Wednesday, February 4, 2009

ภาคสอง ตอนที่ 56

คุณอาสาละวนอยู่กับเครื่องคอมพิวเตอร์ตลอดบ่าย โดยมีไอ้นัยและผมคอยดูอยู่ใกล้ๆ ใหม่ๆก็ตื่นเต้นกับเครื่องคอมพิวเตอร์ดีอยู่ เพราะหวังจะได้ลองเล่นบ้าง แต่ทำไปทำมาคุณอาลองเล่นไม่เลิกเสียที เราสองคนก็เลยชักไม่ค่อยตื่นเต้นเสียแล้ว ครั้นจะหลบไปอ่านหนังสือโป๊ก็ยังไม่ใช่โอกาสอันเหมาะ ในที่สุด พอตกเย็นก็ถึงเวลาที่ผมต้องกลับบ้าน

“ฝากเอาไว้ก่อน เสาร์หน้าค่อยมาดู” ผมกระซิบบอกไอ้นัย ก่อนที่จะลาคุณอากลับบ้านไป

- - -

“หาอะไรวะชิว” ผมร้องทักชิวในตอนเช้าก่อนเข้าเรียนของวันหนึ่ง ชิวนั่งอยู่ข้างหน้าผมประมาณ ๓ โต๊ะ วันนั้นผมเห็นมันหันรีหันขวางเหมือนกับกำลังหาอะไรอยู่

“กำลังนับเงินอยู่” ชิวหันมาตอบ

“เงินหายเหรอ” ผมถาม พลางลุกจากที่นั่งเดินไปหามัน หวังจะช่วยมันหา

“ฮื่อ” ชิวตอบ “สงสัยจะยังงั้น”

ผมเห็นชิวล้วงกระเป๋ากางเกง หยิบเงินในกระเป๋าตังค์ออกมานับ จากนั้นก็เปิดเป้ที่ใส่หนังสือเรียนออกมา หยิบซองเล็กๆข้างในบรรจุธนบัตรออกมานับ

“มึงเก็บเงินไว้ในเป้ด้วยเหรอ” ผมถามด้วยความแปลกใจ เก็บเงินในกระเป๋าตังค์แล้วยังเก็บเงินในเป้อีก

“ฮื่อ” ชิวตอบ

“ทำไมต้องแบ่งเงินเก็บในเป้ด้วยล่ะ” ผมถาม

“ก็เผื่อว่ากระเป๋าตังค์หายเงินจะได้ไม่หายหมด” ชิวตอบ

“โห รอบคอบจริง” ผมอุทาน ไม่เคยเห็นเพื่อนคนไหนรอบคอบขนาดนี้มาก่อน “มึงพกเงินมาโรงเรียนเยอะเลยเหรอ” ผมถามต่อ

“ก็หลายร้อย มีบัตรเอทีเอ็มด้วย” ชิวตอบ

ผมมองชิวด้วยความทึ่งผสมกับความแปลกใจ ที่แปลกใจคืออยู่ในโรงเรียนวันๆไม่เห็นจะมีที่ใช้เงิน ไม่รู้จะพกมาทำไมตั้งมากมาย ส่วนที่ทึ่งก็คือเรื่องบัตรเอทีเอ็ม ช่วงนั้นเพิ่งเป็นช่วงเริ่มต้นของยุคเอทีเอ็ม อย่าว่าแต่เด็กเลย แม้แต่ผู้ใหญ่ก็ยังมีใช้กันไม่มากนัก เด็กที่มีบัตรเอทีเอ็มใช้นี่ถือว่าไม่ธรรมดา

หลังจากซักถามรายละเอียด ก็ทำให้รู้ว่าเงินของชิวที่อยู่ในเป้หายไปหนึ่งร้อยบาท มันค่อนข้างแน่ใจว่าหาย ไม่ใช่หลงลืมหรือว่านับผิด ในเมื่อไม่ใช่กรณีเงินหล่น ผมก็เลยไม่รู้จะช่วยมันหาได้ยังไง

“มันหายไปได้ยังไงวะ” ชิวบ่นพึมพำ

- - -

หลังจากวันที่เอาคอมพิวเตอร์เข้ามาในบ้าน ปรากฏว่าสองอาหลานก็เปิดศึกกันเป็นประจำ ทั้งนี้ เพราะต่างก็จะแย่งกันเล่นเครื่องคอมพิวเตอร์ ใหม่ๆก็เห่อกันทั้งสองคน ยังดีที่คุณอาผู้หญิงไม่ค่อยสนใจและไม่เห่อด้วย ไม่อย่างนั้นที่บ้านของไอ้นัยคงวุ่นวายกว่านี้

คุณอาพยายามจะหัดใช้เครื่องโดยศึกษาจากคู่มือและตำราที่แถมมากับเครื่อง สมัยนั้นเมื่อซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ก็มักจะแถมตำราแนวเรียนคอมพิวเตอร์ด้วยตนเองมาให้สามเล่ม เล่มหนึ่งจะเป็นการหัดใช้โปรแกรมเวิร์ด ในยุคนั้นถ้าเป็นโปรแกรมฝรั่งก็จะใช้โปรแกรมเวิร์ดสตาร์ พิมพ์ได้แต่ภาษาอังกฤษ แต่ส่วนใหญ่มักใช้โปรแกรมที่ใช้งานภาษาไทยได้ด้วยมากกว่า ซึ่งที่ดังๆตอนนั้นก็จะเป็นโปรแกรมเวิร์ดสตาร์ที่ดัดแปลงให้ใช้ภาษาไทยได้ ซียูเวิร์ดยังไม่มี ส่วนอีกสองเล่มก็จะเกี่ยวกับสเปรดชีต ในยุคนั้นก็ใช้โปรแกรมโลตัส 1-2-3 ยังไม่มีเอ็กเซล และอีกเล่มก็จะเกี่ยวกับโปรแกรมฐานข้อมูล อันได้แก่คู่มือสอนการใช้โปรแกรมดีเบสสาม

เนื่องจากไอ้นัยไม่ค่อยสนใจเล่นเกมคอมพิวเตอร์ ดังนั้นมันเห่อคอมพิวเตอร์ได้ไม่นานก็หายเห่อ เพราะไม่รู้ว่าจะเล่นอะไร เด็กวัยรุ่นในวัยผมนั้นแม้จะโตมาในยุคของเกมคอมพิวเตอร์ก็ตาม แต่ก็มีไม่กี่คนที่ติดเกมแบบงอมแงม เพราะส่วนใหญ่ยังมีงานอดิเรกและเรื่องอื่นๆให้สนใจทำอีกมาก ซึ่งอาจจะแตกต่างจากสมัยนี้ที่สัดส่วนของเด็กที่ติดเกมดูจะมากขึ้น

ในเมื่อไม่ได้เล่นเกม คอมพิวเตอร์ก็ดูจะไม่ค่อยมีอะไรให้เล่นมากนักสำหรับเด็กอย่างไอ้นัย

“เป็นไงบ้าง หัดใช้คอมไปถึงไหนแล้ว” ผมถามไอ้นัยในวันหนึ่ง

“ไม่ไหว” ไอ้นัยทำหน้าเบ้ “คุณอายึดไปแล้ว”

ผมทำเสียงหัวเราะแบบตัวร้ายในหนังทีวี

“กูสงสัยอยู่แล้ว ว่าให้เป็นรางวัลมึง แต่ทำไมเอาไปวางในห้องทำงาน” ผมพูดเยาะเย้ย

“ก็ไม่รู้จะเล่นอะไรเหมือนกันด้วยแหละ มีแต่โปรแกรมเวิร์ด ดีเบส โลตัส ไม่เห็นสนุกเลย” ไอ้นัยบ่น “แต่คุณอาพยายามหัดใช้โปรแกรมเวิร์ดอยู่ เห็นบอกว่าจะได้เอาไว้พิมพ์เอกสารให้ลูกค้า”

ช่วงนั้นเราไม่ได้กลับบ้านด้วยกันทุกวัน เพราะว่าไอ้นัยยังต้องเตรียมจัดงานรับน้องอยู่ ตอนนั่งรถกลับบ้านคนเดียว ผมรู้สึกเหงาอย่างไรพิกล ไม่ค่อยคุ้นกับการที่ไม่มีไอ้นัยอยู่ด้วยเอาเสียเลย

- - -

วันหนึ่ง ในขณะพักเที่ยง ก่อนเข้าเรียนภาคบ่ายเล็กน้อย เมื่อผมเดินเข้ามาในห้องเรียน ผมก็เห็นชิวและเพื่อนๆนั่งจับกลุ่มสุมหัวคุยกันด้วยท่าทีที่ผิดปกติ สองในจำนวนนั้นได้แก่จิและอ๊อด

“มีอะไรกันเหรอ” ผมเดินเข้าไปสมทบและถามอ๊อด

“เงินไอ้ชิวมันหาย” อ๊อดตอบ

“ตั้งแต่วันก่อนมึงยังหาไม่เลิกอีกเหรอ” ผมถามด้วยความสงสัย

“เปล่าโว้ย นี่มันหายอีกแล้ว” ชิวตอบ

“ถ้าเป็นแบบนี้ ผมว่ามันน่าจะมีขโมยในห้องเรานะครับ” จิเสนอความเห็นด้วยถ้อยคำอันสุภาพตามนิสัย

“นั่นดิ” ชิวพยักหน้าเห็นด้วย “วันก่อนกูยังไม่แน่ใจว่าเงินหายหรือว่านับผิด แต่วันนี้หายชัวร์เลย”

“หายไปเท่าไรล่ะ” ผมถาม

“ร้อยนึง” ชิวตอบ “มันจิ๊กไปทีละร้อย”

หนึ่งในเพื่อนของเราเป็นขโมย ผมไม่อยากเชื่อเลย ผมไม่เคยคิดว่าคนที่เป็นเพื่อนกันจะทำอะไรแย่ๆแบบนี้กับเพื่อนได้ลงคอ

“จะบอกอาจารย์ดีไหม” อ๊อดเสนอความเห็น

“บอกไปก็ไม่มีหลักฐานอะไร ผมว่าถ้ามันขโมยมาแล้วหลายครั้ง มันอาจจะทำอีก เราเงียบๆ อย่าเพิ่งโวยวาย แล้วหาทางจับมันดีกว่า” จิเสนอบ้าง

“เออ ดีเหมือนกัน จับได้เอาแม่งส่งตำรวจเลย” ชิวสนใจข้อเสนอของจิ

“ก่อนอื่นนะครับ เราต้องมีบุคคลที่ต้องสงสัยเสียก่อน จะได้มีเป้าหมาย” จิแสดงภูมิออกมา พูดจาเป็นหลักเป็นฐานราวกับผู้ใหญ่ พวกเรานิ่งเงียบ ตั้งอกตั้งใจฟัง

“แล้วใครที่น่าสงสัยบ้างล่ะ” ชิวถาม

“คนที่น่าสงสัย คือคนที่มีแรงจูงใจที่จะขโมย” จิตอบ สงสัยมันจะดูหนังทีวีแนวสืบสวนสอบสวนมามาก เลยจำวิธีการมาใช้ “คนที่มีแรงจูงใจที่จะขโมยก็คือพวกคนที่มีฐานะขัดสน เงินไม่ค่อยพอใช้”

“กูว่ามึงเลิกเก็บเงินในเป้จะไม่ง่ายกว่าเหรอ” ผมขัดคอ

“ก็แล้วใครล่ะ” ชิวซักอีก ไม่สนใจคำพูดของผม

“ผมว่านะ คนหนึ่งที่น่าจะเข้าข่ายก็น่าจะเป็นไอ้ตี๋” จิพูด ตี๋กับจิและผม เคยอยู่ห้องเดียวกันมาก่อน ดังนั้นจิจึงรู้ดีว่าตี๋มีฐานะยากจน แต่ถึงไม่เคยเรียนด้วยกันมาก่อน เพียงแค่เห็นการแต่งตัวของตี๋ก็คงพอคาดเดาฐานะของตี๋ได้

“เออ ใช่ ท่าทางแม่งจนฉิบหาย” ชิวพูด

ผมฟังแล้วอึ้ง ตอนนั้นมีความรู้สึกโกรธ คนเราแยกชั่วดีกันด้วยฐานะอย่างนั้นหรือ ไอ้ตี๋ต้องกลายเป็นผู้ต้องสงสัยเพียงเพราะว่ามันจน ผมไม่อยากฟังต่อ จึงปลีกตัวออกมา ส่วนคนที่เหลือก็ยังจับกลุ่มหารือกันต่อ

“โห ไม่น่าเชื่อเลย” อ๊อดพูดเมื่อกลับมานั่งที่โต๊ะ หลังจากการหารือกันจบลง

“...” ผมไม่ตอบ ฟังอ๊อดพูดไปเรื่อยๆ กับผมแล้ว อ๊อดพูดเป็นต่อยหอย มีเรื่องอะไรต่ออะไรเล่าให้ผมฟังได้ทั้งวัน

“ไอ้สองตัวนี่มันคงดูหนังนักสืบมากเกินไป เลยเพ้อเจ้อใหญ่” อ๊อดพูดไปหัวเราะไป มันคงหมายถึงชิวและจิ

“แล้วมึงคิดยังไง” ผมถามมันบ้าง

“มันก็คงมีขโมยละนะ แต่ที่ไปสงสัยไอ้ตี๋เพราะว่ามันจนนี่มันทุเรศว่ะ ไอ้ห่า แม่ง” อ๊อดด่าออกมา “อีกหน่อยมันคงสงสัยมึงกับกูด้วยแหละ”

ปีนี้ผมรู้สึกว่าการเรียนของผมสนุกสนานขึ้น ผมว่าเพื่อนที่นั่งติดกันนี่มีส่วนมาก ปีที่แล้ววีกิจนั่งติดกับผม แม้วีกิจจะนิสัยดี แต่นิสัยของเราต่างกันค่อนข้างมาก วีกิจมันจะสนใจดนตรีไทย โขน ละคร ลิเก อะไรของมันไป ซึ่งผมไม่ได้สนใจเลย ดังนั้นเรื่องที่เราจะคุยกันแบบสนุกออกรสจึงมีไม่มากนัก ต่างจากอ๊อดซึ่งดูเหมือนนิสัยเราจะเข้ากันได้ดี อีกทั้งนิสัยบางอย่างก็คล้ายๆกัน ดังนั้นจึงคุยกันได้อย่างถูกคอ

“เชื่อไอ้จิมันเลย” ผมบ่นบ้าง

“มันพวกมันวางแผนจะจับผิดไอ้ตี๋กันแล้วนะ” อ๊อดพูด


<หน้าตาของบัตรเอทีเอ็มในยุคนั้นซึ่งเป็นยุคแรกของเอทีเอ็มในไทย>

10 comments:

Anonymous said...

คุคุคุุ
ก็อาอูแกล้งมาลงตอนต่อ ตอนเรียนพิเศษน่ะสิครับ
T-T หลานก็อดแข่งไปเลยงานนั้น

หลาน Arus ของอาอู

Anonymous said...

โห... ตื่นมาเม้นท์กันแต่เช้าเลย
ตอนนี้สนุกดีครับ

แบงค์

Anonymous said...

สงสารตี๋แฮะ
= = ซวยเพราะจนซะงั้น
สงสัยนักเลงไม่ดีก่าเรอะ อุอุ

ม่อน

Anonymous said...

สงสารตี๋ครับ แต่ก้ออยากรู้ว่าใครเป็นขโมยครับ
กร ครับ

ยุ่น said...

สงสัยจังว่า...งานนี้จะจับแพะ รึเปล่า

ถ้าไปจับผิดคน สงสารคนที่เป็นแพะนะครับ

สงสารคนที่มีความผิด ทั้งที่ไม่ได้ทำผิด

แต่...กัลยาณี ณ กัลยาณัง ปาปการี จ ปาปกัง
ผมเชื่อว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ครับ

ตอน 56 บทของนัยกะอู น้อยไปหน่อย ไม่ปลื้มครับ ไม่ปลื้ม หุหุ ผมเลยอดอ่านตอนที่อูกะนัยอ่านหนังสือปกขาวด้วยกัน ฮือฮือ

ไม่ทราบว่า คุณอูตั้งใจจะเบรคอารมณ์หวานๆของ
คนอ่านรึเปล่าคร้าบบบบบ

ขอบคุณครับ คุณอู

ยุ่นครับ

naja said...

ทันใช้ซียูเวิร์ด กับราชวิถี เหมือนกันเลยครับ แต่ตอนนั้นอยู่ ม.ปลายแล้ว อิอิ

yo408 said...

คิดว่าคนเป็นขโมย จะต้องเป็นคนที่เกี่ยวข้องกับการซื้อหนังสือโป๊แหงๆ

Anonymous said...

ไม่เชื่อว่าตี๋จะเป็นคนโขมย
ความจนนี่มันแย่อยู่แล้ว
แต่ยังต้องถูกเพื่อนดูหมิ่นเหยียดหยามอีกเร๊อะ
เอาเถอะหาตัวไปคงไม่ใช่ตี๋แน่
เดานะอูคนขายหนังสือนั่นละ
K

Anonymous said...

อูผูกปมให้ลุ้นกันอีกแล้ว ใครขโมยหนอ คิดว่าคนขายหนังสือเหมือนกัน

อูเขียนได้น่าติดตามมาก ร้านไฮไลท์ผมเคยไปกินด้วยนะ เนื้อเหนียวเป็นบ้าเลย เค้าแซวกันว่าเอาเนื้อควายมาทำ ไม่รู้จริงหรือเปล่า

ขอบคุณที่ทำให้ภาพวันเก่าๆกลับมาอีกครับ

Anonymous said...

มารอๆๆๆๆๆ
^^sky^^