Saturday, July 30, 2011

ภาคสี่ ตอนที่ 38

ชีวิตนักศึกษาชั้นปีที่สองของผมนั้นดูเหมือนจะเริ่มต้นอย่างราบรื่น วิชาเรียนในแผนกดูน่าสนใจดี หากเป็นวิชาในแผนกชั้นเรียนแต่ละวิชามีผู้เรียนไม่มากนัก ทำให้ตอนเรียนรู้สึกใกล้ชิดกับอาจารย์ผู้สอน ต่างจากการเรียนในห้องบรรยายขนาดใหญ่ตอนชั้นปีหนึ่งที่แทบจะมองใบหน้าผู้สอนไม่เห็น นอกจากนี้อาจารย์ผู้สอนที่เป็นอาจารย์ในแผนกดูจะทำตัวสนิทสนมใกล้ชิดกับนักศึกษามากกว่าอาจารย์ที่สอนวิชาปีหนึ่ง

เรื่องหนึ่งที่ทำให้อึดอัดใจอยู่บ้างก็คือสถานะของผม การที่สอบเทียบมาทำให้เพื่อนรุ่นเดียวกันกลายเป็นรุ่นน้อง ผมจะวางตัวแบบรุ่นพี่ก็ลำบากใจ ขณะเดียวกันพวกปีหนึ่งที่รู้ว่าผมสอบเทียบมาก็มักไม่คิดว่าผมเป็นรุ่นพี่ ดังนั้นสถานะของนักศึกษาชั้นปีสองที่สอบเทียบมาในสายตาของพวกปีหนึ่งจึงเป็นเพียงนักศึกษาชั้นปีหนึ่งครึ่งเท่านั้น คือมีสถานะครึ่งๆกลางๆ ไอ้กี้และเพื่อนคนอื่นๆก็มีความรู้สึกแบบเดียวกัน ดังนั้นพวกปีหนึ่งครึ่งหลายคนจึงไม่ว้ากน้องเพราะว่าบางทีว้ากไปก็โดนด่ากลับ สำหรับผมเองนั้นไม่ชอบการว้ากน้องอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาอะไร แต่ก็มีปัญหาเรื่องการวางตัวบ้างเหมือนกัน

ตั้งแต่เปิดเทอมมา ผมพยายามหลบเลี่ยงเพ็ญมาตลอด จะเดินไปที่ไหนในคณะก็พยายามสอดส่ายสายตามองหาเพ็ญไปด้วย หากเจอจะได้หลบ แต่เท่าที่ผ่านมาหลายวันก็ยังไม่เจอเพ็ญเลยแม้แต่ในโรงอาหารเวลาพักเที่ยง จนผมรู้สึกเบาใจ คิดว่าเพ็ญคงพยายามไม่เจอผมเหมือนกัน ส่วนที่ชมรมวิชาการนั้นเพ็ญไม่ได้มาช่วยงานแล้ว ผมจึงเดินเข้าออกชมรมได้อย่างสบายใจ

ผมย่ามใจอยู่ได้เพียงไม่กี่วัน ในที่สุดผมก็ปะกับเพ็ญเข้าอย่างจังในตอนบ่ายวันหนึ่ง เราเดินสวนกันตรงบันไดหน้าตึกเรียนหลังหนึ่งในคณะขณะที่เราทั้งสองคนต่างก็กำลังเดินอยู่ในหมู่เพื่อนๆ ตอนที่ผมเจอเพ็ญนั้นผมไม่เห็นเธอเลยจนเมื่อเราเดินสวนกันในระยะกระชั้นชิด แม้ผมจะเตรียมใจเอาไว้บ้างแล้วแต่เมื่อเจอกันอย่างกะทันหันในระยะเผาขนเช่นนี้ผมก็ทำอะไรไม่ถูกไม่ชั่วขณะ

“เอ้อ เอ้อ เอ้อ...” ผมตั้งตัวไม่ถูก “หวัดดีเพ็ญ”

“หวัดดีจ้ะอู” เพ็ญอึ้งไปนิดหนึ่งเช่นกัน จากนั้นก็ทักทายผมพร้อมกับส่งยิ้มให้ เพ็ญควบคุมอารมณ์ได้ดีมาก กิริยาของเพ็ญเหมือนกับการทักทายเพื่อนตามปกติ

เอ้อ... คือ... เพ็ญเป็นไงบ้าง สบายดีไหม” ผมตะกุกตะกัก อดรู้สึกละอายไม่ได้ที่รับมือกับสถานการณ์ไม่ได้ดีเท่ากับเพ็ญ

“ก็สบายดี” เพ็ญตอบ “อูล่ะ เป็นไงบ้าง”

ผมมองหน้าเพ็ญ แต่ไม่กล้าสบตาเธอนานนัก ความรู้สึกผิดทำให้ผมไม่กล้าสู้หน้าเพ็ญ ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาเพ็ญนานๆ แต่เท่าที่ได้สบตาเพ็ญแว่บหนึ่ง ผมเห็นแววตาของเธอดูเฉยเมย ผมเองก็แยกแยะไม่ออกเหมือนกันว่าแววตาแบบนี้ควรเรียกว่าเฉยเมยหรือเรียกว่าว่างเปล่าดี

“ก็ใช้ได้ แต่รุ่นน้องไม่ค่อยเกรงใจ คอยนึกว่าเราเป็นเพื่อนอยู่เรื่อย” ผมพยายามขำ

“เด็กสอบเทียบก็ยังงี้แหละ” เพ็ญยิ้ม “ต้องทำใจ”

ผมสะอึกกับคำว่าต้องทำใจ ไม่รู้ว่าเพ็ญตั้งใจพูดในความหมายอื่นหรือเปล่า

“แล้วนี่เพ็ญกำลังจะไปไหนล่ะ” ผมถาม

“กลับแผนก เมื่อกี้มาเรียนแถวนี้” เพ็ญตอบ

“อ้อ... ถ้ายังงั้น... แล้วเจอกันใหม่นะเพ็ญ” ผมนึกเรื่องพูดไม่ออก รู้สึกกระอักกระอ่วนกับสถานการณ์ จึงจบการสนทนาเอาดื้อๆ จากนั้นเราก็แยกย้ายกัน เมื่อเราเดินจากกันนั้นผมไม่กล้าหันหลังกลับไปมองเพ็ญอีกเลย

“เฮ้อ... หรือว่าถ่านไฟเก่าจะลุกโชนขึ้นมาอีก” เพื่อนที่เดินมาด้วยกันรำพึงเบาๆ

“...”

“ดูไอ้อูมันทำเข้าสิ เย็นชาซะนาดนี้ มันจะไปโชนได้ยังไง” อีกคนหนึ่งพูดต่อ เรื่องที่ผมคบกับเพ็ญเป็นแฟนกันนั้นเป็นเรื่องที่ลือกันจนรู้ไปทั่วคณะ คือเป็นเรื่องที่เอาไปพูดกันโดยที่แม้ผมจะแก้ต่างอย่างไรก็ไม่มีใครเชื่อ อีกทั้งเมื่อตอนที่ผมหลบหน้าเพ็ญ เพื่อนๆก็เอาไปลือกันทั่วคณะอีกว่าเราสองคนเลิกกัน

“ตกลงมึงเลิกกับเพ็ญเพราะอะไรกันแน่วะไอ้อู” เพื่อนถามต่ออีก “มึงได้ยังงี้แล้วจะเอาอะไรอีก”

“ก็บอกแล้วว่าไม่ได้เป็นแฟนกัน เป็นเพื่อนสนิทกัน แล้วจะมาเลิกกันได้ยังไง” ผมเถียงไปข้างๆคูๆ “มึงพูดเรื่องนี้มาร้อยครั้งแล้วมั้ง เบื่อโว้ย”

“กูก็เบื่อความปากแข็งของมึงเหมือนกัน ท่าทางเค้ายังงั้นน่ะนะที่มึงบอกว่าเป็นเพื่อนสนิท” เพื่อนยังไม่ยอมเลิก

“ท่าทางเพ็ญเป็นยังไงเหรอ” ผมถาม ผมว่าเพ็ญนิ่งมากจนผมดูไม่ออก แต่บางทีเพื่อนๆอาจเห็นอะไรบ้างก็ได้

“ก็ยายเพ็ญนิ่งซะขนาดนั้น ดูก็รู้ว่าแกล้งทำเป็นไม่มีอะไรเพื่อกลบเกลื่อน” เพื่อนตอบ

“มึงรู้ดีขนาดนั้นเลยนะ มีลูกอย่าลืมขอกูตัวนึงนะ คงแสนรู้แน่เลย” ผมหัวเราะ

“มึงก็เหมือนกัน ไอ้อู ท่าทางมึงหลุกหลิกเหมือนคนมีพิรุธ แล้วยังมาทำพูดตลกฝืดกลบเกลื่อนอีก กูดูไม่ออกก็หน้าง่าวแล้ว” เพื่อนใช้ภาษาเหนือเสียด้วย

“บอกแล้วไม่เชื่อก็ไม่รู้จะว่าไง” ผมยืนกระต่ายขาเดียว “แล้วแต่จะคิดก็แล้วกันโว้ย ไปก่อนดีกว่า”

พูดจบผมก็เดินปลีกตัวมาจากเพื่อนๆทันที

- - -

เมื่อแยกจากเพื่อนแล้ว ผมเดินลัดเลาะไปตามซอกตึกไปจนถึงสนามหญ้าขนาดใหญ่หน้าคณะ เดินตัดสนามหญ้าไปจากนั้นเดินต่อไปอีกหน่อยก็ถึงคณะศิลปะ วันนี้ผมมาหาพี่เหล่งเพื่อให้พี่เหล่งเลี้ยงตามนัดนั่นเอง

ผมเดินขึ้นไปจนถึงห้องพักนักศึกษาก็พบพี่เหล่งกำลังนั่งคุยอยู่กับนักศึกษาสาวปีหนึ่งสองคน

“หวัดดีครับพี่” ผมทักทาย

“แน่ะ อูมาได้เวลาพอดี กำลังรออยู่เลย” พี่เหล่งทักตอบ

“เรื่องกินเรื่องใหญ่ โดยเฉพาะกินฟรี ผมไม่พลาดอยู่แล้วละพี่” ผมตอบ

“มากันพร้อมแล้ว ยังงั้นไปกันเลย” พี่เหล่งพูดกับสาวสองคนนั้น จากนั้นก็หันมาพูดกับผม “วันนี้พี่พาน้องไปกินด้วย”

เมื่อเห็นผมทำหน้างง พี่เหล่งจึงพูดต่อ “สองคนนี้เป็นน้องรหัสของน้องรหัสของพี่อีกทีหนึ่ง พอเค้ารู้ว่าพี่จะพาอูไปเลี้ยงเค้าเลยฝากให้เลี้ยงน้องรหัสของเค้าด้วย”

เอาน้องรหัสของตัวเองฝากให้พี่รหัสพาไปเลี้ยง ยังงี้ก็มีด้วย

“พี่รหัสของสองคนนี้ช่วงนี้เค้าต้องซ้อมหนักน่ะ เตรียมตัวลงแข่งไวโอลิน อีกไม่กี่วันก็จะแข่งแล้ว เลยฝากพี่พาไปเลี้ยงรับขวัญน้องใหม่รอบหนึ่งก่อน เมื่อแข่งเสร็จแล้วเค้าจะพาไปเลี้ยงเองอีกที” พี่เหล่งรีบอธิบายเพิ่มเติมเหมือนกับจะรู้ว่าผมยังมีคำถามอยู่ในใจ จากนั้นจึงแนะนำทุกคนให้รู้จักกัน “มาๆๆ พี่แนะนำน้องๆให้รู้จักกันก่อน คนนี้จุ๋ม คนนี้นา แล้วก็คนนี้พี่อู อยู่ปีสองคณะเทคโน เป็นน้องรหัสของพี่เองจ้ะ”

เมื่อฟังพี่เหล่งอธิบายแล้วผมก็ไม่แปลกใจเนื่องจากรู้ดีว่าพี่เหล่งใจดีและเอาใจใส่น้อง ดีไม่ดีอาจไม่ใช่น้องรหัสฝากให้พาไปเลี้ยงแต่ว่าเป็นพี่เหล่งเสนอจะพาไปเองเสียด้วยซ้ำ

ผมพิจารณาดูน้องรหัสของน้องรหัสพี่เหล่งทั้งสองคน จุ๋มเป็นสาวหน้าหมวยสุดขีด ใบหน้าเรียว ตาชั้นเดียวแต่ทว่ากลมโต ต่างจากไอ้กี้ที่ตาชั้นเดียวแต่แทบจะดูไม่ออกว่าตอนไหนลืมตาตอนไหนหลับตา จุ๋มผิวขาว ตัวค่อนข้างสูงเพรียว ส่วนนานั้นผิวสีน้ำตาล ใบหน้าสั้น รูปร่างเตี้ยกว่า

พวกเราออกจากมหาวิทยาลัย เพื่อขึ้นรถเมล์ไปสยามสแควร์ สมัยนั้นนักศึกษาที่ขับรถมาเรียนก็พอมีบ้าง ส่วนใหญ่ใช้บริการรถประจำทางกันทั้งนั้น ถนนหนทางในมหาวิทยาลัยจึงดูโล่งๆ ต่างจากทุกวันนี้ที่ทุกมหาวิทยาลัยต่างแออัดคับคั่งไปด้วยรถยนต์

“ไปกินร้านไหนดีอู” พี่เหล่งถามผมขณะที่ยืนรอรถเมล์

“โดนัทก็ได้พี่” ผมตอบ ที่จริงอยากบอกให้พี่เหล่งไปกินสเต๊กไฮไลท์แต่ก็กลัวพี่เหล่งจะล่มจมเนื่องจากไปกันหลายคน

“เบื่อแล้ว” พี่เหล่งตอบ “เอแอนด์ดับบลิว... ไม่เอาดีกว่า ไปบ่อยแล้วเหมือนกัน”

พี่เหล่งยืนคิดสักครู่ก็เห็นรถเมล์สาย ๔๐ เข้าป้ายก็เรียกให้พวกเราขึ้นรถทันที

“รถมาแล้ว ขึ้นไปก่อนเถอะ” พี่เหล่งพูด

เพียงครู่เดียวรถก็พาพวกเราไปถึงสยามสแควร์ ผมขยับตัวเพื่อเตรียมลงแต่พี่เหล่งส่ายหัวเป็นความหมายว่ายังไม่ต้องลง

“ยังไม่ลง เดี่ยวเราไปที่อื่นกัน” พี่เหล่งพูดกับผมและน้องๆ

รถเมล์สาย ๔๐ พาเราผ่านหน้ากรมตำรวจ ที่แรกผมคิดว่าพี่เหล่งจะพาเราไปที่เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ แต่เมื่อถึงป้ายแล้วพี่เหล่งก็ยังไม่ลง รถเมล์พาเราข้ามสี่แยกราชประสงค์ไปแล้วพี่เหล่งจึงค่อยบอกให้พวกเราลงจากรถ

“จะไปไหนล่ะพี่”ผมถาม

“โน่นไง” พี่เหล่งบุ้ยใบ้ให้ผมดูยังฝั่งตรงข้าม

โรงแรมเอราวัณตรงสี่แยกราชประสงค์ในตอนนั้นยังล้อมรั้วปิดเพื่อก่อสร้างโรงแรมหลังใหม่อยู่ เห็นแต่ศาลท้าวมหาพรหมที่ตั้งเด่นอยู่ตรงมุมถนน ด้านข้างของเขตก่อสร้างเป็นตึกอัมรินทร์พลาซ่าซึ่งมีลักษณะเด่นอยู่ที่เสาทรงโรมันแบบไอโอนิกขนาดใหญ่ ในตอนนั้นยังมีห้างสรรพสินค้าโซโก้อันเป็นห้างสรรพสินค้าญี่ปุ่นอยู่ ชั้นล่างตรงหัวมุมตึกมีร้านอาหารขึ้นป้ายสีแดงและมีตัวหนังสือสีเหลืองเป็นตัวเอ็มเด่น มันคือร้านขายอาหารฟาสต์ฟูดแมคโดนัลด์นั่นเอง

“เบื่อโดนัทสยามสแควร์แล้ว มากินแฮมเบอร์เกอร์บ้างดีกว่า” พี่เหล่งพูดพลางพาพวกเราเดินขึ้นสะพานลอยไปยังฝั่งตรงข้าม

โลกที่ผมคุ้นเคยก็มีอยู่เพียงแค่สยามสแควร์ เลยออกมาที่เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์นี่ก็เปรียบเหมือนสุดขอบโลกแล้ว พอข้ามสี่แยกราชประสงค์มาด้านอัมรินทร์พลาซ่านี่ก็เหมือนกับออกนอกโลกมาเลย

“เบื่อหรือเปล่า มากันบ่อยไหม” พี่เหล่งถามพวกเรา “พี่ชอบที่นี่ บรรยากาศดี”

“ไม่ค่อยได้มาค่ะ” จุ๋มตอบ ส่วนนาบอกว่ามาบ่อยๆตอนที่เรียนอยู่ชั้นมัธยม

“กินได้ครับพี่” ผมตอบเลี่ยงๆ ไม่บอกว่ามาบ่อยหรือไม่ทั้งๆที่จริงนั้นไม่เคยมาเลย

พวกเราเดินเข้าไปในร้าน ร้านแมคโดนัลด์สาขานี้เป็นสาขาแรกที่เปิดในเมืองไทย เปิดมาได้ราวสี่ห้าปีแล้ว ตอนนั้นจำได้ว่าที่สยามสแควร์มีโฮเบอร์เกอร์ ร้านแมคโดนัลด์ก็มีแล้ว แต่ดูเหมือนกับว่าพี่เหล่งตั้งใจพาพวกเรามาที่สาขานี้โดยเฉพาะ อาจเป็นเพราะว่าบรรยากาศดีกว่าอย่างที่ว่า

สภาพภายในร้านกว้างขวาง โปร่ง โล่ง และสว่าง มีโต๊ะเก้าอี้ขนาดเล็กกระทัดรัดวางเรียงรายเหมือนในร้านโดนัท ดูทันสมัยสำหรับยุคนั้น แต่ก็คงดูทันสมัยเมื่อเทียบกับการแต่งร้านในยุคนี้ไม่ได้ ภายในร้านมีวัยรุ่นนั่งอยู่เต็มไปหมด ส่วนใหญ่มากันเป็นกลุ่ม ที่เคาน์เตอร์เห็นวัยรุ่นต่อคิวจ่ายเงินและรับอาหารกันอยู่หลายคน

“จะสั่งอะไรกันดี” พี่เหล่งถาม “เดี๋ยวจุ๋มกับนาสั่งแล้วไปหาที่นั่ง อูมาช่วยพี่ยกของก็แล้วกัน”

“ครับ” ผมตอบรับอย่างงงๆ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมเข้าร้านแฮมเบอร์เกอร์ ไม่รู้ว่าต้องทำอะไรบ้าง ปกติไม่เคยเข้าร้านแฮมเบอร์เกอร์ ขนาดที่คณะมีซุ้มขายแฮมเบอร์เกอร์ผมอยู่มาปีกว่าเพิ่งเคยกินไปเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

ผมเห็นจุ๋มกับนาเดินไปดูเมนูที่หน้าเคาน์เตอร์ ส่วนพี่เหล่งลากผมมายืนรอต่อคิวสั่งอาหาร เมื่อสองสาวดูเมนูแล้วก็มาบอกพี่เหล่ง จากนั้นก็เดินไปหาโต๊ะนั่ง ผมจึงมองไปที่เมนูที่เป็นป้ายขนาดใหญ่พร้อมภาพและราคาที่เคาน์เตอร์บ้าง เห็นมีแฮมเบอร์เกอร์หลายชนิด ดูไปดูมาก็แยกไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไร จึงหมายตาอันที่ราคาถูกที่สุดเอาไว้และบอกพี่เหล่งไป

“รับอะไรดีครับ” พนักงานหนุ่มถามพี่เหล่งเมื่อคิวของพี่เหล่งมาถึง

พี่เหล่งสั่งอาหารและเครื่องดื่มตามที่สองสาวต้องการ พร้อมกับของผมและของพี่เหล่งเอง พนักงานจัดอาหารใส่ถาดมาให้ในเวลาอันรวดเร็ว จากนั้นพวกเราก็ยกถาดอาหารที่เต็มไปด้วยของกินไปที่โต๊ะที่สองสาวนั่งรออยู่

ระหว่างที่กินแฮมเบอร์เกอร์พวกเราก็คุยกันไป ส่วนใหญ่พี่เหล่งเป็นคนนำการสนทนา สองสาวปีหนึ่งค่อนข้างคุ้นกับร้านนี้เนื่องจากนาจบมาจากโรงเรียนชื่อดังข้างๆห้างโซโก้นี่เอง ส่วนจุ๋มก็จบจากโรงเรียนชื่อดังในย่านอโศก ส่วนผมนั้นเป็นคนเดียวที่หลุดมาจากหลังเขา ไม่เคยเข้าร้านแมคโดนัลด์มาก่อนเลยในชีวิต แต่ในเมื่อไม่มีใครถามก็ไม่ได้บอกออกไป

ผมสังเกตเห็นลูกค้าในร้านส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่น ส่วนใหญ่กินอาหารในถาดหมดไปนานแล้วแต่ยังนั่งคุยกันอยู่ บางโต๊ะก็เป็นนักศึกษานั่งกับนักเรียนหลายคน ใช้ร้านอาหารเป็นสถานที่สอนพิเศษ รวมความแล้วแต่ละโต๊ะล้วนแต่นั่งแช่กันทั้งนั้น

“แต่ละโต๊ะนั่งรากงอกกันทั้งนั้นเลยนะพี่” ผมตั้งข้อสังเกต

“ร้านนี้ก็ยังงี้แหละ” พี่เหล่งตอบ

เมื่อก่อนการสอนพิเศษส่วนใหญ่มักสอนกันตามม้าหินหรือโรงอาหารในมหาวิทยาลัย ยุคนั้นเป็นยุคแรกเริ่มที่มีการติวหรือสอนพิเศษกันตามร้านอาหารฟาสต์ฟูด ซึ่งบรรยากาศดีกว่าการติวตามม้าหินมากเนื่องจากมีเครื่องปรับอากาศอีกทั้งยังไม่ต้องคอยหลบฝนยามฝนตก ข้อเสียที่เห็นมีอยู่อย่างเดียวก็คือแพง เพราะต้องสั่งอาหารและเครื่องดื่มด้วย

เรานั่งคุยพร้อมกับกินอาหารและดื่มเครื่องดื่มอยู่ประมาณหนึ่งชั่วโมง นาเป็นคนช่างคุย พูดจาฉาดฉาน ส่วนจุ๋มพูดน้อยกว่าแต่ไม่ถึงกับเงียบขรึม พี่เหล่งหาเรื่องชวนคุยไปเรื่อยส่วนผมนั้นก็คุยบ้างแต่ส่วนใหญ่นั่งฟัง ปล่อยให้สาวๆคุยกันมากกว่า

ประมาณหกโมงเย็น จุ๋มก็ขอตัวกลับ

“พี่เหล่งคะ จุ๋มคงต้องกลับก่อนแล้วล่ะ” จุ๋มพูด

“อ้าว จะรีบไปไหนล่ะ” พี่เหล่งรั้ง

“มีงานบ้านต้องทำค่ะ” จุ๋มตอบ “กลับช้านักไม่ได้”

“อ้อ ทำงานบ้านเองเหรอ” พี่เหล่งถามอีก “แล้วอูกับนาล่ะ รีบกลับหรือเปล่า”

นาส่ายหัวบอกว่าไม่รีบ ส่วนผมนั้นเห็นว่าคุยกันนานพอสมควรแล้ว ใจก็คิดอยากกลับอยู่เหมือนกัน

“กลับก็ได้ครับพี่ ผมอิ่มแล้ว” ผมตอบ

“บ้า” พี่เหล่งหัวเราะ

ในที่สุดพวกเราก็แยกย้ายกันกลับ บ้านของนาอยู่บนถนนสุขุมวิท จึงข้ามไปขึ้นรถยังฝั่งตรงข้ามอันเป็นด้านที่เราลงรถมา ส่วนผมเดินไปขึ้นรถที่หน้าเซ็นทรัลเวิลด์ ตอนนั้นยังไม่มีรถสาย ปอ.๕๑๔ การกลับหอพักต้องนั่งรถเพื่อไปต่อสาย ๘ ที่อนุสาวรีย์อีกทีหนึ่ง ขณะที่เดินข้ามถนนเพื่อข้ามไปยังฝั่งเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์นั้นเองผมก็สังเกตว่าจุ๋มเดินตามมาด้วย

“จุ๋มขึ้นรถที่ไหนน่ะ” ผมชะลอฝีเท้าจนจุ๋มเดินมาทัน จากนั้นชวนคุย

“หน้าเวิลด์เทรดค่ะพี่อู” จุ๋มตอบ

“อ้อ บ้านอยู่ไหนเหรอ” ผมถามต่อ

“อยู่ในซอยอารีย์ค่ะ” จุ๋มตอบ

“งั้นก็ไปทางเดียวกัน พี่อยู่ลาดพร้าว จะไปต่อรถที่อนุสาวรย์” ผมพูด

จุ๋มรอรถเมล์สาย ๗๗ ส่วนผมนั้นที่จริงหากจะไปต่อรถที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิสามารถขึ้นได้หลายสาย แต่วันนั้นผมตัดสินใจรอรถสาย ๗๗ เพื่อไปพร้อมกับจุ๋ม

“ขยันนะ ทำงานบ้านเองด้วย” ผมหาเรื่องชวนคุย ที่จริงก็อดรู้สึกแปลกใจไม่ได้ที่รู้ว่าจุ๋มนั้นทำงานบ้านเอง เพราะว่าจุ๋มจบจากโรงเรียนชื่อดัง อีกทั้งบ้านยังอยู่ในซอยอารีย์ซึ่งในความคิดของผมแล้วผู้ที่พักอาศัยอยู่ในซอยนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้มีฐานะ ดังนั้นจึงไม่น่าต้องทำงานบ้านเอง

“เมื่อก่อนก็มีแม่บ้านมาช่วยค่ะ แต่ว่ามาทำแล้วก็ออกไป ได้มาหลายคนก็ออกไปหมด ในที่สุดก็เลยไม่ได้หาอีก” จุ๋มอธิบาย

“บ้านใหญ่ งานคงหนักนะ” ผมเลียบเคียงถาม

“ทำหมดไม่ไหวหรอกพี่อู ห้องไหนไม่ได้ใช้ก็ไม่ทำ บางห้องก็ปิดตายไปเลย” จุ๋มพูด

การเลียบเคียงถามของผมได้ผล อย่างน้อยก็รู้ว่าบ้านของจุ๋มนั้นคงเป็นบ้านขนาดใหญ่ น่าจะเป็นครอบครัวที่มีฐานะแต่โชคร้ายที่หาแม่บ้านไม่ได้ คนในครอบครัวเลยต้องทำกันเอง

“แล้วจุ๋มต้องรับผิดชอบงานบ้านอะไรบ้างล่ะ” ผมถามต่อ

“ก็... หลายอย่างค่ะ” จุ๋มตอบ

รถเมล์มาถึงอนุสาวรีย์ชัยฯพอดี ผมจึงขอตัวลง

“พี่ลงก่อนนะ แล้วคุยกันใหม่” ผมกล่าวลา

“ค่ะพี่อู เดินดีๆนะ” จุ๋มพูด

“ทำไม พี่เดินไม่ดีหรือไง” ผมงงกับคำพูดของจุ๋ม

“ก็เห็นพี่อูเดินสะดุดโน่นสะดุดนี่” จุ๋มพูดพลางกัวเราะกิ๊ก

“พี่ก็ซุ่มซ่ามแบบนี้แหละ” ผมรู้สึกหน้าชาที่โดนรุ่นน้องแซว “ไปละ”

พูดจบผมก็เบียดแทรกคนไปยังประตูรถ แต่ยังไม่ทันจะได้ก้าวลงจากรถ รถก็เคลื่อนตัวออกไปก่อน

“อ้าว เฮ้ย” ผมอุทาน

เพิ่งถูกรุ่นน้องว่าซุ่มซ่าม นี่ก็มัวแต่คุยจนลงรถเมล์ไม่ทันอีกแล้ว ผมยืนรออยู่แถวบันไดจนรถเมล์จอดป้ายถัดไปที่ปากซอยลือชาจึงได้ลงจากรถ




<(คลิกที่ภาพเพื่อดูภาพเต็ม)อาคารอัมรินทร์พลาซ่าในสมัยก่อนมีห้างญี่ปุ่นชื่อโซโก้ อาคารนี้เปิดตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๘ โดยห้างโซโก้และร้านแมคโดนัลด์สาขาแรกก็เปิดให้บริการในปีเดียวกันนั้น ตอนเปิดใหม่ค่อนข้างเงียบแต่ต่อมานักเรียนและนักศึกษาชอบเข้ามานั่งแช่ครั้งละนานๆจึงทำให้ดูมีคนมาก ต่อมาก็พัฒนามาอีกขั้นหนึ่งโดยนักศึกษาบางคนใช้เป็นสถานที่สอนพิเศษด้วย ซึ่งกลายเป็นเรื่องปกติของร้านอาหารแบบฟาสต์ฟูดในเวลาต่อมา ต่อมาห้างโซโก้ปิดไปในปี พ.ศ. ๒๕๔๗ ภาพร้านแมคโดนัลด์นี้ถ่ายเมื่อประมาณปี ๒๕๔๔ หาภาพที่เก่ากว่านี้ยังไม่ได้>




<(คลิกที่ภาพเพื่อดูภาพเต็ม) อาคารอัมรินทร์พลาซ่าในปัจจุบัน ร้านแมคโดนัลด์ได้รับการปรับปรุงใหม่ ดูหรูหรากว่าเดิม>

17 comments:

Anonymous said...

คนแรกครับ

Anonymous said...

คนที่สองคับ

Anonymous said...

ที่สามอ่ะ

Anonymous said...

มารักอาอู แล้วครับ
พึ่งหายป่วย และสอบเสร็จครับ

หลาน Arus ของอาอู

Anonymous said...

สรุปว่าป้าจุ๋มมาทำป่วนเหรอ...
ต่อไปข่าวก็จะเป็น อาอูติดสาวดุริยางค์จนทิ้งน้าเพ็ญ

หลาน Arus ของอาอู

Anonymous said...

รอคอยเธอมาแสนนาน ทรมานวิญญาณหนักหนา (ครางฮือๆ)ชีวิตอาอูดูว่นวายดีจัง เป็นกำลังใจให้นะครับ
Federick

พี said...

มาแล้ว....

ขอบคุณคร้าบ...

ที่มาเล่าเรื่องอูให้ได้อ่านกันต่อ

พายุกำลังเข้า...รักษาสุขภาพด้วยนะครับ


*** PEE ***

Anonymous said...

8... ครับ

แบงค์ครับ

kan said...

มาติดตามครับผม
ว่าแต่คุณอู หายไปนานเลยนะครับ
ไม่สบายตัว หรือ ไม่สบายใจละครับ
อ่านจากเรื่องน่าจะไม่สบายใจหรือเปล่าครับ
เพราะตอนนี้ดำเนินเรื่องแบบเรื่อยๆนะครับ
ตอนนี้ไม่มีเรื่องน่าตื่นเต้น
หรือว่ากำลังสร้างตอนตื่นเต้นเร้าใจครับ
ห้าห้าห้า

กัน

Anonymous said...

เข้ามารายงานตัวกับสายฝน
สองสาวจะเข้ามาในชีวิตอูหรือเปล่านะ

ป้าขวัญ

Anonymous said...

ตอนโซโก้เปิดใหม่ๆ จำได้ว่าไปอุดหนุนอยู่พักนึง แล้วก้อกินแมคฯที่นี่ด้วยค่ะ(เหมือนกับที่ไปนั่งละเลียดโดนัทแถวสยามเพื่อความอินเทร็นด์)สุดท้ายรู้แล้วว่าอะไรก็อร่อยสู้ข้าวราดแกงร้อนๆของไทยเราไม่ได้ อิอิ

พี่คิดคล้ายคุณกัน เหมือนอูจะเหนื่อยกายหรืออาจจะเหนื่อยใจ พักผ่อนเยอะๆนะคะ FCเป็นห่วง

คนลาดพร้าว

อู said...

ขอบคุณที่ยังติดตามและเป็นห่วงครับ

กันกับพี่สาวลาดพร้าวอ่านแล้วรู้สภาพของผมเลย เก่งจัง ครับ ช่วงนี้พักผ่อนน้อย แต่ละวันนอนน้อยครับ คิดอะไรไม่ค่อยออกเลย บางทีก็มึนๆเหมือนกัน

ที่บอกว่าช่วงนี้ไม่มีอะไรตื่นเต้น ก็ไม่รู้จะว่ายังไงเหมือนกัน ให้ชีวิตได้พักบ้างสิครับ ทีตอนวุ่นวายก็ถามว่าเห็นมีแต่เรื่อง เมื่อไรชีวิตจะสงบสุขได้บ้าง พอสงบขึ้นมาก็บอกว่าไม่ตื่นเต้นอีก กลุ้มใจเหมือนกันแฮะ

หลาน arus หายป่วยไวๆ เดี๋ยวก็งานภูเขาทองอีกแล้ว

U Nakrub said...

อ้อ ตอบป้าขวัญ เป็นจุ๋มครับ

นัย said...

ตอนนี้ รออูนานนาน 2(4.10) ถึง 30(21.33) รวมแล้วก็ 29 วัน นับเป็นนาทีต่อนาทีก็ 41,363 นาที
เคยบทความที่บอกว่า งานเขียนจะบอกถึงสภาพของคนเขียน จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้

นัย

Riverunt said...

แอบมาอ่านรวดเดียวจบ เล่นเอาตาค้างเป็นอาทิตย์เลยครับ เนื้อเรื่องสนุกเข้มข้นดีจัง ชีวิตคงผ่านอะไรมามากมายนะครับ คุณอู
โดยส่วนตัวพักแถวลาดพร้าว ก็เลยได้อารมณ์ร่วมค่อนข้างมาก ขอให้มีงานเขียนดีๆ ออกมาเรื่อยๆ นะครับ ติดตามอ่านเสมอ

Choo said...

มารายงานตัวครับอู

ชู

Anonymous said...

จะมีอะไรตื่นเต้นอีกไม๊ครับ


...OaH...