Friday, May 31, 2013

ภาคสี่ ตอนที่ 73


“ฮ่า ฮ่า ได้ ได้ งั้นป้อมหาคนอื่นมาสอนแทนนะ” ป้อมหัวเราะร่วน

ไม่รู้ว่าเสียงของผมไม่จริงจังพอหรืออย่างไร ป้อมถึงได้ตอบแบบนี้

“พี่พูดจริงนะป้อม ช่วยบอกคุณพ่อหาคนมาสอนแทนด้วย” ผมย้ำอีก

คราวนี้ป้อมเงียบไปครู่หนึ่ง

“เฮ้ย พี่อู” ป้อมอุทาน “นี่อำป้อมใช่ไหม”

“เปล่า” ผมตอบ “พี่พูดจริง ไม่ได้อำ”

“ได้ไง ไม่เอานะ ไม่ให้เลิก” ป้อมโวยวาย “พี่อูสอนป้อมอยู่ดีๆแล้วจะเลิกทำไม”

“ป้อม ฟังพี่ก่อน” ผมพยายามควบคุมเสียงให้นิ่ง แต่ภายในใจของผมกลับป่วนยิ่งกว่าคลื่นในทะเล “พี่สอนต่อไม่ไหวแล้วน่ะป้อม”

“ทำไมจะสอนไม่ไหว ก็พี่อูสอนอยู่ทุกอาทิตย์” ป้อมรีบแย้ง

“ตอนนี้พี่อยู่ปี ๓ แล้ว งานเรียนเยอะขึ้นมาก พี่ยังต้องเรียนที่รามอีกด้วย” ผมพูด “พี่สอนป้อมตั้งสองวิชา ต้องใช้เวลาเตรียมตัวมาก ที่ผ่านมาเป็นเพราะว่าปิดเทอมหรอกพี่ถึงทำได้”

“ห้ามพี่อูเลิกสอนป้อมนะ” ป้อมพูด “พี่อูสอนป้อมวิชาเดียวก็ได้ ไม่ต้องสอนสองวิชา สอนแต่คณิตศาสตร์ก็พอ”

ผมรู้สึกลังเล คำของร้องของป้อมทำให้ผมเริ่มใจอ่อน รู้สึกสงสารป้อม ฟังจากน้ำเสียง ป้อมยังแคร์ผมอยู่มาก ถ้าผมทำแบบนี้กับคนที่แคร์ผม ผมก็คงใจร้ายเต็มที

เหตุการณ์ในช่วงที่ผ่านมาไหลเข้ามาในห้วงความคิด ป้อมคิดยังไงกับผมกันแน่นะ ท่าทีของป้อมในตอนนี้กับช่วงหลังเปิดเทอมเป็นต้นมาต่างกันอย่างลิบลับ หรือว่า... ป้อมอาจจะแคร์ผมจริงๆ... ถ้างั้นแล้วช่วงที่ผ่านมาล่ะ จะอธิบายยังไง

ผมอดนึกถึงบอยไม่ได้ บอยเมื่อแรกก็ไม่ได้เป็นแบบนี้เหมือนกันหรอกหรือ แต่พอบอยเริ่มรู้ความในใจของผม บอยก็เริ่มตีตัวออกห่างราวกับผมเป็นตัวโรคติดต่อหรืออะไรสักอย่างที่ควรหลีกหนี... เหตุการณ์ระหว่างผมกับบอย และระหว่างผมกับป้อม พรูเข้ามาในความคิด

“มันก็ยังไม่ไหวหรอกป้อม” ป้อมยืนกราน “ปีนี้พี่เรียกหนัก ปิดเทอมก็ยังต้องไปฝึกงานอีก ยังไงก็คงสอนป้อมต่อไม่ได้”

“ไม่รู้ละ ยังไงเสาร์หน้าพี่อูก็ต้องมาสอน” ป้อมไม่สนใจเหตุผลของผม บังคับเอาดื้อๆเลย

“เสาร์หน้าพี่ก็ต้องมาสอนอยู่แล้ว” ผมพูด

ฮึ ค่อยน่าฟังหน่อย” ป้อมพูดอย่างพอใจ

“คือ... พี่จะพูดยังไงดีล่ะ คือพี่จะสอนป้อมจนถึงสิ้นเดือน เพื่อให้คุณพ่อป้อมมีเวลาหาคนมาสอนแทน” ผมอธิบาย

“พูดยังงี้อีกแล้ว” ป้อมโวยอีก

ที่จริงผมก็อยากจะพักการคุยเอาไว้ก่อน เอาไว้ให้ป้อมอารมณ์เย็นลงแล้วเราค่อยคุยกันใหม่ แต่ก็ห่วงเรื่องการเรียนของป้อม ผมควรบอกแต่เนิ่นๆเพื่อให้พ่อของป้อมมีเวลาหาคนมาสอนแทน จึงพยายามพูดให้จบตามที่ตั้งใจเอาไว้

“อะ อะ พี่ไม่พูดก็ได้” ผมโอนอ่อนผ่อนตาม “อย่าลืมบอกคุณพ่อด้วยก็แล้วกัน แล้ววันเสาร์เราเจอกันแล้วค่อยคุยกันต่อ”

นี่ผมทำถูกหรือทำผิดนี่... ผมคิดในใจหลังจากที่วางหูโทรศัพท์ลง คำถามนี้วนเวียนอยู่ในหัวตลอดเวลา แต่ผมก็หาคำตอบไม่ได้

-    - -

สัปดาห์นั้นป้อมโทรมาหาผมอยู่หลายครั้งเพื่อโน้มน้าวให้ผมสอนต่อไป จนผมเองก็รู้สึกลังเลอยู่เหมือนกัน เพราะว่าถ้าพูดแบบเข้าข้างตัวเองก็ต้องบอกว่าป้อมพยายามโทรมางอนง้อผม แม้ในวันเสาร์ถัดมาที่เราเจอกัน ป้อมก็พยายามอ้อนให้ผมสอนต่อ

“น่า นะ พี่อู อย่าเพิ่งเลิกสอนเลย ให้ป้อมเข้ามหาวิทยาลัยได้ก่อนแล้วค่อยเลิก” ป้อมโน้มน้าว

“...” ผมเงียบ เพราะลังเล จึงไม่รู้ว่าจะตอบอะไรดี ใจของป้อมนั้นใสซื่อ ป้อมไม่ได้เฉลียวใจเลยสักนิดว่าเรื่องภาระการเรียนของผมนั้นเป็นเพียงข้ออ้าง

“เออ อยากเลิกสอนก็ไปเลย อยากให้ป้อมสอบไม่ติดก็ตามใจ” ป้อมยุส่ง

“...”

“โอ๊ย วันนี้พี่อูเป็นอะไร ไม่พูดไม่จา” ป้อมโวยขึ้นมา

“ก็พี่ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรนี่” ผมตอบ ผมไม่รู้ว่าจะพูดอะไรจริงๆเพราะว่าตอนนั้นผมรู้สึกลังเลมาก ใจหนึ่งก็อยากสอนต่อเพราะว่าอยากอยู่ใกล้ชิดป้อม ได้อยู่ใกล้ป้อมแล้วผมรู้สึกมีความสุข อีกทั้งท่าทีของป้อมในหลายวันมานี้ทำให้ผมกลับมามีความหวังอีก แต่อีกใจหนึ่งก็เตือนผมว่าผมเดินมาไกลเกินไปแล้ว แค่นี้ยังเจ็บไม่พออีกหรือไง

“วันนี้เราเรียนกันก่อนละกัน เรื่องนี้ขอพี่คิดดูอีกที” ผมพูด

“ไม่ต้องคิดแล้ว สอนป้อมต่อเถอะ นะ นะ” ป้อมพูดพลางคว้ามือผมไปกุมเอาไว้และแกว่งไปมา

“นี่ถ้าป้อมขายของคงขายเก่งมากเลย” ผมชม “อ้อนเสียจนลูกค้าใจอ่อน”

“ป้อมอ้อนเฉพาะกับพี่อูเท่านั้นแหละ” ป้อมตอบ

คำพูดของป้อมทำให้หัวใจของผมถึงกับหวิว วันนั้นผมสอนแทบไม่รู้เรื่องเพราะว่าไม่มีสมาธิเลย

ผมสอนจนถึงเที่ยงก็เลิก ตอนนั้นคิดอยากดูหนังกับป้อมสักเรื่อง ถือว่าดูหนังด้วยกันเป็นการส่งท้ายก็ได้ จึงได้ลองถามป้อมดู

“บ่ายนี้ป้อมไปไหนหรือเปล่า” ผมถาม

“บ่ายนี้ป้อมมีนัดดูหนังกับเพื่อนฮะ” ป้อมตอบ

ตอนนั้นผมเลยถึงบางอ้อ ความลังเลสับสนต่างๆก็หมดไป ผมรู้แล้วว่าผมควรทำอย่างไร

-    - -

“หนังเรื่องนี้เป็นไงบ้างป้อม” ผมถามป้อมในขณะที่เรากำลังดูหนังอยู่ อากาศเย็นๆและความมืดในโรงหนังทำให้ผมรู้สึกอยากจับมือของป้อมมากุมเอาไว้

“ตลกมากเลย แต่ป้อมว่าดูหน้าพี่อูตลกกว่า” ป้อมพูดพลางหัวเราะ

“ถ้าป้อมอยากตลกมากกว่านี้ก็ส่องกระจกดูดีกว่า” ผมไม่ยอมลดราวาศอก

“เฮ้ย ไอ้อู ตื่นได้แล้ว” มีเสียงผู้หญิงสอดแทรกเข้ามา เสียงนั้นค่อนข้างคุ้นหูอยู่ไม่น้อย

“อู ตื่น ตื่น” เสียงผู้หญิงนั้นเรียกอีก คราวนี้ผมรู้สึกว่ามีคนมาเขย่าตัวผม

โรงหนังหายไปแล้ว ป้อมที่กำลังโต้คารมกับผมอยู่ก็หายไป สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าของผมก็คือจอภาพสีขาวว่างเปล่า

ผมหันไปดูรอบๆ นี่มันห้องเรียน ไม่ใช่โรงหนัง... ผมกำลังนั่งอยู่ในห้องเรียน

ผมจำได้แล้ว ผมกำลังเรียนอยู่ อาจารย์เอาวีดิโอมาฉายให้ดูประกอบการสอน ขณะที่ฉายวีดิโอ อาจารย์ปิดดวงไฟภายในห้อง อากาศครึ้มๆ เย็นสบาย

แต่ตอนนี้ไฟในห้องเปิดสว่างจ้า วีดิโอก็หยุดฉายไปตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ และทุกคนในชั้น ทั้งอาจารย์และเพื่อนๆ กำลังมองผมอยู่

“สารคดีเรื่องนี้เป็นไงบ้าง อู” อาจารย์ถาม

“เอ้อ... เอ้อ... เอ้อ...” ผมอึกอักตั้งนานก็ยังนึกคำตอบไม่ออก

“ได้เลขเด็ดอะไรไหม เห็นยิ้มหวาน คงมีเลขเด็ด” อาจารย์ถามอีก

“ผมเผลอหลับไป ขอโทษครับ” ผมพูด อยากหาคำแก้ตัวเท่ๆแต่ก็นึกไม่ออก

“ครูอยากให้อูตั้งใจเรียนมากกว่านี้หน่อย ปีสามแล้วนะเธอ ยังมานั่งหลับในห้องเรียนอีก” อาจารย์ตำหนิ

หลังจากชั้นเรียนเลิก เพื่อนๆก็กรูกันเข้ามาหาผม

“ตายแล้วไอ้อู อับอายขายหน้าไปห้าเบี้ย” พิม เพื่อนสาวแซว “วีดิโอจบไปตั้งนานแล้วยังไม่ยอมตื่น”

“ทำไมไม่ปลุกให้เร็วกว่านี้วะ” ผมต่อว่าเพื่อน “โดนด่าเลย เห็นไหม”

“ก็ใครจะไปรู้ล่ะว่าเธอหลับ พอเปิดไฟถึงได้รู้ อาจารย์ก็เห็น แต่สั่งไม่ให้ใครปลุกเธอ แต่อาจารย์รอตั้งนานเธอก็ไม่ตื่น เลยสั่งให้ชั้นปลุก” พิมตอบ

“หา เราหลับนานขนาดนั้นเลยเหรอ” ผมอุทาน ดู อาจารย์นะอาจารย์ ทำกับผมได้ ปล่อยให้ผมหลับโชว์ให้เพื่อนๆดู

“นี่ถ้าไม่ปลุกเธอก็คงยังไม่ตื่นหรอก” พิมพูดอย่างมั่นใจ

“หมู่นี้เธอเป็นอะไรไปน่ะ เวลาเรียนถ้าไม่นั่งเหม่อก็นั่งหลับ” เพื่อนๆพากันรุมถาม “กลางคืนไปเฝ้ายามที่ไหนมาหรือไง”

ผมได้แต่ตอบบ่ายเบี่ยงไป ถ้าผมบอกว่ากลางคืนนอนไม่หลับ เพื่อนก็คงซักอีกว่าเป็นเพราะอะไร

-    - -

การไปสอนป้อมในวันนั้นทำให้ผมรู้ดีว่าผมควรทำอย่างไร ผมควรตัดไฟตั้งแต่ต้นลม เจ็บตอนนี้ยังดีกว่า หากถลำลึกไปกว่านี้ไม่รู้ว่าจะเจ็บอีกเพียงใด และที่สำคัญก็คือมันคงเป็นผมเพียงคนเดียวที่เป็นฝ่ายถลำลึก... และคงเป็นผมเพียงคนเดียวที่ต้องเจ็บ...

แต่แม้ผมจะบอกว่าเจ็บตอนนี้ยังดีกว่าเจ็บในวันข้างหน้า แต่อาการบาดเจ็บครั้งนี้ก็เอาการอยู่ ความรู้สึกในตอนนี้ไม่ต่างจากความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับบอยเท่าไรนัก ผมรู้สึกว่าชีวิตว่างเปล่า เคว้งคว้าง กลางวันผมไม่สนใจการเรียน เอาแต่นั่งเหม่อลอย ส่วนกลางคืนก็คิดฟุ้งซ่านจนนอนไม่หลับ ที่จริงผมก็ไม่ได้อยากเป็นอย่างนี้ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะหักห้ามใจตัวเองได้อย่างไร

“คนเดียวที่คิดถึง
ที่รักเธอเป็นดั่งดวงใจ
เธอไม่มาด้วยเหตุใด
จะไปไหนเธอไม่บอก
ทิ้งฉันไว้คนเดียว

คนเดียวที่คิดถึง
ป่านนี้ใจเธอคิดอะไร
คิดถึงฉันหรือเปล่า
ว่านอนหนาวหัวใจ
หนาวเกินคำบรรยาย...”

เสียงเพลงจากอัลบั้มออกใหม่ของหรั่ง ร็อคเคสตร้า ลอยออกมาจากลำโพงวิทยุภายในห้องนอน ชีวิตที่อยู่คนเดียวในบ้าน ยามดึกสงัด สายฝนพรำ เสียงเพลงเหงาเศร้า รวมกันเป็นบรรยากาศที่เหงาเกินกว่าจะบรรยายออกมาได้

เพลงนั้นทำให้ผมเหงาจนนอนไม่หลับ เสียงเพลงทำให้ผมคิดถึงป้อม ในห้วงความคิด ผมเห็นเงาร่างของป้อม แต่แล้วเงาร่างนั้นก็เปลี่ยนแปลงไป มันกลับกลายเป็นเงาร่างของเพื่อนที่สนิทที่สุดของผมในวัยเด็ก... เพื่อนที่ผมพยายามจะลืมไปจากความทรงจำให้ได้...

“นัย มึงอยู่ที่ไหนนะ คิดถึงมึงจัง... คิดถึงมึงที่สุดเลย...” สำนึกวูบสุดท้ายของผมก่อนที่จะผลอยหลับไปในยามใกล้รุ่ง

-    - -

หลังจากวันนั้น วันที่ผมตอบแบ่งรับแบ่งสู้กับป้อม ในที่สุดผมก็ตอบป้อมอีกครั้งหนึ่งโดยยืนยันคำเดิมว่าจะไม่สอนต่อ หลังจากนั้น ป้อมก็เงียบๆไป ไม่ค่อยได้โทรมาอีก ส่วนผมก็พยายามไปสอนป้อมจนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน เดือนนั้นเป็นเดือนที่ชีวิตของผมแย่มากๆ เพียงเริ่มเปิดเทอมมาก็เรียนไม่รู้เรื่องแล้ว

พ่อของป้อมพยายามคุยและโน้มน้าวผมเช่นกัน เพราะเห็นว่าผมเข้ากับป้อมได้ดีและสอนป้อมได้ดี แต่ผมก็ปฏิเสธ

การเรียนในเสาร์ถัดมา ป้อมออกปากชวนผมไปดูหนัง ซึ่งผมก็ยินดีที่จะไปดูด้วย ถือว่าเป็นการดูหนังด้วยกันส่งท้าย ป้อมเองก็คงคิดอย่างนั้นเช่นกัน จึงได้ออกปากชวนผม การไปดูหนังในครั้งนั้นทำให้ผมรู้สึกลังเลขึ้นมาอีก แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำให้การตัดสินใจของผมเปลี่ยนไป

จนในวันสุดท้ายของการสอน ครั้งนั้นเป็นการสอนครั้งสุดท้ายของผมแล้ว วันนั้นป้อมนั่งเรียนเงียบๆอย่างตั้งใจ ผิดไปจากทุกครั้ง ส่วนผมเองก็ตั้งใจสอน แต่ก็อดรู้สึกหวิวๆ เคว้งๆ อยู่ตลอดเวลาไม่ได้

“เอาละ จบแค่นี้” ผมพูด “สอนครั้งสุดท้ายจบแล้ว ใจหายเหมือนกันแฮะ”

ผมพูดแล้วถอนหายใจ นิ่งไปครู่หนึ่งแล้วจึงพูดต่อ

“ถึงเวลาที่เราต้องจากการแล้วละป้อม”

“พี่อูจะไปจริงๆเหรอ” ป้อมถามอีก

“โลกมันกลม ยังไงเราก็มีโอกาสได้เจอกันอีก พี่เพียงแค่ไม่ได้สอนป้อม แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะ... จะ... เอ้อ... จะต้องเลิกคบกัน เลิกเป็นพี่น้องกัน จริงไหม” ผมพยายามใช้คำพูดอย่างระวัง กลัวจะหลุดความในใจออกไป

“วันหลังถ้าป้อมว่าง เรายังไปเที่ยว ไปดูหนังด้วยกันก็ยังได้” ผมปลอบใจป้อม ก็พูดไปยังงั้นเอง ผมรู้ดีว่าเมื่อไม่ได้สอนป้อมแล้ว อีกหน่อยเราก็คงห่างกันไป และนี่แหละที่ทำให้ผมต้องเจ็บปวด... แต่ผมก็ต้องทำ

“ช่าย...” ป้อมพยักหน้า

ผมเก็บของใส่เป้ จากนั้นก็ยกเป้ขึ้นสะพายบ่า เตรียมกลับ

“งั้นพี่กลับละนะ” ผมกล่าวคำอำลา พร้อมกับอดกำชับไม่ได้ “ป้อมตั้งใจเรียนหนังสือดีๆ จะได้สอบติดที่ดีๆ พี่คงช่วยป้อมได้เพียงเท่านี้ ต่อไปต้องพึ่งตัวเองเยอะๆแล้วนะ”

“พี่อู...” ป้อมพูดเสียงเครือนิดๆ “พี่อูรู้ไหม ว่าพี่อูช่วยป้อมมากแค่ไหน ผลการเรียนของป้อมดีขึ้น ทั้งอังกฤษและคณิตศาสตร์ แล้วพี่อูจำได้ไหม ที่เวลาเราไปกินอาหารด้วยกัน พี่อูบังคับให้ป้อมสั่งอาหารเอง ตอนแรกป้อมโคตรไม่ชอบเลย แต่ทุกอย่างที่พี่อูทำให้ป้อม มันทำให้ป้อมมีความเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้น ป้อมมีเพื่อนมากขึ้น ไม่เหมือนเมื่อก่อน ก็เพราะพี่อูนี่แหละ”

เรื่องที่ป้อมพูดทำให้ผมเพิ่งถึงบางอ้อ ที่แท้ผมนั่นเองที่เป็นคนพรากป้อมไป ผมทำตัวเองแท้ๆ นี่ถ้าผมไม่ทำเกินหน้าที่ สอนเพียงแค่คณิตศาสตร์ เรื่องราวอาจไม่กลับกลายไปเช่นนี้ คิดแล้วก็ได้แต่เจ็บใจตัวเอง แต่มันก็สายไปเสียแล้ว

“พี่ก็ดีใจที่เห็นป้อมมีเพื่อนมากขึ้น และมั่นใจในตัวเองมากขึ้น” ผมกัดฟัดพูด

ผมเข้าไปลาคุณพ่อคุณแม่ของป้อม พร้อมกับรับค่าสอนงวดสุดท้าย จากนั้นผมกับป้อมก็เดินไปด้วยกันจนถึงประตูใหญ่

“พี่กลับละนะ” ผมพูด ในใจรู้สึกหวิวอย่างหนัก อยากจะพูดคำว่า ลาก่อน แต่ก็เปลี่ยนใจไม่พูดออกไป

“ฮะ พี่อู ขอบคุณนะฮะ” ป้อมพูดเสียงเครืออีก

เพียงแค่นั้นเอง จากนั้นผมเดินออกมาจากชีวิตของป้อม ด้วยฉากสุดท้ายที่สั้นๆ เรียบ ง่าย แต่ก็เจ็บปวด

-    - -

เดือนกรกฎาคม

หลังจากที่ผมเลิกสอนป้อม ผมก็รู้สึกเคว้งอย่างหนัก งานของผมลดลงไปมาก ทำให้มีเวลาว่างมากขึ้น ทีแรกก็คิดว่าจะเป็นเรื่องดีที่ได้เวลาว่างกลับคืนมา แต่กลายเป็นว่าผมปรับตัวไม่ได้ เดิมรู้สึกเคว้งอยู่แล้ว พอว่างมากขึ้นก็ยิ่งเคว้งหนัก

ผมนึกว่าเมื่อจากกันแล้วจะทำให้ตัดใจได้ ที่ไหนได้ ผมคาดเดาใจตนเองผิด ผมรู้สึกเหงามาก ฟุ้งซ่าน เบื่อการเรียน คิดถึงป้อมวนไปเวียนมาอยู่ตลอดเวลา ตอนนั้นผมชอบฟังเพลงคิดถึงของพี่หรั่งมาก ยิ่งฟังก็ยิ่งเหงา ยิ่งเหงาก็ยิ่งอยากฟัง วนเวียนอยู่เช่นนี้

แต่เวลาเยียวยาหัวใจได้จริงๆ ผ่านไปไม่นาน ผมก็ค่อยๆรู้สึกดีขึ้น เมื่อครั้งไอ้บอยผมยังไม่ถึงกับตาย ครั้งนี้ผมก็คงไม่ตายเช่นกัน

หลังจากที่ผมเลิกสอนป้อมไปแล้ว ป้อมก็ไม่ค่อยได้โทรมาอีก ป้อมก็มีชีวิตของป้อมต่อไป ส่วนผมก็ต้องมีชีวิตของผมต่อไปเช่นกัน หลังจากที่เลิกสอนผมเคว้งหนักก็จริง แต่เป็นเพียงเวลาไม่นาน หลังจากนั้นผมก็เริ่มรู้สึกดีขึ้น ผมรู้สึกดีขึ้นเร็วกว่าเมื่อครั้งก่อนเสียอีก คงเป็นเพราะว่าชีวิตมีภูมิต้านทานกับเรื่องแบบนี้แล้วกระมัง

คืนวันหนึ่ง ตอนนั้นเวลาประมาณสามทุ่มกว่า ขณะที่ผมกำลังนั่งคิดอะไรเพลินๆอยู่ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น

คงเป็นป้อม ความคิดวูบแรกผมคิดถึงป้อม

ก็คิดไปอย่างนั้นเอง แต่น่าจะเป็นแม่โทรมามากกว่า เพราะแม่เป็นคนที่โทรมาคุยกับผมบ่อยที่สุด

“ฮัลโหล” ผมรับสาย

“ฮัลโหล ขอสายพี่อูหน่อยค่ะ” เสียงหญิงสาวมาจากปลายสายอีกด้านหนึ่ง น้ำเสียงร้อนรน

“พูดอยู่ นั่นใครน่ะ” ผมงง ผู้หญิงที่ไหนโทรมาหาผม เสียงก็คุ้นๆ จะว่าเพื่อนก็ไม่ใช่ เพราะว่าเรียกพี่อู รุ่นน้องคนไหนกันนะ นึกไม่ออกจริงๆ แต่ก็ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะว่าผมไม่ได้สนิทกับรุ่นน้องคนใดจนถึงกับให้เบอร์โทรศัพท์ที่บ้าน ขนาดเพื่อนๆนั้นแม้ว่าผมเคยให้เบอร์ไปก็ตาม แต่ปกติก็ไม่ได้โทรคุยกันเพราะว่าไม่มีธุระอะไร มีอะไรก็คุยกันในแผนกมากกว่า

ฟังเพลง คิดถึง ของหรั่ง ร็อคเคสตร้า


22 comments:

Anonymous said...

ลงชื่อรออ่านครับ

Dionadus

Anonymous said...

ะแล้ว ก็ถึงวันจากลาอีกตอน

Anonymous said...

ส่วนหนึ่งก็รู้สึกเหมือน อู เห็นแก่ตัวเหมือนกันน่ะ
น่าจะเอาเหตุผลที่ว่าทำเพื่อป้อมเพื่อน้อง
มาหักล้างกับความรู้สึกส่วนตัว ไม่รู้สิไม่เกินกับตัวคงไม่รู้

tl000

ปลาบู่ปลาทูนึ้ง said...

TT_TT เศร้าจุเบย ผม เศร้าคับ แง๊ีีีีๆๆๆๆๆๆๆๆ
แล้วใครโทรมาน้อ

นายคับ said...

คิดถึงจังคับพี่อู....

Kan Kanth said...

ตัดใจได้ดี เจ็บแบบนี้ดีกว่า
เพราะป้อมก็คงคิดรักอูแบบพี่ชาย

แล้วก็รออ่านตอนต่อไปครับ

กัน

Kan Kanth said...

ปล มีพูดถึงนัยด้วย ดีใจจังเลย

กัน

พี said...

ในที่สุดก็มาถึงวันนี้....

แต่กับป้อมคงยังไม่จบเท่านี้

พี่อูยังคงต้องทำหน้าที่พี่ชาย หรือพี่เลี้ยงที่ดีต่อไป

รออ่านตอนหน้าครับ

... ดีใจมากๆเลย คุณอู กลับมาเล่าเรื่องต่อแล้ว ชีวิตจริง งานคงเบาขึ้นแล้วนะครับ

ขอบคุณครับ

*** PEE ***

Anonymous said...

น่าเศร้าครับ ไว้ดูต่อครับว่าจะเป็นอย่างไรต่อไปครับ

ทอป

อู said...

ผมจะทำผิดหรือถูกก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ในตอนนั้นมันก็ต้องทำยังงั้นละครับ ที่จริงชีวิตผมตัดสินใจผิดมากกว่าตัดสินใจถูกอยู่แล้ว

เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นบทเรียนที่ต้องจำไปนานครับ หวังดีกับคนอื่นเกินไปจนตัวเองเดือดร้อน คิดแล้วก็ทำเกินพอดีไปมาก การเรียนที่รามก็เสีย สุดท้ายก็ต้องมาเสียใจ ถ้ายึดหลักทางสายกลาง เหตุการณ์ก็อาจไม่เป็นแบบนี้

แต่ชีวิตก็ต้องเดินหน้าต่อไปครับ เหนื่อยก็พัก หายเหนื่อยแล้วก็ต้องเดินต่อไป...

Anonymous said...

ชีวิตต้องเดินหน้าต่อจริงด้วยค่ะ..

อูได้รับวัคซีนอีก1เข็ม ภูมิต้านทานก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
มาถึงตอนนี้ คงไม่มีอะไรมาทำร้ายได้แล้วมังคะ :))

เอ๊..ใครน้าโทรมาหาอู เดาว่าเป็นน้องจุ๋มคนเก่งหัวใจแกร่ แล้วกันค่ะ

คนลาดพร้าว

Anonymous said...

อ้าว พิมพ์ตกซะง้าน
หัวใจแกร่งค่ะแกร่ง 555++

คนลาดพร้าว

มะขามดอง said...

สวัสดีครับคุณอาอูที่น่ารัก หวังว่าคุณอาคงจะสบายดีนะคร้าบบบ ^^ เข้ามาดูเป็นระยะ ๆ เผื่อว่าคุณอาจะว่างมาต่อเรื่องให้อ่าน วันนี้ดีใจมากที่เข้ามาแล้วเจอตอนใหม่รออยู่ (ยิ้มแก้มปริ)

การจากลาบางครั้งก็เป็นการเริ่มต้นสิ่งใหม่ที่ดีครับ แม้จะรู้สึกเศร้าและเสียใจไปกับอูแต่ผมว่าที่ทำแบบนั้นน่าจะดีกับอูมากที่สุด ณ เวลานั้นนะครับ และผมก็เชื่อเหลือเกินว่าอูกับป้อมยังต้องมีโอกาสได้เจอกันอยู่อีก อีกอย่างที่ผมเห็นในตอนนี้ก็คือ ความเข้มแข็งของจิตใจที่อูมีมากขึ้น ถึงแม้ต้องใช้เวลาสักหน่อยแต่ก็ฟื้นฟูไว ดีใจด้วยนะครับ

ไม่อยากคิดเลยว่าคนที่โทรมาเวลาขนาดนี้จะมีเรื่องเร่งด่วนอะไรหรอ น้ำเสียงร้อนรนด้วย ภาวนาอย่ามีเรื่องรเายแรงเลยนะครับ

ติดตามอ่านนะครับคุณอา รักษาสุขภาพด้วยนะครับ ระยะฝนตกแล้ว อย่าลืมยืดอกพกร่มด้วยนะคร้าบบบ

kung goodboy said...

เฮ้ออออออ เพิ่งรู้ตัวเองว่าบ้างานอยู่เหมือนกัน ง่วนอยู่กับงานจนลืมเข้ามาอัพเดตเรื่องนายอูเลย นึกขึ้นได้อีกทีพี่อูก็ลงตอนใหม่ผ่านมาเป็นอาทิตย์ถึงได้อ่าน อิอิอิ
คนเราก็ยังงี้แหละเน๊าะพี่อู " พบเพียงเพื่อลาจาก" คนยึดติดคือคนที่ต้องเจ็บปวดเสมอหละ
อ่านมาถึงตอนนี้พี่อูเริ่มนึกถึงไอ้นัยของพี่อู มันทำให้ผมถึงถึงไอ้นัยของตัวผมเองบ้างแล้วซิ คิดถึงจัง 555555

พี said...

สัปดาห์นี้หายไปอีกแล้ว...

หวัง...ไว้ว่าจะว่าง แล้วมาเล่าต่ออีก

แต่ก็จะรอต่อไปครับ

เห็นหลายคนเดา...ว่าสาวคนนั้นที่โทรมาหาพี่อูเป็นใครกันนะ

ผมขอเดาบ้างเป็นคนที่ทำให้อู ต้องกลับไปพี่ที่ดีอีกรอบ



เป็นเพื่อนสาวของน้องป้อม ที่โทรมาให้พี่อูกลับไปดูแลน้องป้อมอีกครั้งนึง...

รอลุ้นตอนต่อไปครับ

*** PEE ***

supermansk said...

แอบมาลงตอนเราเผลอทุกทีเลยครับ

Anonymous said...

โอ้ย อ่านแล้วแทบร้องไห้เลยอ่ะ คือ ผมเข้าใจมากๆ เลยนะ T_T แต่ชีวิตต้องเดินต่อไปครับ
Federick

Yo said...

การจากลาที่เราเป็นคนกำหนดเองมันทำให้เราทำใจได้ง่ายกว่าการถูกคนอื่นบอกลา

นายครับ said...

พี่อูหายไปอีกแล้วคับ คิดถึงน่ะคับพี่อู

ปล.พี่ชู พี่นัย และทุกๆคนด้วยน่ะคับ :)

Kan Kanth said...

ฟังเพลง คิดถึง แล้ว 2 รอบครับ คุณอู

กัน

Choo said...

เดือนมิถุุนายนนี้ อูตีไข่ไม่แตก ไม่ได้ซักตอนนะครับ

ชู

Anonymous said...

มารอคุณอูมาอัพ