Saturday, December 15, 2007

ตอนที่ 72

ไอ้ชัชจับมือผมที่กำลังคลายออกจากเอวของมัน เป็นความหมายว่าให้กอดต่อไป แล้วมันก็ยกแขนขึ้นโอบไหล่ของผมเอาไว้ พลางเอาหน้าของมันมาซบผม มันซบไปสะอื้นไป

“อยู่กับกูนะอู เราอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก กินนอนด้วยกัน เล่นด้วยกัน กูสนิทกับมึงยิ่งกว่าครอบครัวกูเองอีก ... กูกลัว...”

“กลัวอะไรเหรอชัช” ผมถาม

“เวลาคิดถึงตอนที่อยู่โดยไม่มีมึง... กูกลัว...” ว่าแล้วมันก็เปลี่ยนจากเสียงสะอื้นเป็นร้องไห้ “อยู่กับกูนะอู”

ปกติไอ้ชัชเป็นคนที่ร่าเริง เป็นมิตร ความกวนประสาทของมันเป็นตัวสร้างความสนุกสนานให้แก่เพื่อนฝูง ตั้งแต่โตมาด้วยกัน ผมแทบไม่เคยเห็นมันร้องไห้เลย แต่พอมาถึง ป.๖ เทอมปลายนี้ ไอ้ชัชต้องเสียน้ำตาหลายครั้ง และทุกครั้งล้วนแต่มีผมเป็นต้นเหตุ

ผมสงสารไอ้ชัช จนต้องร้องไห้ไปกับมัน เรากอดกันและร้องไห้ไปด้วยกัน หัวใจของผมรับรู้ได้ถึงความเศร้าโศกของไอ้เพื่อนรักคนนี้ จนผมรู้สึกใจอ่อน ...

“กู...” ผมแทบจะหลุดปากออกไปว่าผมเปลี่ยนใจไม่ไปแล้ว แต่ฉับพลันทันใดนั้นผมก็นึกถึงหน้าไอ้นัยขึ้นมา ดวงหน้าที่ฟกช้ำดำเขียวจากการถูกซ้อม ใบหน้าที่เศร้าสร้อยแต่เด็ดเดี่ยวของมัน ปรากฏขึ้นในห้วงความคิดของผม “กูไม่รู้ ชัช ... กูไม่รู้จริงๆ...”

ตกกลางคืนของวันนั้น ไอ้ชัชดูเงียบเหงาและเศร้าหมอง ผมเองก็เป็นด้วยเหมือนกัน เพราะความตั้งใจเดิมชักจะโลเล ยามกลางคืน เมื่อผมกำลังจะเข้านอน ผมเห็นไอ้ชัชนอนคลุมโปง ตัวสั่นเบาๆอยู่ในโปง มันคงร้องไห้อีกแล้ว แต่ผมไม่กล้าเข้าไปปลอบมันเพราะคนอยู่ในห้องนอนกันเยอะ

ผมเหลือบดูกล่องใส่ทิชชู่ปักรูปหมาที่ไอ้ชัชให้เป็นของขวัญปีใหม่ที่วางอยู่ที่โต๊ะหัวเตียง ไอ้ชัชมันเอาใจและตามใจผมแทบทุกอย่างตั้งแต่เด็กจนโต มันเป็นเพื่อนที่รู้ใจผมมากที่สุด ปีนี้ก็เอาของขวัญมาให้ผม ในขณะที่ไอ้นัยไม่เคยให้ของขวัญอะไรผมเลย ไอ้นัยจะรู้ใจและเข้าใจผมขนาดไหนผมเองก็ยังไม่แน่ใจ ผมรู้สึกผิดกับไอ้ชัช ผมรู้สึกผิดกับไอ้นัย ... ผมรู้สึกสับสน...

- - -

วันจันทร์ในสัปดาห์ถัดมา เช้าวันนั้นเป็นวันที่ชุลมุนวุ่นวายที่สุดอีกวันหนึ่ง เพราะเกือบทุกคนสนใจและคุยกันแต่เรื่องผลการสอบคัดเลือกเข้า ม.๑ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ไอ้นัยยิ้มแป้นมาแต่เช้า เราสองคนกลายเป็นดาวเด่นของห้อง เพราะว่าในห้องมีเพียงเราเท่านั้นที่สอบติดที่โรงเรียนนี้ ส่วนไอ้ชัชนั่งซึมไม่พูดจา

วันนั้นผมเรียนหนังสือไม่รู้เรื่อง ทั้งวัน เพราะมัวคิดถึงเรื่องการตัดสินใจ คิดเท่าไรก็คิดไม่ออก

ตกบ่าย หลังเลิกเรียน ไอ้ชัชเดินซึมกลับเข้าหอไปในทันที ผมรู้สึกเห็นเป็นจังหวะที่ดีที่ไอ้ชัชไม่อยู่ เลยลากไอ้นัยไปคุยที่โรงอาหาร

“นัย กูจะทำยังไงดี” ผมถามมัน

“เรื่องไรล่ะ” ไอ้นัยยังงงอยู่

“เรื่องเรียน ม.๑ มึงว่ากูควรตัดสินใจเอาที่ใหม่ดีไหม” ผมถาม

“แล้วเรื่องอะไรจะไม่เอาล่ะ” ไอ้นัยย้อนถาม

“ก็ไอ้ชัชน่ะสิ” ผมตอบ “มันไม่อยากให้กูไป”

ถึงตอนนี้ไอ้นัยนิ่งอึ้งไป

“มันชอบมึงมากนะ” ไอ้นัยพูดขึ้นมาอย่างไม่คาดหมาย ผมรู้สึกแปลกใจ ว่าทำไมไอ้นัยถึงรู้เรื่องนี้ได้

“มึงรู้ได้ไง” ผมถาม

“แค่นี้ดูไม่รู้ก็ควายแล้ว” ไอ้นัยตอบ

รู้สึกว่าทั้งไอ้ชัชและไอ้นัยจะโตเร็วและเรียนรู้เรื่องความสัมพันธ์ได้เร็วกว่าผม เพราะมันทั้งสองคนต่างก็เริ่มเรียนรู้และเข้าใจถึงความรู้สึกรักชอบ แต่ในขณะที่ผมยังติดอยู่ในวังวนของอะไรก็ไม่รู้ จนไม่เข้าใจตัวเอง และไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรต่อไป

ผมรู้สึกเอะใจ ถ้ามันดูไอ้ชัชออก แล้วมันจะดูออกไหมว่าผมคิดอย่างไรกับมัน

“แล้วมึงดูออกไหมว่ากูชอบใคร” ผมถามตรงๆ ไม่อ้อมค้อม

ไอ้นัยอึ้งไปอีก แล้วตอบเสียงอ้อมแอ้ม

“ไม่รู้อ่ะ” มันหยุดไปหน่อยแล้วรีบถามต่อ “แล้วเรื่องย้ายโรงเรียนมึงคิดอย่างไร”

“เดี๋ยวสิ เอาเรื่องนี้ก่อน มึงไม่รู้จริงๆหรือว่ากูชอบใคร” ผมยังไม่ยอมเปลี่ยนประเด็นตามมัน ผมรู้นิสัยมันดี ถ้ามันไม่อยากพูดเรื่องไหน มันก็จะรีบเสไปพูดเรื่องอื่นแทน

“เอ้อ... มึงก็คงชอบไอ้ชัชด้วยมั้ง” ไอ้นัยตอบอ้อมแอ้มอีก

ผมรู้สึกเหน็ดเหนื่อยและท้อแท้ขึ้นมาอย่างฉับพลัน ไอ้นัยมันดูไอ้ชัชออก แต่มันกลับดูผมไม่ออกแม้แต่น้อย แล้วสิ่งที่ผมกำลังจะทำไปนี้ผมจะทำไปเพื่อใคร หรือว่าเพื่ออะไรกัน ???

“อู เป็นไรไปอ่ะ ทำไมเงียบไป” เสียงไอ้นัยทำให้ผมตื่นจากภวังค์ กลับเข้าสู่โลกของความจริงอีกครั้ง

“เปล่า” ผมตอบ “คือกูกำลังคิดว่าอาจจะไม่ย้ายไปไหนแล้ว เพราะสงสารไอ้ชัชมัน”

ไอ้นัยนิ่งเงียบไปอีก

“มึงตัดสินแน่แล้วเหรอ” ไอ้นัยถาม

“กูก็ยังไม่รู้เลย” ผมตอบ ในใจขณะนั้นรู้สึกเลื่อนลอยและสับ ตอนนั้นมันท้อจนไม่อยากคุยต่อแล้ว “ตอนนี้สับสนว่ะ ยังคิดอะไรไม่ออก”
- - -

ตอนค่ำของวันนั้น หลังจากที่ผมกลับเข้าหอแล้ว ผมเห็นไอ้ชัชนั่งซึมดูโทรทัศน์ตลอดหัวค่ำ ผมเดินเข้าไปนั่งข้างๆมัน แต่ไม่ได้พูดอะไร เพราะไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดี หลังจากที่คุยกับไอ้นัยตอนเลิกเรียนแล้วผมรู้สึกท้อแท้จนไม่อยากทำอะไรเหมือนกัน มันเป็นช่วงเวลาที่ผมรู้สึกสับสนมากที่สุดช่วงหนึ่งในชีวิต

ผมนั่งอยู่ในห้องดูโทรทัศน์เป็นเพื่อนไอ้ชัชจนถึงเวลาเข้านอน โดยที่ผมดูอะไรไม่รู้เรื่องเลย ถึงตอนเข้านอน ผมเหลือบดูกล่องทิชชู่ปักรูปหมาที่หัวเตียงอีก

หลังจากปิดไฟในห้องนอน ผมยังคงนั่งจับจ้องไปที่กล่องทิชชู่อันนั้น ในความมืด ความคิดคำนึงของผมล่องลอยไปในอดีต... ตอนประถมต้น ผมกับไอ้ชัชโตมาด้วยกัน นอนเตียงติดกันเกือบจะตลอด พอมาประถมปลาย นอกจากเรียนและเล่นด้วยกันแล้ว เรายังมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งเกินกว่าที่เพื่อนทั่วไปจะมีต่อกัน... ทำไมคนเราพอยิ่งโต ชีวิตมันถึงได้ยิ่งวุ่นวาย นี่ถ้าผมหยุดชีวิตเอาไว้ที่ชั้น ป.๕ ได้ก็คงจะดีไม่น้อย

6 comments:

Anonymous said...

สั้นจัง = =
สั้นได้ใจเลยงานนี้

Arus

KTB said...

ขอบคุณมากคับอู ตอนใหม่มาแระ
จริงๆ ก้อเข้ามาดูทุกวันนะครับ
เปิดอินเตอร์เนทเมื่อไหร่อ้อจะเช็คดูก่อนว่า
มาแล้วยังทุกวันเลย
เรื่องกำลังสนุก
กำลังอยู่ในช่วงหักเหของชีวิต
ว่าจะเอายังงัยต่อไป
จะลือกข้างชัชกรือข้างนัย
เพราะดู ๆ ก้อรู้นะว่านัยมันก้อรู้
ว่าอูชอบมัน
แต่มันคงอายที่จะบอก
ดูไม่ออกว่านัยมันรักอูเหรอป่าว
เพราะที่ผ่าน ๆ มานัยมันไม่ได้แสดงความเห็น
หรือแสดงตัวเป็นนัยนัยว่ารักอูเรือป่าว
เลยตีความไม่ได้
ทำไมอูไม่พูดตรงๆเลยล่ะว่า "กูรักมึงนะ"
จะบอกว่ายังสับสนอยู่ได้งัย
ก้อรักไอ้นัยไปแล้วอะ
เหมือนไอ้ชัชนั่นแหละ
เพียวแต่อูยังไม่ยอมรับตัวเองอะ
มาต่อวัยวัยนะครับ
อยากรู้เรื่องต่อไปจะเป็นยังงัย
เป็นกำลังใจให้อูครับ
ขอบคุณครบ
KTB

Anonymous said...

น่ารักมากๆ อ่ะครับ ชอบการเล่าเรื่องช่วงนี้ อ่านทีไรนึกย้อนไปถึงตัวเองตอนวัยเด็กได้ทุกที อาจจะไม่เหมือนเลยซักทีเดียวหรอกครับ เพราะผมไม่ได้ชอบผู้ชาย -*- แต่ก็เปนความรักระหว่างเพื่อนที่ถ่ายทอดออกมาได้ดีเลยครับ

Anonymous said...

ที่ไม่บอกรักเพราะว่าตอนนั้นยังเด็กอยู่ครับ ยังไม่เข้าใจคำว่ารักดี และยังแยกแยะความรู้สึกระหว่างรักเพื่อนแบบเพื่อน กับรักเพื่อนในแบบอื่นไม่ออก

เรื่องความรู้สึกนั้น คิดว่าไอ้นัยกับไอ้ชัชมันโตเร็วกว่าผมครับ ตอนนั้นมันคงเข้าใจอะไรได้มากกว่าผมแล้ว

อู

Anonymous said...

ขอบคุณครับ เข้ามาวันเดียวได้อ่านสองตอนเลย
ดีใจครับ อ่านแล้วก้อนึกย้อนไปเมื่อยิ่สิบปีก่อน เพื่อนผมคนหนึ่งเคยมีความรุ้สึกดีๆ กับผม แต่ผมก้อเหมือนอูครับคือยังเด็กและยังไม่เข้าใจเพื่อนคนนี้คอยช่วยเหลือผมตลอดแต่ผมก้อรักมันมากพอจบประถมมันไปเรียนต่อที่อื่น ทำให้ผมไม่เคยเจอมันอีกเลย ทุกวันนี้ผมยังคิดถึงเพื่อนคนนี้อยู่ครับ ไม่รู้ว่าชาตินี้จะมีโอกาสได้เจอกันอีกหรือปล่าว ไม่รู้ว่าเจอกันตอนนี้ยังจะจำกันได้หรือปล่าว คิดแล้วเศร้าครับ
กร ครับ

Anonymous said...

อยากให้เล่า ให้มันเรวกว่านี้หน่อยอ่ะ


ก้อสนุกดีนะเรื่องราวน่าอ่านดี