Saturday, February 21, 2009

ภาคสอง ตอนที่ 61

ไอ้นัยนั่งเฉย ปล่อยให้ผมคลึงเคล้นท่อนเนื้อของมันแต่โดยดี แต่ทำไปได้สักพักผมก็รู้สึกว่ากางเกงที่มันใส่อยู่นั้นเกะกะ จึงเอื้อมมือไปปลดตะขอกางเกงของมัน

ผมรูดซิปกางเกง พลางปลดกางเกงของไอ้นัยลง ไอ้นัยขยับก้นพ้นพื้นเพื่อช่วยให้ผมถอดกางเกงโดยสะดวก ทางเดินระหว่างเรือนหน้าและเรือนหลังนั้นมีลักษณะคล้ายอุโมงค์ คือปากทางสองข้างเปิดโล่ง ลมพัดเข้ามาในทางเดินเย็นสบาย แต่ก็มีต้นไม้ที่บริเวณรั้วบ้านบังเอาไว้ ดังนั้นจึงมิดชิดพอสมควร ไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครเห็น ยกเว้นแต่จะปีนเข้ามาดู

ผมนั่งอิงลำตัวของไอ้นัย มือหนึ่งถือหนังสือโป๊ ดูทั้งรูป อ่านทั้งเนื้อเรื่องอย่างจดจ่อ อีกมือหนึ่งก็รูดท่อนเนื้อของไอ้นัยซึ่งแข็งเป็นลำเล่น ส่วนปลายดอกเห็ดชุ่มเยิ้มไปด้วยน้ำหล่อลื่น ผมใช้ปลายนิ้วละเลงน้ำหล่อลื่นไปทั่วดอกเห็ด ไอ้นัยซึ่งอยู่ในสภาพเปลือยท่อนล่างนั่งตัวเกร็งสูดปากเบาๆ

ไอ้นัยเอื้อมมือมาปลดตะขอกางเกงของผมบ้าง จากนั้นก็ถอดกางเกงของผมออก ไอ้นัยมือหนึ่งโอบลำตัวของผม ส่วนอีกมือหนึ่งคลึงเคล้นที่ท่อนเนื้อของผมอย่างไม่ยอมเสียเปรียบ

ใบหน้าของไอ้นัยโน้มเข้ามาใกล้ใบหน้าของผม ลมหายใจที่หายใจรดต้นคอของผมแผ่วเบาเหมือนสายลมโชยอันอบอุ่น กลิ่นหอมอ่อนๆจากตัวของไอ้นัยที่ผมคุ้นเคย ประกอบกับวงแขนที่กระชับตัวเราให้ชิดติดกัน ในที่สุด ผมก็หมดความสนใจกับหนังสือในมือ...

ผมวางหนังสือลงกับพื้น จากนั้นโน้มหน้าลงซุกไซร้ที่แก้มและใบหูของเพื่อนรักที่สนิทกันมาตั้งแต่วัยเยาว์

ริมฝีปากของผมคลอเคลียอยู่ที่วงหน้าของไอ้นัย ส่วนมือของผมก็รูดท่อนเนื้อของมันเข้าออก ไม่นานนัก ผมก็รู้สึกว่าท่อนเนื้อของไอ้นัยเกร็งตัวเป็นจังหวะ มือของมันที่กำท่อนเนื้อของผมอยู่กำแน่นขึ้น จากนั้นผมก็รู้สึกถึงของเหลวอุ่นๆที่หลั่งรดมือของผม...

ไอ้นัยถอนหายใจเฮือก หลั่งของเหลวสีขาวขุ่นข้นออกมาจนเต็มมือของผม แถมยังมีบางส่วนพ่นใส่พื้น ส่งกลิ่นคาวคลุ้ง

“ออกมาเยอะจัง” ผมพูด มองดูของเหลวที่เปื้อนมือ

“ไม่ได้เอาออกมาสองวันแล้ว” ไอ้นัยหลับตาพูด พลางอมยิ้มอย่างสุขสม

“แล้วมึงจะปล่อยกูไว้อย่างงี้เหรอ” ผมทวง

มือของไอ้นัยที่คลายจากท่อนเนื้อของผมกำแน่นอีกครั้ง จากนั้นค่อยๆรูดเข้าออก จากช้าไปเร็ว ใบหน้าของผมยังฝังอยู่ที่ต้นคอและใบหูของไอ้นัย สูดกลิ่นกายที่ผมคุ้นเคยอย่างหลงใหล

ไอ้นัยรูดอยู่ได้ไม่นาน ผมก็รู้สึกเสียววูบที่บริเวณท้องน้อย จากนั้นก็หลั่งของเหลวสีขาวขุ่นข้นออกมาบ้าง เลอะมือไอ้นัยไปหมดเช่นกัน

เรานั่งพักผ่อนกันชั่วครู่ หลังจากนั้นผมก็ถามหาทิชชู่

“หยิบทิชชู่ออกมาดิ” ผมบอกไอ้นัย

ไอ้นัยกะพริบตา “ลืมเอามาอะ เมื่อกี้ยังคิดอยู่เหมือนกันว่าลืมอะไรไปอย่าง แต่คิดไม่ออก ที่แท้ลืมทิชชู่นี่เอง”

ในที่สุด เราสองคนก็ต้องเอาหนังสือพิมพ์ที่ปูนั่งมาเช็ดมือ แม้ไม่ค่อยสะอาดเท่าไรแต่ก็พอแก้ขัดไปได้ แต่ส่วนที่เลอะพื้นอยู่ไม่ได้เช็ด คงปล่อยไว้ให้มันแห้งไปเอง

“เอาไว้เป็นอนุสรณ์” ไอ้นัยพูดติดตลก

- - -

หลังจากงานรับน้องผ่านไป เราก็กลับมากลับบ้านพร้อมกันเหมือนเช่นเดิม ผมรู้สึกดีใจที่ในที่สุดไอ้นัยก็หมดภาระเสียที แต่แล้ว ผมก็สังเกตเห็นว่าไอ้นัยมีอาการง่วงเหงาหาวนอนในตอนเช้าขณะที่เรานั่งรถมาโรงเรียนด้วยกัน

“เมื่อคืนไปเฝ้ายามที่ไหนมาล่ะ” ผมถาม

ไอ้นัยตาปรือ “นั่งเล่นคอมพิวเตอร์ เลยนอนดึกไปหน่อย”

“มึงแย่งคุณอาใช้ได้แล้วเหรอ” ผมสงสัย เพราะช่วงหลังส่วนใหญ่คุณอาผู้ชายจะเป็นคนที่ขลุกอยู่กับคอมพิวเตอร์มากกว่า

“เค้าเบื่อแล้ว” ไอ้นัยเล่าพลางหัวเราะ “บอกว่ากว่าจะเป็นก็ไม่ทันกิน เลยได้ความคิดใหม่ ใช้ให้กูทำเสียเลย”

เรื่องของเรื่องก็คือ คุณอาพยายามจะหัดใช้โปรแกรมเวิร์ดโพรเซสเซอร์ ซึ่งในตอนนั้นที่นิยมใช้กันจะมีอยู่หลายค่าย แต่ที่ดูเหมือนจะได้รับความนิยมมากที่สุดน่าจะเป็นโปรแกรม ซียู ไรเตอร์ (CU Writer) หรือที่เรียกกันว่าซียูเวิร์ด สาเหตุที่โปรแกรมนี้ได้รับความนิยมอย่างสูงก็เพราะว่าเป็นฟรีแวร์ ไม่ต้องเสียเงินซื้อ และอีกประการคือโปรแกรมนี้แสดงผลอักษรไทยได้โดยไม่ต้องดัดแปลงกราฟิกการ์ด ในยุคนั้นโปรแกรมเวิร์ดที่ใช้งานภาษาไทยได้มักต้องดัดแปลงกราฟิกการ์ดซึ่งมักเป็นเงินหลายพันบาท

เมื่อคุณอาได้คอมพิวเตอร์มาก็พยายามหัดใช้ โดยเฉพาะเวิร์ดโพรเซสเซอร์ เพื่อเอามาใช้พิมพ์เอกสารให้ลูกค้า แต่เนื่องจากคุณอาไม่มีพื้นด้านคอมพิวเตอร์มาก่อน การหัดด้วยตนเองจึงเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา เพราะผู้ใหญ่จะเรียนรู้ได้ช้า เมื่อใช้แล้วไม่ทันใจและไม่ได้อย่างใจ ก็เลยหมดความอดทน ไอ้นัยจึงอาสาหัดโปรแกรมซียูเวิร์ดและช่วยพิมพ์งานเอกสารให้ ซึ่งคุณอาเห็นดีด้วย จึงโยนงานนี้ให้ไอ้นัยรับเอาไป

“คราวนี้มึงก็ยึดเครื่องได้แล้วละสิ” ผมถาม

“แน่น้อน” ไอ้นัยพูดด้วยความภาคภูมิใจ

ไอ้นัยศึกษาคอมพิวเตอร์ด้วยตนเอง โดยศึกษาเอาจากคู่มือที่ร้านคอมพิวเตอร์แถมมาให้พร้อมกับเครื่อง คู่มือนี้เป็นเล่มเดียวกับที่คุณอาศึกษา แต่ปรากฏว่าไอ้นัยไปได้เร็วกว่าคุณอามาก เพียงไม่กี่วัน ไอ้นัยก็เข้าใจคำสั่งพื้นฐานของระบบดอส 3.3 รวมทั้งเริ่มพิมพ์เอกสารด้วยซียูเวิร์ดได้แล้ว

- - -

“อู เอ้อ...” ไอ้นัยพูดขึ้นในตอนบ่ายวันหนึ่ง หลังจากงานรับน้องผ่านไปแล้วประมาณสองสัปดาห์ วันนั้นผมไปรอไอ้นัยที่ใต้ต้นไม้ใกล้ประตูใหญ่เพื่อกลับบ้านด้วยกันตามปกติ

“มีไรเหรอ” ผมถาม รู้สึกแปลกใจที่เห็นไอ้นัยอึกอัก

“เอ้อ คือพี่เต้ที่เค้าเป็นกรรมการงานรับน้องน่ะ” ไอ้นัยพูด “เค้าจะลงสมัครประธานนักเรียน”

“แล้วไง” ผมถาม รู้สึกสังหรณ์ใจว่าคงเกี่ยวข้องอะไรกับไอ้นัยเป็นแน่

“เค้าอยากให้กูช่วยงานหาเสียงให้เค้าหน่อยน่ะ” ไอ้นัยตอบ

ในยุคนั้นเป็นยุคที่ประชาธิปไตยในโรงเรียนเบ่งบานแล้ว ตำแหน่งประธานนักเรียนก็ต้องใช้การเลือกตั้ง โดยนักเรียนที่สนใจเรื่องการเมืองจะรวมตัวกันเป็นพรรคนักเรียน จากนั้นส่งตัวแทนเพื่อสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานนักเรียน มีการหาเสียง การแข่งขันกันระหว่างพรรค คล้ายกับการเมืองของพวกผู้ใหญ่

ผมรู้สึกโมโหขึ้นมาทันที ผมเดาได้เลยว่าพวกรุ่นพี่คงเห็นไอ้นัยเรียกง่ายใช้คล่อง ก็เลยอยากได้ตัวมาช่วยงานอีก

“แล้วพี่เต้นี่เป็นใคร แล้วทำไมเลือกมึงให้ไปช่วยล่ะ” ผมถาม พยายามเก็บอาการไม่พอใจเอาไว้

“เค้าเป็นรุ่นพี่ ม.๕ เป็นสตาฟงานรับน้อง เค้าเห็นกูทำงานดี เลยขอแรงให้ไปช่วยงานหาเสียง อีกเดือนเดียวก็เลือกตั้งแล้ว ช่วยก็ไม่นานหรอก เค้าอุตส่าห์มาตามกูถึงที่ห้อง” ไอ้นัยพยายามอธิบาย

“เค้าจะขอแรงหรือจะกินแรงกันแน่วะ” ผมดักคอ “มึงก็รู้ว่าเค้าจะหลอกใช้มึงเป็นม้าใช้ แล้วยังไปให้เค้าหลอกอีก”

“ไม่ได้หลอกใช้สักหน่อย”ไอ้นัยแก้ต่าง “อีกอย่าง กูก็สนใจด้วยแหละ ท่าทางน่าสนุก”

คำพูดอันรุนแรงรออยู่ที่ริมฝีปาก ผมรู้สึกโมโหแต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าโมโหใคร แต่เมื่อคิดถึงใบหน้าอันเศร้าเสียใจและน้ำตาของไอ้นัยเมื่อคราวที่เถียงกับผม ผมตั้งใจเอาไว้ว่าจะไม่ทำให้ไอ้นัยเสียใจอีก

“งั้นก็ตามใจมึงละกัน” ผมถอนหายใจอย่างจนปัญญา กลืนคำพูดอันรุนแรงทั้งหลายกลับลงไป

“ถ้างั้นวันนี้มึงกลับก่อนละกัน พี่เต้เค้ามีนัดประชุมเรื่องหาเสียงกันวันนี้” ไอ้นัยพูด

“อีกหน่อยมึงคงประชุมกันทุกวันนั่นแหละ แล้วเค้าก็คงใช้มึงกวาดห้อง ถูห้อง ซื้อโอเลี้ยง” ผมประชด

ไอ้นัยยิ้มสดชื่น ดูท่ามันกระตือรือร้นสนใจงานนี้เสียจริงๆ “ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก ชอบมองโลกในแง่ร้ายนะมึง”

- - -

สิ่งที่ผมพูดดูจะไม่ผิดจากความจริงสักเท่าไร เพราะว่าหลังจากวันนั้นไอ้นัยก็ต้องอยู่เย็นเกือบทุกวัน เดี๋ยวประชุม เดี๋ยวเตรียมงาน ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันทำอะไรกันนักหนา งานหลักๆของการหาเสียงเพื่อเป็นประธานนักเรียนในตอนนั้นจะอยู่ที่โปสเตอร์หาเสียงและการปราศรัย งานส่วนหนึ่งของไอ้นัยเท่าที่ผมรู้ก็คือการเขียนโปสเตอร์ นอกจากนั้นคงเป็นงานรับใช้จิปาถะ

ตั้งแต่ไอ้นัยไปช่วยงานหาเสียงประธานนักเรียน ดูมันกระตือรือร้นและมีความสุข แต่ในขณะเดียวกันผมกลับรู้สึกหงุดหงิดและเซ็ง เวลาที่ผมมีโอกาสได้อยู่ใกล้ชิดกับไอ้นัยก็เหลือเพียงการไปโรงเรียนด้วยกันในตอนเช้ากับบ่ายวันเสาร์ที่สยามสแควร์หรือไม่ก็ที่บ้านของไอ้นัยเอง

“อู เอ้อ...” ไอ้นัยพูดขึ้นในตอนเดินทางกลับบ้านด้วยอาการอึกอัก วันนั้นเป็นวันศุกร์ หลังจากที่ไปช่วยงานหาเสียงได้ราวสองสัปดาห์

“มีเรื่องอะไรอีกละสิ” ผมดักคอ ถ้าอึกอักแบบนี้แสดงว่ามันมีเรื่องอึดอัดใจ ซึ่งคงต้องเกี่ยวกับผม ระยะหลังนี้ไอ้นัยดูจะพูดอึกอักบ่อยๆ

“คือพรุ่งนี้พี่เต้เค้าชวนพวกน้องๆที่ช่วยงานเค้าไปเล่นสเก็ตน้ำแข็งนะ” ไอ้นัยพูด

“ว่าไงนะ” ผมพูดเสียงดัง

“เบาๆหน่อยดิอู นี่มันในรถเมล์นะ” ไอ้นัยเตือน “พี่เต้เค้าชวนไปเล่นสเก็ตน้ำแข็งน่ะ”

“แล้วอยู่ดีๆทำไมถึงชวนวะ” ผมถามด้วยความไม่พอใจ วันเสาร์เป็นวันของเรา ผมไม่ต้องการให้ใครมาแย่งเวลานี้ไปจากผมและไอ้นัย

“พี่เต้เค้าเห็นพวกเราช่วยงานเค้ามาก ก็เลยอยากตอบแทนบ้าง” ไอ้นัยอธิบาย แล้วพูดด้วยความกระตือรือร้น “เรายังไม่เคยเล่นสเก็ตน้ำแข็งกันเลยนะ”

“ก็ใช่น่ะสิ มึงอยากเล่นเราไปเล่นด้วยกันก็ได้ ไม่เห็นต้องไปกับไอ้พี่เต้เลย” ผมเริ่มไม่ชอบขี้หน้าพี่เต้มากขึ้นและมากขึ้น

ในตอนนั้นลานสเก็ตน้ำแข็งยังเป็นสถานที่เล่นที่ค่อนข้างใหม่ ลานสเก็ตน้ำแข็งแห่งแรกของเมืองไทยอยู่ที่ถนนสุขุมวิท ตรงที่เคยเป็นโรงหนังออสการ์ ต่อมาก็โดนไฟไหม้ไป ผมเองก็ไม่ทันเหมือนกัน หลังจากนั้นก็มีเปิดที่เดอะมอลล์ ราชดำริ ซึ่งเป็นห้างเดอะมอลล์สาขาแรกของกลุ่มเดอะมอลล์ ปัจจุบัน กลายเป็นห้างนารายณ์ภัณฑ์ เดอะมอลล์ในตอนนั้นมีลานสเก็ตน้ำแข็งด้วย แต่เราสองคนยังไม่เคยไปราชดำริเสียที ชีวิตยังวนเวียนอยู่แต่ในสยามสแควร์

“เราไปด้วยกันเลยนี่ไง กูบอกพี่เต้ไว้แล้วว่าจะชวนเพื่อนไปเล่นด้วย” ไอ้นัยพูด

“ถ้ามึงอยากไปมึงก็ไปเถอะ กูไม่รู้จักใครในกลุ่มมึงเลย ไม่ไปดีกว่า” ผมพูด ตอนนั้นบรรยายสภาพอารมณ์ไม่ถูกเหมือนกันว่ารู้สึกอย่างไร รู้แต่ว่าไม่อยากไป

ไอ้นัยหน้าสลดด้วยความผิดหวัง “ถ้ามึงไม่ไป งั้นกูไม่ไปดีกว่า”

ผมดูสีหน้าผิดหวังของไอ้นัยด้วยความสงสาร ผมไม่เคยอยากทำลายความสุขของมันเลย อะไรที่ทำให้เพื่อนรักคนนี้มีความสุขได้ ผมก็ยินดีทำ

“กูไม่ได้ห้ามไม่ให้มึงไปนะ แต่กูไม่รู้จักใคร ไปแล้วก็ไม่สนุกหรอก เอางี้ดิ มึงลองไปดูก่อน ถ้าดีแล้ววันหลังมึงพากูไป เราค่อยไปเล่นกันสองคนวันหลัง” ผมพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง

ไอ้นัยกลับมามีสีหน้าที่สดชื่นอีกครั้ง แสดงให้เห็นว่ามันอยากไปเพียงใด “ขอบใจนะอู ที่มึงไม่โกรธกู”

“จะไปโกรธมึงทำไมล่ะ” ผมพูด ผมไม่ได้โกรธไอ้นัย ที่ผมโกรธน่าจะเป็นไอ้พี่เต้มากกว่า


<ไอ้นัยนั่งเฉย ปล่อยให้ผมคลึงเคล้นท่อนเนื้อของมันแต่โดยดี >

11 comments:

ยุ่น said...

อู..ดูเหมือนจะขี้เหงานะครับ

อูกับนัย ตัวไม่ติดกัน แต่ใจติดกัน
อูเป็นห่วงเป็นใยความรู้สึกของนัย
นัยก็เป็นห่วงเป็นใยความรู้สึกของอู
ต่างคนต่างรักษาความรู้สึกดีๆ ของกัน
มีสายใยเชื่อมถึงกันเสมอ น่ารักจริง

ขอบคุณครับ คุณอู

ยุ่นครับ

Anonymous said...

ความรักก็เป็นอย่างนี้เอง หึ หึ

แบงค์

Anonymous said...

ที3 (^_^)
ลุงอูหึงงงงลุงนัย กิ้กกๆๆๆ หึงหึ่งหึ้งกลัวไปมีกิ้กละซิ้ หุหุ
ขอบคุณค้าบบ สงสัยว่าอนาคตลุงนัยจะได้เป็นประธานรุ่นนะเนี่ย เอ้แต่มันยังไม่เลือกต้นเทอมนีน่า ลุงอูเขียนช้าช้าหน่อยอย่ารีบจบดิค้าบ
สอบเสร็จแล้ว แต่มีสอบเข้าอีก เอาไงดีตูมันผูกพันอะ ขออีกนะครับนะนะ ขอบคุณครับลุงอู หึงงง ใครห้ามใกล้ลุงนัยเกิน1เมตรนะไม่งั้นลุงอูจะบ้อง 555+

Anonymous said...

ขอบคุณคับอู
ผมชักสงสัยไอ้พี่เต้แล้วนะ ชักจะยังงัยกะไอ้นัยแล้วนี่
ตัวไอ้นัยเองมันยิ่งเป็นคนขี้เกรงใจคนอยู่ด้วย แล้วก้อชอกิจกำจิงๆ ไอ้นัยอาจไม่คิดอะไร แต่ไอ้พี่เต้ใครจะไปรู้ พอถ้ามันได้เป็นประธานนักเรียน มันอาจจะเอาไอ้นัยเป็นเลขาประธาน แล้วอูจะว่ายังงัย
ที่นี้ไอ้นัยก้อจะไม่มีเวลาให้กะอูอีก ทั้งปีทั้งชาติ
อูก้อจะแห้งตายไม่ได้น้ำเลี้ยงขาวขุ่นจากไอ้นัยอีกดิ
ไอ้พี่เต้ทีนี้ก้อจะเอาไอ้นัยไปกกไว้คนเดียว 55555
กลุ้มใจแทนอูจังเลย อูจะทำงัยดีล่ะทีนี้ เหอเหอเหอ
ข้อเสนอแนะคับ
นัยให้เตี่ยไปสู่ขอไอ้นัยกะคุณอาไอ้นัยซะ แล้วออกมาอยู่หอพักด้วยกันสองคน ครองรักกันอย่างมีความสุข
แล้วทีนี่ไอ้พี่เต้ก้อไอ้พี่เต้เถอะ อย่าได้หวังแอ้มไอ้นัยอีกเลย อูก้อให้ไอ้นัยลาออกจากเลขาไอ้พี่เต้ซะ
ที่นี้อูก้อจะได้ไปกลีบโรงเรียนกะไอ้นัยเหมือนเดิม
แล้วเวลาอยากจะมีอะรัยกันก้อไม่ต้องคอยหาจังหวะเวลา เฃ่น ปิดเทอมก่อนไปเที่ยวบ้านกัน ทีนี้ก้อจะได้ทำอะรัยกันทุกวันทุกคืนจนเบื่อเลย เอ้สงสัยว่าจะไม่เบื่อนะคับ เรื่องแบบนี้ไม่มีวันเบื่อ
เอาใจช่วยนะอู แต่สงสัยว่าพออูได้แต่งงานกะนัยแล้วใครเป็นสามีภรรยากันแน่ สงสัยสลับกันเป็นคนละวัน
วันนี้อูเป็นสามี พรุ่งนี้อูเป็นภรรยา วันนี้นัยเป็นภรรยา พรุ่งนี้ นัยเป็นสามี
นี่ผมคิดเล่นๆนะคับ ไม่รู้จะทำรัย เลยเข้ามาแหย่อูเล่นแก้เหงาครับ อูอย่าถือสาผมนะครับ
KYB
ผมไม่ได้แหย่อูเล่นมานานแระ
ขอบคุณครับอู
จะรอตอนต่อไปนะคับ

Anonymous said...

KTB ครับ ไม่ใช่ KYB 8y[

Anonymous said...

และแล้วก็มาลงวันเรียนเช่นเคย T-T

หลาน Arus ของอาอู

พี said...

มาตอกบัตรแล้วครับ.....
ช่วงนี้กำลังซึ้งกับเพลง ความคิด ของแสตมป์อยู่ครับ...คิดถึงอดีต
และสงสัย ..สับสนกับ ปัจจุบันที่ทำท่า ว่าจะเป็นอดีต ให้ต้องมานั่งเศร้ากับเพลงนี้...
พี

Anonymous said...

อุอุ

ตามอ่านอยู่ห่างๆอย่างห่วงๆ

ม่อน

Anonymous said...

ไอ้พี่เต้นี่ต้องมีปัญหาแน่เรย

yo408 said...

หรือว่ามือที่3จะปรากฎตัวแล้ว

Anonymous said...

พี่เต้ไม่เท่าไีรหรอก

แต่อูหวงนัยต่างหาก
อิอิ
เข้ามาให้กำลังใจน่ะคับ
^^sky^^