Sunday, December 16, 2007

ตอนที่ 73

ดึกแล้ว ผมยังนอนตะแคง ตาค้างเพราะมีเรื่องให้คิดมากจนนอนไม่หลับ คิดโน่น คิดนี่ คิดไปเรื่อย

ผมรู้สึกว่าที่เตียงของไอ้ชัชมีเสียงดังกุกกัก มันคงกำลังจะลุกไปฉี่นั่นเอง ผมแกล้งทำเป็นนอนหลับ เพราะไม่รู้ว่าจะพูดอะไรกับมันดี ผมอยากใช้ความคิดเงียบๆคนเดียว

ได้ยินเสียงไอ้ชัชลุกขึ้นจากเตียง จากนั้นผมรู้สึกเหมือนกับว่ามันกำลังลุกมาหาผม แล้วผมก็รู้สึกอุ่นๆที่แก้มขวา

ไอ้ชัชหอมแก้มผมเสร็จแล้วก็เดินออกไปจากห้อง หายไปสักพัก คงไปฉี่มา ก็เดินกลับเข้ามา จากนั้นก็มาหอมแก้มผมอีกที แล้วก็กลับไปนอนที่เตียงตามเดิม

ปกติไอ้ชัชไม่เคยหอมแก้มผมเลย แม้ตอนที่เรามีอะไรกันก็เคยมีทดลองดูดปากกันบ้าง แต่ก็เป็นแค่การเลียนแบบในหนังสือที่ได้อ่านมา ตอนที่ผมโดนไอ้ชัชหอมแก้มนั้น ผมรู้สึกอบอุ่นลึกๆอยู่ในจิตใจ ลมหายใจอุ่นที่มันหายใจรดแก้มทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด มันทำให้ผมหวนรำลึกไปถึงความรู้สึกของเมื่อหลายปีก่อน ตอนที่พ่อกับแม่หอมแก้มผม ตอนที่ผมยังไม่เข้าเรียนหนังสือและอยู่ที่บ้านต่างจังหวัดนั้น ชีวิตช่างสุขสบายเสียนี่กระไร ผมอยากกลับไปในวันเก่าๆแบบนั้นอีกจัง ... คิดไปคิดมา ในที่สุดผมก็ผลอยหลับไปโดยไม่รู้ตัว

- - -

สัปดาห์นั้น ผมกับไอ้ชัชไม่ค่อยได้คุยกันเท่าไรนัก เพราะว่าไอ้ชัชซึมไปมาก ผมเองก็ไม่รู้ว่าจะปลอบมันอย่างไร ส่วนไอ้นัยเองก็พลอยถูกโรคซึมเศร้าระบาดเข้าใส่ กลายเป็นไม่ค่อยพูดจาไปด้วย กลางวันเวลานั่งกินอาหารก็นั่งกินด้วยกัน แต่ว่ากินกันเงียบๆ

จนถึงเย็นวันศุกร์ ผมก็ยังตัดสินใจไม่ถูกว่าผมควรไปเรียนที่ใหม่หรือไม่ ถ้าไม่ไป วันรุ่งขึ้นผมจะได้ไม่ไปสอบสัมภาษณ์ให้เสียเวลา

บ่ายวันศุกร์ หลังเลิกเรียน และหลังจากที่ไอ้ชัชเดินกลับไปที่หอแล้วสักพัก ผมก็คว้ากระเป๋านักเรียนเดินออกจากห้องไป

“ไปก่อนนะนัย” ผมบอกไอ้นัย

ไอ้นัยพยักหน้า เพราะมันเข้าใจว่าผมจะกลับหอ “พรุ่งนี้อย่าลืมล่ะ คุณอาจะมารับ”

ไอ้นัยมันหมายถึงว่าพรุ่งนี้คุณอากับมันจะมารับผมไปสอบสัมภาษณ์ ตลอดสัปดาห์นี้ ไอ้นัยมันเห็นผมเฉยๆ เลยเข้าใจเอาว่าผมคงยังไม่เปลี่ยนแผนการที่จะไปสอบสัมภาษณ์

ผมไม่ตอบคำ แต่พยักหน้า ว่าแล้วก็รีบเดินออกจากห้องเรียนไป

ผมขอยามที่หน้าโรงเรียน โดยบอกว่าจะออกไปซื้อของ ยามผู้ใจดีและคุ้นหน้าผมก็ผ่อนผันให้ผมออกมาจากโรงเรียนได้อย่างง่ายดาย

ผมไม่ได้กำลังจะไปซื้อของที่ไหนหรอกครับ แต่จะไปหาคนคนหนึ่ง บ้านอยู่ในซอยลาดพร้าว ๑ นี่เอง

ผมเดินจากโรงเรียน ใช้เวลาประมาณ ๑๐ นาทีก็ถึง บุคคลที่ผมกำลังจะมาหานี้ก็คือคครูประจำชั้นเก่าตอน ป.๔ ของผมเอง

ครูคนนี้เป็นครูชาย ชื่อครูช่วย อายุมากแล้ว เป็นครูรูปร่างสันทัด ไม่ผอม ไม่อ้วน ผิวสองสี ตอนที่ผมอยู่ชั้น ป.๔ ครูขับรถเก่าๆมาสอนหนังสือ เป็นครูที่ดุและชอบตีนักเรียน ตอนนั้นผมเองก็โดนไม้เรียวหวดก้นไปไม่น้อย ครูยิ่งตี ผมก็ยิ่งดื้อ ยิ่งดื้อ ผมก็ยิ่งโดนตี ส่วนไอ้ชัชกับไอ้นัยนั้นก็โดนตีบ้างแต่ไม่มาก นักเรียนทั้งชั้นไม่มีใครไม่ถูกแกตีเลย ทำการบ้านไม่ครบก็โดนตี ลืมเอาหนังสือเรียนมาก็โดนตี เสียงดังก็โดนตี เพราะครูคนนี้แกถือสุภาษิตที่ว่าไม้เรียวสร้างคนเป็นรัฐมนตรี แกเลยตีแหลก

ตอนที่แกเป็นครูประจำชั้นของผมตอน ป.๔ นั้น ผมเกลียดแกมาก ที่จริงนักเรียนทั้งชั้นคงไม่มีใครชอบแกหรอกครับ แต่แล้วก็เหมือนชะตาลิขิต หลังจากที่ผมจบชั้น ป.๔ ครูคนนี้ก็ออก ไม่ทราบว่าลาออกเองหรือว่าเกษียณ ข้อนี้ผมจำไม่ได้แล้ว หลังจากนั้น ตอนที่ผมเรียนอยู่ชั้น ป.๕ มีอยู่วันหนึ่ง เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ ผมเดินมาซื้อของที่ลาดพร้าวซอย ๑ ก็เลยเจอแกเข้า

คนแถวนั้นคงยังจำได้นะครับ ว่าลาดพร้าวซอย ๑ ในยุคก่อนนั้น ทั้งปากซอยและในซอย เต็มไปด้วยร้านขายของและขายขนม ร้านขายขนมที่ผมชอบไปซื้อกินก็คือร้านเครือทิพย์ ข้าวเหนียวสังขยาอร่อยดี แล้วก็มีอีกร้านที่อยู่ใกล้ๆกัน ชื่อว่าร้านผูกจิต เป็นร้านขายข้าวแกง แล้วก็มีร้านตัดผม เด็กนักเรียนคิด ๕ บาทหรือ ๑๐ บาทนี่แหละ ห่างออกไปอีกหน่อยก็เป็นตลาดและโรงหนังชั้นสอง เดี๋ยวนี้กลายเป็นสถานีรถไฟฟ้าและช้อปปิ้งมอลล์ไปหมดแล้ว และเมื่อเดินเข้าไปในลาดพร้าวซอย ๑ ก็จะมีตลาดเล็กๆอยู่ มีร้านขายของชำ และอื่นๆ

คงต้องขอเล่าย้อนความหน่อย ตอน ป.๕ ที่พบกันนั้น ครูช่วยก็มาซื้อของที่ร้านขายของชำ เมื่อผมเจอแก ทำไงได้ละครับ ก็ต้องสวัสดีกันตามธรรมเนียม ผมถามว่าแกมาทำอะไรแถวนี้ ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าบ้านแกอยู่ไหน แกก็ตอบว่าบ้านอยู่ในซอยนี้เอง จากนั้นก็เชิญผมไปนั่งเล่นที่บ้านของแก

ผมเดินตามครูช่วยเข้าไป บ้านของแกเดินลึกเข้ามาในซอย ๑ อีกพอควร จากนั้นมีซอกเล็กๆแยกเข้าไปอีก ต้องเรียกว่าซอก ไม่ได้เรียกว่าซอย เพราะรถวิ่งผ่านไม่ได้ เป็นทางเดินเล็กๆ อย่างมากก็จูงจักรยานผ่านไปได้เท่านั้นเอง ใช่แล้วครับ บ้านครูช่วยอยู่ในย่านคนจน

บ้านของแกเป็นเรือนไม้ชั้นเดียว ใต้ถุนยกสูง เหมือนบ้านคนไทยสมัยก่อนไม่มีผิด ในบ้านแกมีห้องเล็กๆ ๒ ห้อง มีชานเรือนนิดหน่อย ส่วนห้องน้ำอยู่ข้างล่าง ไม่ได้อยู่ในเรือน บันไดบ้านแกชันมาก ขึ้นบ้านแล้วแล้วเสียวกลิ้งตกไปเหมือนกัน เพราะว่าเนื้อที่บ้านแคบเล็กนั่นเอง

ครูช่วยต้อนรับขับสู้ผมอย่างดี แกบอกว่าชอบนั่งอยู่ที่ชานเรือน เพราะในห้องมันอุดอู้ ที่ชานเรือนมีหมอนอิง ถังใส่กาชาจีน (กาน้ำชาจีนต้องมีถังบุนวมข้างในใส่เพื่อรักษาความร้อนของกาและน้ำชาในกาเอาไว้) แกชอบดื่มชาจีนครับ

แปลกนะครับ พอไม่ได้เป็นครูประจำชั้นของผมแล้ว ครูช่วยกลับกลายเป็นคนที่มีอัธยาศัยน่ารักมาก ชอบคุยเรื่องโน้นเรื่องนี้ให้ฟัง ผมก็ชอบนั่งฟังแกคุย และหลังจากวันนั้นเป็นต้นมา ผมก็กลายเป็นแขกประจำแต่มาไม่สม่ำเสมอของครูช่วย ที่ว่าแขกประจำแต่มาไม่สม่ำเสมอก็เพราะว่าผมไม่ได้มาหาแกบ่อยนัก แต่ก็อยากไปหาแกนะครับ รู้สึกว่าแกเป็นชายสูงอายุที่เหงาและน่าสงสาร แต่ว่าวันหยุดเด็กประจำจะออกมาเพ่นพ่านข้างนอกนานๆไม่ได้ เลยไม่ค่อยมีโอกาสออกมา ส่วนไอ้ชัชนั้นเคยชวนมันอยู่บ้าง มันก็ไม่มา บอกว่าคุยกับคนแก่ไม่รู้เรื่อง แล้วก็เลยไม่ได้ชวนอีก

ที่ผมมาหาครูช่วยในครั้งนี้ ก็คิดว่าจะมาปรึกษาแก เพราะตัดสินใจไม่ถูก ตอนนั้นก็แปลกดี ไม่นึกถึงครูประจำชั้น ป.๖ แต่กลับไปนึกถึงอดีตครูประจำชั้นแทน

ตอนนั้นบ่ายแก่แล้ว ยังไงครูช่วยก็ต้องอยู่บ้านแน่นอน และแล้ว เมื่อเดินไปถึงหน้าบ้านแก ผมก็เห็นแกนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ จิบชาจีน ด้วยท่วงท่าเดิมๆที่ผมคุ้นเคย

ผมเล่าเรื่องให้ครูช่วยฟัง แต่ไม่ได้เล่าถึงเรื่องความรู้สึกและความสัมพันธ์ลึกๆของพวกเรา แล้วผมก็ถามแกว่าผมควรไปเรียนชั้น ม.๑ ที่โรงเรียนใหม่หรือไม่

“ตกลงที่เราไม่อยากไปมันเพราะอะไรกันแน่” ครูช่วยถามพลางจ้องหน้าผมเหมือนจะค้นหาความจริง

“ไอ้ชัชมันไม่อยากให้ผมไปครับ ผมเองก็ลังเล เพราะรู้สึกทิ้งเพื่อนไม่ลงเหมือนกัน” ผมตอบ

“การที่เราไปเรียนที่อื่น ไม่ได้หมายความว่าเราทิ้งเพื่อนนี่” ครูช่วยบอก

“อู เธอคิดดูนะ คนในโลกมีตั้งกี่ร้อยกี่พันล้านคน ทำมเธอถึงได้มารู้จักกับเพื่อนๆ รู้จักกับชัชชัยล่ะ ทำไมไม่ไปเจอคนอื่น” ครูพูดอีก

อือม์ นั่นสินะ แต่ เอ... ไม่เข้าใจแฮะ

“ก็เพราะว่าคนเราล้วนมีวาสนาต่อกันยังไงล่ะ” ครูช่วยพูดต่อ “ครูเชื่อว่า ทุกคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเรา มีโอกาสได้พบเจอกับเรา ล้วนแล้วแต่มีวาสนาต่อกันทั้งนั้น แต่จะมีวาสนาต่อกันในทางใด และมีมากเพียงไหน มันก็ต้องแล้วแต่คนไป

“ดังนั้น ที่อูกับชัชได้มีโอกาสเป็นเพื่อนกัน นั่นก็คือพวกเธอมีวาสนาต่อกัน ไม่แน่ว่าวาสนาของพวกเธออาจไม่ได้หมดกันเพียงแค่นี้ อูไปเรียน ม.ต้นที่อื่น พอถึง ม.ปลาย อูก็อาจย้ายโรงเรียนอีก เช่น ไปสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมฯ แล้วที่นั่น อูอาจได้เรียนร่วมกับชัชอีกก็ได้ ใครจะไปรู้” ครูช่วยพูดเสียยืดยาว “ที่พูดมาเข้าใจไหม”

“เข้าใจครับ” ผมตอบ “แล้วผมควรไปดีไหมครับ”

ครูช่วยเขกหัวผมเบาๆ “ไหนบอกว่าเข้าใจไง เข้าใจก็ไม่ต้องถามสิ ไปคิดต่อเอาเอง”

“อ้า งั้นไม่เข้าใจก็ได้ครับ” ผมเปลี่ยนคำตอบใหม่

“ครูหมายความว่า แต่ละคนมีเส้นทางชีวิตของตัวเอง ถ้าการไปทำให้เรามีโอกาสพัฒนาได้มากกว่าก็ควรไป การแยกจากเพื่อนเป็นเรื่องเพียงชั่วคราว ในอนาคตเรายังมีโอกาสได้พบกันอีก คนเราเมื่อมีวาสนาต่อกัน ในที่สุดก็จะได้พบกันอีก เหมือนอูที่ได้มาพบครูอีกนี่ไง” ครูช่วยพูด

“แต่ชัชมันไม่ได้คิดแบบนี้นี่ครับครู มันคิดว่าผมจะทิ้งเพื่อน” ผมบอก

“เราก็ต้องค่อยๆอธิบายแหละ หรือถ้าชัชอยากมานั่งเล่นที่นี่บ้าง ให้เขามาคุยกับครูบ้างก็ได้ ถึงชัชอาจจะยังไม่เข้าใจในวันนี้ แต่เมื่อโตขึ้น ครูเชื่อว่าในที่สุดเขาก็จะเข้าใจ” ครูช่วยบอก

การคุยกับครูช่วยในวันนั้น เหมือนแสงสว่างในอุโมงค์ ช่วยผมได้มากจริงๆ ผมตัดสินใจได้แล้วว่าผมควรทำอย่างไร แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าไอ้ชัชจะทำอย่างไรมากกว่า ที่จริงแล้วปัญหาของผมไม่ได้มีเพียงเท่านี้หรอกครับ นอกจากเรื่องของไอ้ชัชแล้ว ยังมีเรื่องของที่บ้าน หรือว่าเรื่องพ่อของผมอีก

9 comments:

Anonymous said...

เราชอบตอนนี้จังเลยอ่ะพี่อู

Arus

Anonymous said...

โคตรซึ้งอ่าช่วงนี้


มาต่อเร็วๆ นะคร้าบ

Anonymous said...

ทันใจน่าดูเลย
ชัชนี่มันโรแมนติกน่าดูเลย
มีการแอบหอมแก้มอูขอบคุณมากมายเลยครับอู
ตอนนี้รวดเร็ว
ทั้งไปและกลับจากการไปฉี่
แอบสงสารชมันเหมือนกัน
แต่ก้ออย่างที่ครูช่วยบอกนั่นแหละ
ถึงจะไปเรียนที่อื่นก้ออาจเจอกันอีกได้
ถ้าเป็นวาสนา ยังงัยผมว่าก้อยังสามารถติดต่อกันได้ทางจดหมาย โทรศัพท์ ยังสามารถที่จะ
สนุกกันในเรื่องชักว่าวเอากันได้ถ้าชับมันชอบ
ไม่รู้ว่าสมัยนั้นมี sexphone กันแล้วยัง 555555
ว่าไปนั่นเลย
การเรียนต่อของอูก้อยังไม่แน่จะต้องผ่านอีกด่านหนึ่งคือ เตี่ยจะให้ไปหรอป่าว บางทีชัชอาจจะสมหวังก้อได้
ไม่รู้นะ แต่คงไม่ใช่ เพราะเรื่องนี้ พระเอกคืออู
นางเอกคือนัย หรือว่าพระเอกคือนัยนางเอกคืออู
ก่อไม่รู้ล่ะ ถ้าพระเอกนางเอกเป็นสองคนนี้
อูก้อต้องได้ไปเรียนที่เดียวกะนัย
แล้วก้อมีเรื่องมาเล่าเกี่ยวกับอูแลันัยที่โรงเรียนใหม่
แล้วก้อจะมีตัวละครเพิ่มขึ้นมาเป็นสีสรรของเรื่อง
ใหม่ ณ โรงเรียนใหม่ ชัชก้อจะเป็นอดีตไปเลย
เศร้านะ ก้อได้แต่คาดเดาเอา
ยังงัยก้อยังเป็นกำลังใจให้อูนะครับ
ขอบคุณอีกครั้งสำหรับเรื่องดี ๆที่อูเล่าให้ฟัง
จะรอนะครับสำหรับตอนต่อไป
KTB

Anonymous said...

อยากรู้ๆๆๆๆ อยากอ่านตอนต่อไป


อูจะบอกชัชว่าไงอ่าาา


สงสารชัชเหมือนกาน น่ารักมากๆ เลย

แต่เราก้เคยต้องเลือก เราก้ต้องเลือกอนาคตอ่าา

แล้วก้แทบไม่ได้เจอกันอีกเลย ได้พบ ได้คุยกันนิดๆ หน่อย เท่านั้นเอง


รอๆๆๆ ลุ้นๆๆๆ

shoPr

Anonymous said...

เหมือนกันเลยครับ อ่านตอนนี้แล้วรู้สึกดี จริงๆ ครับ แต่รู้สึกเห็นใจชัชมากๆครับ ตั้งแต่อ่านมารู้สึกหมั่นใส้ชัชตลอด แต่ช่วงหลังๆรู้สึกชอบชัชและสงสารชัชมากครับ อยากบอกดังๆครับว่าพระเอกตัวจริงคือชัชครับ พระเอกของผมครับ
กร ครับ

Anonymous said...

วันนี้ย้อนกลับไปอ่านตอนเก่าๆ อีกรอบ

พี่อูไม่ได้ลงตอน 16-23 ไว้อ่ะครับ

คือ พี่ลงไว้ แต่ไม่ได้ใส่ลิงค์ไว้ทางขวาอ่ะครับ

ผมเลยนั่งสุ่มลิ้งค์ตั้งนาน

แก้ทีนะครับ จะได้สมบูรณ์



shoPr
ป.ล. ตอนแรกแอบรุสึกหมั่นไส้ชัชอยู่เหมือนกัน แต่ตอนนี้รักชัชที่สุดครับ 555+

มันเหมือนเพื่อนของผมคนนึง ผมเองก็เคยมีประสบการณ์คล้ายๆ พี่

ไม่รู้ที่ผมเลือกไป จะเหมือนพี่รึเปล่านะครับ ^_____^

เวลาเปลี่ยนแปร ฟ้าไม่เคยเปลี่ยนผัน

รักผมวันนั้นยังเปนความรุสึกดีในวันนี้อย่างเคยครับ

ป.ล.2 ขอบคุณสำหรับเรื่องดีๆ ที่ย้อนความทรงจำน่ารักๆ ให้ผมได้นึกถึงอีกครั้ง

Anonymous said...

ลิงค์ที่เสียซ่อมให้เรียบร้อยแล้วนะครับ ผมไม่เคยสังเกตเลย เพิ่งจะทราบเหมือนกัน ขอบคุณครับที่ช่วยบอก

อย่าไปหมั่นไส้ไอ้ชัชมันเลยครับ นิสัยมันกวนๆแบบนี้เอง แต่ที่จริงมันก็เป็นเพื่อนที่ดีมากคนหนึ่ง ไม่อย่างนั้นไม่คบมาได้ตั้งแต่ประถมต้นหรอก แต่ว่าแต่ละคนบุคลิกก็ต่างกันออกไป แปลกดีนะครับ คนเราตอนเด็กๆจะยอมรับความแตกต่างระหว่างกัน ได้มากกว่าตอนที่เราโตแล้ว

sexphone ตอนนั้นไม่มีครับ ค่าโทรแพงจะตาย โทรศัพท์เป็นของหายากด้วย อีกอย่าง นึกกันไม่ถึงด้วยละครับ เพิ่งจะมารู้จักตอนโตนี่เอง

อู

เคโระแก่ๆ said...

ชอบทุกตอน ตอนต้นๆ อ่าน 2 รอบเลยครับ
บอกไม่ถูกว่าทำไมถึงชอบมากๆ
ตอน71 72 73 ซึ้งครับ ร้องไห้ตาม

เคโระแก่ๆ

Anonymous said...

เข้ามาทุกวันเลยตอนนี้

ปกติตะก่อนจะเข้ามาอ่านๆ ไปเรื่อยๆ อ่ะ แต่ตั้งแต่ตอน 70-73 นี่ ชอบมากๆ อ่ะครับ

รุสึกเหมือนตัวเองยังไงไม่รุ อินเอามากๆ ^_______^


shoPr