Sunday, May 31, 2009

ภาคสอง ตอนที่ 88

เนื่องจากรถเมล์แน่นมาก อีกทั้งผมไหลมาทางข้างหลังของมัน ดังนั้นไอ้นัยจึงไม่เห็นผมเลยแม้แต่น้อย ผมมองไอ้นัยเห็นด้านหลังของมันในแนวเฉียง คือเห็นด้านหลังและพอจะเห็นด้านข้างได้เล็กน้อย ผมสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของไอ้นัยได้หลายอย่าง ไอ้นัยเอาชายเสื้ออกนอกกางเกงซึ่งปกติมันทำไม่บ่อยนัก ในมือถือกระเป๋าหนังจาคอบซึ่งเป็นกระเป๋านักเรียนทรงบาง กะทัดรัด บางกว่ากระเป๋านักเรียนทั่วไป กระเป๋าแบบนี้ถือสะดวกแต่ก็จุหนังสือได้น้อย ไม่รู้มาก่อนเหมือนกันว่ามันไม่ได้หิ้วเป้แต่หันมาหิ้วกระเป๋าแบบนี้แทน

ผมมองเห็นใบหน้าด้านข้างของไอ้นัยได้เล็กน้อย ตั้งแต่ขึ้น ม.๓ เป็นต้นมา ผมยังไม่มีโอกาสได้มองไอ้นัยอย่างเต็มตาเลย เพราะทุกครั้งที่ได้เจอกันหากไม่ใช่ทะเลาะกันก็หลบหน้ากัน

ผมมองไอ้นัยจนเพลิน ใจก็คิดเรื่อยเปื่อยไปต่างๆนานา คนคนนี้คือเพื่อนที่ผมสนิทสนมด้วยมากที่สุด เราโตมาด้วยกันตั้งแต่วัยเด็ก และคนคนนี้เองที่ผมเคยวาดหวังว่าเราจะใช้ชีวิตร่วมกันในอนาคต... เราจะปลูกบ้านอยู่ติดกัน จะได้เห็นกันทุกวัน

ขณะที่มองไอ้นัยเพลินอยู่นั้น ผมก็สังเกตว่าคนที่ยืนอยู่ข้างหน้าไอ้นัยมักเบือนหน้ามาเหลือบมองไอ้นัยเป็นระยะ คนที่ยืนข้างหน้าติดกับไอ้นัยนี้เป็นชายหนุ่มแต่งตัวดี ใส่เชิร์ตแขนยาว ผูกเนคไท ดูจากใบหน้าที่เบือนมาแม้เห็นไม่เต็มใบหน้าแต่ก็คิดว่าหน้าตาดีทีเดียว

รถเมล์แน่นมากจนหายใจแทบไม่ออก แต่ผมก็ไม่ได้รู้สึกเป็นทรมานแต่อย่างใดเพราะมัวแต่ใจลอยคิดเรื่องไอ้นัยอยู่ เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วโดยไม่รู้ตัว

“ซอยอารีย์แล้ว ป้ายด้วยยยยย...” เสียงกระเป๋ารถเมล์ตะโกนลั่นรถ

ผมเห็นชายหนุ่มที่ยืนเบียดติดกับไอ้นัยเบือนหน้ามาเหลือบมองไอ้นัยอีก คราวนี้พยักหน้าน้อยๆด้วย นายคนนี้เป็นอะไรก็ไม่รู้ ชอบหันมามองไอ้นัย หรืออาจจะรำคาญที่ไอ้นัยไปเบียดก็ได้ จึงหันมามองเพื่อแสดงความไม่พอใจ รถเมล์แน่นก็ไม่ใช่ความผิดของไอ้นัย ทำไมต้องมาเขม่นมันด้วย

ผมละสายตาจากไอ้นัย มองออกไปทางนอกหน้าต่าง อีกตั้งนานกว่าจะถึงบ้าน ถ้าคนเบียดกันขนาดนี้ ทั้งผมและไอ้นัยอาจจะแบนเสียก่อนก็ได้ ผมคิดโน่นคิดนี่ไปเรื่อยเปื่อย

รถเมล์กระชากตัวออกจากป้าย คนเบียดกันไปมาตามแรงของรถ ผมถูกคลื่นคนที่เบียดกระชากให้ตื่นจากภวังค์

ไอ้นัยหายไปแล้ว!

พริบตาที่ผมละสายตาจากไอ้นัยเพื่อมองออกไปนอกรถ เมื่อหันกลับมาอีกทีไอ้นัยก็หายตัวไปเสียแล้ว หรือว่ามันลงรถไปแล้ว? ก็ไม่น่าเป็นไปได้ มันจะลงรถทำไมที่ป้ายซอยอารีย์ จะว่ามันเปลี่ยนที่ยืนก็ไม่ใช่เพราะเมื่อมองไปรอบๆก็ไม่เห็นไอ้นัยเลย

ผมตัดสินใจลงจากรถเมล์ที่ป้ายถัดมา จากนั้นก็เดินย้อนขึ้นไปยังป้ายซอยอารีย์เพื่อตามหาไอ้นัย ผมรู้สึกเป็นห่วงมัน มันอาจไม่สบายและลงไปนั่งพักก่อนก็ได้ ถึงเราจะโกรธกันแต่ผมก็อดเป็นห่วงมันไม่ได้ ถึงอย่างไรก็ขอไปดูให้รู้แน่เพื่อความสบายใจ

ป้ายรถเมล์ป้ายนั้นเดินไกลไม่น้อย แม้ผมจ้ำเดินอย่างรวดเร็วแต่ก็ใช้เวลาอยู่บ้าง ผมไปถึงป้ายซอยอารีย์ด้วยเหงื่อที่โซมหน้า พยายามกวาดสายตามองแต่ก็ไม่พบไอ้นัย

ผมเดินดูตามร้านขายอาหารที่ตั้งอยู่ริมถนน เผื่อว่าไอ้นัยจะเข้าไปนั่งพัก แต่ก็ไม่พบเช่นกัน ผมเดินวนเวียนอยู่แถวนั้นประมาณครึ่งชั่วโมง แต่ก็ไม่พบไอ้นัยแม้แต่เงา

มันอาจแค่หิวน้ำ ลงมากินน้ำเสียหน่อยแล้วก็นั่งรถต่อไปแล้วก็เป็นได้ ผมคิดในใจ พยายามมองโลกในแง่ดี ในที่สุด เมื่อผมหาไอ้นัยไม่พบ ผมก็นั่งรถต่อเพื่อกลับบ้าน

การที่ผมได้พบไอ้นัยบนรถเมล์และไอ้แอบมองมันเป็นเวลานานทำให้ผมคิดมาก ช่วงเวลาที่ผ่านมาผมคิดเรื่องไอ้นัยมากเสียจนต้องพยายามสลัดมันออกไปจากหัวสมองบ้าง ไม่อย่างนั้นผมคงทำอย่างอื่นไม่ได้ แต่เหตุการณ์ที่ผมพบมันในวันนี้ทำให้ผมกลับมาคิดมากอีก ผมคิดเรื่องไอ้นัยวนไปเวียนมาจนดึก

- - -

“เฮ้ย ไอ้รงค์ เป็นไงบ้างวะ สำเร็จไหม” เพื่อนๆต่างพากันทักทายรงค์อย่างเซ็งแซ่ในเช้าวันหนึ่ง เมื่อมันเดินเข้ามาในห้องเรียน รงค์เป็นเพื่อนร่วมชั้นของผม มันเป็นนักกีฬาบาสเก็ตบอลล์ด้วย หน้าตาใช้ได้ทีเดียว ที่สำคัญคือมันรูปร่างสูง ทำให้ดูเด่นเมื่อเทียบกับเพื่อนคนอื่นๆ

รงค์เป็นที่สนใจของกลุ่มเพื่อนๆในระยะนี้ เพราะเป็นที่รู้กันว่ามันกำลังจีบสาวระดับชั้นเดียวกันของโรงเรียนอื่นอยู่ ไม่รู้เหมือนกันว่าต้นเรื่องที่เอาข่าวของไอ้รงค์มาปล่อยคือใคร แต่ไอ้รงค์ก็ไม่ปฏิเสธข่าวนี้ ในยุคนั้นนักเรียน ม.๓ จีบสาวยังพบไม่มากนัก ดังนั้นเรื่องของรงค์จึงเป็นข่าวร้อนประจำห้อง และรงค์เองมักคอยเล่าถึงความคืบหน้าให้เพื่อนๆฟังอยู่เสมอเพื่อถูกถามถึง

“เฮ้ย เมื่อวานเค้ามาดูกูซ้อมว่ะ ตามแผนเลย กูก็เลยจัดการตามแผน” ไอ้รงค์เล่า ไอ้รงค์เป็นนักเรียนในกลุ่มตัวสูงนั่งหลังห้องเหมือนกัน นั่งอยู่ใกล้ๆกับผมและไอ้แก่นี่เอง ดังนั้นผมจึงได้ยินการสนทนาของมันอย่างชัดเจนแม้ไม่สนใจจะฟังก็ตาม ผมนั่งปั่นการบ้านอยู่อย่างเงียบๆ ไม่เข้ากลุ่มสนทนา เมื่อคืนคิดมากจนไม่อยากทำอะไร ก็เลยยังไม่ได้ทำการบ้าน

“แล้วเค้ารับมั้ย แล้วว่าไงบ้าง” เพื่อนๆถามต่อ ที่ว่าตามแผนของไอ้รงค์นั้นไม่ใช่แผนปล้ำนักเรียนหญิงแต่อย่างใด แต่มันเตรียมการเอาไว้โดยชวนสาวที่มันชอบมาดูมันซ้อมบาสที่โรงเรียน จากนั้นมันก็มอบดอกกุหลาบให้หลังซ้อมเสร็จ

ไม่ลงทุนเลยเว้ย ผมคิดในใจ ดอกไม้ทุกชนิดรวมทั้งดอกกุหลาบเป็นของที่หาได้ไม่ยากสำหรับพวกเรา เพราะที่ปากคลองตลาดมีมากมาย

“รับดิ ปลื้มใหญ่เลย” ไอ้รงค์พูดอย่างภูมิใจ จากนั้นมันก็คุยกับเพื่อนๆผู้ยังไม่เคยจีบสาวต่างก็พากันแนะนำกลยุทธ์ให้ไอ้รงค์ต่างๆนานาเพื่อสร้างความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นขึ้น เช่น พาไปเดินสยามเพื่อดูหนัง ซื้อของ เป็นต้น

- - -

วันถัดมา

“เอ้า นักเรียน วันนี้ครูขอแนะนำอาจารย์วิทย์ อาจารย์วิทย์เป็นนักศึกษาฝึกสอน จะมาสอนพวกเธอแทนครูช่วงหนึ่ง” เสียงอาจารย์ประจำวิชาสุขศึกษาแนะนำอาจารย์ใหม่ให้นักเรียนในชั้นทราบ

อาจารย์วิทย์เป็นนักศึกษาฝึกสอนที่มาช่วยสอนวิชาพลศึกษาและสุขศึกษาในเทอมนี้ อาจารย์วิทย์เป็นนักศึกษาหนุ่มผิวคล้ำ ท่าทางประหม่าห้องเรียนมาก

ปกตินักเรียนไม่ค่อยมองนักศึกษาฝึกสอนเหล่านี้ว่าเป็นอาจารย์ แต่มักจะมองว่าเป็นรุ่นพี่มากกว่า ดังนั้นหากนักศึกษาคนใดคุยสนุก นักเรียนก็จะสนิทสนมด้วย และมักจะสนิทยิ่งกว่าอาจารย์ประจำวิชาตัวจริงเสียอีก เพราะวัยไม่ห่างกันมากนัก

หลังจากที่อาจารย์ตัวจริงออกจากห้องไปแล้ว อาจารย์วิทย์ก็เริ่มการสอน ชั่วโมงแรกของการฝึกสอนของอาจารย์วิทย์ยังไม่มีเนื้อหาอะไรมาก ส่วนใหญ่เป็นการพูดคุยแนะนำตัวและสร้างความคุ้นเคยกันมากกว่า

“เอ้า พวกนักเรียนอยากรู้อะไรบ้าง ถามได้ เรื่องอะไรก็ได้ แต่ห้ามยืมตังค์” อาจารย์วิทย์ดูเป็นกันเองมากขึ้นและประหม่าน้อยลง หลังจากที่ได้คุยกับนักเรียนมาพักหนึ่ง

“เรื่องอะไรก็ได้จริงนะครับ” นักเรียนตะโกนถาม อาจารย์วิทย์พยักหน้ายืนยัน

“อาจารย์มีแฟนยัง” ใครก็ไม่รู้ถามขึ้น พวกนักเรียนเฮกันใหญ่

อาจารย์วิทย์อมยิ้ม พยักหน้า ไอ้รงค์พอเห็นดังนั้นก็ตะโกนถามขึ้นทันที

“อาจารย์สอนวิธีจีบผู้หญิงหน่อยครับ”

เพื่อนๆเฮกันลั่นห้อง ไอ้รงค์พยายามหาความรู้จากทุกทางเพื่อเอาชนะใจหญิงสาวคนที่มันหมายปอง

เมื่อหายประหม่าแล้วอาจารย์วิทย์ก็เป็นคนคุยสนุก จึงเล่าวีธีการจีบสาวอย่างเฮฮา หัวเราะกันทั้งห้อง จนช่วงท้ายของคาบ อาจารย์วิทย์จึงเริ่มสั่งงาน

“พวกเราต้องทำรายงานกลุ่มกัน ที่จริงวันนี้ครูเพิ่งมาสอน ยังไม่ทันได้สอนอะไรเลย ก็ไม่อยากสั่งการบ้านหรอก แต่อันนี้เป็นแผนการสอนที่เตรียมเอาไว้แล้ว ก็เลยต้องสั่งงาน” อาจารย์วิทย์ออกตัว

อาจารย์สั่งให้แบ่งกลุ่มกันเป็นกลุ่มละ ๕ คน รวมแล้วมีทั้งหมด ๑๐ กลุ่ม แต่ละกลุ่มทำรายงานเรื่องโรคร้ายแรงกลุ่มละหนึ่งโรค แล้วให้ออกมาเล่าให้เพื่อนฟังหน้าชั้น มีตั้งแต่โรคไข้กาฬหลังแอ่น ไข้สมองอักเสบ ไปจนถึงกามโรค เช่น ซิฟิลิส และโรคเอดส์

“ใครได้โรคเอดส์ไปทำก็อาจจะง่ายหน่อยนะ ตอนนี้กำลังดัง ข้อมูลหาได้ง่ายมาก” อาจารย์วิทย์พูด

ในช่วงสองปีมานี้ โรคด์เอดส์เป็นโรคใหม่ซึ่งตกเป็นข่าวและสร้างความตื่นกลัวแก่ประชาชนเป็นอย่างมาก เพราะเป็นโรคที่รักษาไม่หาย เป็นแล้วตายสถานเดียว เรียกได้ว่าเป็นโรคมฤตยู สภาพการตายก็น่าอเนจอนาถ กระแสความตื่นกลัวต่อโรคเอดส์เป็นไปทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทยซึ่งเริ่มตื่นตัวเนื่องจากพบผู้ป่วยเอดส์ในเมืองไทยแล้วหลายราย ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคเอดส์ในยุคนั้นก็คือเกิดจากพวกรักร่วมเพศหรือว่าเกย์ ดังนั้นโรคเอดส์จึงเป็นโรคที่ทั้งกลัวและน่ารังเกียจ เกย์จึงตกเป็นจำเลยของสังคมในยุคนั้นไปช่วงหนึ่ง ทั้งๆที่จริงแล้วโรคนี้แพร่ระบาดในหมู่ผู้ติดยาเสพย์คิดที่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกันด้วย

กระแสรณรงค์ต่อต้านโรคเอดส์รวมทั้งให้ความรู้ในเรื่อโรคเอดส์เริ่มมาตั้งแต่ปีที่แล้ว และมาในปีนี้สถานการณ์กลับเริ่มเลวร้ายลง ผู้คนกลับตระหนกและหวาดกลัวต่อโรคเอดส์มากยิ่งขึ้นเพราะปรากฏผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆทั่วโลก ในเมืองไทยมีคนไทยเสียชีวิตจากโรคเอดส์ไปแล้วสองคน จนถึงขนาดทางการของประเทศซาอุดิอารเบียต้องออกกฎระเบียบให้คนไทยต้องมีใบรับรองการตรวจเอดส์ด้วยจึงจะยอมให้เข้าไปทำงานได้

“โรคนี้พระเจ้าสร้างขึ้นมาเพื่อทำลายไอ้พวกวิปริตครับอาจารย์ ฟ้าผ่ามันช้าไป ตายห่าไปให้หมดก็ดี” เสียงใครคนหนึ่งแสดงความเห็นขึ้นมา ทั้งห้องฮือฮาสนับสนุนกันยกใหญ่ ผมรู้สึกหน้าชาวูบเหมือนกับโดนตบหน้าอย่างแรง

- - -

สัปดาห์นั้นเป็นอีกสัปดาห์หนึ่งที่ผมเต็มไปด้วยความสับสน มีเรื่องมากมายเกิดขึ้นและทำให้ผมต้องคิดมาก ผมคิดวนไปเวียนมาจนปวดหัว เรียนอะไรก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง

“เฮ้ย ไอ้อ๊อด” ผมทักอ๊อดในวันหนึ่งเมื่อเราเดินสวนกันที่ทางเดิน ตอนนั้นยังเช้าอยู่ นักเรียนยังไม่พลุกพล่านนัก “กูถามอะไรมึงหน่อย” ผมเห็นว่าคนยังน้อย เลยได้โอกาสคุยหาข้อมูลจากอ๊อด

“ไอ้ไก่อู” อ๊อดทัก

“ไอ้นัยมันเป็นไงบ้างวะ” ผมถามแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย อ๊อดงง

“ไอ้นัยห้องกูน่ะเหรอ” อ๊อดถาม “มึงรู้จักมันด้วยเหรอ”

ผมพยักหน้ารับ “ปีที่แล้วทำงานสหกรณ์ด้วยกัน เลยเป็นเพื่อนกัน” ผมตอบสั้นๆ ไม่อยากเล่ามาก

“มึงเป็นเพื่อนกับมันได้ด้วยเหรอ” อ๊อดหัวเราะ

ผมงงว่าทำไมอ๊อดถามแปลกแบบนั้น

“ก็มันเงียบจะตายห่า ท่าทางซึมๆ ไม่คบใคร มีใครบอกว่ามันเคยเป็นหัวหน้าห้องเมื่อปีที่แล้วด้วย โคตรทึ่มเลย เป็นได้ไงฟะ” อ๊อดพูดไปหัวเราะไป “พูดกะมันสิบคำ มันพูดคำเดียว ใครจะไปอยากคุยด้วย เอ๊ะ แล้วมึงถามถึงมันทำไม”

“ไม่มีอะไรหรอก จู่ๆก็นึกถึงมันได้ เลยถามถึง หมู่นี้ไม่ค่อยได้คุยกันน่ะ” ผมกลบเกลื่อนแบบน้ำขุ่นๆ

“ว่าแต่มึงเถอะ หายอกหักหรือยังวะ พักหลังมึงก็เงียบไปเยอะเลยนะ” อ๊อดวกกลับมาที่ตัวผม ดูมันมั่นใจมากว่าผมอกหัก คอยตอกย้ำอยู่เรื่อย

ผมรีบผละจากอ๊อดมาเพราะเกรงว่าหากคุยมากไปจะเผยพิรุธ แต่ก็นับว่าผมได้ข้อมูลเรื่องไอ้นัยในด้านที่ผมไม่รู้มาก่อน

- - -

วันเสาร์ถัดมา

สัปดาห์นั้นผมเรียนอะไรไม่รู้เรื่องสักวิชา แม้กระทั่งเรียนเปียโนก็ยังเรียนไม่รู้เรื่องเพราะมัวแต่ใจลอย

หลังจากที่เรียนเปียโนเสร็จ ผมมาเดินแกร่วอยู่ในห้องโชว์ ในห้องโชว์มีเครื่องดนตรี แบบเรียนเปียโน และโน้ตเพลงเป็นแผ่นๆที่เรียกว่ามิวสิกชีต (music sheet) มากมาย เลิกเรียนแล้วผมก็ไม่รู้จะไปไหน ตั้งแต่เปิดเทอมมา ผมไม่เคยเจอไอ้นัยที่โรงเรียนดนตรีเลย เมื่อถามครูสอนกีตาร์ของไอ้นัยจึงได้รู้ว่าไอ้นัยย้ายเวลาเรียน ดังนั้นระยะหลังนี้ผมจึงไปเรียนดนตรีและเดินเล่นคนเดียว ใหม่ๆก็เหงา ต่อมาก็เริ่มชิน แต่แทนที่จะชินแล้วชินเลย พอมาระยะนี้กลับรู้สึกเหงาหนักยิ่งขึ้น มันดูเหมือนคนที่เพิ่งฟื้นไข้ แต่แล้วก็กลับมีอาการทรุดหนักลงอย่างรวดเร็ว

ผมพลิกดูแบบเรียนเปียโนเล่มต่างๆอย่างเซ็งๆ ที่จริงก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนัก เพียงแต่ยังคิดไม่ออกว่าหลังจากเลิกเรียนแล้วจะไปไหนดี จึงมาดูหนังสือในห้องโชว์ฆ่าเวลาไปก่อน

ผมพลิกดูแบบเรียนเล่มหนึ่งอย่างไม่ตั้งใจ มันเป็นโน้ตเพลงพื้นเมืองต่างๆ

“My Luve is Like a Red Red Rose” ผมสะดุดกับชื่อเพลงบทหนึ่งภายในเล่ม ชื่อนี้เหมือนกับบทกวีของรอเบิร์ต เบิร์นส์ ที่ผมเขียนเรียนเมื่อตอน ม.๑ เลย ผมยังจำบทกวีบทนั้นได้ เพราะมันเป็นบทกวีรักอันแสนหวาน ผมเรียนบทกวีนั้นด้วยความทรงจำที่ลึกซึ้งเป็นพิเศษเพราะเป็นช่วงที่ผมมีไอ้นัยอยู่เคียงข้าง รวมทั้งความสัมพันธ์ของเราในช่วงนั้นก็ดีมาก บทกวีนี้เปรียบเทียบความรักประดุจดอกกุหลาบสีแดง ไม่ยักรู้ว่าบทกวีนี้แท้ที่จริงแล้วเป็นเนื้อเพลงจากเพลงพื้นบ้านของสก็อตแลนด์นี่เอง

O my Luve's like a red, red rose,
That's newly sprung in June:
O my Luve's like the melodie,
That's sweetly play'd in tune.

As fair art thou, my bonie lass,
So deep in luve am I;
And I will luve thee still, my dear,
Till a' the seas gang dry.

Till a' the seas gang dry, my dear,
And the rocks melt wi' the sun;
And I will luve thee still, my dear,
While the sands o' life shall run.

And fare-thee-weel, my only Luve!
And fare-thee-weel, a while!
And I will come again, my Luve,
Tho' 'twere ten thousand mile!

เพลงรักแสนหวานนี้ฉุดให้ผมจมดิ่งอยู่ในภวังค์ชั่วครู่ ผมปิดหนังสือลงจากนั้นผมก็คิดออกว่าผมอยากไปที่ไหน…

ที่ร้านโดนัทร้านประจำในสยามสแควร์ที่ผมและไอ้นัยชอบมานั่งกิน ผมเข้ามาสั่งโดนัทแบบที่ไอ้นัยชอบและน้ำหวานมานั่งกินคนเดียวอย่างเงียบเหงา สภาพภายในร้านยังเหมือนเดิม แต่ที่เปลี่ยนไปก็คือใจคน...

ผมนั่งกินโดนัทช้าๆ สายตาเหม่อมองดูผู้คน ปล่อยความคิดล่องลอย ความคิดต่างๆวนไปเวียนมา ความหลังระหว่างผมและไอ้นัยปรากฏมาเป็นฉากๆ คำพูดของอ๊อดก้องอยู่ในหู เรื่องของรงค์ เหตุการณ์ในชั่วโมงสุขศึกษา ล้วนแต่วนเวียนอยู่ในหัวของผม...

ผมรักไอ้นัย…

ความคิดนี้วนเวียนอยู่ในหัวของผมตลอดเวลา ตอนนี้ผมอายุสิบห้าแล้ว ผมโตพอที่จะรู้แล้วว่าความรักคืออะไร แท้ที่จริงผมรู้มานานแล้วด้วย ความรู้สึกนี้ค่อยๆพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง แต่ผมปฏิเสธมัน ผมไม่กล้าแม้แต่จะคิด ผมไม่กล้าที่จะยอมรับมัน ผู้ชายจะรักผู้ชายด้วยกันได้อย่างไร ถ้าผมยอมรับมัน ก็เท่ากับว่าผมยอมรับว่าตนเองวิปริตผิดเพศ และถ้าไอ้นัยยอมรับก็เท่ากับตราหน้าว่าไอ้นัยวิปริตไปด้วย ผมยอมรับไม่ได้ที่ตนเองและไอ้นัยต้องกลายเป็นคนวิปริตในสังคม ผมอยากเป็นคนปกติ...

ความกลัวและการปฏิเสธตนเองของผมนี่เองที่ทำให้ผมเพิกเฉยต่อเสียงเรียกของหัวใจมาโดยตลอด และมันก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายมาจนถึงทุกวันนี้

นับวันผมยิ่งเข้าใจธรรมชาติของตนเองมากยิ่งขึ้น เพียงแต่ว่าผมจะกล้ายอมรับตนเองได้หรือไม่เท่านั้น ความหมางเมินระหว่างผมกับไอ้นัยทำให้ผมทุกข์ทรมานใจมาก ผมต้องตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง...

ผมนึกถึงไอ้พงศ์ปากกว้าง และไอ้อ้วน บนเส้นทางของการยอมรับตนเองคงเต็มไปด้วยความไม่ราบรื่น

ผมนึกถึงไอ้รงค์ เรามีการสอนถึงบทบาทหน้าที่ระหว่างชายและหญิง เราถูกปลูกฝังให้มีความคิดว่าชายและหญิงเป็นของคู่กัน คนเราเมื่อเติบโตก็ต้องแต่งงาน มีครอบครัว มีลูกหลาน ผมคิดถึงอาจารย์วิทย์ที่สอนเรื่องการจีบสาว เรามีคนสอนวิชาความรู้ในเรื่องต่างๆมากมาย แต่กลับไม่มีใครสอนผมเลยว่าเด็กวัยรุ่นที่รักเพศเดียวกันคนหนึ่งเมื่อเติบโตขึ้นจะใช้ชีวิตอย่างไร จะเติบโตขึ้นอย่างไรให้เป็นที่ยอมรับและมีศักดิ์ศรี ไม่ต้องถูกเหยียบย่ำหรือตราหน้าว่าวิปริต...

ผมหวนนึกถึงบทกวีอันหวานไพเราะของรอเบิร์ต เบิร์นส์อีกครั้งหนึ่ง เมื่อขับขานบทกวีนี้ภายใต้ทำนองเพลงคงไพเราะงดงามมากทีเดียว

ในที่สุด ผมก็ตัดสินใจได้

ในชีวิตผมมักตัดสินใจผิดพลาดเสมอ แต่ที่ไม่เคยคิดว่าผิดพลาดก็คือการได้รู้จักและเป็นเพื่อนกับไอ้นัย... และผมหวังว่าการตัดสินใจในวันนี้ของผมจะไม่ผิดอีกเช่นกัน...

ฟังเพลง My Love is Like a Red Red Rose (youtube) เวอร์ชันนี้ร้องโดยนักร้องหญิง เอ็ดดี รีดเดอร์ (Eddie Reader) ได้รับความนิยมมาก

ฟังเพลง My Love is Like a Red Red Rose (youtube) เวอร์ชันนี้บรรเลงด้วยเปียโนและไวโอลิน หวานซึ้งกินใจ

33 comments:

Anonymous said...

555+

มาคนเเรก

ถือว่าเป็นของขวัญวันเกิดจากคุณอูนะครับ

ขอบคุณมากครับผม

ติืดตามอ่านมานานเเล้ว

ไงก็มาต่อเร็วๆนะครับ

อาร์ม

Anonymous said...

ที่1ของปี(^_^) เป็นหวัดมดครับ^^เม้นข้างบนนี่พี่อาร์มห้อง610ป่าวหว่าหุหุ มาต่ออีกไวไวนะครับลุงอยากรู้ว่าลุงจะทำอะไรอะครับ แล้วลุงนัยไป...กับใครอะครับสงสารลุงนัยจังคงเสียใจไม่แพ้ลุงอูเลยนะครับ

Anonymous said...

ที่สาม

เรื่องของพี่อูทำให้ผมต้องน้ำตาซึมอีกแล้ว อ่านตอนนี้แล้วสะเทือนใจจังครับ

jazz

Anonymous said...

อ่านแล้วเศร้าครับ..คุณอูเปลี่ยนไปเพราะนัยแล้วนัยเปลี่ยนไปขนาดนี้เพราะอะไรอ่ะ อยากรู้จัง

Anonymous said...

ที่ 5
ถือว่า นี่เป็นของขวัญวันเกิดผมเลยนะคับ

อืมม อ่านไป ฟังเพลงไป
มันระคน เศร้าๆๆ โรแมนติก ยังงัย
ไม่รู้แฮะ

จะติดตาม เรื่อยไปนะครับคุณอู


Lonely .. man

Toey... said...

อ่านแล้วเศร้ามากมายงับ

ชอบมากคับผม

จะตามอ่านต่อไปเรื่อยๆๆนะงับผม

Anonymous said...

ที่1(^_^) วันนี้ป่วยนั่งๆนอนๆเล่นเอ็มฟังเพลงมาแอบดูว่าลุงลงตอน89รึยังหุหุ เลยเอาเพลงมาฝากลุงและพี่ๆที่อกหักครับ ช่วงนี้คุยเพื่อนใหม่มีญ.เยอะเลยเคยอยู่รรชายล้วนมาตลอด อ่านเรื่องลุงแล้วใจแป้วเหมือนกันนะเนี่ยตกลงผมจะได้แต่งงานกับเพศไหนเนีย555+
http://www.youtube.com/watch?v=7Si6NSA8nL8
ไปถึงแล้วลุงอย่าลืมเอารักไปด้วยนะครับลุงนัยคงดีใจมาก

พี said...

ตอนนี้ก็ยังเศร้าเหมือนเดิม.....
แต่ดูเหมือนเริ่มโตมากขึ้น ที่ทิ้งท้ายไว้ ต่อตอนหน้า ...เอ...จะตัดสินใจทำอะไรนะ
หวังว่า คงเป็นการตัดสินใจเข้าไปคุยกับนัย
จะได้คืนดีกัน...สาธุ

พี

Anonymous said...

อย่าบอกนะว่าที่ผมคิดไว้เรื่องนัย ติดใจเรื่องบนรถเมล์ เลยไปปล่อยตัวกับคนนั้น

ไม่อยากจะคิดว่านัยที่ดู อ่อนโยน บริสุทธิ์จะเปลี่ยนไป

naja said...

ไม่อยากให้นัยไปทำอะไรอย่างที่คุณข้างบนกลัวเลยอ่ะ

สงสารอูจัง จะไปบอกรักนัยแน่เลย แต่กลัวว่าจะผิดหวังกลับมาจังเลยครับ

Anonymous said...

อ่านแล้วไม่สบายใจเหมือนกัน ไม่รู้จะจบลงอย่างไง
เจ็บๆๆ ทนพี่อูคับผม
มาให้กำลังใจค๊าบ
^^sky^^

Anonymous said...

เคโระ เคโระ

หลาน Arus ของอาอูกับแว่นใหม่ใสกิ๊ง

Anonymous said...

หลานอยากเล่น Violin คู่ักับอาอูเพลงนี้จัง
ถึงจะไม่ได้จับมาหลายปี สนิมคงกินไปมากเลย...
ว่าแล้วไปปัดฝุ่น Violin เพื่อนเกลอดีกว่า >.<)//
หลาน Arus ของอาอู

ken_cup said...

ยังคงเศร้าอยู่เลยน่ะครับพี่ แต่ผมทนได้แล้วแหละ เจ็บกว่านี้ก็เคยมาแล้ว อิอิ แต่หวังว่าอะไร อะไร คงจะคลี่คลายไปในทางทีดีขึ้นน่ะครับ ขอบคุณครับที่มาต่อให้อย่าเร็ว

Anonymous said...

เคลียร์กานได้แล้วค้าบบ
ผมคิดถึงวันเก่าๆที่อาอูอานัยกับอาชชัชมีความสุขด้วยกันจริงๆ ดูเหมือนวันเวลาเปลี่ยนไปอะไรๆก็เปลี่ยนไปทุกอย่าง อยากให้อาอูไปบอกอานัยเลยครับ ว่าอานัยเป็นเพื่อนที่ดีที่สุด และอาอูรักอานัย ผมว่าเป็นสิ่งที่ดีนะ ที่เราได้บอกสิ่งที่ใจของเราคิดกับคนที่เรารัก แต่ก็ได้แต่หวังว่าเค้าคงจะเข้าใจในความรักของเราแหละครับ

ปล.ขอบคุณครับที่มาเขียนต่อให้

Sea~~!!

yo408 said...

คิดถึงสมัยก่อนจัง ที่รถเมล์แน่นทุกสาย เดี๋ยวนี้มีการเดินทางให้เลือกหลายทาง รถเมล์มีเพิ่มหลายสาย อ้อมหน่อยแต่รถไม่แน่นดีกว่า แน่นๆแล้วอึดอัดเหมือนจะเป็นลม แสดงว่านัยต้องเป็นเกย์เต็มตัวแน่ๆถึงได้มีอารมณ์กับคนอื่นแบบนี้

Anonymous said...

กลับมาอ่านซ้ำ ก้อรู้สึกเจ็บลึกๆ เมื่อคิดต่อไปว่า นัยไปทำอะไรกับผู้ชายคนนั้นที่ลงป้ายซอยอารีย์ด้วยกัน

ไม่อยากให้นัยต้องแปดเปื้อนไปมากกว่านี้

เศร้า

ฺBomber_Boy said...

กำลังลุ้นเลย....จบซะงั้นน่ะ!!!
แล้วนัยหายไปไหนละครับคุณอู ผมอ่ะ ไม่อยากจะคิดไปในทางที่ไม่ดีนะ หลายครั้งแล้วเนี่ย..ไม่ค่อยจะเคลียร์เลย แต่มันก็คงเป็นวิธีการเล่าเรื่องของคุนั่นแหละ แต่คนอ่านอย่างผมอ่ะ อยากรู้มาก และเพื่อนๆ ทุกคนผมคิดว่าก็คงอยากรู้เหมือนกัน

อย่างที่บอกละครับอยากให้จบแบบสวยงามนะครับ ไม่อยากให้อะไรต่อมิอะไรมันแย่ไปกว่านี้อีกแล้ว
เป็นกำลังใจให้อูและนัยนะครับ รักเท่ากันทั้งสองคน แต่ค่อนไปทางนัยนิดๆ อย่าว่ากันนะครับคุณอู

Anonymous said...

นัยก็คงเศร้าไม่แพ้อูหรอกนะเนี่ย

Anonymous said...

ความจริงก็ไม่ได้อยากจะปกปิดอะไรเอาไว้หรือว่าแกล้งทำให้อึมครึมหรอกครับ แต่ว่าผมเล่าเท่าที่เห็น และสิ่งที่เห็นและได้รับรู้ในตอนนั้นมันก็มีแต่ความอึมครึมแบบนั้นจริงๆ เพราะนัยเป็นคนที่เก็บความในใจ ไม่ยอมเล่าให้ใครฟัง ยากที่ใครจะอ่านหรือว่าคาดเดาออก แต่ว่าโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน ในที่สุดความลับบางอย่างของนัยก็ถูกเผยออกมาจนได้ครับ

ผมตัดสินใจอย่างไรเดี๋ยวตอนหน้าก็รู้แล้วครับ

หลานเคโระ arus เป็นไงบ้าง ชินกับแว่นใหม่หรือยัง ส่วนหลานที่หนึ่งหวังว่าคงชินกับโรงเรียนใหม่แล้ว อย่าลืมเอามาเล่าให้ฟังบ้าง

อู

naja said...

อ่านที่คุณอูบอกแล้ว พูดได้คำเดียวว่า เครียดดด

Anonymous said...

เมื่อคืนฝันถึงอาอู
อาอูมาลงข้อความไว้ว่า จะเอารูปผู้อ่านทุกท่านมาลง
ใน Blog แต่ของหลาน Arus อาอูจะเก็บไว้ดูคนเดียว

หลาน Arus ของอาอู

Anonymous said...

เหอเหอเหอ
น้อง Arus อย่างงนี้ก้อเอาไปฝันด้วย
พี่ว่าน่าจะเอารูปของน้อง Arus คนเ้ดียว มาลงใน blog
น่าจะดีกว่าม้างงงงงงงงง
นะอาอูคับ ว่างัยค้าบบบบ
เอารูปน้อง Arus 8คนเดียวก้อพอคับ
5555555

Anonymous said...

ฮือออ จะลงแดงอยู่แล้วอ่ะคับ

เข้ามาเช็ค ทุกสองชั่วโมงเลย

ตอนที่ 89............

89 89 89 89 89 89 89
89 89 89 89 89 89 89

Lonely Man.

Anonymous said...

ใช่ครับอ่านไงก้อยังเศร้าเหมือนเดิมครับ รีบๆมาต่อตอนที่ 89 เร็วๆนะครับอู จะทนไม่ไหวแล้วนะครับเป็นกำลังใจให้เหมือนเดิมครับ
กร ครับ

Anonymous said...

เศร้าและเหงาไปกับอูครับ

เป็นกำลังใจให้ครับ

วุฒ

Anonymous said...

มาลุ้นว่า นัยจะคืนดีและเป็นคนเดิมได้หรือเปล่า
มาี up เร็วนะครับ

thom

Anonymous said...

มาต่อซะีทีเถอะครับ

คนตามจะลงเเดงกันอยู่เเล้ว

H said...

สวัสดีครับทุกคน จากการที่ได้อ่านเรื่องของพี่อูมาตลอดเลยเกิดคำถามอยากถามทุกคนว่าให้ความสำคัญกับการบอกรักมากแค่ไหนครับ เพราะผมก็เป็นอีกคนที่ไม่บอกรัก แต่จะใช้การแสดงออกด้วยการกระทำมากกว่า แล้วเราควรจะทำเพื่อความรักมากแค่ไหนครับ มันมีคำว่ามากเกินไปหรือเปล่าหรือมันคุ้มค่าที่จะทำเพื่อคนที่เรารักแม้ว่าเราจะต้องผิดหวังและเสียใจทีหลังก็ตาม
รู้น้อย-ด้อยประสบการณ์

Anonymous said...

มีธุระต้องเดินทางกระทันหันครับ สองสามวันนี้เลยไม่ได้อยู่กรุงเทพ ไม่มีเน็ตใช้ด้วย เลยไม่ได้เข้ามาส่งข่าว คิดว่าคืนนี้หรือพรุ่งนี้คงจะพยายามโพสต์ตอน 89 ให้ได้ครับ ขออภัยที่ทำให้ต้องทวงครับ

อู

Anonymous said...

จะรอครับคุณอู

Anonymous said...

ที่1(^_^) แอบมาดูนึกว่าลุงไม่สบายติดหวัดผมซอีก ผมสบายดีครับลุงขอบคุณครับที่นึกถึง ผม มีเรียนรด.แล้วครับเสียดายที่เวลาเรียนไม่ตรงกับรรเก่า ได้พบเพื่อนที่มาจากตจวใด้วยรู้สึกว่าตัวเองไม่เอาไหนเลยซื้อชุดนร.ใหม่หมดเลยครับทั้งทีม่าบอกให้ใส่ชุดเก่าตัวที่เพิงซื้อปีทีแล้วปนๆไปก็ได้ผมงอนวีนเลย แต่พื่อนเราเอามาเลาะที่ปักออกเห็นมันมีเสื้อใหม่วันสองวันเอง นี่ผมว่าจะเอามาเลาะออกบ้างจะใส่เปนเพื่อนกัน555+ ไม่น่าคิดอายตั้งแต่แรกเลยเนอะ เม้นคนสุดท้ายไม่รู้ลุงจะได้อ่านรึป่าวหนอ ผมรอได้ครับแตพวกป้าๆคงใจรอนนะครับ เดิทางปลอดภัยนะครับ

bon said...

หวัดดีครับพี่อู

หลังจากที่อ่านจนจบทุกตอนแล้วก็ขออนุญาตเลือกคอมเมนต์ครั้งแรกตอนนี้ละกันนะครับ

นิยายของพี่อูเศร้ามากครับ

ผสมกับเพลงที่ให้มา อ่านไปฟังเพลงไปเหมือนกับความรับรู้ ความทรงจำที่อยู่ในลิ้นชักสมองมันไหลออกมาทั้งหมด ตอนที่ผมอยู่สวน ผมก็เศร้าเหมือนกับในเรื่อง คือพอไปหลงชอบใครเขาเข้ามันก็จะเจ็บแปล๊บๆ ตลอด คือเป็นความรู้สึกที่เหมือนน้ำท่วมปาก

ตอนมอหนึ่งมอสอง นี่ ไม่ค่อยรู้ว่าความรู้สึกนี้เรียกว่าอะไร แต่พอเริ่มเข้ามอสามนี่ พอรู้ว่ามันคือความรัก ยิ่งน้อยเนื้อต่ำใจตัวเอง การมีความรู้สึกที่ถ่ายทอดไม่ได้นี่มันช่างเจ็บปวดจริงๆครับ


การได้ฟังเพลงที่มีเมโลดี้เพลงเพราะมากๆ กับการอ่านเรื่องราวที่มีความเหมือนกับเราในตอนเด็ก

ทำให้ความรู้สึก ความทรงจำมากมายหลายอย่างที่ถูกเก็บไว้ในอดีตกลับมาอีกครั้ง

ขอบคุณพี่มากจริงๆครับ

บอล

ปล.ฟังเพลงไปร้อยกว่ารอบแล้วมั้งครับเนี้ย