Saturday, July 2, 2011

ภาคสี่ ตอนที่ 37

หลังจากที่ผมตัดสินใจเรียนต่อที่เดิม ผมก็ดำเนินชีวิตต่อไปตามปกติ ที่บ้านมีแต่แม่กับเอ๊ดที่รู้เรื่อง ส่วนพ่อนั้นทุกคนปิดเอาไว้ตามคำขอของผม ที่มหาวิทยาลัยนั้นมีเพื่อนรู้กันพอสมควร การที่ผมสอบได้นั้นไม่ได้มีหน้ามีตาอะไรเลย ตรงกันข้าม เพื่อนๆกลับคิดว่าผมเพี้ยนเนื่องจากสละสิทธิ์ ผมจึงกลายเป็นตัวตลกให้เพื่อนๆล้อเลียนอยู่พักใหญ่

ต้นเดือนมิถุนายน วันเปิดเทอม...

ในที่สุดการเรียนในวันแรกของปีการศึกษาใหม่ก็เริ่มต้นขึ้น ผมเดินเข้าไปในมหาวิทยาลัยด้วยความรู้สึกแปลกๆ น้องใหม่เป็นจำนวนมากในชุดนักศึกษาใหม่เอี่ยมละออเดินกันขวักไขว่ การแต่งกายของผมในปีนี้เป็นเพียงเสื้อเชิ้ตแขนสั้น กางเกงสีกรมท่า กับเข็มขัดตรามหาวิทยาลัยเท่านั้น เพราะว่าเป็นรุ่นพี่แล้ว ส่วนรองเท้าหนังสีดำก็ยังใช้อยู่ เพียงแต่ว่าไปซื้อรองเท้าวิ่งมาใส่สลับบ้างเนื่องจากรองเท้าวิ่งนั้นใส่สบายกว่ารองเท้าหนังแข็งๆมาก

ที่ว่ารู้สึกแปลกๆก็เนื่องจากน้องใหม่ชั้นปีหนึ่งนั้นเป็นเพื่อนร่วมรุ่นที่โรงเรียนเก่าของผมอยู่หลายคน บางคนก็อยู่คณะเทคโน บางคนก็อยู่คณะอื่น การมีรุ่นน้องเป็นเพื่อนหรือว่ามีเพื่อนเป็นรุ่นน้องนี้เป็นความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน รวมทั้งยังไม่รู้ว่าต่อไปผมจะวางตัวอย่างไร จะว้ากเพื่อนก็กระอักกระอ่วนใจ ยิ่งถ้าต่อไปได้เพื่อนมาเป็นน้องรหัสนี่คงยิ่งทำหน้าไม่ถูกเข้าไปใหญ่

บรรยากาศในวันเปิดภาคเรียนวันแรกคึกคักแจ่มใส ผมเดินเข้าคณะจากนั้นก็เดินลัดเลาะเพื่อไปยังโต๊ะกลุ่มสาม ขณะที่เดินไปก็ทักทายเพื่อนซึ่งเป็นน้องใหม่ไปตลอดทาง แตกต่างจากตอนที่ผมเป็นน้องใหม่ในปีที่แล้วที่เดินเข้าคณะโดยแทบไม่รู้จักใครเลย จากการพูดคุยทำให้ผมได้รู้ความข่าวคราวของเพื่อนคนอื่นๆอีกไม่น้อย ที่ห้องผมนั้นปีนี้สอบได้แพทย์สามสี่คน รวมกับที่สอบเทียบแล้วเข้าแพทย์ได้ในปีที่แล้วก็เจ็ดแปดคนทีเดียว นอกจากนั้นยังมีที่สอบได้วิศวะ ทันตแพทย์ เภสัชอีก บางคนก็สอบไม่ติดที่ใดเลยก็มี

ช่วงปีหนึ่งเทอมสองผมไม่ค่อยได้มาที่โต๊ะกลุ่มนักเนื่องจากมัวแต่ขลุกอยู่ที่ชมรม แต่เนื่องจากตอนต้นปีการศึกษาเป็นเวลาที่พวกพี่ปีสองต้องมาอยู่ประจำที่กลุ่มเนื่องจากมีกิจกรรมที่เกี่ยวกับน้องใหม่หลายอย่าง ถือว่าเป็นสปิริตอย่างหนึ่งของชั้นปีสอง ดังนั้นผมจึงต้องเข้ามาที่โต๊ะกลุ่มด้วย โดยปีนี้ผมต้องรับน้องรหัสถึงสองคนเนื่องจากมีเพื่อนนักศึกษาร่วมรุ่นสอบเอนทรานซ์ติดและลาออกไปเป็นจำนวนไม่น้อย พี่ปีสองจึงไม่พอกับจำนวนของนักศึกษาปีหนึ่ง ดังนั้นบางคนจึงต้องรับน้องรหัสไว้ถึงสองคน ผมก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้นด้วย

“เฮ้ย ไอ้อู” ไอ้ตู้ อดีตเพื่อนร่วมห้องของผมคนหนึ่งสมัยเรียนมัธยมซึ่งตอนนี้กลายมาเป็นรุ่นน้องในคณะเทคโนร้องทักผมขณะที่ผมกำลังเดินไปยังโต๊ะกลุ่ม ที่เพื่อนๆตั้งฉายาให้มันว่าตู้เห็นบางคนบอกว่าหุ่นของมันตันๆ ดูแล้วเหมือนตู้ใบหนึ่ง บางคนก็บอกว่ามันไม่ค่อยฉลาดเท่าไรนักก็เลยชื่อตู้ เพราะตู้แปลว่าโง่ ผมเองก็ไม่แน่ใจนักว่ามันชื่อตู้เพราะว่าอะไรกันแน่ เราเคยเรียนด้วยกันมาปีหนึ่งซึ่งก็ไม่สนิทกันมากนัก แต่เมื่อมาอยู่ที่นี่ สายสัมพันธ์ของโรงเรียนเก่าทำให้ผมรู้สึกดีใจเหมือนกับได้พบญาติคนหนึ่ง

“เออ หวัดดีตู้” ผมทักมัน

“ต้องเรียกพี่อูมั้ยเนี่ย” ตู้ถามด้วยสีหน้าลังเล

“เรียกก็ดีเหมือนกัน” ผมตอบ “ที่นี่ถือระบบอาวุโส”

“หา ให้กูเรียกมึงว่าพี่เนี่ยนะ” ตู้ทำเสียงดัง

“อ้าว ไม่อยากเรียกแล้วมึงถามทำหอกอะไร” ผมหัวเราะแล้วขู่มัน “ตามใจมึง อยากเรียกก็เรียก ไม่อยากเรียกก็อย่าเรียก แต่ถ้าโดนจับซ่อมฐานละเมิดอาวุโสกูก็ช่วยอะไรไม่ได้นะ”

“มีซ่อมกันด้วยเหรอ” ไอ้ตู้ชักลังเล “งั้นต่อหน้าคนอื่นกูเรียกมึงพี่อูก็ได้ แต่ลับหลังกูก็เรียกมึงไอ้อู ไอ้ห่า พอเป็นรุ่นพี่ทำเบ่งใส่กู”

“เออ กูล้อเล่น” ผมหัวเราะ ดีใจที่ได้แกล้งเพื่อน “ขู่มึงไปยังงั้นเอง กูก็ไม่รู้หรอกว่าจะวางตัวยังไง เพิ่งเปิดเทอมวันแรก ยังทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน มึงลองสังเกตดูคนอื่นก็แล้วกัน คนอื่นทำยังไงมึงก็ทำยังงั้นนั่นแหละ”

- - -

ทางด้านการเรียนของผมนั้น ในที่สุดผมก็ได้เข้าเรียนในแผนกเทคโนอุตฯตามที่ผมได้ตั้งใจเอาไว้ แผนกเทคโนอุตนั้นมีนักศึกษาราวสามสิบคน จำนวนนักศึกษาหญิงกับชายปกติจะพอๆกันแต่รุ่นผมนี้นักศึกษาหญิงมากกว่านักศึกษาชายนิดหน่อยเนื่องจากมีนักศึกษาชายลาออกไปเรียนที่ใหม่กันมาก ส่วนเพ็ญนั้นเข้าเรียนในแผนกคณิตศาสตร์ประยุกต์ตามที่ได้ตั้งใจเอาไว้ ไอ้กี้เข้าเรียนในแผนกเคมีประยุกต์ ส่วนสองสาวแมวกับจิ๊บรวมทั้งชาญได้เรียนอยู่ในแผนกเดียวกันคือแผนกเทคโนโลยีชีวภาพ

การเรียนในวันแรกของชั้นปีที่สองนั้นแตกต่างจากปีหนึ่งไปมาก ตอนอยู่ชั้นปีหนึ่งนั้นเป็นการเดินไปเรียนตามตึกต่างๆซึ่งส่วนใหญ่เป็นห้องเรียนรวม มีขนาดใหญ่ แต่พอขึ้นปีสองแล้วมีรายวิชามากกว่าครึ่งที่เป็นวิชาของแผนกซึ่งเรียนในตึกภาควิชานั่นเอง ส่วนที่เป็นวิชาเรียนรวมกันหลายๆแผนกและต้องเดินไปเรียนยังตึกอื่นมีน้อยลง รวมทั้งห้องเรียนในแต่ละรายวิชาก็เป็นห้องเรียนขนาดเล็ก จุคนได้เพียงไม่กี่สิบคน เนื่องจากรายวิชาของแต่ละสาขามีคนเรียนไม่มากนัก แต่ห้องแล็บหรือห้องปฏิบัติการกลับมีขนาดใหญ่ขึ้นเนื่องจากเป็นปฏิบัติการที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรม อุปกรณ์และเครื่องมือที่ใช้จึงมีขนาดใหญ่และกินเนื้อที่มาก

เรื่องที่ผมกลัวมาตลอดก็คือการพบหน้าเพ็ญ เนื่องจากผมรู้สึกว่าเมื่อเราพบกันแล้วผมคงวางตัวไม่ถูก แต่โชคดีที่ปีสองนั้นเรียนในตึกภาควิชาของตนเองค่อนข้างมาก รวมทั้งวิชาเรียนในแผนกของเพ็ญเองก็ค่อนข้างเป็นเอกเทศ แทบจะไม่มีวิชาที่เรียนร่วมกับนักศึกษาแผนกอื่นเลย ดังนั้นโอกาสที่ผมจะได้เรียนร่วมกับเพ็ญนั้นจึงไม่มี จะมีก็แต่เพียงพบกันในคณะ ในโรงอาหาร หรือพบกันที่โต๊ะกลุ่มเท่านั้น ส่วนที่ชมรมนั้นผมได้สืบมาแล้วได้ความว่าตั้งแต่ช่วงปลายเทอมสองของปีที่แล้วเพ็ญก็ไม่ได้ไปช่วยงานที่ชมรมอีกเลย

- - -

การเรียนในเช้าวันแรกของชั้นปีที่สองยังไม่มีอะไรมากนัก ส่วนใหญ่เป็นการแนะนำวิชา เมื่อเรียนเสร็จก็รีบไปกินอาหาร หลังจากนั้นก็เดินไปที่โต๊ะกลุ่ม ตลอดเวลาผมพยายามสังเกตหาเพ็ญ คิดว่าหากเจอก็จะหลบหน้าไปเสีย แต่ตั้งแต่เช้าผมก็ยังไม่ได้พบเพ็ญเลย

เมื่อไปถึงโต๊ะกลุ่มสาม ผมสำรวจดูบริเวณโต๊ะกลุ่มอย่างระมัดระวัง เมื่อไปพบเพ็ญผมก็เบาใจลง พบแต่สองสาวแมวกับจิ๊บ

“ไอ้อู มานี่เลย” เสียงจิ๊บร้องเรียกผมพร้อมทั้งกวักมือหยอยๆ ผมแอบหนาวเล็กน้อยเพราะคิดว่าที่เรียกผมคงเกี่ยวกับเรื่องของเพ็ญ แต่ปรากฏว่าไม่ใช่ “ไปอยู่ที่ไหนมา น้องมารออยู่ตั้งนานแล้ว”

“เรียนเสร็จก็กินข้าวแล้วมาที่นี่แหละ ไม่ได้อู้เลยสักนิด” ผมตอบ “แล้วไหนล่ะน้อง”

น้องรหัสของผมเป็นผู้หญิงทั้งสองคน คนหนึ่งอยู่กลุ่มสามชื่อเก๋ไก๋ว่าน้องแพรว ส่วนอีกคนอยู่กลุ่มหนึ่งชื่อน้องนุช เสียดายเหมือนกันที่ไม่มีน้องรหัสผู้ชายสักคน ผมกับน้องรหัสพบกันแล้วตั้งแต่วันแรกพบน้องใหม่ แต่เมื่อครู่ตอนเดินเข้ากลุ่มมายังไม่เห็นน้องรหัสเลย

พูดกับจิ๊บยังไม่ทันขาดคำ แพรวก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าผม เห็นเธอเคี้ยวหมากฝรั่งหยับๆ

“อ้อ หวัดดีแพรว” ผมทัก “แล้วนุชอยู่ไหนล่ะ”

“มารอเอาหนังสือน่ะพี่อู” แพรวพูดตรงเข้าประเด็นเลยโดยไม่ได้ตอบคำถามหรือทักทายผมแม้แต่น้อย พูดไปก็เคี้ยวหมากฝรั่งไป ผมได้ยินแล้วถึงกับเหวอ วันก่อนที่เราพบกันในวันแรกพบน้องใหม่ผมยังไม่มีโอกาสคุยกับน้องรหัสทั้งสองคนมากนัก แค่ทักทายกันแล้วก็บอกว่าเปิดเทอมให้มาหาที่กลุ่ม จะยกมรดกคือหนังสือเรียนชั้นปีหนึ่งให้

“เอ้อ วันนี้พี่ยังไม่ได้เอาหนังสือมาเลย พรุ่งนี้ก็แล้วกัน” ผมตอบพร้อมกับแอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ อารมณ์ตอนนั้นไม่ได้อยากให้หนังสือแก่น้องรหัสคนนี้เลยแม้แต่น้อย เห็นมารยาทแล้วรู้สึกเสียดายหนังสือมาก “อีกอย่างก็มีไม่เยอะนะ พี่ต้องแบ่งให้นุชอีกด้วย”

น้องแพรวผู้มีชื่อเล่นอันไพเราะทำหน้ายี้

“ทำไมพี่ไม่หามาเยอะๆล่ะ หามาเพิ่มอีกได้ไหมหรือเปล่า จะได้ไม่ต้องซื้อมาก” น้องแพรวสั่งผมด้วยน้ำเสียงตำหนิ

นี่จะมาเป็นน้องหรือมาเป็นแม่กันแน่วะ ผมเริ่มกรุ่นอยู่ในใจ

“น้อง ทำไมพูดกับพี่เค้าแบบนี้ล่ะ” แมวตำหนิน้องรหัสของผม

น้องแพรวไม่พูดอะไรแต่ทำหน้ายี้อีก “พี่อูสอบเทียบมาเหรอ”

ผมพยักหน้า ไม่รู้ว่าแพรวรู้ได้อย่างไร วันก่อนที่พบกันผมแน่ใจว่าไม่ได้บอกเรื่องนี้ให้แพรวรู้

“ที่จริงเราก็รุ่นเดียวกัน” แพรวสรุป พร้อมกับเป่าหมากฝรั่งในปากเป็นลูกโป่ง “งั้นพรุ่งนี้มาเอาหนังสือนะ”

หลังจากที่แพรวเดินออกไปจากโต๊ะกลุ่ม จิ๊บก็หัวเราะขึ้นมา

“น้องไอ้อูนี่เจ๋งจริงๆ” จิ๊บพูด

“แหม บุคลิกของเค้าคงเป็นยังงั้นเอง” แมวช่วยแก้ต่างให้ แล้วก็หัวเราะ “แต่จะว่าไปอูนี่ก็ซวยจริงๆ แพรวน่าจะไปเป็นน้องรหัสของเจตมากกว่า ดูแล้วสมกันดี”

“ใครไปบอกว่าเราสอบเทียบมาวะ” ผมบ่นอุบ “เสียหมาหมดเลย ดูดิ”

“เราเองแหละ” แมวพูดเสียงอ่อยพร้อมทำสีหน้าสำนึกผิด “หลุดปากไปน่ะ”

“โธ่เอ๊ย พูดยังกะปิดเป็นความลับได้ยังงั้นแหละ” จิ๊บหัวเราะ “คณะนี้เด็กสอบเทียบตั้งครึ่งค่อนคณะ ไม่ต้องรอใครบอกอีกหน่อยก็รู้เองอยู่ดีนั่นแหละ”

“คงเป็นกรรมเก่ามั้ง” ผมเอาธรรมะเข้าข่มแกมประชดชีวิตนิดๆ “เลยเจอน้องรหัสแบบนี้”

- - -

ชีวิตนักศึกษาชั้นปีที่สองนั้นก็แตกต่างจากปีหนึ่งไม่มากนัก เพียงแต่ว่าสถานภาพต่างไปจากเดิมบ้าง เดิมเป็นชี่ซึ่งต้องคอยฟังพี่ว้ากหรือฟังคำสั่งต่างๆของรุ่นพี่ มาปีนี้พวกเราได้เป็นพี่บ้างแล้ว เป็นทีของพวกเราที่จะว้ากน้องๆที่เป็นเฟรชชี่อันเป็นการกระทำที่เหมือนเป็นกงกรรมกงเกวียน แต่ที่คณะนี้ไม่มีเรื่องโหดร้ายแต่อย่างใด เรื่องการรับน้องด้วยความรุนแรงนั้นไม่มี มีแต่ดุบ้างด่าบ้างเท่านั้น

ปกติการจัดกิจกรรมต่างๆเกี่ยวกับน้องใหม่รุ่นพี่ปีสองจะเป็นคนดูแล ไม่ว่าจะเป็นการจัดกิจกรรมวันแรกพบ การจัดหาพี่รหัส การจัดเข้าโต๊ะกลุ่ม การซ้อมเชียร์ ฯลฯ ดังนั้นเมื่อพวกเราขึ้นชั้นปีที่สองก็จะมีบางส่วนที่เข้ามาทำกิจกรรมที่เกี่ยวกับน้องใหม่ ส่วนที่เหลือก็คอยช่วยเหลือสนับสนุน บางส่วนก็ตั้งหน้าตั้งตาเรียนไม่สนใจทำกิจกรรมน้องใหม่ใดๆ

สำหรับผมนั้นก็ไม่ได้มีบทบาทอะไรมากนักเกี่ยวกับน้องใหม่ เพียงมาช่วยงานในวันสำคัญๆบ้างเท่านั้น อย่างเช่นในวันแรกพบ รวมทั้งรับเป็นพี่รหัส แต่ไม่ได้ถึงขั้นเข้าไปร่วมเป็นสต๊าฟกิจกรรมน้องใหม่ สต๊าฟเชียร์ หรือสต๊าฟกีฬาแต่อย่างใด

หลังจากเปิดเทอมในวันแรก วันต่อมาผมก็หอบเอาหนังสือเรียนของชั้นปีหนึ่งที่ผมไม่ได้ใช้แล้วมาที่กลุ่มเพื่อมอบให้แก่แพรวและนุช ก็ได้กันไปคนละเล่มสองเล่มเท่านั้น ผมไม่ได้ให้สมุดจดไปเพราะว่าลายมือของผมแย่มาก น้องเอาไปก็คงอ่านไม่ออก แถมยังจดไม่ดีอีกต่างหาก เครื่องแต่งกายไม่ได้ให้เพราะใช้กันไม่ได้ ถึงจะใช้กันได้ก็คงไม่มีอะไรจะให้เนื่องจากผมเองก็ยืมรุ่นพี่มา จึงได้แต่ให้หนังสือและพาไปเลี้ยง โดยหลังจากที่พาไปกินไอศกรีมที่ร้านแถวสามย่านแล้วก็เป็นอันเสร็จพิธีรับขวัญน้องรหัส

นุชนั้นแม้จะมีมารยาทดีกว่าแพรวแต่ก็ไม่ถึงกับอ่อนหวานดังที่ผมคาดหวังเอาไว้ หลังจากที่ผมมอบหนังสือเรียนให้และพาไปกินไอติมรับขวัญแล้ว หลังจากนั้นก็แทบเรียกได้ว่าเป็นพี่รหัสน้องรหัสกันแต่ในนามเท่านั้น ส่วนความสัมพันธ์นั้นแทบไม่มีเอาเลย เดินเจอกันในคณะก็ทักทายกันเล็กๆน้อยๆเท่านั้น

ความสัมพันธ์ที่เบาบางระหว่างผมกับน้องรหัสทำให้ผมอดนึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างผมกับพี่รหัสของตนเองไม่ได้ นึกแล้วก็คล้ายๆกันคือหลังจากรับหนังสือมาแล้วทั้งปีก็แทบไม่ได้พบกันเลยเนื่องจากพี่รหัสของผมเป็นคนเฉยๆ พบกันก็ไม่รู้จะคุยเรื่องอะไรกันดี แต่ที่ต่างกันก็คือผมคิดว่ามารยาทของผมที่แสดงต่อพี่รหัสนั้นดีกว่ามาก

- - -

ที่คณะศิลปศาสตร์

เมื่อคิดถึงน้องรหัสและพี่รหัสของตนเองแล้วก็ทำให้ผมนึกถึงพี่เหล่งพี่รหัสต่างคณะของผม แม้ว่าพี่เหล่งจะเป็นพี่รหัสต่างคณะแต่กลับสนิทสนมกับผม แถมยังใจดีแอบให้ผมเล่นเปียโนบ้างเป็นบางครั้งอีกด้วย เย็นวันหนึ่งผมจึงแวะไปเยี่ยมเยียนพี่เหล่งที่ห้องพักนักศึกษาของคณะศิลปศาสตร์

“เฮ้ อู” พี่เหล่งทักทายเมื่อได้เห็นผม “ไม่ได้เจอกันเสียนาน เป็นไงบ้าง”

“หวัดดีครับพี่” ผมทักทาย “เปิดเทอมแล้วเลยแวะมาเยี่ยมพี่เหล่ง”

พี่เหล่งมองดูผมอย่างสำรวจ

“ดูหน้าเปลี่ยนไปนะ”พี่เหล่งตั้งข้อสังเกต

“ช่างสังเกตจังพี่” ผมหัวเราะ “ก็เปลี่ยนแหละ ปีที่แล้วเรียน รด. ปีนี้เลิกเรียนแล้ว เลยไว้ผมได้ครับ”

“มิน่าล่ะ” พี่เหล่งพยักหน้าเป็นเชิงเข้าใจ

“ปีหนึ่งคณะนี้ดูคึกคักดีนะพี่” ผมตั้งข้อสังเกตบ้าง “แล้วปีนี้พี่เหล่งมีน้องรหัสหรือน้องแผนกหรือเปล่า”

“ไม่มีหรอก นั่นมันหน้าที่ของปีสอง แต่พี่ก็ช่วยดูแลนั่นแหละ มีอะไรขาดเหลือพี่ก็ช่วย” พี่เหล่งตอบ แล้วก็พูดอย่างนึกขึ้นได้ “นี่อูไม่ได้สอบเอนทรานซ์ใหม่หรอกเหรอ”

“สอบครับ” ผมตอบ

“ไม่ติดหรือไง” พี่เหล่งดักคอ

“ติดแพทย์ต่างจังหวัดครับ แต่ไม่ได้ไป” ผมตอบตามตรง

“เออ ดีแล้ว ให้พี่เรียนพี่ก็ไม่เอา เห็นเลือดแล้วจะเป็นลม เรียนเปียโนดีกว่า” พี่เหล่งหัวเราะ นับเป็นคนแรกที่สนับสนุนความคิดของผม “เดี๋ยวก่อน คุยกันมาตั้งนาน อูมาหาพี่มีอะไรพิเศษหรือเปล่า”

“เปล่าครับ” ผมตอบ “คิดถึงพี่เลยมาเยี่ยม แต่ถ้าพี่จะเลี้ยงขนมผมก็ไม่ขัดข้อง”

“เฮอะ เห็นแก่กินนี่เอง” พี่เหล่งหัวเราะ “งั้นวันมะรืนอูมาใหม่ วันนี้กับพรุ่งนี้พี่ติดคิวซ้อม ไปกินที่สยามกันก็ได้”

“ได้เลยพี่” ผมไม่เกรงใจ กับพี่เหล่งผมรู้สึกเป็นกันเองจนผมกล้าทวงให้เลี้ยง

หากผมไม่ได้พบกับแพรวและนุชผมก็อาจไม่ได้นึกถึงพี่เหล่ง เมื่อไม่ได้นึกถึงพี่เหล่งผมก็อาจไม่ได้มาเยี่ยมพี่เหล่งอีกครั้ง และเมื่อไม่ได้มาเยี่ยมพี่เหล่ง ชะตาชีวิตของผมก็อาจกลายเป็นอีกแบบหนึ่งก็ได้...

32 comments:

Choo said...

อรุณสวัสดิ์คับอู

ตื่นแต่เช้า โพสแต่รุ่งแลยนะ

มีตวามสุขในวันหยุด สนุกกันการเลือกตั้ง

ชู

Anonymous said...

)^_^(ได้ที่2 นอนไม่หลับหรือครับคุณลุง ตอนหลังๆนี้ไม่มีรูปหรือเพลงเนะ เทคโนอุตนี้เรียนจบแล้วทำงานเป็นอะไรอะครับอยู่ในโรงงานหรือป่าว แล้วพวกคนที่แกล้งลุงนี่สอบได้อะไรบ้างไหม ช่วงนี้ระวังฝนนะครับเด๋วจะไม่สบายไปอีกครับ

kan said...

มาจองที่อ่านครับ

กัน

Anonymous said...

ตอนนี้ยังไม่มีอะไรตื่นเต้น แต่ตอนหน้านี้นะสิ แอบลุ้นจริงๆ
Federick

Anonymous said...

น้องรหัสของอูร้ายนะ
สมัยป้าขวัญจะเป็นตระกูลใหญ่
มีน้องรหัสสองคนเกือบทั้งสาย อบอุ่นดีนะ
วันรับปริญญานี่มากันกลุ่มใหญ่ สนุกดีออก

ป้าขวัญ

Anonymous said...

สมัยพี่..ตอนเป็นน้องได้รับการเทคแคร์จากพี่ดี๊ดี..
พอมาเป็นพี่อยากเทคแคร์น้องบ้างกลับโดนปฏิเสธ ด้วยว่าน้องเค้ามีโลกส่วนตัวสูง..เจาะยังไงก็เข้าไม่ถึงT_T

คนลาดพร้าว

ป.ล.ตอนหน้าพี่เหล่งพาไปเลี้ยงที่สยาม อูเจอแมวมองแหงมเลย..555

yo408 said...

เดาว่าอาจจะเจอเพื่อนอีกคน แก๊งค์ที่มีอู นัย และอีกคน จำชื่อไม่ได้แฮะ

หรือจะเป็นตี๋ ก็ไม่น่าจะ เรื่องเล่าว่าตี๋ฐานะไม่ดี สมัยนั้นยังไม่มีกองทุนกู้เรียน จะเข้าเรียนป.ตรีต้องใช้เงินเยอะอยู่

จะว่าเป็นน้องที่ชมรมห้องสมุดคนนั้น ไม่น่าจะใช่ ต่อให้สอบเทียบมาได้ ตอนอูอยู่ปี1 น้องนั้นสอบเข้าม.4 ไม่น่าจะสอบเทียบได้ทัน

หรือเพื่อนติดต่อทางจดหมายซิ่วที่เดิมมาสอบใหม่

เดายากแฮะ

ส่วนผมเรื่องรับน้องนี่ไม่เลย เอาเป็นว่าผมคนเดียวในปี1 ที่ไม่ผ่านกิจกรรมรับน้องจนหมดช่วงกิจกรรม สามารถหนีได้ตลอดโดยที่พี่ปี2ผนึกกำลังตามล่าตัวแต่ไม่เคยเจอตัวเสียที จนชื่อผมดังไปทั้งรุ่นที่พี่ปีนี้ไม่สามารถจับตัวผมมาลงโทษได้ ตอนนั้นผมมีความคิดที่แรงมาก สิทธิมนุษยชนล้นอยู่ในหัว มาเรียนมาหาความรู้ไม่ได้หาบันเทิงเป็นตัวตลกหรือที่ระบายอารมณ์ให้ใคร เข้าว้ากไปทีเดียวหนีตลอดปี

ส่วนหนึ่งคงเพราะผมเข้าคณะทางสายช่าง ซึ่งรับน้องแรงมาก มีตายทุกปีแล้วแต่แผนกไหน ภาคไหนที่จะต้องตายสังเวยรับน้อง

Anonymous said...

ตอนนี้มาอย่างเดียวครับไม่มีประสบการณ์ในรั้วมหาลัยเพราะตอนเด็กทางบ้านไม่มีเงินส่งให้เรียนเศร้าครับแต่ผมไม่โกรธแม่นะครับกับรักมากยิ่งขึ้นขอบคุณที่ให้ผมเกิดมาครับถึงตอนนี้ไม่มีแม่แล้วคิดถึงแม่มากครับ รักป๊าครับ

Anonymous said...

ตอนนี้มาอย่างเดียวครับไม่มีประสบการณ์ในรั้วมหาลัยเพราะตอนเด็กทางบ้านไม่มีเงินส่งให้เรียนเศร้าครับแต่ผมไม่โกรธแม่นะครับกับรักมากยิ่งขึ้นขอบคุณที่ให้ผมเกิดมาครับถึงตอนนี้ไม่มีแม่แล้วคิดถึงแม่มากครับ รักป๊าครับ

พี said...

ขอมาทักทายเฉยๆ นะครับ...

ไม่ได้หายไปไหน ไม่ค่อยได้เข้ามาใช้เน็ต แต่มาแอบอ่านเงียบๆ ทุกครั้งที่ออนฯ

*** PEE ***

Anonymous said...

เปลี่ยนชื่อแผนกใหม่หมดเลย พยายามนึกว่ามันเป็นแผนกอะไรกันบ้าง
อ่านแล้วนึกถึงตอนเรียนหนังสือที่คณะจังเลย

Anonymous said...

โอ๊ะโอ๋ ทิ้งท้ายไว้อย่างนี้ ต้องรีบมาต่อเร็วๆล่ะครับ ไม่งั้นลงแดงตายยยยย

อู said...

สมัยนั้นรุ่นน้องเริ่มแรงแล้วละครับ อีกอย่างคงเป็นเพราะสายสัมพันธ์โดยรวมของคณะนี้เป็นไปอย่างหลวมๆด้วยมั้งครับ ที่นี่ระบบอาวุโสไม่แรง ปีสองขึ้นไปก็มีงานตัวเป็นเกลียว ความอบอุ่นระหว่างพี่รหัสนน้องรหัสจึงไม่ค่อยมาก จะสนิทกันก็เฉพาะบางคู่เท่านั้น

พวกที่สอบเทียบมาพอขึ้นปีสองจะถูกเรียกเล่นๆว่าปีหนึ่งครึ่ง คือปีสองด้วยกันก็มองเป็นรุ่นน้อง ปีหนึ่งก็มองว่าเป็นรุ่นเดียวกัน ฐานะเลยครึ่งๆกลางๆ วางตัวลำบากเหมือนกัน

เพื่อนๆที่ห้องสอบได้ตั้งแต่ดียันแย่ครับ ไม่ติดอะไรเลยก็หลายคน แต่รู้ไม่ละเอียดเพราะไม่ค่อยได้สืบข่าว บางคนก็แทบไม่มีใครรู้ว่าไปเรียนที่ไหน อย่างเช่นเวช รายนี้เหมือนกับหายไปเลย คงมีคนรู้แต่ลุงถามไม่ถูกคนเอง

ในที่สุดพี่เหล่งไม่ได้พาไปกินที่สยามครับ ไปกินที่อื่น เปิดได้ไม่นาน ไม่เคยไปมาก่อน วัยรุ่นนิยม คราวหน้าจะบอกครับ

Anonymous said...

รายงานตัวคับ
ApriL

Anonymous said...

ไม่สบายเป็นไข้หวัด เพราะติดอาอูมาครับ
วันก่อนอาอูไม่น่าไอใส่หลานเลย

หลาน Arus ของอาอู

Anonymous said...

ไม่ใช่เหล้าใช่ยาใช่ซ่อง ก็พอแล้วมั้ง = ="

เจออะไรดีๆ เสียบ้างเถอะทีนี้

หลาน Arus ของอาอู

Anonymous said...

ดีคับ ผมติดตามตลอด ตอนนี้ผมมีอาการคล้ายน้าอู ตอนเครียดๆ รู้สึกแย่มากอยากมีเพื่อนคุย ถ้าไงขอเปนอีกหนึ่งในกลุ่มด้วยนะคับ
ส่วนผลงานสนุกมากเลยครับ อ่านจากมือถือมันส์ดีเหมือนอยู่ในโลกของเรา ขอบคุณสำหรับผลงานและความรู้สึกที่ถ่ายทอดออกมานะครับ

Anonymous said...

ลืมแนะนำตัว ผม คนขี้แย

Anonymous said...

ใครจะเป็นคนใหม่ของอูกันล่ะเนี่ยะ

...OaH...

หลาบเอง said...

พี่อู
รออ่านอยู่นะคะ แบบว่าอยากอ่าน

Anonymous said...

คิดถึงคุณอูครับ ผมเจ้าเก่านะครับ แต่ไม่ค่อยโพสต์เท่าไหร่ อยู่เบื้องหลังซะมากกว่า
pk

Everyone said...

ยังตามมาอ่าน เหนี่ยวแน่นเหมือนเดิมครับพี่อู

Anonymous said...

น้องอู..แวร์อาร์ยู้..?
มิส มิส :))

คนลาดพร้าว

yo408 said...

รอบนี้หายไปนานนะครับ
มาต้นเดือน
นี่จะสิ้นเดือนแล้วไม่มีแม้แต่ข้อความ

พี said...

จาก.....คิดถึง

กลายเป็น.....ห่วง

ยังอยู่สุขสบายดีนะ...คุณอู


*** PEE ***

หลาบเอง said...

เห็นด้วยกับคุณพีค่ะชักเป็นห่วง

อู said...

ขอโทษด้วยครับที่หายไปและและทำให้เป็นห่วงกัน ช่วงนี้ชีวิตไม่ค่อยลงตัวนักครับ จัดแบ่งเวลาไม่ถูกเลย แต่ว่าสบายดียังไม่ได้เจ็บป่วยอะไรครับ ขอเวลาอีกนิดนะครับ แล้วจะมาโพสต์ตอนใหม่

หลาบเอง said...

ไม่เป็นไรค่ะ สะดวกเมื่อไหร่ ค่อยมา

kan said...

ช่วงนี้นานเหมือนกันนะครับอู
แต่ไม่ว่าจะนานขนาดไหน ก็จะรออ่านนะครับ
รักษาตัว(หัวใจด้วย)ให้ดีๆนะครับ
จัดเวลาลงตัวได้ ก็ค่อยลงก็ได้ครับ

คิดถึงครับ
กัน

Anonymous said...

คนในชุมชนนี้ยังรอเรื่องเล่าของอูอยู่เสมอ
เป็นกำลังใจให้นะครับ

บอย

Anonymous said...

ยังรอติดตามอยู่นะครับ ตอนนี้นานจังเลยครับ

ไก่

Anonymous said...

สงสัย เดือนนี้ จะมีตอนเดียวซะแล้ว