผมยังนึกไม่ออกว่าจะซื้ออะไรเข้าบ้านดี ก็เลยมาเดินดูแถวนี้”

“อ๋อ สบาย” หนุ่มตี๋ยิ้มจนแก้มตุ่ย “เดี๋ยวช่วยคิดให้ ใจเย็นๆ เฟอร์นิเจอร์หลักๆก็มีห้องรับแขก แล้วก็ห้องนอน ห้องกินข้าว ห้องครัว จะเอาแบบลอยตัวหรือบิลต์อินละ”

“ของผมเป็นทาวน์เฮาส์น่ะ ยังไม่รู้ว่าจะเอาแบบไหนถึงจะดี พี่แนะนำหน่อยสิ” ผมพลอยคุยอย่างกันเองบ้าง

คนขายสาธยายอย่างคล่องแคล่ว แถมยังใจเย็น ไม่มีสีหน้ารำคาญ ดูท่าทางเป็นนักขายโดยสายเลือดจริงๆ ค่อยๆถามผมทีละประเด็น และให้คำแนะนำ แถมยังสเก็ตช์ภาพให้ดู จนผมพอเห็นภาพว่าผมต้องซื้ออะไรบ้าง
“ตามที่น้องเล่ามา พี่ว่าอย่างนี้แหละ ลงตัวแล้ว ชั้นล่าง ห้องหน้า ซื้อชุดรับแขกกับตู้โชว์ เอาตู้มากั้นพื้นที่ระหว่างห้องด้านหน้ากับห้องกินข้าว แล้วห้องกินข้าวก็ซื้อโต๊ะอาหารแบบหกที่นั่ง ชุดครัวทำเป็นตู้ครัวบิลต์อินดีกว่า สวยกว่าซื้อตู้กับข้าวมาตั้งเยอะแยะ เก็บของได้เยอะกว่าด้วย” คนขายพูดจนน้ำลายเป็นฟองที่มุมปาก อย่างนี้มั้งที่เรียกว่าน้ำลายแตกฟอง หยุดหายใจนิดหน่อยแล้วพูดต่ออีก

“ชั้นบนก็ซื้อเตียง โต๊ะเล็กหัวเตียง เครื่องนอน โต๊ะ ส่วนตู้เสื้อผ้าจะเอาแบบบิลต์อินไหม หรือจะซื้อตู้เสื้อผ้าสวยๆ ใบใหญ่ๆ ตั้งแบบลอยตัวก็ได้”

“เอ้อ แล้วพวกงานบิลต์อินนี่ต้องไปทำที่ไหนล่ะครับ” ผมตาม

“โอ๊ย ก็ทำที่นี่แหละ พี่ช่วยออกแบบและทำให้น้องจนเสร็จ ไม่ต้องห่วง ช่างร้านนี้ฝีมือดีที่สุดในย่านนี้ ค่าแรงช่างเฟอร์นิเจอร์คนหนึ่งวันละเท่าไรรู้ไหม หัวหน้าช่างวันละพันห้าเลยนะน้อง อุ๊ย ขอโทษ” หนุ่มตี๋ ขอโทษขอโพยพร้อมกับเอามือมาเช็ดฝอยน้ำลายของตนเองที่กระเซ็นมาบนแขนของผม

หลังจากคุยกันสักพักผมก็พอได้แนวทางแล้วว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป จากนั้นก็ขอตัวเดินชมเฟอร์นิเจอร์ไปเรื่อยๆก่อน

“ได้ๆ เชิญชมตามสบาย สนใจชิ้นไหนเรียกถามได้เลย ชั้นบนก็มีอีกนะ ของเยอะแยะเลย ขึ้นไปดูได้” พี่แก้มตุ่ยพูดทิ้งท้ายจากนั้นก็เดินจากไป ปล่อยให้ผมเดินชมเฟอร์นิเจอร์กับป้อมอย่างสบายๆ ผมว่าพี่คนนี้ขายของเก่งมาก มีการทิ้งจังหวะให้ผมเดินชมเอง ทำให้ไม่รู้สึกว่าถูกยัดเยียดขาย

“นึกว่าจะขาดใจตายเสียแล้ว พูดจนไม่หายใจ” ป้อมเอียงหน้ามากระซิบกับผมหลังจากที่คนขายเดินจากไป “ป้อมหลบน้ำจิ้มของพี่แกเกือบไม่ทัน”

ผมหัวเราะกับสำนวนของป้อม ใบหน้าของป้อมน่ารักจนผมอดใจไม่ได้ มองซ้ายมองขวาเห็นว่าเป็นจังหวะปลอดคน จึงเอื้อมมือไปหยิกแก้มของป้อมทีหนึ่ง

“เราน่ะ พูดไม่ได้น้อยไปกว่าพี่คนนี้เลยนะ” ผมเหน็บ

ป้อมป่องแก้มจนกลม เป็นความหมายท้าทายให้หยิกอีก

“น้อยหน่อย ป้อมเนี่ยนะพูดเยอะ เอาที่ไหนมาพูด” ป้อมเถียง

ผมแอบหยิกแก้มป้อมไปอีกหนึ่งที

“พี่รู้นะ ว่าป้อมเคยเลี้ยงนกแก้ว แล้วตายไปหลายตัว จนเลิกเลี้ยง” ผมพูด “นี่เป็นหลักฐานว่าคุณชายช่างพูดขนาดไหน”

ตุ้บ

“โอ๊ย เจ็บ” ผมหัวเราะ พร้อมกับเอามือปิดหมัดของป้อม “ทำไมต้องลงไม้ลงมือด้วย อายชาวบ้านเค้า”

“ใครกันแน่ที่ช่างพูด ป้อมว่าพี่อูนี่แหละ” ป้อมไม่ยอม

“เอ้า อย่าเพิ่งตีกัน คุณชายช่วยพี่เลือกของก่อนดีกว่า พี่รู้แล้ว วันนี้เราดูชุดโซฟา ชุดกินอาหาร เตียง โต๊ะทำงาน แล้วก็ตู้เสื้อผ้า ต้องจดก่อน เดี๋ยวลืม” ผมพูด พลางหยิบสมุดจดออกมาเขียนรายการลงไป

จากนั้นผมกับป้อมก็ช่วยกันเดินดูเฟอร์นิเจอร์ตามรายการที่ต้องการ แต่เนื่องจากเครื่องเรือนมีหลายแบบ หลายสไตล์ หลายสี และหลายราคามาก เราสองคนดูกันไป เถียงกันไป เดิมทีที่ดูเหมือนว่าจะเริ่มเข้าใจว่าควรจะซื้ออะไร สุดท้ายก็กลับไปงงอย่างเก่าเพราะเครื่องเรือนมีให้เลือกเยอะมากเยอะจนเลือกไม่ถูก

“งงวุ้ย” ผมพูดเบาๆ พลางเหลือบตาดูน้องน้อยที่ช่วยผมเลือกเครื่องเรือนอยู่หลายชั่วโมง ผมเริ่มมีความคิดแปลกๆวูบเข้ามาในหัว... ตอนนี้ผมก็มีบ้านแล้ว นี่ถ้าผมมีใครสักคน... คนที่อยู่ร่วมชายคาเดียวกัน... เข้าใจกัน แค่สบตากันก็รู้ใจกัน... ถ้าผมมีคนแบบนั้นสักคน... ที่ผมสามารถใช้ชีวิตร่วมด้วย ชีวิตนี้ผมก็คงไม่ต้องการอะไรมากไปกว่านี้อีกแล้ว

“ป้อมก็งงเหมือนกัน” ป้อมพูด “ป้อมงงว่าทำไมพี่อูงง”

“ของมันเยอะจนเลือกไม่ถูก” ผมตอบ “อย่างชุดโซฟาก็มีหลายแบบ หลายขนาด แถมยังวางกองซ้อนกัน ไม่รู้ซื้อไปแล้วจะวางพอดีบ้านหรือเปล่า ถ้าซื้อใหญ่ไปก็คับบ้านอีก”

ผมหยุดคิดนิดหนึ่ง นึกถึงหนังสือเกี่ยวกับบ้านที่เคยอ่านมา นึกได้ว่าในหนังสือสอนไว้ว่าให้เขียนผังบ้านในกระดาษให้รู้ขนาดพื้นที่ใช้สอย แล้วก็จะรู้ว่าตรงไหนมีพื้นที่วางเครื่องเรือนได้มากน้อยเพียงใด

“สงสัยว่าต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่ด้วยการวัดขนาดห้องต่างๆในบ้านมาให้ละเอียดแล้วเขียนผังดูก่อน” ผมพูด “แล้วค่อยมาเลือกเฟอร์นิเจอร์อีกที”

“ไปเดินดูร้านอื่นกันดีกว่าพี่อู เผื่อจะคิดอะไรออก” ป้อมเสนอ

“ก็ดีเหมือนกัน” ผมเห็นด้วย

วันนั้นเราสองคนเดินวนเวียนอยู่แถวนั้นเกือบทั้งวัน เข้าร้านนั้นออกร้านนี้ แต่ละร้านใช้เวลานานทีเดียว ป้อมเดินไปกับผมอย่างไม่รู้เบื่อ ช่วยออกความเห็นอย่างนั้นอย่างนี้อยู่ตลอด ความเห็นของป้อมเข้าท่าบ้าง ไม่เข้าท่าบ้าง เพราะเด็กวัยรุ่นอย่างป้อมไม่เคยมีประสบการณ์เลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์มาก่อน แต่ป้อมก็ตั้งใจช่วยผมอย่างเต็มที่

กว่าที่ป้อมและผมจะแยกย้ายกันกลับก็เป็นเวลาบ่ายมากแล้ว เมื่อผมกลับไปถึงห้องก็ยังต้องเอาตลับสายวัดออกไปวัดพื้นที่บ้านทาวน์เฮาส์อีกรอบหนึ่ง กว่าจะเสร็จงานและกลับมาถึงหออีกครั้งก็ค่ำแล้ว

“น้องอู เมื่อกี้มีโทรศัพท์ถึงน้องอูแน่ะ” พี่พร ผู้ดูแลหอพักพูดกับผมขณะที่ผมเดินเข้าไปในหอพัก

“อ้อ ครับ” ผมตอบ “ขอบคุณครับ”

ผมกลับหลัง เตรียมจะเดินออกจากหอพักเพื่อไปที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะ แต่เห็นพี่พรมองผมแล้วอมยิ้มเหมือนแอบขำอะไรอยู่ ผมอดรนทนไม่ได้จึงถามออกไป

“พี่พรยิ้มอะไรครับ” ผมพูดพลางเอามือลูบในหน้าของตนเอง “หน้าผมมีอะไรผิดปกติหรือเปล่า”

“หน้าน้องอูน่ะไม่มีอะไรหรอก” พี่พรพูด “แต่น้องอูไม่ถามเหรอว่าใครโทรมา”

“อ้อ นั่นสิ ใครโทรมาครับ” ผมนึกได้จึงถามออกไป ที่จริงถึงไม่ถามผมก็รู้ว่าใครโทรมา

“ก็เจ้าเก่านั่นแหละ” พี่พรตอบ พลางหัวเราะ

พี่พรนะพี่พร ผมแอบด่าอยู่ในใจ วันนี้พี่พรอารมณ์ดีถึงขนาดมาแกล้งผม แค้นนี้ต้องชำระ แต่ขอฝากเอาไว้ก่อน...

ผมออกไปที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะ และต่อโทรศัพท์ทันที

“ฮัลโหล” เสียงงุ้งงิ้งน่ารักรับสาย

“ฮัลโหล คุณชาย” ผมทักทาย ปกติป้อมจะเป็นฝ่ายที่โทรมา ผมไม่ค่อยกล้าโทรไปนักเพราะเกรงคุณพ่อคุณแม่ของป้อมรับสาย เพราะการโทรคุยกันทุกวันค่อนข้างน่าผิดสังเกต

“กลางคืนไม่อยู่ที่ห้อง ไปเที่ยวที่ไหนมา” ป้อมทำเสียงดุ

“ไปร้องคาราโอเกะมา” ผมตอบ “สนุกมากเลย”

“ฮ้า” ป้อมอุทาน “แล้วทำไมไม่ชวนป้อม”

“โอ๊ย คุณชายนี่หลอกง่ายจัง พี่ไปเสียที่ไหนล่ะ เพิ่งแยกกันไม่กี่ชั่วโมงจะไปไหนได้ แค่ไปที่ทาวน์เฮาส์นี่เอง ไปวัดพื้นที่มาจะเอามาเขียนเป็นผัง” ผมหัวเราะ

“นั่นน่ะสิ ป้อมก็ว่ายังงั้นแหละ ทำไมไปเที่ยวกลับมาเร็วนัก” ป้อมหัวเราะบ้าง

“คิดอะไรบ๊องๆ” ผมพูด “ถ้าไปเที่ยวพี่ก็ต้องชวนป้อมสิ”
“ดีแล้ว” ป้อมพูด “ถ้ารู้ว่าไปไหนแล้วไม่ชวนป้อมละก็น่าดู”

“คร้าบ เข้าใจแล้ว” ผมพูด “เอาละ คุณชายไปนอนได้แล้ว นอนหลับฝันดี”

“ฝันดีแน่ถ้าป้อมไม่ฝันถึงพี่อู” ป้อมรีบสวน

“อ๊ะ แล้วป้อมฝันถึงพี่บ่อยไหม” ผมย้อน

“...”

“ว่าไง ทำไม่ตอบ”

“ป้อมไม่อยากฝันร้ายหรอก... กู๊ดไนต์นะ พี่อู” ป้อมตัดบท จากนั้นเราก็จบการสนทนา

-    - -

กลางเดือนพฤษภาคม

ปิดเทอมช่วงฤดูร้อนปีนั้นเป็นปีที่วุ่นวายน่าดู เพราะว่านอกจากผมต้องติวป้อมอย่างหนักแล้วผมยังได้บ้านมาหลังหนึ่งอย่างไม่คาดฝัน ก่อนที่จะได้บ้านมาก็วุ่นวายกับเรื่องการเลือกหาบ้าน เมื่อได้มาแล้วก็ยุ่งวุ่นวายกับการตกแต่งบ้านอีก

หลังจากที่ได้บ้านมาแล้ว ป้อมมาช่วยผมอย่างแข็งขัน หลังจากที่เราเลือกดูเฟอร์นิเจอร์กันในวันนั้นแล้ว ผมก็กลับไปตั้งหลักใหม่ และกลับไปดูเฟอร์นิเจอร์อีกหลายครั้ง ในที่สุดความคิดก็ค่อยๆลงตัว ผมตัดสินใจว่าจ้างให้พี่ตี๋แก้มยุ้ยทำชุดตู้ครัวแบบบิลต์อิน จากนั้นก็ค่อยๆเลือกซื้อเครื่องเรือนสำหรับห้องต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่หลังจากเลือกและสอบถามราคาแล้ว ร้านของพี่ตี๋แก้มยุ้ยนี้ให้ราคาดีที่สุด ดังนั้นเครื่องเรือนส่วนใหญ่จึงซื้อจากร้านนี้

หลังจากนั้นผมก็ไปติดต่อร้านทำมุ้งลวดเพื่อมาบุมุ้งลวดประตูหน้าต่างเสียใหม่ทดแทนของเดิมที่เก่าและขาดเป็นรู จากนั้นก็ยังต้องติดต่อร้านเหล็กดัดมาทำเหล็กดัดที่หน้าต่างห้องนอนเสียใหม่ ของเดิมเป็นแบบติดตาย ซึ่งผมกลัวว่าหากเกิดไฟไหม้ขึ้นมาจะต้องตายอยู่ในบ้านจริงๆ ก็เลยสั่งทำเหล็กดัดหน้าต่างใหม่โดยทำเป็นแบบคล้องแม่กุญแจ ยามฉุกเฉินสามารถใช้เป็นช่องทางหนีออกจากตัวบ้านได้ หากไม่ลืมไปเสียก่อนว่าเก็บกุญแจไว้ที่ไหน จากนั้นก็ติดเครื่องปรับอากาศที่ห้องนอนใหญ่เครื่องหนึ่ง ทั้งบ้านมีเพียงเครื่องเดียว ส่วนห้องอื่นไม่ได้ติดแอร์

ค่าตกแต่ง ค่าเครื่องปรับอากาศ และค่าเฟอร์นิเจอร์นั้นทำไปทำมาก็หลายแสนบาท ผมพยายามเลือกและต่อรองราคาให้ประหยัดที่สุด เพราะรู้ว่าที่บ้านของเรามีสภาพคล่องไม่มากมายนัก แต่บางอย่างก็แอบตามใจตัวเองบ้างไม่ได้เหมือนกัน ส่วนพ่อนั้นคอยจ่ายเงินอย่างเดียว ไม่ค่อยถามอะไรมาก ไม่รู้เหมือนกันว่าไว้ใจผมหรือว่าไม่อยากยุ่งกับผมกันแน่ แต่ก็คิดในแง่ดีว่าน่าจะเป็นอย่างแรกมากกว่า

ตลอดเวลาที่ผมดำเนินการตกแต่งบ้าน ป้อมมาช่วยผมโดยตลอด โดยหลังจากที่เลิกเรียนพิเศษป้อมก็จะไปไหนต่อไหนกับผม จนถึงตอนเย็นจึงค่อยกลับบ้าน เวลาช่วงนั้นแม้ว่าจะเหน็ดเหนื่อย แต่ก็เป็นเวลาที่ผมมีความหมายแก่ผมมาก เพราะป้อมทำให้ผมรู้สึกคล้ายกับว่าบ้านหลังนี้ผมไม่ได้อยู่คนเดียว แต่ผมมีคนที่อยู่เคียงข้าง เผชิญอุปสรรคด้วยกัน แก้ปัญหาด้วยกัน และเป็นกำลังใจให้กันและกัน นี่กระมังคือความหมายของการร่วมทุกข์ร่วมสุข... แต่อย่างไรก็ตาม มันเป็นความรู้สึกที่ค่อนข้างเลื่อนลอย เหมือนหมอกควันที่แม้จะจับเค้าก็ยังยาก อย่าว่าแต่จะไขว่คว้าเอาไว้ได้เลย...

“เอาละ ติวช่วงปิดเทอมก็คงมีเท่านี้ ต่อไปป้อมก็เปิดเทอมแล้ว เราคงติวกันเฉพาะวันเสาร์” ผมพูดกับป้อมในวันหนึ่ง พูดไปก็ใจหาย ปิดเทอมปีนี้เป็นเวลาที่มีค่ามากสำหรับผม โดยเฉพาะตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา ผมกับป้อมใช้เวลาอยู่ด้วยกันเป็นส่วนใหญ่ บางครั้งผมก็รู้สึกเหมือนกับว่าทั้งโลกมีเพียงเราสองคนเท่านั้น ป้อมติดผมมาก ในขณะเดียวกันผมก็ติดป้อมมากโดยไม่รู้ตัวเช่นกัน

“วันอาทิตย์มาติวป้อมด้วยสิ” ป้อมพูด หน้าเสียไปเหมือนกัน

“คงไม่ไหวล่ะคุณชาย” ผมตอบ “เพราะอีกไม่นานพี่ก็เปิดเทอมเช่นกัน แล้วยังมีเรื่องบ้านด้วย พี่จะพยายามย้ายเข้าไปปลายเดือนนี้ คงเตรียมการสอนไม่ทัน เอาเป็นสัปดาห์ละครั้งไปก่อน”

ป้อมนั่งนิ่ง ดูหน้าจ๋อยไป

“แต่ถึงติวไม่ได้ เราก็ยังไปเที่ยวไหนต่อไหนด้วยกันได้นะ” ผมเสริม

“เย...” ป้อมยิ้มร่า “ใช่แล้ว เรียนไม่ได้ก็ยังเที่ยวได้”

ผมหยิกแก้มของป้อมไปทีหนึ่ง ป้อมป่องแก้มอีกข้างหนึ่งเป็นทำนองให้หยิกอีกข้างด้วย

“ทะเล้นใหญ่แล้ว” ผมหัวเราะ “ห่วงเที่ยวเสียจริง”

ผมต้องรีบจัดการเรื่องบ้านให้เรียบร้อยเพราะว่าต้องการย้ายเข้าในปลายเดือนพฤษภาคม เนื่องจากหากเปิดเทอมแล้วจะไม่สะดวกเพราะติดเรียน อีกอย่างหนึ่งก็คือผมบอกเลิกเช่าหอพักไปแล้ว และพี่พรก็หาผู้เช่ารายใหม่ได้แล้วด้วย หากผมย้ายเข้าบ้านใหม่ไม่ได้ผมก็ไม่มีที่อยู่

-    - -

สามทุ่มแล้ว

เอ... ทำไมไม่โทรมาเสียทีนะ ผมนึกในใจอย่างกระวนกระวาย ปกติป้อมจะโทรมาต้อนสองทุ่มของทุกวัน แต่วันนี้สามทุ่มแล้วก็ยังไม่โทรมา จะโทรไปหาก็ไม่กล้า

สามทุ่มครึ่ง

“น้องอู รับโทรศัพท์” เสียงพี่พรดังมาจากอินเตอร์คอม

“ครับ ไปเดี๋ยวนี้” ผมตะโกนตอบ

เมื่อลงไปถึงชั้นล่าง ผมรีบคว้าหูโทรศัพท์ขึ้นมา

“ฮัลโหล พี่อู” ป้อมทักทาย

“ทำไมโทรมาเอาป่านนี้” ผมอดบ่นไม่ได้

“ฮิฮิ ขอโทษฮะพี่อู” ป้อมหัวเราะร่วน “เมื่อกี้คุยกับเพื่อนค้างอยู่น่ะ”

“คุยกันทีเป็นชั่วโมงเลยเหรอ” ผมถาม อดสงสัยไม่ได้

“ช่าย ปรึกษากันเรื่องรายงานกลุ่ม โทรไปโทรมาตั้งหลายคน” เสียงป้อมแจ่มใส

“อ้อ” ผมทำเสียงรับรู้ รู้สึกอารมณ์ขุ่นมัวนิดหน่อย “เพิ่งเปิดเทอมได้อาทิตย์กว่าๆก็มีรายงานแล้วเหรอ”

“ใช่ฮะพี่อู แล้วพี่อูรู้อะไรไหม” ป้อมพูด

“จะไปรู้ได้ไง ป้อมยังไม่ได้บอก” ผมตอบ

“ป้อมได้เป็นหัวหน้ากลุ่มทำรายงานด้วยนะ เป็นรายงานวิชาภาษาอังกฤษ วันนี้มีควิซภาษาอังกฤษ แล้วป้อมได้คะแนนเต็ม เพื่อนๆมันเลยให้ป้อมเป็นหัวหน้ากลุ่ม” ป้อมเล่าอย่างภูมิใจ

“ขนาดนั้นเลยเหรอ” ผมอดทึ่งไม่ได้ น้ำเสียงคลายความหงุดหงิดลงไป

“ก็ได้พี่อูนี่แหละ ป้อมเรียนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนรู้เรื่องขึ้นเยอะเลย” ป้อมพูด

“ฮื่อ ดีจัง มันก็เป็นความสามารถของป้อมนั่นแหละ ถ้าสอนแล้วป้อมไม่เอา ใครก็เข็นไม่ไหว” ผมตอบ

“พี่อู พี่อู” ป้อมเรียก

“มีอะไรเหรอ” ผมถาม

“สัปดาห์นี้เราเรียนวันอาทิตย์ได้มั้ยพี่อู” ป้อมถาม

“ทำไมเหรอ” ผมอึ้งไป

“ป้อมจะไปดูหนังกับเพื่อนน่ะ” ป้อมตอบ

“แล้วไม่ดูวันอาทิตย์ล่ะ ทำไมจะมาเลื่อนเรียนพิเศษ” ผมเริ่มอารมณ์ขุ่นมัวอีก

“ก็... ก็... มันนัดกันหลายคนน่ะ ส่วนใหญ่อยากไปวันเสาร์กัน” ป้อมตอบ “ปิดเทอมไม่ได้เจอเพื่อนๆหลายเดือน ป้อมก็อยากไปดูกับพวกมัน นะ นะ พี่อู”


<บรรยากาศในซอยลาดพร้าว ๓๕ หรือชื่อในสมัยก่อนคือซอยสุภาพงษ์ ซอยนี้เป็นซอยเก่า ภายในซอยจึงมีบ้านเรือนรุ่นเก่าและที่ดินรกร้างอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย บรรยากาศในซอย หากเป็นซอยที่ใช้เป็นทางลัดออกถนนใหญ่รถจะพลุกพล่าน หากเป็นซอยย่อยที่เป็นซอยตัน บรรยากาศจะสงบเงียบ>

31 comments:

Anonymous said...

???? เนื้อเรื่องหายไปไหนครับอาอู

kung goodboy said...

พี่อูคราบบบบบ หลงตื้นเต้นดีใจตอนใหม่มาแล้ว เนื้อเรื่องหายซะงั้น 5555555

พี said...

สงสัยเล่นซ่อนหาอ่ะนะ หรือว่าเลียนแบบ แบบว่า..ต้องรอให้โพสต์ครบ 50 โพสต์ ถึงจะมาต่อ แบบ บางกระทู้แนวสตอรี่ที่หลายๆท่านชอบไปอ่านๆกัน รวมทั้งผมด้วย

*** PEE ***

Anonymous said...

โหอาอูหลงดีใจที่เเท้กระทู้ป่าว รอกระทู้จริงอยู่นะคราบ:)))))


ตังค์

Anonymous said...

รออยู่นะครับ

ทอป

อู said...

ขอโทษด้วยครับ เกิดผิดพลาด ไม่ได้ปล่อยมุข กดปุ่มโพสต์แล้วก็รีบไป ไม่ได้ดูเลย สงสัยทำไม่เรียบร้อย

ตอนนี้อ่านได้แล้วครับ

kung goodboy said...

พี่อูน่ารักเสมออ่ะ

Anonymous said...

ช่วงมีความรู้สึกที่ดีต่อกันแต่ไม่รู้ว่าได้ลงเอยรึปล่าว นี่มันลุ้นสุดๆเลยนะคะอู เอาใจช่วยน้า..!!
(..ทั้งที่พอจะคาดการณ์ข้างหน้าออกบ้างก้อเหอะ)

หนุ่มฉกรรจ์วัยประมาณ20ฝน ต้องรับหน้าที่ นี่ นู่น นั่นเรื่องบ้าน ป๊าปล่อยให้ตัดสินใจเต็มตัว แสดงว่าป๊าไว้ใจอูเต็มที่นั่นแหล่ะค่ะ

ส่วนตัวแล้ว พี่คิดว่า..รสนิยมและความต้องการในการตกแต่งบ้าน นอกจากงบประมาณแล้วพี่ว่ามันเปลี่ยนไปตามวัยและประสบการณ์ด้วยอ่ะ อูคิดว่าไง...

คนลาดพร้าว

♥ said...

:D

supermansk said...

ขอบคุณครับบบบบบบบบบบบบบ

มะขามดอง said...

สวัสดีคับคุณอา และ FC blog ของคุณอาด้วย
อ่านตอนนี้แล้วอ่านไปยิ้มไปกับความน่ารักของน้องป้อม ในขณะเดียวกันก็เกิดความรู้สึกกังวลใจอย่างบอกไม่ถูกกับความรู้สึกที่ทั้งคู่มีให้กัน.....
แอบเอาใจช่วยนายอูให้ตกแต่งบ้านเสร็จทันกำหนด ำม่อย่างนั้นได้นอนป้ายรถเมล์แน่ ๆๆ
ขอบคุณคุณอานะคับ ที่ลงมาให้อ่านอยู่เสมอ ๆ เมื่อวาน (2/3/56) ขามได้มีโอกาสไปแถวลาดพร้าวก็อดคิดถึงเรื่องต่างๆ ที่คุณอาลงให้อ่านไม่ได้ ติดตามตอนต่อไปนะครับ

Bomber_Boy said...

พี่อูเก่งจังครับ จัดการเรื่องบ้านเองทุกอย่างเลย ตั้งแต่ซื้อ-ขาย ตกแต่ง พี่อูสุดยอด..!!!

คิดถึงพี่อูนะครับ

Bomber_Boy

อู said...

วันนั้นที่โพสต์ครั้งแรก ง่วงนอนมากครับ กดปุ่มโพสต์แล้วปิดเครื่องไปเลย ไม่ได้ตรวจดูว่าเรียบร้อยไหม คงพลาดเพราะง่วงนี่แหละครับ ต่อไปจะระวังให้มากขึ้น

เรื่องตกแต่งบ้านที่พี่สาวลาดพร้าวพูดก็จริงครับ แต่ท้ายที่สุดผลก็คือแทบไม่ได้ตกแต่งอะไร แอร์ตัวหนึ่งก็สามหมื่นกว่าเกือบสี่หมื่น (ราคาตอนนั้น) ตู้ครัวก็เป็นหมื่น ที่บอกว่าทำตามใจตัวเองก็คือสั่งทำตู้หนังสือขนาดใหญ่ไว้ในห้องนอนใบหนึ่ง ชอบอ่านหนังสือแล้วตอนอยู่หอไม่มีที่เก็บ เลยตั้งใจว่าถ้ามีที่อยู่เองจะขอมีตู้หนังสือดีๆ ก็หมื่นกว่าสองหมื่นมั้ง รวมสามอย่างก็แสนแล้ว สุดท้ายก็ซื้อชุดรับแขกถูกๆ โต๊ะกินข้าวถูกๆ เตียงกับตู้เสื้อผ้าราคาปานกลาง เพราะอยากประหยัด บ้านค่อนข้างโล่งครับ เพราะว่าเฟอร์น้อย

แต่มีแอบหรูนิดหน่อยตอนซื้อเครื่องครัว เพราะซื้อชุดจานชามเซรามิกแบบชุดเดียวกันทั้งโต๊ะ แต่ก็แค่พันกว่าเท่านั้น ไม่ใช่หรูแบบหลักหมื่น ตอนอยู่หอมีจานชามนิดหน่อย แต่ไม่มีอะไรที่เป็นชุดเดียวกันเลย จานชามชุดเดียวกันทั้งโต๊ะเป็นสิ่งเล็กน้อยที่ไม่เคยมี เลยอยากได้ :-)

ถ้าเป็นตอนนี้การตกแต่งคงเปลี่ยนไปนั่นแหละครับพี่ เพราะวัยเปลี่ยนไป แต่นิสัยก็ยังเหมือนเดิมครับ คือไม่ได้หรูหราฟุ่มเฟือย จะเน้นกับบางอย่างที่ชอบนิดหน่อยเท่านั้นเอง

ตอนนี้มีรูปซอยลาดพร้าว ๓๕ ด้วยครับ เพิ่มมาทีหลัง เริ่มมีเวลาแล้ว เลยหารูปมาประกอบเสียหน่อย ต่อไปคงมีรูปมาให้ชมกันอีก แล้วก็จะเขียนตำนานสยามสแควร์ต่อด้วย

Anonymous said...

เริ่มสนุกแล้วสินะครับ ความรู้สึกเหตุการณ์เหมือนย้อนรอยชอบกลนะครับ

ทอป

Choo said...

ขอย้ายเข้าไปอยู่บ้านด้วยคน ได้ไหมครับคุณอู

Kan Kanth said...

ขอบคุณครับ ที่ทำให้ได้อ่านต่อ

อ่านดูแล้วน้องป้อม เริ่มเปลี่ยนไปนะครับ
เพราะเก่งขึ้น เริ่มเชื่อมั่นในตัวเอง เริ่มมีเพื่อนมากขึ้น
จะเหมือนน้องบอยหรือเปล่า
รออ่านต่อนต่อไป

กัน

Anonymous said...

เหตุการณ์มันคุ้นๆ เหมือนจะซ้ำรอยยังไงไม่รู้
แต่ก็ขอให้อย่าเป็นแบบนั้นเลยนะครับ
เอาใจช่วย

นายครับ said...

หวัดดีคับพี่อู :(

หายไปนานอยู่น่ะคับพี่อู มาพร้อมกับความรู้สึกเดิมๆคับ

ผมว่าป้อมมีแฟนคับชัวร์....แล้วท้ายสุดก็เหมือนเรื่องของบอย

ขออย่าเป็นงั้นเลยสงสารพี่อูกำลังคิดว่าจะมีใครสักคนมา

ช่วยปลอบใจ กลัวว่าจะต้องเศร้าใจอีกมั๊งงงง...คิดถึงน่ะคับ

อู said...

นั่นน่ะสิ ผมก็ว่าเหตุการณ์มันดูคุ้นๆอยู่

พี่ชูหิ้วกระเป๋าแล้วเข้ามาอยู่ได้เลยครับ ยังมีห้องว่าง

kung goodboy said...

พอเหตุการณ์ใกล้จะซ้ำรอยเดิม ดันทำให้ผมนึกถึงไอ้นัย สุดที่รักในความทรงจำของเด็กชายอู ช่วงนี้ไม่เห็นกล่าวถึงเลยอ่ะ สงสัยจะลืมกันซะแล้ว อิอิอิ

kung goodboy said...

หลังจากยกห้อง 1 ห้องให้พี่ชูแล้ว ยังมีเหลืออีกซักห้องมั้ยครับ กำลังหาที่พักพิงอยู่อ่ะ ห้องใต้บันไดก็ได้ครับ 55555

.... said...

มาใหม่ค่ะ เป็นกำลังใจให้นะคะ จะคอยติดตามอยู่เรื่อยๆ

ckwon said...

บอกตรงๆ จนวันนี้ยังคิดถึงนัยและหวังว่าในจะไม่ได้ตายจากอูไปตลอดการ หากจะไม่สมหวังก็ขอให้มีชีวิตอยู่ได้พบกันอีกครั้งก็ยังดี อินเว้อร์คร๊าบบบบบบบบบบ

ckwon said...

เขามารอทุกวัน รอให้อูได้เจอกับนัย ไม่รู้ว่าอีกี่ปี หรือจะมีวันนั้นมัยหนอ อินอีกแล้ว

kung goodboy said...

ช่วงที่อ่านภาค 2 ตอนจบ อ่านไปร้องไห้ไปเลยอ่ะ จิตตกอยู่หลายวัน กว่าจะตั้งหลักมาอ่านภาค 3 ได้ อินเว่อร์ไปหรือเปล่าไม่รู้ 55555

ckwon said...

คร๊าบ ค๊อตเศร้าเลย ยิ่งตอนอ่านจดหมายนะ อื้อฮือ แม่งสงสารนัย ผมอ่านแล้วผมเดาเอาเองว่านัยคงตายไปแล้วแน่ๆ ผมเลยเศร้าโฮ๊กครับ สำหรับอูนัยอาจจะเป็นความทรงจำที่เริ่มเลือนราง แต่ก็ยังอยู่ในใจเสมอ
แต่สำหรับผมอ่านมากี่ตอนๆ ก็ลุ้นแต่ไม่อยากให่นัยเป็นไรไป ถึงไม่ได้สมหวังกัน ขอแค่ไม่ตาย ได้เจอกันอีกทีก็ยังดี โอ๊ว จอร์ด กรูอินอีกแว๊วว๊อยๆ

kung goodboy said...

สักวัน นัย จะกลับมา

มะขามดอง said...

พูดถึงนัยตอนวัยเด็ก ทำให้ผมคิดถึงฉากที่เล่นกีตาร์ท่ามกลางสานฝนเป็นฉากที่ประทับใจฉากหนึ่ง ท่ามกลางสายฝน ใต้ร่มเดียวกันกับคนที่เรารักและไว้วางใจ มีเสียงกีตาร์และเสียงร้องคลอเสียงฝน จินตนาการภาพแล้ว โรแมนติกมากคับ ทุกวันนี้ทุกครั้งที่ฝนตก คล้าย ๆ จะได้ยินเสียงเพลง a lover's concerto. ดังแว่วมาพร้อมกับเสียงฝนด้วย....

ckwon said...

ขอให้ "วันนั้น" เป็นวันที่มีจริงล่ะกาน ไม่รู้ดิผมว่านะ รักครั้งแรกอ่ะ มันจะฝั่งใจ นัยคงเป็นอะไรที่สำคัญกับอูมาก ใครก็ไม่เหมือน ชีวิตเกย์จะรักใครจริงๆได้ซักกี่คน สำหรับนัยกับอู โคตรๆน่าอิจฉาเลย คือต่างคนต่างรักและผูกพันกัน ก็อยากจะดูชีวิตตัวเองเหมือนกันว่าช่วงเวลาที่เหลืออยู่จะเป็นยังไง จะได้เจอใครสักคนกะเขาบ้างมัย ฮึ้ย เศร้าอีกล่ะ เอาเป็นว่าลุ้นครับ รอตอนต่อๆไป และหวังให้นัยได้กลับมาพบกับอูอีกซักครั้ง ถึงดูแล้วจะเลือนลางยากเย็นเหลือแสนกะตามที

ckwon said...

คร๊าบ ขอให้นัยได้มีชีวิตกลับมาพบกับอูอีกสักครั้ง
ถึงแม้ว่าดูแล้วจะเลือนลางยากเย็นขึ้นไปทุกที
อูกับนัยนั้นน่าอิจฉาโคตรๆ สำหรับชีวิตเกย์ ชีวิตนึง
จะรักใครจริงๆ ได้ซักกี่คน แต่นัยกับอู ต่างคนต่างมีหัวใจที่ตรงกัน เป็นความรักความผูกพันธ์ที่ต่างคนต่างมีให้กัน เพียงแต่ไม่เคยได้พูดได้บอกกันตรงๆ เลยน่าเสียดาย และรักครั้งแรกมันจะฝั่งใจ ใครก็ไม่เหมือนนะผมว่า ยิ่งมามีเรื่องราวให้พรากจากกันแบบนี้อีก ผมว่านัยคงจะเป็นอะไรที่สำคัญมากสำหรับอู เพียงแต่เวลามันผ่านไปนาน นัยก็เลยอาจจะเลือนลางไปแล้ว แต่ก็ยังอยู่ในใจเสมอละมั้ง แต่สำหรับคนอ่านอย่างกระผม
นัยยังคงชัดเจนครับ

Anonymous said...

ทุกครั้งที่เริ่มจะรู้สึกว่าเรื่องกำลังจะไปได้สวย
กลับเหมือนฝันว่าตกเหวตลอดเลย
กลัวว่าเรื่องของป้อมก็จะเป็นเหมือนกัน