Monday, November 14, 2011

ภาคสี่ ตอนที่ 52

ในช่วงปลายเดือนตุลาคมนั้นผมไปติวให้ป้อมเกือบทุกวัน จนในตอนเย็นวันหนึ่ง พ่อของป้อมกลับจากทำงานมาถึงบ้านก็เรียกผมไปพบในห้อง

“อาต้องขอบใจอูมากที่ช่วยติวให้ป้อมเต็มที่” พ่อของป้อมอารัมภบท

“เป็นเพราะป้อมยอมคุยหรอกครับ ไม่อย่างนั้นผมก็ไม่ทราบว่าจะทำยังไงเหมือนกัน” ผมตอบ

“อาก็แปลกใจเหมือนกันที่ป้อมเข้ากับอูได้ดี กับครูสอนพิเศษคนอื่นๆป้อมไม่ค่อยยอมพูด” พ่อของป้อมตั้งข้อสังเกต พร้อมกับหยิบซองจดหมายสีขาวฉบับหนึ่งยื่นให้ผม “นี่เป็นค่าสอนในช่วงปิดเทอมของอูนะ”

ผมเห็นซองมีความหนา แสดงว่าในนั้นคงใส่ธนบัตรอยู่หลายใบ ผมลังเล อยากได้ก็อยากได้ แต่ในที่สุดก็ตัดใจไม่ยื่นมือออกไปรับซองฉบับนั้น

ผมมองเงินซองนั้น ในใจคิดเตลิดไปไกล เมื่อตอนที่ผมยังเด็ก เวลาไปเที่ยวเล่นที่บ้านเพื่อนคนไหนก็ได้กินอาหารกินขนม แม้แต่ไปซื้อของที่ร้านค้าเจ้าของร้านยังหยิบขนมให้ฟรีๆ ในตอนนั้นชีวิตในชนบทยังมีน้ำใจและเอื้ออาทรแก่กันอยู่มาก แต่ในปัจจุบัน วิถีชีวิตแบบคนเมืองขยายตัวเข้าไปในชนบท ระบบเศรษฐกิจแบบใช้เงินตราทำให้ทุกอย่างกลายเป็นของที่มีราคาไปหมดเพื่อความสะดวกในการซื้อขายแลกเปลี่ยน แม้แต่น้ำใจและความเชื่อถือก็ยังสามารถตีเป็นราคาได้

ผมนึกถึงการไปออกค่ายที่เพิ่งผ่านมา สังคมในช่วงที่ไปออกค่ายนั้นผมไม่ได้ใช้เงินเลย ชีวิตเหมือนอยู่ในระบบเศรษฐกิจอีกแบบหนึ่ง ทุกสิ่งมีค่าแต่ทว่าไม่มีราคา... คิดแล้วสะท้อนใจว่าในโลกอันกว้างใหญ่ยังเหลือพื้นที่สำหรับเศรษฐกิจที่ไม่ใช้เงินตราอยู่อีกเท่าใด

“ไม่ต้องหรอกครับคุณอา ช่วงนี้ผมแค่ติวของเก่า ไม่ได้สอนอะไรใหม่” ผมพูด กับซองซองนี้ทำให้ผมรู้สึกว่าตนเองเหมือนกับมีราคาอย่างไรก็ไม่รู้... มีราคาแต่ราคานี้ก็ได้ทำลายคุณค่าและความภูมิใจในตนเองลงไป...
พ่อของป้อมไม่ได้หดมือกลับ แต่กลับถือซองนั้นค้างเอาไว้

“รับไว้เถอะ อูตั้งใจสอนน้อง มาสอนเกือบทุกวัน ต้องเหนื่อย ต้องกินต้องใช้ ต้องเดินทาง มันเป็นสิ่งที่อูสมควรได้” พ่อของป้อมพูด

“เกรดวิชาคณิตศาสตร์ของป้อมในเทอมที่แล้วไม่ค่อยดี... เอ้อ... ไม่ใช่ครับ คือหมายถึงว่าแสดงว่าผมยังสอนได้ไม่ค่อยดี ผมคิดว่าผมควรต้องรับผิดชอบครับ การมาทบทวนให้ในช่วงปิดเทอมนี้ถือว่าเป็นความรับผิดชอบของผม ถ้ารับค่าสอนซ้ำอีกผมคงไม่สบายใจ เอาไว้เปิดเทอมแล้วสอนเรื่องใหม่คุณอาค่อยคิดค่าสอนให้ดีกว่าครับ ช่วงนี้ผมปิดเทอม ว่างๆอยู่แล้ว คุณอาจัดอาหารเที่ยงให้ทุกวัน ผมก็มีค่าใช้จ่ายแค่ค่ารถซึ่งก็นิดหน่อยเท่านั้นเอง” ผมปฏิเสธอีก

เมื่อของป้อมเห็นว่าผมไม่ยอมรับก็ไม่ยืนกรานอีก ตอนนั้นวิธีคิดของผมอาจจะยังเด็กเกินไป คิดเพียงแต่ว่าคุณค่าบางอย่างไม่ควรถูกตีเป็นราคา แต่หากมองย้อนกลับไป หากพ่อของป้อมไม่เสนอค่าสอนให้ ผมอาจมองว่าพ่อของป้อมเอาเปรียบก็เป็นได้

- - -

เดือนพฤศจิกายน

ดินฟ้าอากาศวันเปิดเทอมในภาคเรียนที่สองไม่สดใสนัก ท้องฟ้าครึ้ม อากาศเริ่มเย็นลง อันเป็นลักษณะของปลายฝนต้นหนาว

สภาพภายในคณะตอนปิดเทอมกับตอนเปิดเทอมแตกต่างกันลิบ ช่วงปิดเทอมที่ผมมาทำงานที่ชมรม บรรยากาศในคณะเงียบเหงา ถนนในคณะโล่งแทบไม่มีนักศึกษาเดิน จะมีก็เพียงอาจารย์กับ รปภ. ส่วนตามม้านั่งใต้ตึกก็มีนักศึกษาอยู่น้อยมาก พวกที่มาคือมานั่งทำรายงานกลุ่มที่ยังคั่งค้างอยู่ หรือนัดนักเรียนมัธยมมาสอนพิเศษ ส่วนตอนเปิดเทอมนั้นบนถนนและตามใต้ตึกคลาคล่ำไปด้วยนักศึกษา

หลังจากที่ไม่ได้เจอกับเพื่อนๆในแผนกมาพักหนึ่ง เมื่อเปิดเทอมพวกเราก็มีเรื่องคุยกันมากเป็นธรรมดา ส่วนใหญ่ก็คุยกันเรื่องเกรด ผลการเรียนในเทอมหนึ่งที่ผ่านมาเกรดเฉลี่ยของผมแม้ได้ไม่ถึง ๓ แต่ก็เกือบๆ แม้ว่าเกรดเฉลี่ยก็ดูเหมือนจะดีขึ้นกว่าเดิม แต่หากเทียบกับเพื่อนๆในแผนกเกรดของผมจัดว่าอยู่ปลายแถว ตอนปลายเทอมที่แล้วมัวแต่ไปวุ่นวายกับเรื่องขอหนังสือมาจัดห้องสมุดจนเสียการเรียนไปบ้าง แต่ได้ขนาดนี้ผมก็พอใจแล้ว

เปิดเทอมใหม่ในครั้งนี้ ผมรู้สึกว่าตนเองเปลี่ยนไปบ้าง ผมรู้ว่าตนเองมักจับตามองคู่หนุ่มสาวที่เดินด้วยกันหรือมีความใกล้ชิดกัน เห็นแล้วก็จินตนาการไปเรื่อยเปื่อย ตั้งคำถามกับตนเองว่าคู่นี้เป็นแฟนกันหรือเปล่า ซึ่งผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าพฤติกรรมนี้ของผมเกิดจากอะไร แต่ผลจากการที่จับตาสังเกตคู่หนุ่มสาวเป็นพิเศษนี่เองทำให้ผมสังเกตพบว่าพี่อี๊ดรุ่นพี่หนุ่มเมโทรกับพิมพ์เพื่อนร่วมรุ่นขาเที่ยวของผมนั้นมีความสนิทสนมกันเป็นพิเศษ โดยสังเกตจากกิริยาของทั้งสองขณะที่เราอยู่ด้วยกันในห้องพักแผนก

เอ... คู่นี้จะชอบกันหรือเปล่าหว่า ผมอดจินตนาการไปไกลไม่ได้

“พี่อี๊ด คืนนี้พาไปเที่ยวฉลองเปิดเทอมกันหน่อย” พิมพ์พูด พลางหันมามองพวกเราสามสี่คนที่เป็นขาเที่ยวในกลุ่ม “พวกเรา ไปด้วยกันนะ”

“จะไปไหนล่ะ” พี่อี๊ดไม่ปฎิเสธ ถามกลับแบบนี้แสดงว่าคงอยากไปเหมือนกัน

“ไปคาราโอเกะ ดีมั้ย” พิมพ์เสนอ

“เฮ้ย ไม่เอา ชั้นร้องเพลงไม่เป็น” เพื่อนในกลุ่มค้าน

“เออ ไปก็ดีเหมือนกัน พูดแล้วชักอยากร้องเพลง” พี่อี๊ดสนับสนุน พลางพูดต่อพร้อมกับหัวเราะเสียงกวน “พวกที่บอกร้องไม่เป็นนี่ไปแล้วเห็นติดไมค์ยังกับมือทากาวทุกราย เฮอะๆๆ”

“ไปด้วยกันนะไอ้อู” พิมพ์หันมาชวนผม พิมพ์นั้นเวลาไปไหนมักไม่ลืมผม ชอบชวนผมไปด้วยเสมอ

“เอ้อ... เอ้อ... คืนนี้ไม่ว่าง” ผมตอบ ที่จริงก็คือแม้ว่าผมจะชอบฟังเพลงแต่ผมร้องเพลงไม่เป็นและไม่ได้สนใจร้องเพลงมาก่อนเนื่องจากเสียงเลวร้ายมาก แต่จะบอกว่าร้องเพลงไม่เป็นก็โดนพี่อี๊ดดักคอเอาไว้ก่อนแล้ว จึงเลี่ยงไปบอกว่าไม่ว่างแทน

“ไอ้บ้า ไม่ต้องมาแก้ตัว กลางคืนเป็นเวลาพักผ่อน จะไม่ว่างได้ยังไง แล้ววันนี้วันศุกร์ด้วย พรุ่งนี้ไม่มีเรียน จะตื่นสายยังไงก็ได้” พิมพ์หัวเราะ แล้วพูดแบบรวดรัด “เป็นอันว่าเธอตอบตกลงนะ”

ส่วนเพื่อนคนอื่นๆนั้นไม่มีปัญหา ต่างเล่นตัวกันพอเป็นพิธี สุดท้ายก็ตกลงไปกันหมด

- - -

บ่ายวันนั้นเอง หลังจากที่จบการเรียนในคาบสุดท้าย ผมก็เดินข้ามคณะไปยังคณะศิลปกรรม เพิ่งจะย่างก้าวเข้าไปในพื้นที่ของคณะศิลปกรรม ผมก็พบกับพี่เหล่งทันที

“สวัสดีครับพี่” ผมทักทาย นึกด่าตัวเองในใจว่าเดินไม่ดูตาม้าตาเรือ ถ้าเห็นพี่เหล่งก่อนหน้านี้จะได้หลบเสีย

“หวัดดีอู” พี่เหล่งทักทายด้วยความดีใจ “เปิดเทอมวันแรกก็มาหาพี่เลยนะ”

“แหะ... ครับ พี่” ผมอึกอัก

“เอ๊ะ นี่เรามาหาพี่หรือเปล่านี่” พี่เหล่งถาม

ทำไมพี่เหล่งสงสัยหว่า เพิ่งคุยกันประโยคเดียวเองก็รู้ทันผมเสียแล้ว

“ก็... ก็... มาหาพี่นั่นแหละครับ” ผมยังปากแข็ง

พี่เหล่งมองหน้าผมแล้วอมยิ้ม

“ยังงั้นดีเลย พี่กำลังหิว เราไปหาอะไรกินที่เวิลด์เทรดกันดีกว่า” พี่เหล่งพูด

“เฮ้ย ไม่ได้พี่” ผมอุทาน

“ทำไมจะไม่ได้” พี่เหล่งทำหน้าแบบว่าคราวนี้แกเสร็จฉันแน่

“เอ่อ... ผม... ผมจะแวะมาหาจุ๋มด้วยน่ะครับ” ผมกลายเป็นคนติดอ่างขึ้นมาในทันใด

“พูดมาแค่นี้ก็หมดเรื่อง” พี่เหล่งหัวเราะ “เดี๋ยวนี้ไม่สนใจพี่เหล่งแล้วนะ ชวนไปกินก็ไม่ไป”

“แหะ... สนใจสิครับ พี่รหัสทั้งคนจะไม่สนใจได้ยังไง แต่ว่า... แต่ว่า...” ผมคิดคำแก้ตัวไม่ออก

“เออๆๆ พี่เข้าใจแล้ว” พี่เหล่งหยุดแกล้งผม “พี่ล้อเล่นน่ะ อูไปเถอะ วันนี้พี่ยังไม่ชวนหรอก”

“ครับ ขอบคุณ” ผมโล่งอก แต่ยังถามย้ำเพื่อความแน่ใจ “ไม่โกรธนะพี่”

“เออน่า... บอกแล้วว่าพี่ล้อเล่น จะไปหาจุ๋มก็รีบไปเถอะ” พี่เหล่งหัวเราะขำอีก เมื่อเห็นพี่เหล่งหัวเราะผมก็แน่ใจได้ว่าพี่เหล่งไม่ได้โกรธจริงๆ

ผมเดินเข้าไปในคณะ ขึ้นบนตึกเรียนไปยังห้องที่จุ๋มใช้ซ้อมดนตรีหลังเลิกเรียน เมื่อเดินถึงหน้าห้องก็ได้ยินเสียงไวโอลินกับเปียโนเล่นคลอกันลอยออกมา เพียงฟังแนวเปียโนก็จำได้ทันทีว่าเป็นเพลง Imagine ของจอห์น เลนนอน

ผมหยุดยืนอยู่หน้าห้อง ฟังเพลงด้วยความรู้สึกที่เลื่อนลอย เพลงนี้ผมก็เคยหัดเล่นเหมือนกัน ไม่ได้เล่นเสียนานจนแทบจะลืมไปแล้ว... แต่ยังจำท่วงทำนองอันไพเราะและเนื้อเพลงอันกินใจได้

You may say that I'm a dreamer
But I'm not the only one
I hope some day you'll join us
And the world will be as one

ใช่สินะ ผมเองก็เป็นนักฝันเหมือนกัน... ผมตามหาความฝันที่ยิ่งนานก็ยิ่งเลือนลางและยิ่งจับต้นชนปลายไม่ถูก...

เสียงเพลงหยุดลงแล้ว เพลงจบลง แต่การตามหาความฝันของผมยังไม่จบ ผมยังต้องเดินทางต่อไป...

ผมเปิดประตูและชะโงกหน้าเข้าไปในห้อง เมื่อจุ๋มเห็นผมผมก็ผละออกมายืนรออยู่ที่ระเบียงหน้าห้องเหมือนเช่นเคย

“หวัดดีพี่อู” จุ๋มเดินออกมาและทักทายด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

“เทอมใหม่เป็นไงบ้าง” ผมถาม

“ก็ยังงั้นๆแหละพี่ เหมือนเดิม” จุ๋มตอบ “แล้วพี่อูล่ะ เป็นไง”

“เปิดเทอมมาเพื่อนก็ชวนเที่ยวเลย คืนนี้จะไปร้องคาราโอเกะกัน” ผมตอบ

“โห... คงสนุกนะ” จุ๋มทำเสียงตื่นเต้น “จุ๋มไม่เคยไปเลย”

“พี่ก็ไม่เคยไปเหมือนกัน” ผมตอบ รู้สึกผิดในใจนิดๆที่ผมได้เที่ยวสนุกส่วนจุ๋มไม่ค่อยมีโอกาสได้ไปเที่ยวที่ไหนเลย ผมจินตนาการเห็นภาพบ้านที่กว้างใหญ่แต่รกรุงรัง ห้องนอนมืดๆ รกๆ มีชายคนหนึ่งนอนป่วยอยู่บนเตียงและจุ๋มกำลังฉีดยาให้ที่หน้าท้อง...

“พี่อู พี่อู... เอ๊า เรียกไม่ขานเสียอีก” ได้ยินเสียงจุ๋มเรียก

“คือยังงี้...” ผมตัดสินใจอย่างรวดเร็ว “จุ๋มเคยไปเที่ยวงานลอยกระทงไหม”

“เคยไปลอยกระทงตอนเด็กๆ ไปกับพ่อน่ะ” จุ๋มตอบ

“พี่หมายถึงงานเทศกาลลอยกระทง... แบบงานวัดน่ะ เคยไปไหม” ผมถามใหม่

“ไม่เคยหรอก” จุ๋มสายหน้า “เคยแต่ไปลอยกระทงในแม่น้ำเฉยๆ”

“พรุ่งนี้วันลอยกระทงพอดี คืนพรุ่งนี้ไปเที่ยวงานภูเขาทองกันไหม ก็เป็นงานวัดน่ะ จัดทุกปีในช่วงลอยกระทง” ผมชวน พรุ่งนี้เป็นวันเสาร์และเป็นวันลอยกระทง ยามกะทันหันนึกที่เที่ยวเหมาะๆไม่ออก นึกได้แต่สถานที่ที่เคยไปมา งานภูเขาทองที่วัดสระเกษก็สนุกพอใช้ได้ จุ๋มน่าจะชอบ แม้จุ๋มจะดูหน้าตายิ้มแย้ม อีกทั้งยังมองโลกในแง่ดี แต่เมื่อได้รู้เรื่องราวเกี่ยวกับตัวจุ๋มทำให้ผมคิดว่าจุ๋มคงไม่ค่อยมีความสุขในชีวิตเท่าไรนัก ถ้าผมจะทำอะไรที่ช่วยให้จุ๋มมีความสุขขึ้นมาได้บ้างแม้จะเพียงชั่วครู่ชั่วยาม ผมก็อยากทำ

“ไปได้ยังไง แม่ไม่ให้ไปเที่ยวไหนตอนกลางคืน แล้วก็ต้องกลับไปฉีดยาให้พ่อด้วยแหละ” จุ๋มพูด “ว่าแต่งานมีที่ไหนล่ะพี่อู”

“วัดสระเกษ แถวๆหัวถนนราชดำเนินไง” ผมตอบ แล้วพยายามโน้มน้าว “กลางคืนออกไม่ได้ ไปตอนกลางวันก็ได้ งานออกร้านตอนบ่ายๆเย็นๆก็เริ่มแล้ว ตอนบ่ายแก่ๆเราก็ไปเดินสักชั่วโมงสองชั่วโมงพอให้ได้บรรยากาศงานเทศกาล แล้วก็กลับบ้าน ใช้เวลาไม่มาก จุ๋มไปได้น่า”

จุ๋มนิ่งคิดอยู่นาน

“ไม่ต้องลังเลแล้ว ความลังเลเป็นบ่อเกิดของความไม่แน่นอน” ผมยกสำนวนของนักขายยาเร่มาใช้ “ไปเถอะ กลับถึงบ้านไม่เกินหกโมงเย็นแน่นอน”

“สำนวนอะไรของพี่อูน่ะ” จุ๋มหัวเราะ “ลองดูก็ได้ค่ะ ไปก็ไป”

ผมคำนวณเวลาดู พรุ่งนี้ต้องสอนป้อม กว่าจะเสร็จก็เที่ยง หากมีสอนติดพันก็อาจจะเลยไปถึงบ่ายโมง จึงนัดกับจุ๋มว่าเจอกันที่มาบุญครองเวลาบ่ายสามโมง จากนั้นจึงค่อยนั่งรถสาย ๔๗ จากหน้ามาบุญครองไปลงที่หน้าวัดสระเกษ

- - -

“นี่ ป้อม ตั้งใจทำหน่อยสิ ยุกยิกอยู่นั่นแหละ” ผมดุป้อมเมื่อเห็นป้อมนั่งหมุนปากกาบนปลายนิ้วอยู่เป็นนานสองนาน เมื่อป้อมนั่งหมุนปากกาก็เป็นอันรู้กันว่าป้อมคิดไม่ออก

การสอนในวันนี้เป็นเนื้อหาของ ม.๔ เทอมสอง ผมพยายามติวของเก่าให้ป้อมจนเสร็จทันภายในปลายเดือนที่ผ่านมา เมื่อขึ้นเรื่องใหม่ป้อมก็ติดคิดไม่ออกอีก วันนั้นผมสอนป้อมไปก็รู้สึกง่วงนิดหน่อยเหมือนกันเพราะว่าเมื่อคืนไปร้องคาราโอเกะอยู่จนดึก อีกทั้งวันนี้อยากจะสอนให้เสร็จโดยเร็ว จะได้ไม่ผิดนัดกับจุ๋ม

“เมื่อยแล้วพี่อู” ป้อมบ่น “วันนี้หัวไม่แล่นเลย”

ผมเอาปากกาเคาะหัวป้อมเบาๆ

“เอ้า เคาะขี้เลื่อยออกมาให้แล้ว หัวแล่นแล้ว ทำต่อได้” ผมพูด

“ในหัวป้อมเต็มไปด้วยรอยหยัก มีขี้เลื่อยที่ไหน” ป้อมเถียง พลางวางปากกาในมือลงและยื่นมือขวามาให้ผม “ป้อมเขียนจนเมื่อยแล้ว นวดมือให้ป้อมหน่อยดิ”

“พี่มาสอนพิเศษให้เรานะ ไม่ใช่หมอนวดประจำตัว” ผมหัวเราะ ในระยะหลังป้อมงอแงกับผมบ่อยๆ แต่ว่างอแงไม่มาก พอขำๆ ไม่ถึงกับดื้อรั้น สุดท้ายก็เชื่อฟังผม ดังนั้นการงอแงของป้อมจึงไม่ได้น่ารำคาญแต่อย่างใด ตรงกันข้าม กลับทำให้ป้อมดูเป็นเด็กๆ น่ารักดี

“นั่นแหละ อะไรก็ช่าง ถ้าไม่นวดป้อมทำต่อไม่ไหว เมื่อยมากเลย” ป้อมพยายามที่จะถือไพ่เหนือกว่าผม

“เฮ้อ ยุ่งจริง เด็กคนนี้” ผมแกล้งบ่น แต่ก็นวดมือให้ตามที่ป้อมต้องการ

การที่ได้สัมผัสมือของป้อมทำให้ความคิดของผมเตลิดเปิดเปิง... ป้อมเรียน ม.๔ ป่านนี้บอยก็เรียนอยู่ ม.๕ แล้ว มือของป้อมนุ่ม เนียน และเรียบลื่น อันเป็นลักษณะของเด็กที่เรียนอย่างเดียว ไม่ได้ทำงานบ้าน ส่วนมือของบอยไม่นุ่มเนียนเท่าไรนัก ฝ่ามือของบอยมีรอยด้านเพราะบอยทำงานบ้านและโหนรถเมล์ ป่านนี้ไอ้น้องบอยเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้... ผมพยายามสลัดความคิดฟุ้งซ่านให้ออกไปจากสมอง

“เวลาไปโรงเรียน ที่บ้านไปรับไปส่งล่ะสิ” ผมพูดในขณะที่นวดมือให้ป้อม “คุณชายจริงๆเลย”

“ทำไมพี่อูรู้ล่ะ” ป้อมถาม

“ไม่ยาก ก็มือนิ่มซะขนาดนี้ ไม่มีรอยด้านเลย แสดงว่าไม่ได้ทำงานบ้าน ไม่ได้โหนรถเมล์ด้วย ก็แสดงว่ามีรถรับส่ง” ผมเฉลย

“โห พี่อูฉลาดจัง” ป้อมชม “มีลูกขอ... โอ๊ย”

ก่อนที่ป้อมจะพูดจบ ผมก็หยิกมือของป้อมเสียก่อน

“นี่แน่ะ พูดมากนัก” ผมหัวเราะ แล้วปล่อยมือป้อม “พอแล้ว เรียนกันต่อ”

ป้อมหัวเราะขำไปด้วยที่ผมรู้ทัน จากนั้นก็ก้มหน้าก้มตาทำโจทย์ต่อไป ป้อมคงไม่รู้ว่าผมนวดมือให้ป้อมเพียงครู่เดียวก็ต้องรีบหยุดเพราะเกรงว่าจะฟุ้งซ่านมากไปกว่านี้



<คาราโอเกะ ธุรกิจคาราโอเกะนั้นกำเนิดในประเทศญี่ปุ่นและเริ่มบูมในราวยุค พ.ศ. ๒๕๒๐ หลังจากนั้นก็แพร่ลายไปในประเทศต่างๆ รวมทั้งในประเทศไทย โดยยุคแรกของร้านคาราโอเกะในประเทศไทยนั้นจะอยู่แถวซอยธนิยะ สีลม และถนนสุขุมวิท เพื่อบริการชาวญี่ปุ่นในไทยเป็นหลัก ต่อมาร้านคาราโอเกะก็แพร่หลายมากยิ่งขึ้น มีทั้งชาวญี่ปุ่น ชาวไทย และชาติอื่นๆมาเที่ยว ชาติที่นิยมร้องคาราโอเกะรองจากญี่ปุ่นได้แก่ชาวไต้หวัน ในยุคแรกๆชาวไทยส่วนใหญ่ยังเป็นผู้ฟังมากกว่า การร้องคาราโอเกะในยุคแรกยังเป็นระบบม้วนเทป โดยเป็นม้วนเทปที่บันทึกเสียงดนตรีเอาไว้โดยไม่มีเสียงร้อง ไม่มีภาพ การร้องก็ไม่มีห้องส่วนตัว แขกที่มาเที่ยวจะนั่งตามโต๊ะคล้ายร้านอาหาร แต่ละโต๊ะจะมีสมุดรวมเนื้อเพลงให้ โต๊ะใดที่ต้องการร้องเพลงอะไรก็ให้เขียนบอกผู้ควบคุม ผู้ควบคุมจะเป็นคนจัดคิวร้องเพลงให้ เมื่อถึงคิวของโต๊ะใดก็จะขึ้นป้ายบอก แล้วคนในโต๊ะนั้นก็รับไมโครโฟนไปร้อง ต่อมาในราวปี พ.ศ. ๒๕๓๐ จึงเข้าสู่ยุคของคาราโอเกะที่เป็นเลเซอร์ดิสก์ สามารถฉายภาพและเนื้อเพลงขึ้นจอได้ด้วย และก็เป็นช่วงเดียวกับที่ร้านคาราโอเกะเริ่มแพร่หลายในหมู่ชาวไทยและชาวไทยเริ่มนิยมร้องคาราโอเกะมากขึ้น คนหนุ่มสาวก็นิยมร้อง มีร้านคาราโอเกะเปิดกระจายไปในจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ เช่น เชียงใหม่ ฯลฯ ร้านคาราโอเกะและเทคโนโลยีด้านเครื่องคาราโอเกะพัฒนาไปเรื่อยๆ จนต่อมามีเครื่องเล่นวีซีดีคาราโอเกะ และร้านคาราโอเกะที่จัดห้องร้องเพลงเป็นส่วนตัวสำหรับหมู่คณะ รวมทั้งหลังปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ก็เข้าสู่ยุคตู้คาราโอเกะที่เป็นตู้เล็กๆ ตั้งอยู่ตามศูนย์การค้า ที่เด็กวัยรุ่นชอบไปนั่งเบียดกันอยู่ในตู้พร้อมทั้งหยอดเหรียญเพื่อร้องเพลง ในภาพ ภาพบนเป็นตู้คาราโอเกะในญี่ปุ่นในยุคแรก เป็นตู้ที่ให้ความบันเทิงแบบส่วนตัว ส่วนภาพล่างเรียกตู้คาราโอเกะเหมือนกันแต่เป็นตู้คาราโอเกะในยุคหลัง สภาพคล้ายตู้เสื้อผ้า หากเบียดเสียดกันจริงๆก็เข้าไปได้หลายคน นิยมติดตั้งตามศูนย์การค้า ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยรุ่น>

17 comments:

Anonymous said...

เย้ๆ คนแรก สงสัยจะมีแฟนเป็น ญ มาเปิดซิง นะครับ 555+

แบงค์ครับ

มะขามดอง said...

สวัสดีครับคุณอาอู ตอนต่อไปท่าทางจะสนุกนะครับ
ผมเคยไปเดินงานวัดภูเขาทองครั้งหนึ่ง ถ้าจำไม่ผิดก็คงเป็นงานลอยกระทงนี่และ เพราะตอนนั้นอากาศหนาวแล้ว
คนเยอะมากกกกกก....แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่สนุกมากครับ มีอะไรแปลกตาให้เห็นเยอะดี

น้ำท่วมลดบ้างยังครับคุณอา ที่หอผมน้ำกลิ่นแรงมากแล้ว แต่ก็เริ่มลดระดับลงมาเรื่อย ๆ ภาวนาให้แห้งในเร็ววัน

kan said...

สวัสดีครับ คุณอู

มีตอนใหม่มาให้อ่าน แสดงว่ายังปลอดภัยอยู่
น้องน้ำยังไม่มา หรือว่าจะไม่มา อันนึ้คงไม่รู้แน่

ขอไปอ่านก่อนนะครับ

กัน

Anonymous said...

สวัสดีครับ พี่อูน้ำลดหรือยังครับ ถ้าลุยน้ำระวังเรื่องโรคที่มากับน้ำด้วยนะครับ ขอให้ปลอดภัยนะครับ แล้วพี่อูคิดเป็นแฟนกับจุ๋มหรือเปล่าครับ
ทอป

Anonymous said...

ผมดูมาตั้งหลายเดือนแล้วครับ นึกว่าอาอูจะไม่โพสอีกแล้ว ก็ดีใจครับได้อ่านชีวิตของคนที่มีประสบการ ผมก็อยากรู้อะครับว่าชีวิตแบบนี้จะต้องใช้ชีวิตยังไง ผมเองยังคิดไม่ออกเลย

รุ่งริ่ง said...

รอคอยตั้งนาน สุดท้ายก็มาต่ออีกที
ขอบคุณมากนะครับ

ปล.แต่อยากได้ยาวๆ กว่านี้ซักหน่อย

อู said...

ที่บ้านน้ำลดลงบ้างแล้วครับ แต่ยังลดไม่มาก ยังไม่มีความเสียหายอะไรเพราะว่ายังไม่ได้เข้าตัวบ้าน แต่ข้าวของยังเก็บที่สูงอยู่ ยังไม่ได้เอาลง เพราะไม่แน่ใจว่าจะมีท่วมระลอกสอง สาม ตามมาหรือไม่ น้ำที่ท่วมกลิ่นไม่ดีแล้วเช่นกันแต่ไม่แรงนัก ยังดีที่น้ำไม่ค่อยนิ่ง มีไหลไปมาได้บ้าง หากน้ำนิ่งคงแย่กว่านี้ ขอบคุณที่เป็นห่วงครับ คิดว่าจะรอดูจนปลายเดือน หากไม่มีอะไรก็จะยกของลงแล้ว

งานลอยกระทงภูเขาทองก็สนุกดีครับ ถ้าไปกับคนที่มีความหมายกับเรา การเที่ยวก็จะสนุก หากไปเดินคนเดียวก็เหงา ที่จริงโดยนิสัยของผม ผมไม่ค่อยชอบพาใครไปในสถานที่ที่ผมมีความหลังอยู่ อย่างเช่นร้านโดนัทที่เคยชอบนั่งผมก็ไม่ค่อยอยากไปนั่งกินกับใครหากไม่จำเป็น ชอบไปนั่งรำลึกถึงความหลังคนเดียวมากกว่า งานภูเขาทองนี้ก็เช่นกัน แต่ในเมื่อนึกไม่ทัน พูดไปแล้วก็ต้องเลยตามเลย

เป็นแฟนกับจุ๋มหรือเปล่า... ไม่รู้เหมือนกันครับ คงต้องติดตามกันต่อไป

พี่สาวลาดพร้าวของผม กลับมาได้แล้วครับ น้ำลดไปเยอะแล้ว พี่ป้าขวัญเปิดร้านได้หรือยัง

เด็กหลัง รร. เป็นไงบ้างครับ คงสบายดี รร. เก่ากลายเป็นทะเลไปแล้ว

Anonymous said...

ขอบคุณอาอูที่มาต่อนะครับ ดูแลตัวเองด้วยครับ
Federick

Anonymous said...

นายอูกำลังทำให้ชาวชุมชนสับสนนะครับ

มีพื้นที่ที่น้ำไม่ท่วมแน่ๆ ก็คือภูเขาทองนี่และ

บอย

Anonymous said...

อูคะ..ยังกลับไม่ได้ค่ะ
เพราะบ้านที่เคยอยู่อู่ที่เคยนอนมีน้องเข้มาว่ายน้ำและแง่มขาคน..แถมน้ำไม่ลดลงอีกตะหาก
ถึงเน็ตที่นี่จะเน่าบ่อยแต่ยังติดตามเรื่องของอูอยู่ค่ะ

คนลาดพร้าว

Riverunt said...

คุณอู เป็นคนที่มีอุดมการอันแรงกล้าจริงๆ ทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ ความคิดอ่านแบบเด็กๆ โดยใช้อารมณ์นำหน้าเหตุผลเริ่มลดน้อยถอยลงไป

โดยส่วนตัวคิดว่า คุณจุ๋มก็เป็นบทเรียนหนึ่งของความรักที่ไม่ค่อยพร้อมเท่าไร เพราะเป็นช่วงจังหวะสับสนในชีวิตรักที่จะเลือกเป็นเกย์ต่อไปหรือไม่

และที่สำคัญ ผมคิดว่า เทอมสองนี้คงเริ่มมีคน ที่คุณอูสนใจแน่นอน เพราะเรื่องเรียนเริ่มลงตัว จัดสรรเวลาว่างก็ค่อนข้างลงตัว เหลือแต่ที่ว่างตรงหัวใจเท่านั้นที่ต้องการคนมาเติมเต็มให้ชีวิตสมบูรณ์ และทายว่าคงเป็นผู้ชาย มากกว่า ผู้หญิง

Anonymous said...

และทายว่าคงเป็นผู้ชาย มากกว่า ผู้หญิง
********
ป้อมงัย ป้อมก้อผู้ชายนะคับ
ใช่ปะอู
น้ำหยดลงหินทีละนิดทุกวัน
ขนาดนวดมือให้ป้อมยังกลัวใจตัวเองถึงกับต้องปล่อยมือ สงสัยซะแล้ว อิอิอิ

มะขามดอง said...

สวัสดีอีกครั้งครับคุณอา ถ้าจะพูดถึงสถานที่ที่มีความหลังผมก็ชอบไประลึกความหลังคนเดียวเหมือนกันครับ บางครั้งเราก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะไปคิดถึงมัน แต่พอผ่านสถานที่ที่เคยไปด้วยกัน ภาพเก่า ๆ มันก็ผุดขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
ผมว่าการที่ไม่รู้ว่าเค้าอยู่ที่ไหนเป็นอยู่อย่างไร มันยังทรมานน้อยกว่าที่เรารู้ทุกอย่างแต่ไม่อาจจะทำอะไรได้เลยอีกนะครับ
ผมว่าความรู้สึกที่ก่อเกิดระหว่างคุณอากับคุณจุ๋ม มันน่าจะเป็นความรู้สึกที่เหมือนเจอคนที่รู้ใจและเข้าใจเรามากกว่า แต่มันก็ไม่ใช่ในแบบความรัก ในความรู้สึกผมนะ เพราะผมเองก็เคยเกิดความรู้สึกแบบนี้เหมือนกัน

ชายเถิก เกิดเกิดเกิดเกิด said...

ป้อมน่ารักจังๆๆๆๆ

หลาบเอง said...

เมื่อไหร่จะมาอัพน้อ

พี said...

คิดถึงน้องบอยเนอะ...คุณอู

จะได้เจอบอยอีกไหม...?

*** PEE ***

Anonymous said...

จัดตารางวุ่นเสียขนาดนั้นจะไปทันหรือนั่น?

หลาน Arus ของอาอู