Saturday, February 19, 2011

ภาคสี่ ตอนที่ 23

“ไม่คุยกับเธอแล้ว ไปดีกว่า ไปเถอะยายแมว” จิ๊บตัดบทเอาดื้อๆพลางฉุดแมวให้เดินจากไป

ผมแกล้งเดินตามสองสาวไปห่างๆ ตั้งใจจะให้สองสาวรู้ว่าผมกำลังเดินตามพวกเธออยู่ อยากปิดดีนักผมเลยเดินตามเสียเลยจะได้รู้ว่าไปที่ไหน แต่จนแล้วจนรอดสองสาวก็คุยกันเองจนเพลินจนไม่รู้ว่าผมเดินตามหลังอยู่

สองสาวเดินไปจนถึงป้ายรถเมล์หน้าตลาดสามย่านซึ่งเป็นป้ายที่ผมขึ้นรถกลับหอเป็นประจำทุกวัน ปกติสองคนนี้ขึ้นรถเมล์ที่ป้ายอื่น วันนี้คงไปที่อื่นไม่ได้กลับบ้าน ผมเดินไปยืนใกล้ๆทั้งสองคนก็ยังไม่รู้ตัว

“เฮ้ย ปอ.๒ มาแล้ว รีบขึ้นเร็ว” ได้ยินจิ๊บพูดกับแมว

ขึ้นรถ ปอ.๒ เสียด้วย จากเดิมที่ผมแกล้งตามเพื่อจะสร้างความรำคาญให้สองสาวแต่ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าผมอยากรู้ขึ้นมาจริงๆว่าทั้งสองคนกำลังจะไปที่ไหน เพ็ญที่ทั้งสองคุยกันน่าจะเป็นเพ็ญคนเดียวกับที่ผมรู้จักและทำงานด้วยกันที่ชมรมอีกทั้งยังมีอาจารย์ที่ปรึกษาคนเดียวกัน เพ็ญป่วยเป็นอะไรไปนะถึงได้เข้าโรงพยาบาล แถมสองคนนี้ยังทำราวกับเป็นเรื่องลึกลับเสียอีก

ผมตัดสินใจขึ้นรถ ปอ.๒ ตามไป รถสายนี้เป็นรถที่ผมต้องขึ้นทุกวันเพื่อกลับหอพักอยู่แล้ว ลองตามไปดูเสียหน่อย หากไม่ได้ผลอย่างไรก็กลับหอพักไป ส่วนความคิดเดิมที่ว่าจะขึ้นไปนั่งเล่นที่ชมรมนั้นเอาไว้วันอื่นก็ได้

สองสาวกำลังคุยกันอย่างออกรส แม้ว่าผมขึ้นรถตามไปและยืนอยู่ใกล้ๆแต่ทั้งสองก็ไม่ได้สนใจ

“นี่ คุยกันเบาๆหน่อย คนอื่นเค้ารำคาญนะ” ผมยื่นหน้าเข้าไปทักทาย

“อุ๊ย ตาอู มาได้ยังไง ตามพวกเรามาเหรอ” จิ๊บอุทานเมื่อเห็นผม

“เราก็ขึ้นรถสายนี้กลับทุกวัน” ผมพูดพลางเกทับกลับไป “เราต้องถามพวกเธอต่างหากว่าตามเรากลับบ้านทำไม”

“บ้า ใครจะไปตามเธอ หล่อก็ไม่หล่อ” จิ๊บหัวเราะ

เราสามคนคุยหยอกล้อกันอีกเล็กน้อยแล้วก็เงียบกันไปเนื่องจากในรถแน่นมาก การคุยกันย่อมสร้างความรำคาญให้แก่ผู้ที่อยู่ใกล้เคียง ผมไม่ได้พูดถึงเรื่องเพ็ญอีกเลย

รถ ปอ.๒ ผ่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเข้าสู่ถนนพหลโยธิน สองสาวมองออกไปนอกหน้าต่างรถเป็นระยะ ยืนต่อไปได้อีกพักหนึ่งแมวก็สะกิดจิ๊บเป็นความหมายว่าถึงที่หมายแล้ว

“ไปละนะ” แมวร่ำลา จากนั้นทั้งสองก็ลงจากรถไป

จากป้ายที่ทั้งสองคนลงรถทำให้ผมรู้ได้ทันทีว่าเพ็ญพักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาลอะไร ผมตัดสินใจลงจากรถตามไปทันที

“ไปด้วยคนสิ” ผมเรียกสองสาวเอาไว้เมื่อเรายืนอยู่บนทางเท้า

ทั้งสองคนทำหน้าตกใจเมื่อเห็นผม

“เฮ้ย ตามลงมาทำไม” จิ๊บพูด

“เพ็ญก็เป็นเพื่อนเรานะ เมื่อไม่สบายทำไมต้องทำเป็นลึกลับด้วย เพื่อนๆไปยี่ยม ไปช่วยเป็นกำลังใจ มันไม่ดียังไง” ผมอำไปราวกับว่ารู้แล้วว่าเพ็ญที่นอนอยู่ในโรงพยาบาลนี้คือเพ็ญไหน แต่ที่จริงดูจากรูปการณ์แล้วก็คงเป็นเพ็ญอื่นไปไม่ได้

สองสาวมองหน้ากันแล้วอึ้งไป แมวมีสีหน้าอึดอัด

“ให้ไอ้อูมันเยี่ยมด้วยจะดีเหรอ” แมวพูดเปรยๆ

“นี่มันเรื่องของผู้หญิงเค้า พวกผู้ชายไม่ต้องยุ่งหรอก” จิ๊บไม่ตอบแมวแต่หันมาพูดกับผมแทน

ตอนนั้นยังไม่ได้คิดอะไรมากว่าอาการป่วยบางโรคก็เป็นเรื่องละเอียดอ่อน บางครั้งผู้ป่วยก็อาจจะอับอายได้ เพียงคิดง่ายๆว่าเมื่อเพื่อนป่วยก็ควรไปเยี่ยม และผู้ป่วยเองหากมีเพื่อนๆไปเยี่ยมก็น่าจะดีใจ ดังนั้นจึงไม่มีอะไรน่าปกปิด

“อะไรวะ เยี่ยมคนป่วยมีแบ่งหญิงแบ่งชายด้วย” ผมงง “แต่แค่นี้เราก็รู้แล้วว่าเพ็ญอยู่โรงพยาบาลไหน จะรู้ว่าพักอยู่ห้องไหนก็ไม่ยาก ไปถามประชาสัมพันธ์บอกว่ามาเยี่ยมไข้เค้าก็บอก ยังไงพวกเธอก็ปิดเราไม่ได้อยู่แล้ว เราไปเยี่ยมเองก็ยังได้”

“นี่เธอไม่ต้องไปเยี่ยมเองเลยนะ” แมวรีบห้าม

ผมชักเอะใจว่าเรื่องนี้คงมีเบื้องหลังที่ลึกลับอยู่

“มันเป็นเรื่องส่วนตัวของเค้า เธอไปยุ่งอะไรด้วยล่ะ” จิ๊บห้ามปรามผมอีกคน

“จะบอกมันดีไหมเนี่ย” แมวเปรยกับจิ๊บ “ถ้าไอ้อูมันไม่รู้ว่าสำคัญขนาดไหน เกิดหลุดปากเอาไปพูดต่อละก็แย่เลย”

“ต้องถามเพ็ญก่อนมั้ย” จิ๊บลังเล

“ถามแล้วมันจะเครียดมั้ยก็ไม่รู้” แมวก็ลังเล พลางหันมาถามผม “นี่เธอ เรื่องนี้เป็นความลับนะ ถ้าเธอรู้แล้วเธอสัญญาได้ไหมว่าจะเหยียบเอาไว้”

ผมขยี้ปลายเท้ากับพื้นทางเท้าที่เป็นคอนกรีต พลางยกมือขวาชูสามนิ้ว

“เหยียบมิดเลยจ้ะ” ผมพูด “ด้วยเกียรติของลูกเสือสามัญ”

“ลูกเสือสามัญรุ่นไหนวะ” จิ๊บอดหัวเราะไม่ได้

“ลูกเสือสามัญประจำบ้าน” ผมตอบ

สองสาวหัวเราะจากนั้นก็หยุดราวกับรถยนต์ที่ถูกเหยียบเบรก จากนั้นปั้นสีหน้าจริงจัง จิ๊บพูดกับผมว่า

“เพ็ญมันไปทำแท้งมาแล้วตกเลือด”

“หา...” ผมตกใจ แทบไม่เชื่อหูตนเอง

- - -

สองสาวช่วยกันเล่าให้ฟังว่ารู้เรื่องจากจุ๋มอีกทีหนึ่ง จุ๋มเป็นเพื่อนสนิทของเพ็ญและเป็นเพื่อนสนิทของแมวด้วยเช่นกัน ตอนที่แมวรู้เรื่องนี้จากจุ๋มเพ็ญก็มานอนที่โรงพยาบาลนี้แล้ว โดยจุ๋มเป็นผู้ที่รู้เรื่องเกี่ยวกับเพ็ญมากที่สุด

จุ๋มเล่าให้แมวฟังว่าเดิมทีนั้นเพ็ญพักอยู่ในหอพักของมหาวิทยาลัย จากนั้นก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เพ็ญขอย้ายออกไปพักนอกมหาวิทยาลัย มารู้ภายหลังว่าที่ย้ายออกไปพักนอกมหาวิทยาลัยนั้นเพราะต้องการไปพักอยู่กับแฟนหนุ่มซึ่งเป็นเพื่อนนักเรียนมัธยมปลายจากโรงเรียนเดียวกันแต่สอบติดที่มหาวิทยาลัยอื่นในกรุงเทพฯ หลังจากที่มาเรียนในกรุงเทพฯด้วยกันแล้วจึงคบกันต่อและย้ายมาพักด้วยกัน หลังจากนั้นเพ็ญก็เกิดท้องขึ้น และเหตุการณ์ก็จบลงคล้ายนิยายชีวิตทั่วไป นั่นคือ ฝ่ายชายไม่ยอมรับผิดชอบ พร้อมทั้งขอเลิก ทิ้งให้ฝ่ายหญิงต้องดิ้นรนกับชะตากรรมแต่เพียงฝ่ายเดียว

เพ็ญตัดสินใจทำแท้งในที่สุดเนื่องจากต้องการปกปิดทางบ้าน เพ็ญให้พ่อกับแม่รู้เรื่องไม่ได้และคาดเดาไม่ออกว่าผลที่จะตามมาจะเลวร้ายเพียงใดหากพ่อแม่เกิดรู้เข้า ประกอบกับเพ็ญต้องการเรียนให้จบ เพ็ญมีความมุ่งมั่นกับการเรียนมาก และตั้งใจจะเรียนให้ถึงปริญญาเอก

ผมก็ไม่ทราบกฎระเบียบของสถานศึกษาในยุคนั้นว่าเป็นอย่างไร แต่บทบาทของภาครัฐกับของสถานศึกษายังไม่ก้าวไปถึงขั้นโครงการแม่วัยใสเหมือนในปัจจุบัน เมื่อก่อนหากใครตั้งครรภ์ก็เป็นที่รู้กันว่าเป็นเรื่องชิงสุกก่อนห่ามและต้องลาออกจากสถานศึกษาไปเองเพราะทนความอับอายไม่ได้ ดังนั้นหากต้องการปกปิดทุกคนก็คงมีทางเลือกอยู่เพียงไม่กี่หนทางเท่านั้น

ในที่สุดเพ็ญก็ตัดสินใจทำแท้งโดยไปทำกับคลินิกเถื่อน ซึ่งเรื่องการตั้งท้องโดยไม่ได้ตั้งใจ คลินิกเถื่อน และการทำแท้ง ในยุคนั้นก็เหมือนกับในยุคนี้ ผู้ที่ทำแท้งเป็นใครก็ไม่รู้ มีความรู้เพียงใดก็ไม่รู้ เมื่อทำแล้วเกิดมีผลแทรกซ้อนตามมาภายหลังก็อาจทำให้คนไข้ถึงกับเสียชีวิตได้ และเพ็ญก็คงเป็นหนึ่งในผู้โชคร้ายที่มีผลแทรกซ้อนตามมา แต่โชคยังดีที่เพ็ญมีฐานะดีเพียงพอและคิดแก้ไขสถานการณ์ได้ทันโดยเข้ามารักษาในโรงพยาบาลเอกชนจึงยังไม่ถึงกับเสียชีวิตไป การเข้ารักษาในโรงพยาบาลเอกชนทำให้ลดความยุ่งยากไปได้มาก

เมื่อเพ็ญมาอยู่ที่โรงพยาบาลก็มีอาการหดหู่ ถ้าเป็นภาษาสมัยนี้ก็ต้องบอกว่าจิตตกอย่างรุนแรง จุ๋มเกรงว่าเพื่อนสนิทอาจคิดสั้นได้จึงได้บอกกับเพื่อนสนิทอีกสองสามคนเพื่อคอยแวะเวียนมาดูแลเพราะตัวจุ๋มเองจะให้มาเฝ้าทั้งวันก็คงไม่ไหว ประกอบกับคิดว่ากำลังใจจากเพื่อนๆอาจช่วยเพ็ญจากอาการจิตตกได้บ้าง

ฆาตกร... เป็นความคิดวูบแรกที่เข้ามาในสมอง ในตอนนั้นรู้สึกตำหนิเพ็ญที่ฆ่าเด็กในท้องได้ลงคอ ทำไมไม่คิดอะไรให้มันดีกว่านี้ ในใจจึงอดมีอคติกับเพ็ญอยู่บ้างไม่ได้ แต่อีกใจหนึ่งก็แว่บขึ้นมาว่าถึงอย่างไรเพ็ญก็เป็นเพื่อน ไม่ควรมีอคติกับเธอถึงขนาดนั้น

“ไหนๆก็มาแล้ว อยากเข้าไปเยี่ยมเพ็ญไหม” แมวถามผมเมื่อเราเดินมาเข้ามาในตัวอาคารของโรงพยาบาลและยืนอยู่หน้าลิฟต์

“เอ้อ... ไม่รู้สิ” ผมชักไม่แน่ใจ

“ยายเพ็ญมันอาจจะเข็ดกับพวกผู้ชายพายเรืออยู่ก็ได้ ไอ้อูไปเยี่ยมจะดีเหรอ” จิ๊บแย้งพลางมองหน้าผมด้วยสีหน้าขุ่นเคือง “พวกผู้ชายก็ยังงี้แหละ ทำอะไรแล้วไม่ยอมรับผิดชอบ พวกเห็นแก่ตัว”

“อ้าว แล้วมาว่าอะไรเราล่ะ” ผมแย้ง อยากจะบอกต่อไปว่าผมไม่ได้เป็นยังงั้นเพราะว่าผมไม่ได้ชอบผู้หญิงแต่ก็ไม่ได้พูดออกไป

สุดท้ายสองสาวให้ผมขึ้นลิฟต์ไปด้วยและรออยู่ที่ล็อบบี้ประจำชั้น จากนั้นทั้งสองก็หายเข้าไปในห้องคนไข้ห้องหนึ่ง สักครู่ใหญ่แมวก็เดินออกมา

“อู เธอเข้าไปเยี่ยมเพ็ญสิ เราเล่าเรื่องของเธอแล้ว เพ็ญบอกว่าไหนๆก็มาแล้ว... เธอก็เข้าไปทักทายเพ็ญเสียหน่อยก็แล้วกัน” แมวพูด

เมื่อได้ยินเช่นนั้นผมจึงตามแมวเข้าไปในห้อง ปราดแรกที่ได้เห็นเพ็ญ ความคิดตำหนิเธอก็สลายคลายไปจนหมด มันคงไม่ใช่เวลาและไม่ใช่หน้าที่ของผมที่จะมาตัดสินเธอว่าผิดหรือถูก สภาพของเพ็ญในตอนนั้นย่ำแย่มาก เธออยู่ในสภาพครึ่งนั่งครึ่งนอน ใบหน้าผอมซูบ สีหน้าซีดเซียวอมทุกข์ราวกับแบกความทุกข์เอาไว้ทั้งโลก ที่เธอต้องการมากที่สุดในขณะนั้นน่าจะเป็นกำลังใจ

เราสองคนทักทายกัน เราไม่ได้คุยกันมากนัก ส่วนใหญ่เป็นแมวกับจิ๊บที่เป็นคนคุยกับเพ็ญ ชวนคุยในเรื่องนั้นเรื่องนี้ ส่วนพ็ญนั้นพูดโต้ตอบบ้างแต่น้อย หนักไปในทางฟังมากกว่า หลังจากที่เยี่ยมอยู่ได้พักใหญ่เราทั้งสามก็ขอตัวกลับ

“เรากลับละนะเพ็ญ” ผมกล่าวคำอำลา “แล้วจะมาเยี่ยมอีก”

เพ็ญพยักหน้า “ขอบใจนะอู”

- - -

เรื่องราวของเพ็ญถูกปิดเป็นความลับสุดยอด รู้กันอยู่เพียงไม่กี่คน ที่พวกเรากลัวกันก็คือกลัวเป็นเรื่องอื้อฉาวจนพ่อแม่ของเธอรู้ อีกประการก็คือพวกเรากลัวกันว่าหากเรื่องนี้แพร่ออกไปเธออาจถูกไล่ออกได้ ดังนั้นแม้ว่าเธอจะหายตัวไปเกือบสองสัปดาห์แล้วก็ตามแต่เพื่อนๆส่วนใหญ่ก็ยังไม่รู้ข้อเท็จจริง เพียงคิดว่าเธอป่วยธรรมดาเท่านั้น

เนื่องจากเพ็ญป่วยอยู่และต้องการติดตามการเรียนให้ทัน จึงขอให้เพื่อนๆช่วยถ่ายเอกสารสมุดจดวิชาเรียนต่างๆในแต่ละวันมาให้ จุ๋มกับแมวช่วยกันเป็นต้นฉบับและนำไปถ่ายเอกสารให้ และเนื่องจากโรงพยาบาลที่เธอพักรักษาตัวอยู่นั้นอยู่ในเส้นทางกลับหอของผม การเดินทางของผมสะดวกที่สุด ดังนั้นผมจึงรับหน้าที่เป็นผู้ส่งสำนาสมุดจดคำบรรยายให้เพ็ญ

การที่ได้เห็นสภาพของเธอ ประกอบกับคิดว่าเพ็ญเป็นเด็กต่างจังหวัดที่มาเผชิญชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯเหมือนกันทำให้ผมรู้สึกเห็นใจเธอ ไม่น่าเชื่อว่าเด็กเรียนอย่างเพ็ญจะพลาดพลั้งได้ถึงขนาดนี้แต่มันก็เป็นไปแล้ว เมื่อก่อนผมเองก็เกือบเสียผู้เสียคนไปเพราะเพื่อนเช่นกัน จังหวะชีวิตของคนเราอาจไม่ได้ดีและโชคช่วยไปเสียทุกคน ผมโชคดีที่รอดมาได้ แต่เพ็ญเป็นเหยื่อของความโชคร้ายและเป็นเหยื่อของเพื่อนชายใจร้าย ผมรู้ดีว่าคนที่อยู่ในสภาพท้อแท้สิ้นหวังสิ่งที่ต้องการมากคือกำลังใจ เมื่อได้คิดเช่นนี้ผมจึงเต็มใจที่จะมาเยี่ยม เอาเอกสารมาให้ และอยู่เป็นเพื่อนเธอทุกวัน

“หวัดดีเพ็ญ” ผมทักทายเมื่อโผล่หน้าเข้าไปในห้องของเพ็ญในตอนเย็นวันหนึ่ง “วันนี้มีของกินมาฝากด้วย”

ผมเดินเข้าไปในห้องพลางยกถุงในมือให้เพ็ญดู

“ทายดูสิว่าอะไร”

เพ็ญส่ายหน้า “ทายไม่ถูกหรอก”

เพ็ญก็เป็นแบบนี้เอง สภาพจิตใจของเธอย่ำแย่จึงไม่กระตือรือร้นต่อเรื่องใดๆ

“ซาละเปา มีตั้งหลายไส้ เผื่อว่าเพ็ญจะเบื่ออาหารของโรงพยาบาล” ผมพูด ผมเคยนอนเฝ้าแม่ที่โรงพยาบาลมาก่อนจึงรู้ว่าอาหารของโรงพยาบาลมักจะจืดๆ ขาดความหลากหลาย กินเพียงไม่กี่วันก็เบื่อแล้ว “แล้วก็นี่ วิชาเรียนของวันนี้ แมวถ่ายมาให้”

“ขอบใจนะอู” เพ็ญพูดพลางรับซาละเปากับเอกสารเอาไว้ จากนั้นก็วางลงที่โต๊ะข้างๆโดยไม่ได้สนใจ

แม้ว่าเพ็ญจะขอให้พวกเราถ้ายเอกสารสมุดจดมาให้แต่ผมไม่เคยเห็นเพ็ญเปิดอ่าน วันๆเอาแต่นั่งซึมกระทือเหมือนคิดอะไรอยู่ในใจตลอด ผมเองเคยมีอาการแบบนี้มาแม้จะไม่รุนแรงเท่ากับเพ็ญแต่ก็รู้ว่าเมื่อมีอาการแบบนี้ โลกทั้งโลกจะน่าเบื่อหน่ายจนไม่รู้ว่าความหมายของชีวิตอยู่ที่ไหน ผมเองก็กลัวว่าเพ็ญจะคิดสั้นอยู่เหมือนกัน

ผมพยายามชวนเพ็ญคุย เพ็ญก็คุยแบบถามคำตอบคำ คุยจนคุยไม่ออกผมก็ได้แต่นั่งเป็นเพื่อน เสียงโทรทัศน์ภายในห้องช่วยให้บรรยากาศไม่เงียบจนกลายเป็นความน่ากลัว ผมไม่ต้องรีบกลับบ้านจึงนั่งเป็นเพื่อนเพ็ญไปเรื่อยๆโดยเอาหนังสือเตรียมสอบเอนทรานซ์ในเป้ออกมาอ่านเพื่อไม่ปล่อยให้เวลาเสียไปโดยเปล่าประโยชน์

“นั่นอะไรน่ะอู” เพ็ญถาม

“หนังสือติวเอนทรานซ์” ผมตอบ

“คิดจะสอบเอนทรานซ์ใหม่” เธอมองหน้าผมแล้วพูดเป็นเชิงถาม

“ฮื่อ ใช่” ผมพยักหน้า “พ่อเราคิดว่าเราไม่เอาไหน ไม่มีปัญญาทำได้ เราเลยต้องพยายามทำให้ได้”

ผมเล่าความในใจให้เพ็ญฟัง เมื่อผมรู้ความลับบางอย่างของเธอได้ ผมก็ควรให้เธอรู้ความลับบางอย่างของผมบ้าง จะได้ไม่เป็นการเอาเปรียบกัน

ผมปล่อยให้เพ็ญนั่งเงียบๆในขณะที่ผมเองอ่านหนังสือทบทวนไปเรื่อยๆ บรรยากาศในห้องแอร์ทำให้ผมอ่านหนังสือได้อย่างสบายแม้ว่าจะมีกลิ่นยาหรือกลิ่นโรงพยาบาลที่ไม่ค่อยชินจมูกอยู่บ้าง แต่ก็ถือว่าไม่เลวสำหรับการดูหนังสือ ผมนั่งอยู่เป็นชั่วโมงจนประมาณสองทุ่มก็ขอตัวกลับ

“ไปละนะ แล้วพรุ่งนี้จะมาเยี่ยมใหม่” ผมกล่าวคำอำลา

“อือม์ หวัดดีอู” เพ็ญตอบ



<ถนนพหลโยธินย่านสนามเป้าสามยุค ภาพบนเป็นถนนพหลโยธินย่านสนามเป้าที่ถ่ายในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๑๒-๒๕๑๖ ขณะนั้นถนนพหลโยธินยังไม่ได้ขยายช่องทางการจราจรเช่นในปัจจุบัน ฝุ่นควันจากไอเสียและจากพื้นถนนลอยอบอวล สองฝั่งถนนยังเป็นดินลูกรังและมีต้นไม้ใหญ่ ย่านสนามเป้าในยุคก่อนเป็นแหล่งชุมนุมของอู่ซ่อมรถยนต์ ร้านซ่อมหม้อน้ำ ซ่อมท่อไอเสีย สังเกตดูรถเมล์สาย ๕๙ ในยุคก่อน

ภาพกลางเป็นสนามเป้าในยุคถัดมา มองไปเห็นอนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิที่ไร้รางรถไฟฟ้าและทางด่วน ไม่ทราบปีที่ถ่ายภาพแต่สังเกตจากรุ่นรถเมล์น่าจะอยู่ในยุคที่ผมเรียนมหาวิทยาลัย มีการขยายช่องการจราจร สองฝั่งถนนโค่นต้นไม้ใหญ่ออกและทำเป็นทางเท้า ปลูกต้นไม้ใหม่แทน สังเกตป้ายชื่อร้านอึ้งกิมกี่ที่ด้านขวามือของภาพ ร้านนี้เป็นร้านทำเบาะรถยนต์และเป็นที่มาของคำสแลงอึ้งกิมกี่ ที่หมายความว่าตะลึง พูดไม่ออก ปัจจุบันร้านนี้ก็ยังอยู่ที่เดิม ใกล้กับจุดลงทางด่วน

ภาพล่าง สนามเป้าในปัจจุบัน ในวันที่มีทั้งทางด่วนและรางรถไฟฟ้า ตึกแถวและที่ดินบางส่วนถูกเวนคืนเพื่อทำจุดขึ้นลงทางด่วน>

13 comments:

Anonymous said...

ว้าวคนแรก รีบมาเม้นต์ก่อน เดี๋ยวอ่านต่อ
Federick

Anonymous said...

อ่านตอนนี้แล้วก็รู้สึกว่าอึงอ่ะครับ ชีวิตของคนเรา บางครั้งมันก็คาดเดาอะไรไม่ได้หรอกครับ เรื่องบางเรื่องแม้ว่าจะผิดจากมาตราฐานทางสังคม แต่บางครั้งคนเราก็ไม่มีทางเลือก ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นหรอกครับ
ท้องไม่พร้อมเป็นอุทาหรณ์ของทุกยุคทุกสมัยเลยจริงๆ
Federick

Anonymous said...

เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ตลอดเวลาน่ะค่ะ ตั้งแต่อดีตกาลจวบจนปัจจุบัน..เลยไปถึงอนาคต ยิ่งเป็นเด็กดีเรียบร้อยเมื่อต้องเผชิญชีวิตเพียงลำพัง ด้วยความเหงาคิดถึงบ้าน/การมองโลกในแง่ดีเป็นสีชมพู/ความอ่อนด้อยประสบการณ์ปฎิเสธผู้คนไม่เป็น ฯลฯ..ก็ทำให้เกิดเรื่องทำนองนี้ได้ น่าเศร้านะคะ

อูคะ..ทำไมช่วงนี้หน้าจอของบล็อกวูบวาบจัง เหมือนใจอูตอนนี้รึป่าวเอ่ย..??

คนลาดพร้าว

อู said...

ที่พี่ว่าหน้าจอของบล็อกวูบวาบหมายความว่าไงครับ ผมยังไม่เข้าใจ แต่ที่ว่าอย่างหลังมีส่วนถูกครับ

Anonymous said...

น่าสงสารเพ็ญจัง หวังว่าสภาพจิตใจคงดีขึ้นในไม่ช้านี้นะครับ


...OaH...

Anonymous said...

พี่หมายถึง..ความสว่างของหน้าจอน่ะค่ะ เดี๋ยวมืดเดี๋ยวสว่าง ไม่ทราบว่าFCท่านอื่นเป็นกันมั่งรึป่าวคะ..

อ่ะแน่ะ..รูปในFBรูปแรกออกจะหล่อ..เสียดายที่เอาออกไป อิ อิ

คนลาดพร้าว

Anonymous said...

ขอบคุณน่ะครับ
เดือนนี้ได้อ่านเยอะจัง
ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยเนอะ เรื่องทำแท้งเนี้ย

Anonymous said...

สวัสดีครับ มารักอาอูเสมอนะครับ

หลาน Arus ของอาอู

Anonymous said...

จริงๆ เรื่องที่เกิดกับน้าเพ็ญเป็นเรื่องที่
นอกความคาดหมายของผมนะครับ

เพราะตอนแรกผมเดาว่าน้าเพ็ญจะเป็น
แฟนหญิงคนแรกของอาอู และอาจมีอะไรๆ กัน

-------------

แต่ผมเชื่อว่าเรื่องของน้าเพ็ญจะสร้างแผลให้อาอู
กลัวมากขึ้น (โดยเฉพาะผู้หญิง) แน่ๆ เลย

หลาน Arus ของอาอู

อู said...

หลาน arus ตื่นแต่เช้าเชียว

ก็อย่างที่อาเคยบอกไงครับว่าชีวิตไม่มีใครรู้ล่วงหน้า ดังนั้นบางทีก็ยากคาดเดาได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เพ็ญเป็นคนที่น่าสงสารครับ แม้ว่าจะเรียนเก่งมากแต่ก็ไม่อาจรอดจากคารมคนไปได้

อีกไม่นานเพ็ญก็จะออกจากโรงพยาบาลแล้ว แผลกายอาจหายแต่แผลใจคงหายยาก แต่ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป ต้องคอยดูว่าเพ็ญจะดำเนินชีวิตอย่างไรต่อไป

ตอบพี่สาว รูปผมที่หล่อเพราะว่าทำเบลอไงครับ ถ้าไม่ทำเบลอละก็...

รูปยังอยู่ครับ แต่ว่าต้อง add friend เข้ามาก่อนจึงจะเห็น ที่ไม่เปิดแบบ everyone ให้ดูได้ทุกคนก็เพราะต้องการรักษาความเป็นส่วนตัวของเพื่อนๆที่แอดเอาไว้น่ะครับ

หน้าจอมันแวบๆอาจจะเป็นที่จอของพี่มากกว่า ลองสังเกตสิครับ่าวเข้าเว็บอื่นแล้วเป็นไหม ตอนนี้ผมเองไม่ได้ใช้คอมตัวเก่า ตัวที่ใช้อยู่นี้มันก็แวบๆเหมือนกัน โดยเฉพาะตอนที่รีเฟรชหน้าจอ แต่สำหรับกรณีผมนี่เป็นที่จอของเครื่องเอง

เดือนนี้ยังมีได้อีกสักหนึ่งหรือสองตอนครับ พยายามเขียนชดเชยกับที่ช้าไปเพราะหากช้าแบบนี้ไม่รู้ว่าอีกกี่ปีจะจบ

PR said...

อาอูมี เฟส แว้ว เข้าไปรับสมัครด้วยคน ไม่มีเวลา สปีคไทยมากนัก

งานการบ้านเพียบ

อาอู อยากบอกอาอูอย่างไม่รุคิดไปป่าว แต่อ่านเรื่องอาอูช่วงนี้ ซึม ๆ ฮิ เมื่อไรจะเห็นฟ้าซะทีน้อ

ทุกคนซาหวัดดีคับผม

ไปทำการบ้านต่อก่อง บายฮะ

หลานอาร์ คับผม

kan said...

กด like Face book แล้วนะครับ รูปProfile ชอบมากครับ คิดถึงนะครับ
กัน

Choo said...

อ่านตอนที่ 22 กะ 23 แล้วเหมือนคนละเรื่องเลยครับอู

หาเพลง "ครึ่งหนึ่งของชีวิต" ของพี่เสาวลักษณ์มาฝากเป็นกำลังใจให้คุณเพ็ญ เข้มแข็งขึ้นเร็ววัน

http://www.youtube.com/watch?v=MMSWK3AVc8o&feature=related

ขอบคุณสำหรับตอนที่ 23 นี้นะครับ

ชู