Saturday, February 16, 2013

ภาคสี่ ตอนที่ 68


“โห ทำไมบ้านพี่อูไกลจัง ทั้งไกล ทั้งลึก”

“มาครั้งเดียวทำบ่น พี่ไปสอนคุณชายทุกสัปดาห์ รู้หรือยังว่าพี่ลำบากแค่ไหน แล้วยังชอบทำงอแงไม่อยากเรียน”

“ไม่รู้หรอก”

ตุ้บ...

“รังแกป้อมเหรอ สู้นะ นี่แน่ะ...”

ตุ้บ... ตุ้บ... ตุ้บ...

“โอ๊ย กลัวแล้ว ยอมแพ้แล้วคร้าบ...”

บ่ายวันหนึ่ง ในซอยภาวนา มีชายสองคนเดินหยอกเย้ากันอยู่ในซอย ซึ่งสองคนนั้นก็ไม่ใช่ใครอื่น ป้อมกับผมนั่นเอง ป้อมอยากเห็นว่าบ้านหลังใหม่ของผมเป็นอย่างไร ผมจึงชวนป้อมมาเที่ยว

“บ้านนี้เข้าออกได้หลายซอย ซอยนี้เดินใกล้ที่สุดแล้ว หากเข้าออกทางซอยอื่นเดินกันขาลากเลย” ผมพูด พลางเหน็บ“บ้านคุณชายเดินใกล้นักนี่”

“นั่นพ่อป้อมปลูก จะมาโทษป้อมไม่ได้” ป้อมทำหน้าทะเล้น

แม้ว่าทางเข้าจากซอยภาวนาใกล้ที่สุดแล้ว แต่ก็ยังไกลหลายร้อยเมตรจากปากซอย ระหว่างที่เดินป้อมกับผมคุยกันไปหยอกล้อกันไปตลอดทาง ทำให้ไม่รู้สึกเบื่อ

ในที่สุด ทาวน์เฮาส์เรียงรายเป็นแถวยาวก็ปรากฏที่ข้างหน้า เราสองคนเดินไปหยุดยืนที่หน้าทาวน์เฮาส์หลังหนึ่ง

“ถึงแล้ว หลังนี้แหละ” ผมพูด

ผมหยิบพวงกุญแจออกมาจากกระเป๋ากางเกง หาลูกกุญแจของแม่กุญแจใหญ่ที่คล้องที่ประตูบ้าน เมื่อหาพบแล้วก็ไขและเปิดประตูเข้าไป

ลานหน้าบ้านมีขนาดไม่ใหญ่นัก สามารถจอดรถได้หนึ่งคัน ด้านข้างมีเนื้อที่เหลืออีกนิดหน่อยสำหรับเป็นทางเดิน จุดเข้าในตัวบ้านเป็นประตูกระจกบานเลื่อน ผมไขประตูกระจกเข้าไป หลังจากนั้นยังมีเหล็กดัดที่คล้องแม่กุญแจอีกชั้นหนึ่ง

“แม่กุญแจประตูเหล็กดัดอยู่ไหนหว่า” ผมพูดพลางหยิบกุญแจในพวงมาทดลองไขดูหลายดอก

“ประตูหลายชั้นจัง” ป้อมพูด

“ทาวน์เฮาส์ทั่วไปก็แบบนี้แหละ ประตูสามชั้น ขนาดเหตุการณ์ปกติยังใช้เวลาตั้งนานกว่าจะไขได้ครบทั้งสามชั้น นี่ถ้าเกิดไฟไหม้ขึ้นมาไม่รู้จะออกทันหรือเปล่านะเนี่ย” ผมบ่น นึกห่วงเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน เรื่องไฟเป็นเรื่องที่ไว้ใจไม่ได้ ข่าวไฟไหม้ย่างสดคนที่ติดเหล็กดัดในบ้านแล้วออกมาไม่ได้มีให้อ่านอยู่เสมอ

“เชิญคร้าบ” ผมพูด หลังจากที่ไขเปิดประตูเหล็กดัดได้

เราสองคนเข้าไปในตัวบ้านได้ เห็นภายในบ้านโล่งไปหมด มีแต่กำแพงและเฟอร์นิเจอร์ติดตรึงเหลืออยู่เท่านั้น อะไรที่ยกออกไปได้เจ้าของเดิมย้ายออกไปจนหมด

“ยังกะโดนขโมยขึ้นบ้าน เกลี้ยงไปหมดเลย” ป้อมหัวเราะ

“ก็ตกลงกันตามนี้ แต่ข้างบนมีเหลือตู้เสื้อผ้าเหลืออยู่บ้าง” ผมพูด “เป็นไงบ้าง”

“แล้วพี่อูจะอยู่ยังไงเนี่ย อะไรก็ไม่มีสักอย่าง แล้วอยู่คนเดียวก็เหงาแย่” ป้อมไม่ตอบแต่ถามกลับ

“ยังไม่ได้ย้ายเข้ามาตอนนี้หรอก ต้องตกแต่งปรับปรุงและซื้อเฟอร์นิเจอร์ใหม่ก่อน คงอีกสักพักใหญ่ๆเลย” ผมตอบ

“แล้วพี่อูอยู่คนเดียวไม่เหงาเหรอ กลัวผีหรือเปล่า” ป้อมถามอีก

“ยังไม่แน่ว่าพี่ชายพี่จะย้ายมาอยู่ด้วยเมื่อไร ช่วงแรกพี่อาจจะอยู่คนเดียวไปก่อน ไม่เหงาหรอก ชินแล้ว ตอนนี้อยู่หอก็อยู่คนเดียว” ผมตอบ “ไม่กลัวผีด้วย กลัวคนมากกว่า”

“ดีเลย เอาไว้ถ้าป้อมทะเลาะกับพ่อ แล้วป้อมจะมาพักอยู่กับพี่อู มีที่สิงแล้ว ฮ่า ฮ่า” ป้อมหัวเราะ

“มาสิ คิดคืนละเท่าไรดีล่ะ” ผมพูด แม้จะรู้ว่าป้อมพูดขำๆแต่ใจก็อดหวั่นไหววูบไปไม่ได้ อยู่คนเดียวมันก็เหงาจริงๆนั่นแหละ ทำเป็นปากแข็งว่าไม่เหงาไปยังงั้นเอง หลายปีที่อยู่ที่หอพักผมเข้าใจความรู้สึกนี้ แต่ก็ต้องพยายามแกล้งลืมๆมันไป หาโน่นหานี่ทำจะได้ไม่มีเวลาเหงา ถ้ามีน้องน้อยคนนี้มาอยู่เป็นเพื่อนได้จริงๆก็คงอบอุ่นดีไม่น้อย แต่ผมรู้ดีว่ามันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ป้อมเพียงแค่พูดเล่นเท่านั้น


พลั่ก

ป้อมทุบหลังผมเบาๆ ผมร้องโอ๊ย

“นี่ไง จ่ายล่วงหน้าให้แล้ว พี่อูนี่งกจัง” ป้อมพูดพลางหัวเราะ

ผมพาป้อมเดินขึ้นไปบนชั้นสอง ชั้นสองแบ่งออกเป็นสองห้องนอนหนึ่งห้องน้ำ ภายในห้องนอนมีตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่อยู่ตู้ละหนึ่งใบ เป็นตู้ไม้ฝีมือใช้ได้ทีเดียว แต่มีขนาดใหญ่ เจ้าของเดิมประเมินแล้วว่าย้ายออกไปได้ยาก จึงทิ้งเอาไว้ให้ ส่วนเตียงนั้นถอดเป็นชิ้นได้จึงถอดเอาไปด้วย ส่วนเครื่องปรับอากาศนั้นก็ถอดออกไป เหลือแต่เพียงรอยสกรูและรูขนาดใหญ่ที่กำแพงเท่านั้น

เรื่องเครื่องปรับอากาศนั้นเดิมทีไม่อยากให้ถอด แต่เมื่อดูสภาพเครื่องปรับอากาศแล้วเห็นว่าเก่ามาก เป็นแอร์ยี่ห้อไม่ดัง เอาราคาถูกเข้าว่า ที่สมัยก่อนเรียกว่าแอร์กิโล หรือแอร์บีทียูละบาท คือตัวเครื่องมีราคาถูกแต่ว่าไม่ประหยัดไฟ ในระยะยาวแล้วจะต้แงจ่ายค่าไฟหนัก เอ๊ดให้ความเห็นว่าแอร์เก่ามากทั้งยังเป็นพวกแอร์กิโล คงกินไฟน่าดู สุดท้ายจึงให้ถอดออกไปเพื่อที่ผมจะติดตั้งเครื่องปรับอากาศเครื่องใหม่แทน

“ต่อไปพี่จะมีห้องแอร์นอนแล้ว” ผมพูด เมื่อพาป้อมเดินเข้ามาในห้องนอน “แต่เดี๋ยวต้องหาซื้อแอร์มาติดเสียก่อน”

“ป้อมนอนห้องแอร์มาตั้งนานแล้ว” ป้อมหัวเราะ

“เออ ใช่ พี่ไม่ได้มีฐานะอย่างป้อมนี่ พี่นอนเปิดพัดลมมาตั้งแต่เด็ก เพิ่งจะมีห้องแอร์นอนก็คราวนี้แหละ” ผมพูด

ที่จริงตอนนั้นผมเพียงพูดขำๆเท่านั้น ปกติก็ไม่เคยน้อยเนื้อต่ำใจกับฐานะของตนเองอยู่แล้ว ตรงกันข้าม กลับรู้สึกว่าผมยังมีโอกาสที่ดีกว่าอีกหลายๆคนมากมายนัก แต่ป้อมกลับเข้าใจผิด คิดว่าผมประชดจริงๆ

“ป้อมพูดเล่นนะพี่อู อย่าคิดมาก” ป้อมรีบพูด “ป้อมไม่ได้ตั้งใจจะ เอ่อ...”

ป้อมพูดแล้วก็หยุดไป คงนึกหาคำพูดเหมาะๆไม่ได้ จึงจับมือผมมากุมเอาไว้

“โกรธป้อมหรือเปล่า... อย่าโกรธป้อมนะ” ป้อมอ้อน

ผมมองหน้าป้อม เห็นสีหน้าของป้อมบอกแววเสียใจ ดูป้อมจะห่วงใยความรู้สึกของผม ความอบอุ่นจากมือของป้อมค่อยๆแผ่ซ่านมาตามลำแขน ลามมาจนถึงหัวใจของผม ป้อมเคยทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นใจแต่มันเป็นความรู้สึกที่วูบขึ้นมาแล้วหายไปเหมือนกับฟ้าแลบที่สว่างเพียงวูบเดียว แต่ครั้งนี้กลับแตกต่างออกไป ผมเคยรู้สึกอบอุ่นใจแบบนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อไรนะ... มันนานจนผมเองก็จำไม่ได้แล้ว...

“พี่ไม่ได้โกรธป้อมเสียหน่อย พี่รู้ว่าป้อมพูดเล่น” ผมตอบ พลางบีบมือป้อมเบาๆ “พี่ก็ย้อนป้อมไปเล่นๆเท่านั้นแหละ ไม่ได้คิดอะไรจริงๆ”

“แน่ใจนะพี่อู” ป้อมแกว่งมือผมเล่น ไม่ยอมปล่อย คงยังไม่วางใจ

“จริงๆป้อม” ผมพูดอย่างจริงจัง “พี่ไม่เคยคิดว่าชีวิตของพี่ย่ำแย่เลย มีแค่นี้ก็ดีถมไปแล้ว ยังมีคนอีกเยอะแยะที่ลำบากกว่าพี่ ได้บ้านนี้มาพี่ดีใจก็จริง แต่ถ้าให้อยู่หอพักอย่างเดิมพี่ก็อยู่ได้”

“ไม่โกรธป้อมก็ดีแล้ว” ป้อมยิ้มกว้าง

“ใครจะโกรธคุณชายลงล่ะ อ้อนซะขนาดนี้” ผมตอบ พร้อมกับเอามือขยี้หัวป้อมเล่น

“อ้อนเฉพาะกับพี่อูเท่านั้นหรอก” ป้อมตอบพร้อมกับชกท้องผมเบาๆเหมือนกับแก้เก้อ “กับพ่อหรือแม่ป้อมยังไม่อ้อนขนาดนี้เลย”

“อ้าว ทำไมยังงั้นล่ะ” ผมถาม

“ไม่รู้สิ...” ป้อมตอบด้วยสีหน้าครุ่นคิด “คงเพราะสนิทกับพี่อูมากมั้ง”

ผมพาป้อมเดินสำรวจบ้านจนทั่ว แต่เนื่องจากบ้านมีขนาดเล็ก การสำรวจจึงใช้เวลาเพียงครู่เดียว บ้านนี้ยังโล่งอยู่ จะหาที่นั่งคุยก็ยังไม่มี ต้องนั่งคุยกับพื้นซึ่งเต็มไปด้วยฝุ่น ดังนั้นเราสองคนใช้เวลาอยู่ในบ้านเพียงไม่นานก็กลับ

“ต่อไปพี่คงวุ่นอีกเยอะเลย เรื่องตกแต่งบ้านกับซื้อของเข้าบ้านนี่ดูแล้วคงไม่ง่าย” ผมพูดขณะที่เราเดินอยู่ในซอย

“ยังไงก็ต้องมาสอนป้อมนะ” ป้อมรีบพูดดักคอ “เอาไว้ป้อมจะมาช่วยพี่อูเอง มีอะไรให้ช่วยบอกได้เลย”

“เรื่องสอนน่ะสอนอยู่แล้ว พี่ยังไม่อยากขาดรายได้” ผมพูดขำ “ตอนนี้ยิ่งต้องใช้เงินอยู่ด้วย”

ป้อมเงียบไปนิดหนึ่ง เหมือนกับอึ้งไป

“นี่พี่อูสอนป้อมเพราะเงินเหรอ” จู่ๆป้อมก็พูดโพล่งขึ้นมา

“เปล่า” ผมรีบตอบ “พี่พูดเล่นหรอก”

“ไม่เชื่อ” ป้อมส่ายหัวดิก ทำหน้าเคือง

“จริงๆ” ผมย้ำ “ป้อมรู้ไหมว่าพี่สอนป้อมสองวิชาต้องเตรีมการสอนป้อมเยอะขนาดไหน ถ้าพี่คิดจะสอนเพื่อเงินพี่คงเลิกสอนไปนานแล้ว”

“แล้วพี่อูทำไมถึงไม่เลิกสอนป้อมล่ะ” ป้อมถามแบบคาดคั้นอยากรู้คำตอบ

ผมอึ้งไป พอพูดเรื่องเงินก็ว่าผมสอนเพื่อเงิน พอบอกว่าไม่ได้สอนเพื่อเงินก็ยังถามอีกว่าสอนทำไม แล้วจะให้ผมตอบยังไงดีล่ะ... ผมคิดอย่างรวดเร็วพลางตัดสินใจ เอาละวะ ลองดูหน่อย...

“ป้อมรู้ไหมว่าป้อมเป็นแขกคนแรกของบ้านนี้เลยนะ” ผมวกไปคุยเรื่องอื่น

“พี่อูเพิ่งได้มา ยังไม่ทันเข้ามาอยู่เลยด้วยซ้ำ ป้อมเป็นแขกคนแรกก็ไม่แปลก” ป้อมก็ไม่เซ้าซี้อยู่กับเรื่องเดิม

“มันก็ไม่เชิง หมายถึงเป็นแขกคนแรกของพี่น่ะ ตลอดเวลาที่พี่อยู่ที่หอพักก็ไม่เคยพาเพื่อนมาเที่ยวที่หอเลย” ผมพูด

“ทำไมยังงั้นล่ะ” ป้อมสงสัย

“ก็... ไม่รู้เหมือนกัน” ผมพูดตะกุกตะกัก “อาจเป็นเพราะพี่ไม่มีเพื่อนที่สนิทมากถึงขนาดที่จะพามาเที่ยวบ้านมั้ง”

“ถ้ายังงั้นป้อมละ” ป้อมถามด้วยความอยากรู้

“กับป้อมนี่ไม่เหมือนกัน ป้อมรู้สึกว่าสนิทกับพี่ใช่ไหม พี่ก็รู้สึกว่าสนิทกับป้อมเหมือนกัน สนิทมากกว่าเพื่อนในแผนกของพี่เสียอีก...” ผมพูด

เมื่อพูดแล้วก็โล่งอก ในที่สุดผมก็ได้เปิดเผยความรู้สึกของผมที่มีต่อป้อมเสียที แต่เป็นการพูดอย่างอ้อมๆ เหมือนกับเป็นการหยั่งเชิงมากกว่า ผมอยากรู้ว่าป้อมจะมีปฏิกิริยาอย่างไร

“ป้อมพิเศษขนาดนั้นเลยเหรอ” ป้อมพูด สีหน้าบ่งบอกแววภาคภูมิใจ

“แน่นอน” ผมพูดอย่างจริงจัง “และที่พี่สอนป้อมอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะความรู้สึกนี้... รู้สึกว่าเราถูกชะตากัน... ไม่ใช่เพราะว่าเพื่อเงิน ป้อมเข้าใจพี่หรือยัง”

“พี่อูนี่ดีจังเลย” ป้อมพูดพร้อมกับจับมือผมโยกอีก “เป็นพี่ชายป้อมตลอดไปนะ”

“ได้... ไม่มีปัญหา” ผมตอบ

ป้อมนิ่งไปนิดหนึ่ง แล้วเอียงหน้ามาพูดด้วยเสียงกระซิบ

“งั้นต่อไปไม่ต้องรับค่าสอนนะพี่อู เราเป็นพี่น้องกัน พี่ต้องสอนน้องฟรีสิ ถูกไหม”

พูดจบ ป้อมก็กระโดดออกห่างจากตัวผมเมื่อเห็นผมขยับเท้า พลางหัวเราะแล้ววิ่งหนี

“ไอ้น้องเจ้าเล่ห์” ผมตะโกนพลางวิ่งไล่ตาม “ยังงี้ต้องเลี้ยงด้วยลำแข้ง”

-    - -

หลังจากที่รับโอนบ้านมาแล้ว ความยุ่งยากต่างๆก็เริ่มขึ้น ผมต้องรีบดำเนินการปรับปรุงและตกแต่งบ้าน พร้อมกับหาซื้อเฟอร์นิเจอร์เข้าบ้าน เหตุที่ต้องเร่งรีบเพราะว่าช่วงนี้ยังปิดเทอมอยู่ ถือว่าเป็นจังหวะที่เหมาะ หากเนิ่นช้าออกไป เมื่อผมเปิดเทอมแล้วก็ไม่รู้ว่าจะจัดแบ่งเวลาอย่างไร ตอนนั้นยังไม่มีประสบการณ์ในเรื่องตกแต่งต่อเติมบ้านเลย ดังนั้นจึงยังประเมินไม่ถูกว่างานเหล่านี้กินเวลาเพียงใด หากเริ่มงานได้ในช่วงปิดเทอมดูจะปลอดภัยกว่า

ในช่วงที่มองหาบ้านอยู่นั้น นอกจากติดตามนิตยสารพวกซื้อขายบ้านและที่ดินแล้วผมยังชอบอ่านนิตยสารพวกตกแต่งบ้านและตกแต่งสวนอีกด้วย ก็ตามประสาคนอยากมีบ้านนั่นแหละ บ้านที่อยากได้ย่อมเป็นบ้านในฝัน มีการตกแต่งที่สวยงาม ดูเอาไว้จะได้รู้ว่าบ้านสวยๆนั้นเป็นอย่างไร เผื่อมีโอกาสจะได้ทำตามแบบนั้นบ้าง แต่เมื่อได้บ้านเป็นของตนเองแล้วจริงๆผมก็รู้ว่าผมไม่มีทางทำแบบนั้นได้เลย เพราะการตกแต่งบ้านให้สวยงามนั้นหากเจ้าของบ้านไม่มีหัวทางด้านตกแต่งภายในอยู่แล้วละก็ต้องพึ่งมัณฑนากร ซึ่งทาวน์เฮาส์เล็กๆแบบนี้คงยากที่จะจ้างใครมาตกแต่งภายใน เพราะเป็นเรื่องที่ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม คนที่อยู่บ้านทาวน์เฮาส์แบบนี้แสดงว่าต้องการประหยัดงบ หากมีใครที่มีกำลังทรัพย์พอที่จะจ้างมัณฑนากรได้ก็คงไม่มาอยู่บ้านในระดับราคาแบบนี้

สิ่งที่ผมได้กลับเป็นความรู้จากนิตยสารพวกซื้อขายบ้านและที่ดินมากกว่า นั่นคือ รู้ว่าต้องหาผู้รับเหมามาตกแต่ง ต่อเติม แล้วอยากได้อะไรก็บอกผู้รับเหมาไป ส่วนเรื่องเฟอร์นิเจอร์นั้นหากเป็นเฟอร์นิเจอร์แบบบิลต์อินก็ต้องจ้างทำ แต่หากซื้อเป็นเฟอร์นิเจอร์แบบลอยตัวก็ไปเลือกซื้อแถวปากซอยลาดพร้าว ๒๗ ถึง ๓๓ ได้เลย ถนนช่วงนั้นทั้งสองฝั่งเต็มไปด้วยร้านขายเฟอร์นิเจอร์

“ฮัลโหล เอ๊ด วันเสาร์นี้ว่างมั้ย” ผมโทรไปหาเอ๊ด

“จะทำไมล่ะ” เอ๊ดถาม “เสาร์อาทิตย์นี้ต้องเข้ากะกลางวัน”

“อยากให้มาช่วยเลือกเฟอร์นิเจอร์กันหน่อย” ผมตอบ “วันหยุดทำไมยังต้องทำงาน”

“ช่วงนี้งานเร่ง ทำเจ็ดวันเลย งานโรงงานก็ยังงี้แหละ” เอ๊ดตอบ “เอ๊ดเพิ่งเริ่มทดลองงาน เค้าสั่งยังไงก็ต้องรับไว้ก่อน ไม่อยากเรื่องมาก เอาไว้งานซาแล้วจะไปช่วย รอได้หรือเปล่า”

“ถ้ายังงั้นช่างมันก่อน” ผมพักเรื่องเอาไว้ “ยังมีอีกเรื่อง อูจะหาช่างรับเหมาตกแต่ง ต่อเติม แล้วจะไปหาที่ไหนละเนี่ย เอ๊ดพอหาได้ไหม”

“เอ๊ดรู้จักเสียที่ไหนล่ะ” เอ๊ดตอบ

“ผู้รับเหมาแบบนี้โฆษณาในวัฏจักรมีเยอะเลย แต่อูอยากได้ที่มีคนแนะนำมากกว่า” ผมพูด

“นั่นสิ มีคนแนะนำก็ดีกว่าไปคว้าใครที่ไหนมาก็ไม่รู้ ถ้ายังงั้นเอ๊ดจะลองถามเพื่อนๆดูให้ว่าที่บ้านมีใครเคยจ้างผู้รับเหมาหรือเปล่า อูก็ลองถามเพื่อนๆดูบ้าง จะได้หาหลายๆทาง” เอ๊ดแนะนำ

เป็นอันว่าเรื่องดูเฟอร์นิเจอร์เอ๊ดยังมาช่วยดูเร็วๆนี้ไม่ได้ ต้องรองานซาก่อน ซึ่งคงอีกหลายวัน ส่วนเรื่องหาผู้รับเหมาผมกับเอ๊ดต่างก็ช่วยกันถามในหมู่เพื่อนฝูง ผมก็โทรหาเพื่อนเท่าที่พอจะโทรได้ เพราะว่าตอนนั้นยังปิดเทอมอยู่ แต่ในที่สุดก็ไม่ได้เรื่องเพราะไม่มีใครแนะนำให้ได้ ทางด้านเอ๊ดเองก็ไม่ได้เรื่องเช่นเดียวกัน ทางเลือกสุดท้ายก็คืออาจต้องลองติดต่อผู้รับเหมาที่ลงโฆษณาในหน้านิตยสารดู แค่เริ่มต้นก็เริ่มจนใจเสียแล้ว...

-    - -

วันถัดมา เวลาสองทุ่ม

“เอ... ทำไมไม่โทรมาเสียทีนะ” ผมบ่นพึมพำกับตัวเอง พลางเดินวนเวียนไปมาในห้องอย่างหงุดหงิดใจ ตอนนั้นนั่งอ่านหนังสือไม่รู้เรื่องเลย รู้สึกกระวนกระวาย จนต้องลุกขึ้นมาเดินไปเดินมา

สองทุ่มยี่สิบนาที

“เด็กชายอู ชั้นสี่ รับโทรศัพท์” เสียงชายวัยรุ่นดังออกมาจากอินเตอร์คอมประจำชั้น

“เออ รู้แล้ว” ผมร้องตะโกนตอบ ผมรู้ดีว่าเจ้าของเสียงนั้นคือแป๋ง ดังนั้นจึงไม่ต้องใช้วาจาที่สุภาพเรียบร้อยนัก

ผมรีบวิ่งลงบันไดลงไปยังชั้นล่าง เห็นแป๋งนั่งอมยิ้มอยู่ที่โต๊ะผู้จัดการ ผมไม่ได้เจอแป๋งนานแล้วทั้งๆที่อยู่ตึกเดียวกันแท้ๆ แป๋งยังคงอารมณ์ดีเช่นเคย ฟันเขี้ยวเวลาที่แป๋งยิ้มทำให้ใบหน้าของแป๋งดูมีเสน่ห์

“เฮ้ย เด็กโทรมา” แป๋งพูด

ผมรีบเดินไปรับสายทันที

“ฮัลโหล” ผมทักทาย “ทำไมป่านนี้เพิ่งโทรมา”

“เมื่อกี้พ่อใช้สายน่ะพี่อู” ป้อมตอบ

“แล้วทำไมไม่บอกพ่อไปล่ะว่าป้อมจะใช้สายบ้าง” ผมพูด

“เอาไว้พี่อูมาพูดเองละกัน ป้อมยังไม่อยากโดนพ่อเตะ” ป้อมหัวเราะ

“ยังงั้นไม่ต้องถามก็ได้” ผมพลอยหัวเราะบ้าง

“วันนี้พี่อูทำอะไรบ้างล่ะ” ป้อมถาม

“วันนี้ก็เดินอยู่แถวหน้าหอพักนั่นแหละ เดินดูเฟอร์นิเจอร์ เยอะแยะไปหมด จนเลือกไม่ถูก” ผมตอบ

“ให้ป้อมไปช่วยเลือกมั้ย” ป้อมถาม

“ก็ดีน่ะสิ มาเลยๆ” ผมตอบ

“เฮอะ” ป้อมแค่นเสียง “ดีแล้วทำไมไม่ขอให้ป้อมไปช่วยเลือกล่ะ ต้องรอให้ป้อมถาม”

“พี่ก็เกรงใจคุณชายไง เมื่อวานมาก็บ่นกระปอดกระแปดว่าไกล เลยไม่ค่อยกล้าชวน” ผมตอบ “งั้นมาช่วยพี่เลือกหน่อยสิ พรุ่งนี้เรียนเสร็จแล้วมาเลยไหม”

“ได้เลยฮะพี่อู” ป้อมตอบ

“งั้นพรุ่งนี้เจอกัน ฝันดีนะป้อม” ผมพูด

“ฮะ ฝันดีเช่นกันฮะพี่อู” ป้อมตอบ

หลังจากที่วางสาย เมื่อเดินผ่านโต๊ะผู้จัดการ แป๋งก็หรี่ตามองดูผม พลางทำเสียงจึ๊กจั๊กกวนประสาท

“เพื่อนเรานี่มีสายเข้าทุกวันเลยเว้ยเฮ้ย” แป๋งพูดพลางทำหน้ากวน “วิ่งจนหัวบันไดไม่แห้งเลย”

“สายเข้าทุกวันที่ไหน นายไม่ค่อยได้ลงมาข้างล่าง อย่ามามั่ว” ผมไม่ยอมรับ

“มั่วอะไร พี่พรเป็นคนพูดเองว่ามีโทรศัพท์ถึงนายทุกวัน” แป๋งแฉ ดีที่ไม่มีใครอยู่ใกล้ๆในเวลานั้น

พี่พรนะพี่พร ไม่นึกเลยว่าจะเอาผมไปเม้า

“นักเรียนที่เรียนพิเศษกับเราน่ะ ช่วงนี้ติวหนัก กลัวมันขี้เกียจ เลยบังคับให้มันโทรมารายงานทุกวัน” ผมทำไร่สตรอเบอรี่ คิดได้ยังไงเนี่ย เหตุผลแบบนี้ แต่ฟังดูก็เข้าที

“อ้อ” แป๋งหัวเราะ ทำสีหน้ากวนเป็นที่สุด “เหรอ”

“เออ” ผมตอบ “ ไม่คุยแล้ว จะรีบขึ้นไปทำงาน”

ผมตัดบท พลางรีบเดินหนีไปทันที

ช่วงนี้ป้อมโทรมาหาผมทุกวันจริงๆ โดยจะโทรมาในเวลาประมาณสองทุ่ม ผมรู้ดีว่าการโทรเช่นนี้คงสร้างความระแวงให้แก่พี่พร รวมทั้งคนที่ชั้นสี่ก็อาจสงสัยด้วย เพราะได้ยินเสียงพี่พรตามตัวทุกวัน แต่ผมกลับไม่ค่อยแคร์เท่าไรนัก ที่ห่วงก็คือกลัวว่าป้อมจะไม่โทรมาหาทุกวันต่างหาก แม้ป้อมจะโทรมาคุยเพียงวันละห้านาที ซึ่งไม่ได้มากมายอะไร เพียงคุยทักทายกันสั้นๆ แต่วันใดที่ป้อมโทรมาช้า ผมจะรู้สึกกระวนกระวายมาก

18 comments:

Anonymous said...

เย่ๆมาเป็นคอมเม้นเเรกได้ซักที
เเละขอบคุณอาอูมากที่ยังไม่ทิ้งกัน
รักเเละคิดถึง



ตังค์

พี said...

ความสัมพันธ์ ระหว่างสองพี่น้องไม่แท้คู่นี้จะไปถึงไหนนะ
คิดๆ แล้ว ก็อยากมีแบบนี้บ้าง...

สนิท...มาก แต่ไม่อยากให้เป็นแฟน ให้เป็นแค่พี่ๆ น้องๆ

*** PEE ***

Bomber_Boy said...

มาให้หายคิดถึง

Bomber_Boy

Anonymous said...

กลับมาแล้วฮะ หลังจากหายไปนานนนน ไล่ตามอ่านจนทันแล้ว~~~ คิดถึงจังครับ~~~


OaH

มะขามดอง said...

มาแว้วว !!!! ดีใจที่สุดเลย
อ่านแล้วก็อบอุ่นไปกับนายอูด้วยเลยครับ เรื่องตกแต่งบ้านเป็นงานช้างอยู่เหมือนกันสำหรับคนขาดประสบการณ์ สู้ ๆ ครับ
คุณอาครับ Happy Valentines ย้อนหลังนะครับ
ขามรออ่านตอนต่อไปนะครับ ช่วงนี้อากาศบ้านเราแปรปรวนพิลึก คุณอาแล้วก็แฟน ๆ บล็อค ถนอมสุขภาพกันด้วยนะครับ

นายครับ said...

มาช้าไปอีกล่ะ เมื่อวานเข้ามาดูยังไม่มีเลยคับ

คิดถึงน่ะคับพี่อู :)

Kan Kanth said...

ดีใจที่ได้อ่านครับ

พี่น้องสองคนนี้ เป็นแค่พี่น้องนะครับ
ถ้าเป็นอย่างอื่น คงเป็นความเศร้ามากกว่าความสุข
ถ้าเป็นช่วงเวลานี้ ก็อยากให้เป็นมากกว่าพี่น้อง
แต่ถ้าเป็นเวลานั้น คงเหมือนกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับนัยแน่เลย ไม่อยากคิด
แต่ว่าอยากอ่านต่อนะครับ ว่าคุณอูกับน้องป้อม จะเป็นอย่างไร

ขอบคุณครับ ที่เขียนให้อ่าน

กัน

♥ said...

ออกมาแล้ว :D

Anonymous said...

ความรักของอูนี่หนุงหนิงๆจุ๊กจิ๊กๆ น่ารักเนอะ..
ทำต่อไปค่ะ อย่าได้แคร์
ขอบคุณนะคะสำหรับตอนใหม่

คนลาดพร้าว

kung goodboy said...

อั๊ยยะ!!! คราวนี้พี่อูมาเร็วจนตั้งตัวไม่ทันเลย แสดงว่าช่วงนี้งานไม่ยุ่งใช่ไหมครับ ช่วงนี้อากาศเป็นไงไม่รู้ ร้อน ร้อน ร้อน อยู่ดีๆ ฝนตก ซะงั้น ยังไงก็รักษาสุขภาพด้วยนะครับ

Anonymous said...

ติดตามตลอด แต่ไม่ค่อยได้โพสต์ รู้สึกเอาเปรียบอูยังไงไม่รู้
เลยต้องแสดงตัวซ่ะหน่อย อยากให้ลงรูปเก่า ๆอีกน่ะครับ
ตอนนี้ป้อมน่ารักดีครับ อยากให้มิตรภาพแบบนี้คงอยู่อีกนานและตลอดไปครับ

tl000

อู said...

ไม่ได้อ่านเม้นของ t1000 มานานแล้ว ดีใจที่ได้เห็นอีก ส่วนเด็กวางระเบิดนั้นทักทายผมเรื่อยๆ ทำให้หายคิดถึงเช่นกันครับ

ช่วงนี้มีเวลามากขึ้นแล้วครับ ค่อยๆปรับตัวเขียนเพิ่มขึ้น ส่วนภาพและเรื่องตำนานสยามสแควร์เดี๋ยวจะลงต่อครับ ต้องพยายามเขียนไว้เป็นความทรงจำของพวกเราทุกคน เพราะสยามสแควร์กำลังจะเปลี่ยนโฉมไปแน่ๆแล้ว ยุคสมัยเปลี่ยน สยามสแควร์ก็คงต้องเปลี่ยน เหลือแต่เรื่องและภาพเก่าๆให้พวกเราหวนรำลึกถึงความสุขในวัยเยาว์เท่านั้นเอง

เรื่องตำนานสยามสแคร์นั้นผมหยุดไปนาน ขอเวลาไปรื้อฟื้นสักหน่อย เพราะเรื่องและรูปกระจัดกระจายมาก หากทำๆหยุดๆ คงทำไม่เสร็จ เพราะหยุดทีก็ลืมที หยุดแล้วต่อได้ยาก ดังนั้นคราวนี้หากเขียนก็ต้องทำให้ต่อเนื่องจนจบ ขอเวลาเตรียมตัวอีกนิดหนึ่งครับ

ขอบคุณพี่สาวลาดพร้าวที่เชียร์ผมกับป้อมครับ จะได้คิดจริงจังเสียที

กุ้งกับขามสบายดีนะครับ ยังไม่ได้กินฝีมือขามสักที

อู said...

อ้อ ทักทาย Oah(อ่านว่าโอ๋ใช่ไหม) กัน ตังค์ นาย พี และคนอื่นๆที่ไม่ได้เขียนชื่อด้วยครับ คิดถึงทุกคนเช่นกันครับ

พี่ชูกับคนใกล้ตัวผมหายไปไหนก็ไม่รู้ สงสัยไปเมืองนอกหรือนอกเมือง

Anonymous said...

ช่วงนี้งานยุ่งมาก ไม่ได้เข้ามาดูหลายวัน ได้เห็นพี่อูอัพตอนใหม่ก็ดีใจมากครับ ขอบคุณครับ

ทอป

kung goodboy said...

ช่วงนี้ชีวิตก็เหมือนจะมีความสุขดีอ่ะ เมื่อวันตรุษจีนได้หยุดยาวไปเที่ยวเกาะหลีเป๊ะกับกิ๊ก 4 วัน แต่พอกลับมาเริ่มเครียดเพราะกระเป๋าแห้งเลย 555555

supermansk said...

ขอบคุณครับที่มาแต่งต่อ
เห็นตัวละครชื่อ แป๋งมาละ ยังคงความกวนตีนได้แบบเดิม 55+

Snack said...

พี่อูพี่อู หนุกจุงเบย อยากรู้จังว่าป้อมรู้ว่าพี่พี่อูเป็น.... แล้วป้อมจะเป็นยังไง

Choo said...

มารายงานตัวครับอู นาย และเพื่อนเก่าๆ ในแฟนคลับคุณอูทุกท่าน

ผมมัวแต่หลงบล๊อคอยู่ครับ มัวแต่แอบอ่านอยู่ครับ เลยกลับเข้ามาอ่านตอนใหม่ไม่ถูกที่ถูกทาง ก็เลยเจอแต่ตอนเดิมครับ ไม่ว่ากันนะ อายุมากขึ้นก็แบบนี้ หลงๆ ลืมๆ

อย่าปล่อยตัวปล่อยใจกับน้องป้อมมากนะ ทุ่มมากก็เจ็บหนักนะครับ

ไปละ

ชู