Wednesday, March 18, 2009

ภาคสอง ตอนที่ 67

“อ้าว นัยไปไหนเสียล่ะ” เสียงพี่เต้ขาประจำดังขึ้นในตอนบ่ายหลังเลิกเรียนของวันหนึ่ง

วันนั้นที่จริงเป็นเวรทำงานของไอ้นัย แต่เนื่องจากพี่มั่วสั่งให้ไอ้นัยไปซื้อหนังสือการ์ตูนจากวังบูรพามาเพิ่ม ผมเลยรับหน้าที่บริการลูกค้าแทน ช่วงที่สหกรณ์เริ่มดำเนินการใหม่ๆ การ์ตูนญี่ปุ่นเป็นที่นิยมมาก โดยเฉพาะการ์ตูนแนวบู๊ดรากอนบอล นอกจากนั้นก็จะเป็นการ์ตูนญี่ปุ่นแนวคิกขุติงต๊อง เช่น ดร.สลัมป์และหนูน้อยอาราเร่ หรือไม่ก็แนวสร้างสรรค์เช่นโดเรมอน หุ่นยนต์แมวที่เล่นเป่ายิ้งฉุบแล้วต้องแพ้ทุกทีเพราะว่าออกได้แต่ค้อน เป็นต้น แหล่งของหนังสือการ์ตูนก็จะซื้อที่วังบูรพา ผ่านฟ้า สวนจตุจักร หรือไม่ก็ที่สยามสแควร์ร้านหมึกจีนหลังโรงหนังลิโด้ แล้วแต่ว่าการ์ตูนแนวไหน เมื่อการค้าดี เงินหมุนเวียนเพิ่มขึ้น จึงทำให้มีทุนไปซื้อหนังสือมาเพิ่ม

“ไปซื้อหนังสือการ์ตูนครับ” ผมตอบไม่เต็มเสียง เบื่อหน้าไอ้พี่เต้เหลือเกิน แต่ก็จำใจต้องให้บริการเพราะว่าเป็นหน้าที่

“แล้วจะกลับมาหรือเปล่า” พี่เต้ถาม

“มาดิครับ มันซื้อหนังสือการ์ตูนมาเยอะแยะ ยังไงก็ต้องเอามาเก็บ ไม่แบกกลับบ้านหรอกครับ” ผมตอบ

“เอ๊ะ ไอ้น้องนี่กวนดีโว้ย” พี่เต้หัวเราะอย่างอารมณ์ดี คงนึกว่าผมแหย่เล่น ที่จริงผมตั้งใจจะกวนตีนต่างหาก “ชื่ออูใช่ไหมน่ะเรา” พี่เต้ถามต่อ

“ใช่ครับ” ผมตอบ ดันรู้จักชื่อของผมเสียอีก นึกว่าสนใจแต่ไอ้นัยคนเดียว

หลังจากนั้น พี่มั่วก็ออกมายืนคุยกับพี่เต้สักครู่ จากนั้นพี่เต้ก็จากไป

“ทำไมเอ็งไปกวนตีนเค้ายังงั้นวะไอ้อู” พี่มั่วถามผม หลังจากที่พี่เต้กลับไปแล้ว

“พี่ได้ยินด้วยเหรอ” ผมถาม ทำหน้าใสซื่อบริสุทธิ์

“เอ็งไม่ต้องมาทำไก๋ ห้องแค่นี้เอง หูพี่ยังไม่หนวก ทำไมจะไม่ได้ยิน” พี่มั่วพูด

“เห็นพี่เค้ามาประจำ พอจะคุ้นกัน เลยแหย่เล่นน่ะพี่” ผมแก้ตัวน้ำขุ่นๆ “ว่าแต่พี่สองคนรู้จักกันเหรอ”

“ทำไมจะไม่รู้จักวะ ไอ้นี่มันเรียนอยู่ห้องติดกับพี่ เห็นมันทุกวันแหละ” พี่มั่วตอบ

- - -

วันศุกร์ปลายเดือน...

วันนั้นเป็นเวรของผมกับไอ้นัย ไอ้นัยอารมณ์ดีเป็นพิเศษ นั่งกระดิกเท้าผิวปากเล่นตลอดเวลาที่นั่งอยู่ในห้องสหกรณ์ในช่วงพักเที่ยง วันนั้นคนน้อย ผมกับไอ้นัยใช้เวลาไปกับการทำบัญชีสมาชิก ส่วนพี่มั่วไม่มีเวรในวันนั้น แต่เข้ามานั่งเล่นดูน้องๆทำงาน

“โอ๊ย หนวกหู” ผมเอะอะ

ไอ้นัยหยุดผิวปาก หัวเราะฮุฮุ “ผิวปากไม่ชอบ งั้นร้องเพลงให้ฟังเอาไหม”

“ไอ้เปรต” ผมด่าด้วยความหมั่นไส้สุดจะทน “เพลงก็ไม่ฟัง กูจะทำงาน”

พี่มั่วที่ยืนอยู่ใกล้ๆเอามือมาแตะหน้าผากของผม

“สงสัยไม่สบาย แดกยาแล้วลืมเขย่าขวดมั้ง” พี่มั่วแหย่ “เป็นไรไปวะอู”

พี่มั่วคงเริ่มรู้สึกผิดสังเกตแล้ว ผมฝืนยิ้ม แกล้งทำเป็นไม่มีอะไร

“พี่ถามมันดีกว่า ว่าไปกินอะไรมา ถึงได้อารมณ์ดี” ผมแกล้งทำเป็นพูดเล่น

“คนจะได้ไปเที่ยวก็ต้องอารมณ์ดีสิ อิจฉานัยละสิ” พี่มั่วแหย่อีก

“พี่รู้ด้วยเหรอว่าไอ้นัยจะไปเที่ยว” ผมถามด้วยความแปลกใจ ไอ้นัยมันไม่ช่างเล่าอยู่แล้ว พี่มั่วไปรู้มาได้ยังไง

“ก็ไอ้เต้มันบอกพี่เอง ทำไมจะไม่รู้ เขาใหญ่น่าเที่ยวจะตาย มันเสือกไม่ชวนพี่บ้าง” พี่มั่วพูดด้วยความอยากไป “นัย ถ้าไม่ไปก็บอกพี่นะ พี่ไปแทนให้เอง”

เย็นวันนั้น ขณะนั่งรถเมล์กลับบ้านด้วยกัน ไอ้นัยก็พูดเรื่องไปเที่ยวกับผม

“อู ถ้ามึงไม่อยากให้กูไป กูไม่ไปก็ได้นะ” ไอ้นัยพูด

“ไปเถอะ” ผมกัดฟันพูด “จู่ๆทำไมลังเลล่ะ”

“ก็กูเห็นมึงอารมณ์ไม่ดี คิดว่า เอ่อ... มึงอาจไม่ค่อยพอใจ” ไอ้นัยพูดด้วยความระมัดระวัง

“มึงจะว่ากูอิจฉาใช่มั้ย” ผมพูดอย่างรู้ทัน

ไอ้นัยตีหน้าตาย “มึงพูดเองนะ กูไม่ได้พูด” ว่าแล้วก็หัวเราะฮุฮุ จนผมอดหัวเราะไม่ได้

ไอ้นัยเป็นคนฉลาดและรู้ใจผม มันมักรู้เท่าทันความคิดของผมเสมอ แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่มันไม่เคยรู้ก็คือ ผมไม่เคยอิจฉามันเลย แม้ว่ามันจะฉลาดกว่าผม เรียนเก่งกว่าผม หรือได้รับโอกาสดีกว่าผมในหลายๆเรื่อง ผมก็ไม่เคยอิจฉาในความสำเร็จของมัน ความขุ่นข้องที่เกิดขึ้นในครั้งนี้เกิดจากความรู้สึกที่เข้าใจได้ยาก... มันคล้ายกับว่ามีใครกำลังมาแย่งของรักของผมไป... มันเป็นความหวงแหน ไม่ใช่ความอิจฉา

“เออ กูหงุดหงิดพี่เต้นิดหน่อย กลัวว่าเค้าจะหลอกใช้อะไรมึงอีกเท่านั้นเอง ไม่มีอะไรหรอก มึงไปเที่ยวให้สบายใจเถอะ กูก็คิดมากไปเองแหละ” ผมแก้ตัวให้พี่เต้ พร้อมตำหนิตนเองเสร็จสรรพ เพื่อความสบายใจของไอ้นัย

- - -

วันหยุดสุดสัปดาห์ในครั้งนั้นเป็นวันที่น่าเบื่อหน่ายสำหรับผม ผมไปเรียนเปียโนคนเดียว ตอนบ่ายก็ไปนั่งกินโดนัทคนเดียว จากนั้นก็ไปเดินเล่นที่สยามสแควร์คนเดียว เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าเมื่อไม่มีไอ้นัยอยู่ด้วย

และแล้ว ในที่สุดก็ถึงวันจันทร์อีกครั้งหนึ่ง ไอ้นัยมายืนรอผมที่ป้ายรถเมล์ในตอนเช้าเช่นเคย ใบหน้าของไอ้นัยยิ้มแย้มแจ่มใส

“เป็นไง สนุกไหม” ผมทัก

ไอ้นัยยิ้มแฉ่ง “โคตรหนุกเลย กลางคืนไปส่องสัตว์กันด้วยล่ะ เห็นช้าง เก้ง กวาง เยอะแยะเลย ยีราฟก็มี”

“มียีราฟด่วยเหรอ” ผมถามด้วยความประหลาดใจ

“ไม่มีหรอก กูพูดไปยังงั้นเอง” ไอ้นัยหัวเราะ

ไอ้นัยเล่าเรื่องการไปเที่ยวเขาใหญ่ให้ผมฟังตลอดการเดินทางในเช้าวันนั้น ดูท่าไอ้นัยคงสนุกมากจริงๆ

หลังจากนั้น พี่เต้ก็แวะเวียนมาที่สหกรณ์ทุกวันที่ไอ้นัยอยู่ บางทีก็มายืมการ์ตูน บางทีก็มาคืน บางทีก็มานั่งเล่นสิงอยู่ในห้องสหกรณ์เฉยๆยังงั้นแหละ

“นัย มาดูอะไรนี่สิ” พี่เต้เดินเข้ามาในห้องสหกรณ์ในวันหนึ่ง ในมือถือถุงพลาสติกใบเขื่อง

“ดูอะไรพี่” ไอ้นัยถาม

“นัยลองทายดูสิ ว่าในนี้มีอะไร” พี่เต้พูด

สรรพนามที่รุ่นพี่ใช้กับรุ่นน้องนั้น ถ้าไม่สนิทกันและรุ่นพี่สุภาพหน่อย ก็จะเรียกตัวเองว่าพี่ แล้วเรียกน้องว่าน้อง แต่ถ้ารุ่นพี่เกๆหน่อย ก็มักจะข่มรุ่นน้อง ขึ้นกูมึงกันเลย

ส่วนถ้าสนิทกันแล้วพี่จะใช้กู-มึง หรือข้า-เอ็ง กับน้องก็ถือว่าปกติ อย่างพี่มั่วค่อนข้างสุภาพกับรุ่นน้อง ปกติไม่ใช้กูมึง จะใช้ว่าพี่-เอ็ง น้อยนักที่รุ่นพี่จะสุภาพกับรุ่นน้องถึงขนาดเรียกชื่อน้องเป็นสรรพนามบุรุษที่สองเช่นพี่เต้

“อะไรอะ” ไอ้นัยทายไม่ถูก

“นี่ นี่ นี่” พี่เต้พูดพร้อมกับหยิบของในถุงออกมา มันคืออัลบั้มรูปถ่าย มีอยู่หลายอัลบั้มทีเดียว “รูปถ่ายตอนไปเที่ยวไง”

ไอ้นัยรีบตะครุบอัลบั้มมาดูทันที ผมชะโงกเข้าไปดูบ้าง เห็นในอัลบั้มมีรูปครอบครัวของพี่เต้ น้องๆที่ช่วยหาเสียง แต่ที่เห็นเยอะมากคือรูปของไอ้นัย โดยเฉพาะไอ้นัยถ่ายร่วมกับพี่เต้

“โห ถ่ายรูปสวยจัง” ไอ้นัยอุทานอย่างชื่นชม “พี่เต้นี่เก่งหลายอย่างเลย ถ่ายรูปก็เก่ง”

เออ ไอ้พี่เต้เก่งหมด ดีหมด กูไม่มีอะไรดีสักอย่าง ผมคิดด้วยความน้อยใจ ไอ้นัยไม่เคยชมผมแบบนี้มาก่อนเลย ดูท่าผมคงไม่ค่อยมีความสามารถอะไรจริงๆ

ผมรู้สึกเหมือนกับตนเองเป็นส่วนเกินของวงสนทนา จึงค่อยๆปลีกตัวออกมา ปล่อยให้พี่เต้กับไอ้นัยชื่นชมกับภาพถ่ายกันไปสองคน

- - -

พี่เต้แวะมาที่สหกรณ์บ่อยๆจนเหมือนกับเป็นสตาฟทำงานคนหนึ่ง พี่เต้พยายามคุยและสนิทสนมกับทุกคนในห้อง แต่ถึงอย่างไรผมก็ดูออกว่าพี่เต้มาเพราะต้องการมาหาไอ้นัย

ไอ้นัยเองหลังจากที่ไปเที่ยวกลับมาดูเหมือนจะสนิทสนมกับพี่เต้ขึ้นอีกมาก แม้แต่เวลาลับหลังพี่เต้ก็มักพูดถึงพี่เต้ด้วยความชื่นชมอยู่เสมอ

“พี่ครับ ถ้าพี่ไม่ช่วยก็อย่าเกะกะได้ไหม” ผมพูดกับพี่เต้อย่างเหลืออดในวันหนึ่ง เนื่องจากพี่เต้ยืนเก้ๆกังๆขวางชั้นหนังสืออยู่ วันนั้นคนมาใช้บริการค่อนข้างเยอะ มีแต่ผมกับไอ้นัยสองคน ไอ้นัยเองก็ยุ่งจนไม่มีเวลาคุยกับพี่เต้

“เอ้อ โทษที” พี่เต้พูด “ยุ่งกันอยู่ งั้นพี่ไปก่อนละกัน”

ว่าแล้วพี่เต้ก็เดินออกไปจากห้องทันที

ที่จริงพี่เต้ก็เป็นคนดี พอรู้ว่าตัวเองผิดก็ขอโทษ ถ้าเป็นรุ่นพี่คนอื่น ผมอาจโดนเตะไปแล้วก็ได้

หลังจากที่คนซาลง ผมสังเกตว่าไอ้นัยสีหน้าไม่ค่อยดี แต่ยังไม่ทันที่ผมจะพูดอะไร ไอ้นัยก็ชิงพูดขึ้นก่อน

“อู ทำไมมึงพูดกับพี่เต้เค้ายังงั้นวะ” ไอ้นัยพูดด้วยน้ำเสียงตำหนิ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ไอ้นัยตำหนิผมด้วยน้ำเสียงจริงจังขนาดนี้

ผมอึ้ง พูดไม่ออก ความรู้สึกหลายๆอย่างประดังกันขึ้นมาทั้งโมโห ทั้งเสียใจ ทั้งท้อแท้ ระคนกันจนผมเองก็แยกแยะไม่ออก

“พี่เต้ไปทำอะไรให้มึงวะ ถึงได้พูดกับเค้ายังงั้น” ไอ้นัยตำหนิซ้ำอีก

ผมนิ่งเงียบ อารมณ์ในตอนนั้นไม่คิดจะโวยวายเลย มันเหลือแต่ความท้อแท้ ไม่อยากต่อล้อต่อเถียง ถ้าไอ้นัยมันจะคิดว่าผมเลว ก็ปล่อยให้มันคิดไป


<หนังสือและนิตยสารที่ให้บริการแม้จะยังมีไม่มาก แต่ก็น่าสนใจพอสมควรในความเห็นของพวกเรา โดยพยายามหลีกเลี่ยงหนังสือที่มีอยู่แล้วในห้องสมุด จะได้ไม่แย่งลูกค้ากัน อีกทั้งพยายามหาหนังสือที่อยู่ในกระแสมาไว้บริการ>

16 comments:

So Stubborn said...

มาแอบอ่านเรื่องของลุงอูมานานมากแล้ว

อ่านเพลินดี ชอบมากๆคับ

ขอบคุณสำหรับเรื่องดีๆคับผม

จะติดตามอ่านไปเรื่อยๆนะคับ

ยุ่น said...

อูเศร้า.....
นัยจะรู้หรือเปล่า....
ทั้งสองคนจะผิดใจกันไหม????

ขอบคุณครับ คุณอู

ยุ่นครับ

Anonymous said...

ย่องๆ

Arus หลานอาอู

Anonymous said...

ที่1+1+1+1(-_-)" คริ้กๆ หนาวไปพร้อมกับลุงอู ลุงนัยชอบพี่เต้ซะแล้วฟันธงๆๆๆ ถึงตาลุงอูต้องร้องไห้บ้างแล้ว แต่ไม่แน่ลุงนัยอาจมีแค่กิ้กก็ได้ลองฃองแปลก 555+ก้ากก้าก ลุงอูกับพี่เต้ใครหล่อกว่ากันครับพูดความจริงนะ เต่พี่เต้ป้อปกว่าชัวฟันธงๆ รุ้จักทั้งโรงเรียนนี ขอบคุณศิษลุงอูมากมาย มาลงบ่อยๆนะครับช่วงนี้ปิดเทอมใหญ่หวใจว้าวุ่นเรื่องสอบ นะนะ เอาอีกๆๆๆ 130

naja said...

อูงอนอ่ะเด่ะ กิ๊วๆๆ

Anonymous said...

เรื่องนี้อ่านเพลินดี มีให้ลุ้นไปเรื่อยๆ แต่บางทีก็เครียดนะ บางทีก็น้ำตาซึม

จะติดตามต่อไปครับ

พี said...

อารมณ์หึงหวง กำลังเข้าครอบงำคุณอู...
รออ่านต่อไปครับ ว่า จะมีน้ำตา จากใครหรือไม่

Anonymous said...

น่าสงสารจังเลย

yo408 said...

ตอนนี้เนื้อหาโดนครับ เคยเป็นมาก่อน ความรู้สึกที่ว่า เราด้อยกว่าคนที่เราชอบ และด้อยกว่าคนที่มาชอบคนที่เราชอบ (งงมะ)แล้วพอคนที่เราชอบ ตำหนิเรา โดยเอาคนที่มาชอบคนที่เราชอบเป็นประเด็น มันจี๊ดเหมือนมีแผ่นเหล็กหนาๆกดที่หน้าอก หายใจลำบาก ตาจะร้อนวูบๆ น้ำตาไหลออกมาเอง ทั้งที่มองจากภายนอก เราก็คนปกติๆ ไม่มีแผลบาดเจ็บภายนอกให้ได้เห็น

Anonymous said...

และแล้วจะเป็นอย่างไร จะราบรื่น หรือ เปล่าต้องรุ่น

Anonymous said...

อ่านแล้วหึงแทน

แบงค์

NoN@me said...

ผมอ่านตามมาเรื่อยๆนะคับ

แต่ไม่ได้เม้นเลย ต้องขอโทดด้วยนะคับ

.........

น่าสงสารลุงอูจังเลยอ่าT^T

บอกรักไปเลยจิคับ >.<

Anonymous said...

ตอนนี้ยอมรับว่างอนครับ ทั้งงอน ทั้งน้อยใจ ทั้งงี่เง่าด้วยมั้ง แต่ไม่ยอมรับว่าหึงนะครับ ตอนนั้นยังเด็ก ยังไม่ค่อยเข้าใจความรักความหึงดี เอาเป็นว่าหวงละกัน

เด็กสมัยก่อน แม้จะ ม.๒ แต่ไม่ได้โตเร็วและรู้มากอย่างเด็ก ม.๒ ในยุคนี้ครับ อีกอย่าง บริบทของสังคมในช่วงนั้นยังไม่เปิดรับเกย์มากอย่างในปัจจุบัน ใครชอบใครต้องเก็บเอาไว้ แสดงออกไม่ได้ครับ

หลานที่หนึ่ง ปิดเทอมแล้วหัวใจวุ่นเรื่องอะไรเหรอ ปรึกษาพี่ๆ อาๆ แถวนี้ได้นะ

ขอบคุณทุกคนที่สงสารและเห้นใจนะครับ

อู

Anonymous said...

ช่วงนี้กดดันนะคะเนี่ย

อ่านแล้วอึดอัดค่ะ

ขอให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดีด้วยเทิ๊ดดดด

BlueWizard said...

เฮ่อ เศร้า เห็นลางร้ายมาแต่ไกล

Anonymous said...

มาต่อเร็วๆเลยคุณอู

รออยู่นะเนี่ย เหอะๆๆๆๆ

ลุ้นครับ