Sunday, March 31, 2013

ภาคสี่ ตอนที่ 71


คืนวันศุกร์ ปลายเดือนพฤษภาคม

วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่ผมจะพักอยู่ที่หอพักแห่งนี้แล้ว วันรุ่งขึ้นผมจะย้ายของออกและเริ่มพักที่บ้านหลังใหม่ของผม

วันนี้ผมอยู่ที่หอพักทั้งวัน ไม่ได้ไปไหน เก็บข้าวของไปเรื่อยๆ ตอนแรกก็ว่าไม่มีของอะไรมาก แต่พอเก็บของใส่ลังจริงๆก็ปรากฏว่ามีอยู่ไม่น้อยทีเดียว หนังสือและของใช้ในชีวิตประจำวันมีไม่มากนัก ที่เยอะคือของเก่าเก็บและไม่ได้ใช้ อย่างเช่นเสื้อผ้านั้นที่ใส่อยู่เป็นประจำมีไม่มาก แต่เสื้อผ้าชั้นมัธยมและตอนปีหนึ่งที่ไม่ได้ใส่แล้วมีอยู่เต็มตู้ เสื้อผ้านี่ไม่เคยทิ้งเลย ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ใส่แล้วก็ยังเก็บเอาไว้ จึงทำให้กองเต็มตู้ไปหมด แม้จนถึงวันที่จะย้ายออก จะทิ้งก็เสียดาย คิดว่าคนที่ขาดแคลนเสื้อผ้ายังมีอีกเยอะ จะให้ใครก็ไม่มีใครเอา ก็คงต้องเอาไปบ้านใหม่ด้วยก่อน จากนั้นจะได้เอาไปมอบให้ที่ชมรมค่ายอาสาให้เป็นเรื่องเป็นราวสักที

จัดของไปก็นึกถึงป้อมไป ป่านนี้ป้อมคงกำลังเข้าเรียนอยู่ อดหวังไม่ได้ว่าวันรุ่งขึ้นป้อมจะเปลี่ยนใจมาช่วยผมย้ายบ้าน แต่มันก็คงเป็นได้แค่ความหวังลมๆแล้งๆ

จู่ๆก็รู้สึกเหงาขึ้นมา ผมไม่ค่อยได้รู้สึกเหงามานานแล้ว... เมื่อก่อนบางทีอาจจะเคยรู้สึกเหงาบ้างเหมือนกัน แต่ว่าแกล้งทำเป็นลืมๆมันไปและหลอกตัวเองว่าไม่ได้เหงา พอมาเริ่มรู้สึกดีๆกับป้อม ผมก็ลืมไปเลยว่าความเหงาเป็นอย่างไร แต่มาวันนี้... หอพักในยามกลางวันเงียบจนวังเวง ความเหงาเข้าโจมตีผมโดยไม่ทันตั้งตัว

ผมจัดข้าวของอย่างเงียบเหงาอยู่ภายในห้องตลอดทั้งวัน จนถึงตอนเย็น คะเนว่าเป็นเวลาที่ป้อมกลับถึงบ้านแล้ว ผมก็เริ่มกระวนกระวายและชะแง้คอยโทรศัพท์จากป้อม แต่จนแล้วจนรอด ป้อมก็ไม่โทรมา ซึ่งมันก็เป็นเช่นนี้เกือบทุกวัน...

ก๊อก ก๊อก

“พี่อู พี่อู เปิดหน่อย” ได้ยินเสียงเคาะประตูและมีเสียงวัยรุ่นเรียกชื่อผมอยู่ที่หน้าห้อง ผมจำได้ว่าเป็นเสียงของน้องปั้น ชั้นสาม

“ว่าไงปั้น” ผมเปิดประตูห้องออกไปและทักทาย

“พี่อูทำอะไรอยู่” ปั้นถามพลางชะโงกหน้าเข้ามาดูในห้อง

“เก็บของ” ผมตอบ “พรุ่งนี้จะย้ายแล้ว ยังเก็บของไม่เสร็จเลย”

“หนังสือโป๊ขอนะ ไม่ต้องเอาไป” ปั้นพูดพลางมองสอดส่ายเหมือนกับหาว่าหนังสือโป๊เก็บอยู่ที่ใด

“ยิ่งนานยิ่งแก่แดดมากนะเรา” ผมหัวเราะ

“ตอนนี้พี่อย่าเพิ่งเก็บของเลย ขึ้นไปบนดาดฟ้าก่อนดีกว่า” ปั้นเปลี่ยนเรื่อง

“มีอะไรเหรอ” ผมถาม

“ขึ้นไปเถอะน่า แล้วพี่อูจะรู้เอง” ปั้นพูดเป็นปริศนา

“เดี๋ยวก่อน เดี๋ยวตามขึ้นไป” ผมพูด

“ไม่ต้องเดี๋ยวแล้ว” ปั้นพูด พลางฉุดมือผมลากออกมาจากห้องแล้วเร่งรัด “ขึ้นไปตอนนี้เลย”

“เฮ้ยๆ เดี๋ยวก่อน งั้นขอล็อกห้องก่อน” ผมตอบ ไปก็ไป อยากรู้เหมือนกันว่าข้างบนมีอะไร

เมื่อผมกับปั้นขึ้นไปข้างบน ก็แลเห็นพรรคพวกกลุ่มพี่ธิตกำลังนั่งล้อมวงกันอยู่บนม้าหิน แป๋งก็มาด้วย บนโต๊ะมีขวดเหล้า ถังน้ำแข็ง ของว่าง และแก้วเปล่า เต็มไปหมด พี่ธิตนั่งกอดกีตาร์อยู่

“เฮ มาแล้วๆ” พี่ธิตพูดเสียงดัง คนอื่นๆก็ช่วยกันเฮ

“อะไรกันเนี่ย” ผมงง

“เป็นงานเลี้ยงส่งอูไง” พี่ธิตตอบ

ผมยืนอึ้ง ตั้งแต่เด็กจนโต ผมไม่เคยจัดงานอะไรที่เกี่ยวกับตัวเองมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นงานวันเกิด หรือว่าในโอกาสใดก็ตาม รวมทั้งไม่เคยมีใครจัดงานอะไรให้ผมเช่นกัน ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกในชีวิตที่มีคนจัดงานให้ผม แต่ก็น่าเสียดายที่งานนี้เป็นงานเลี้ยงอำลา... ผมมีเวลาชื่นชมกับงานนี้เพียงชั่วเวลาสั้นๆเท่านั้น หลังจากงานเลิก... หลังจากวันนี้... ก็ถึงเวลาที่เราต้องลาจากกัน...

“เฮ้ย เป็นอะไรไปอู เจองานเลี้ยงส่งถึงกับยืนบื้อเลยเหรอ” แป๋งยิ้มกวน ใบหน้าของแป๋งมีเสน่ห์ก็ตอนยิ้มนี่แหละ ลักยิ้มบุ๋มกับฟันเขี้ยวที่มุมปากบนใบหน้าทะเล้นเป็นเสน่ห์ที่น่ารักของแป๋งยังอยู่ในความทรงจำของผมตลอดมา

“ไม่ต้องงงเลยพี่อู มากินเหล้ากัน” พจน์ เด็กรุ่นน้องที่ตอนนี้เข้ามหาวิทยาลัยได้แล้วร้องเรียก

“ไม่คิดว่าจะมีใครจัดงานเลี้ยงให้น่ะ เลยอึ้งไป” ผมพูดตามตรง “ขอบคุณทุกคนมาก...”

หลังจากนั้น ผมก็นั่งกินเหล้าและร้องเพลงอยู่บนชั้นดาดฟ้าจนดึก บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงเพลงและความเฮฮา แต่ลึกๆแล้วผมอดรู้สึกใจหายและเดียวดายไม่ได้...

“เอาล่ะๆ ก่อนแยกย้าย อยากให้อูพูดอะไรสักหน่อย” พี่ธิตพูดหลังจากที่เหล้าแก้วสุดท้ายหมดลง

“เสียดายที่ต่อไปไม่ได้ดูหนังโป๊สดๆกับพวกเราอีก” ปั้นลอยหน้าพูด

“ไอ้บ้า เพ้อใหญ่แล้ว” พี่ธิตเคาะหัวปั้นเบาๆแล้วหัวเราะ “ห้องนั้นติดผ้าม่าน ไม่มีหนังดูมาตั้งนานแล้ว”

“อ้อ จริงด้วย” ปั้นหัวเราะหน้าทะเล้น “เอ้า พี่อูพูดหน่อย”

“ก็... เอ้อ... ก็ ขอบคุณทุกคนที่จัดงานเลี้ยงนี้ให้” ผมตะกุกตะกัก ไม่เคยพูดอะไรแบบนี้มาก่อน “ไม่อยากพูดว่าอำลาเลย เพราะว่าที่จริงก็ย้ายไปไม่ไกล แค่นี้เอง ก็ยังติดต่อกันได้อยู่ ถ้าเบื่อกินหล้าที่นี่ จะไปกินเหล้าที่บ้านผมบ้างก็ได้”

นึกถึงคำว่า อำลา แล้วอดใจหายไม่ได้ ผมหยุดไปครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ

“หลายปีที่อยู่ที่นี่... อยู่มาสี่ปี เหมือนกับว่านาน แต่ก็เหมือนกับเร็ว... พวกเราที่นี่ทำให้ผมรู้สึกเหมือนกับว่าที่นี่เป็นบ้าน... ก็ต้องขอโทษด้วย ที่ผ่านมาสังสรรค์กับพวกเราน้อยไปหน่อย มาได้คิดตอนนี้ก็คงสายไปแล้ว... เอ้อ พูดไม่ถูกแล้ว จบแค่นี้ละกัน เอาเป็นว่าขอบคุณทุกๆคน” ผมจบคำกล่าวอำลาเอาดื้อๆ

“อะไรวะ” แป๋งหัวเราะ “จบยังงี้ก็มีด้วย มา มา ชนแก้ว”

ไม่มีงานเลี้ยงใดที่ไม่เลิกรา งานสังสรรค์ในวันนั้นจบลงในตอนดึกของคืนวันศุกร์ และตลอดคืนนั้นป้อมไม่ได้โทรมาหาผมเลย ผมอยู่ช่วยเก็บกวาดสถานที่จนเรียบร้อย จากนั้นพวกเราก็แยกย้ายกันกลับห้องไป สุดท้าย ก็เหลือแต่เพียงโต๊ะและม้าหินที่ว่างเปล่าท่ามกลางความมืด บรรยากาศที่สนุกสนานเฮฮาของเมื่อครู่มลายหายไปจนสิ้น ที่ผมรู้สึกอยู่ในตอนนี้คือความอ้างว้าง

ผมยืนดูดาวบนชั้นดาดฟ้าอยู่อีกครู่หนึ่ง คืนนี้คงเป็นคืนสุดท้ายที่ผมจะได้ดูดาวที่นี่ ผมพยายามเก็บความทรงจำเกี่ยวกับที่นี่เอาไว้ให้ได้มากที่สุด จากนั้นก็เดินลงบันไดกลับเข้าห้องไป...

วันเสาร์

ผมตื่นแต่เช้า จัดข้าวของที่ยังค้างอยู่จนเสร็จเรียบร้อย จากนั้นก็ไปว่าจ้างรถสี่ล้อเล็กมาเพื่อบรรทุกของ รถสี่ล้อเล็กที่ว่านั้นคือรถไดฮัทสุมิร่า เป็นรถสี่ล้อ ทรงกระป๋อง ในยุคนั้นถือว่าเป็นรถอเนกประสงค์ราคาประหยัด นิยมนำมาดัดแปลงเป็นรถรับจ้างวิ่งรับส่งคนตามซอยใหญ่ แล้วเรียกกันว่ารถป๊อกๆ เพราะว่าเสียงเครื่องยนต์ค่อนข้างดัง รถรุ่นนี้ดีกว่ารถสามล้อตุ๊กๆตรงที่ทรงตัวดีกว่าและจุของได้มากกว่า อีกทั้งมีขนาดเล็กกระทัดรัด มีความคล่องตัว อีกอย่าง ในยุคนั้นรถตุ๊กๆเริ่มหายากแล้ว คงมีวิ่งเฉพาะบางพื้นที่ แถวๆลาดพร้าวหารถตุ๊กๆได้ยาก ส่วนใหญ่มีแต่รถป๊อกๆหรือว่าสี่ล้อเล็กที่ว่านี้

ผมค่อยๆย้ายลังกระดาษที่บรรจุข้าวของต่างๆลงมาขึ้นรถ เดิมทีคิดว่าจะต้องย้ายคนเดียว แต่ว่าเมื่อถึงเวลาย้าย พวกเพื่อนๆในหอก็มาช่วยกันยกของให้ รวมทั้งเอ๊ดก็ลางานมาช่วยด้วย กลายเป็นว่าการย้ายของเสร็จอย่างรวดเร็ว เพียงครึ่งวันก็เรียบร้อยแล้ว

หลังจากที่ย้ายของเสร็จ ผมไปร่ำลาคุณน้าเจ้าของหอพัก รวมทั้งพี่พรผู้ดูแลหอพัก แม้ว่าคุณน้าจะอยู่ในฐานะเจ้าของหอพัก แต่ก็กล่าวได้ว่าเมตตาแก่ผมมากตลอดเวลาที่ผมพักอยู่ที่นี่ จนผมเองมักคิดว่าคุณน้าเป็นญาติคนหนึ่ง ไม่ใช่เจ้าของหอพักผู้ให้เช่า หลังจากนั้นก็ร่ำลาพี่ธิต เพื่อน และน้องๆในหอพักเป็นครั้งสุดท้าย แต่ก็ไม่ได้ร่ำลากันครบทุกคนเพราะว่าบางคนก็ออกไปข้างนอกแล้ว รวมทั้งไม่ได้ร่ำลาแป๋งด้วยเนื่องจากแป๋งออกไปแต่เช้าเพราะว่าวันนี้มีเรียน

ช่วงบ่าย ผมก็มาอยู่ที่บ้านใหม่ มีกล่องกระดาษสิบกว่ากล่องกองอยู่ข้างผนัง ผมค่อยๆแกะกล่องออกทีละใบ และเอาของในกล่องออกมาจัดวางให้เข้าที่ พวกหนังสือก็เอาเข้าตู้หนังสือ พวกเสื้อผ้าก็เอาไปใส่ในตู้เสื้อผ้าในห้องนอน ส่วนพวกของใช้อื่นๆที่ยังนึกไม่ออกก็ให้มันอยู่ในกล่องต่อไปก่อน เอาไว้นึกออกแล้วค่อยมาจัดการ

ผมนั่งจัดข้าวของอยู่คนเดียว บรรยากาศภายในบ้านใหม่ในตอนบ่ายวันเสาร์เงียบเหงา ต่างกับตอนเช้าอย่างสิ้นเชิงที่มีเพื่อนๆมาช่วยอย่างสิ้นเชิง เดิมทีผมคิดว่าผมคงมีความสุขในบ้านหลังนี้... บ้านทั้งหลังเป็นของเราเพียงคนเดียว... แต่เมื่อเข้ามาอยู่จริงๆ เพียงไม่กี่ชั่วโมงผมก็ได้ลิ้มรสชาติของความเหงา...

ผมโทรศัพท์ไปรายงานพ่อและแม่ว่าย้ายของมาเรียบร้อยแล้ว คุยกันไม่นานนัก จากนั้นก็จัดของในบ้านใหม่คนเดียวอย่างเนือยๆ หูก็คอยฟังเสียงกริ่งโทรศัพท์ เผื่อว่าป้อมจะโทรมา ก่อนหน้านี้ผมให้เบอร์โทรศัพท์ที่บ้านใหม่แก่ป้อมไป พร้อมกับคิดว่าอยู่ที่นี่การคุยโทรศัพท์สะดวกขึ้นมาก ไม่ต้องคอยวิ่งไปรับโทรศัพท์และโทรศัพท์ตัดทุกห้านาที ไม่ต่องเข้าคิวใช้โทรศัพท์ อยากโทรเมื่อไรก็ได้ แต่สุดท้ายมีโทรศัพท์ก็กลายเป็นว่าไม่รู้จะคุยกับใคร...

ค่ำวันเสาร์

อาหารมื้อแรกภายในบ้านหลังใหม่ของผมเป็นข้าวผัดกะเพราที่ซื้อมาจากปากซอย อาหารการกินแถวนี้ต่างจากที่หอพัก อยู่ที่หอพักตอนค่ำก็ยังมีอาหารขาย ส่วนที่นี่ เนื่องจากแถวนี้เป็นย่านบ้านพักอาศัย ส่วนใหญ่ไม่มีใครกินอาหารเย็นนอกบ้าน ดังนั้นร้านอาหารแถวนั้นจึงปิดกันตั้งแต่บ่าย ผมต้องซื้อตุนเอาไว้ก่อนตั้งแต่ตอนบ่ายแล้วมาอุ่นกิน ที่บ้านใหม่มีเตาไมโครเวฟไว้อุ่นอาหารด้วย สมัยนั้นเพิ่งเริ่มนิยมกัน ราคายังแพงอยู่ เครื่องหนึ่งขนาดประมาณ ๒๐ ลิตรก็ยังหลายพันบาท และเรื่องจริงที่น่าขำก็คือ ในยุคนั้นยังมีหลายคนทีเดียว คนที่มีการศึกษานี่แหละ บางคนยังแยกเตาอบไมโครเวฟกับเครื่องคอมพิวเตอร์ไม่ออก

กริ๊งงงงงง.... เสียงโทรศัพท์สายแรกดังขึ้น

“ฮัลโหล” ผมรับสาย

“พี่อู เป็นไงบ้าง” เสียงงุ้งงิ้งน่ารักดังมาจากอีกด้านหนึ่ง

“ป่านนี้คุณชายเพิ่งจะโทรมา” ผมรู้สึกดีใจ แต่ก็อดต่อว่าไม่ได้

“ทำรายงานกลุ่มกันทั้งวันเลยพี่อู เนี่ย ป้อมเพิ่งจะกลับถึงบ้าน พอมาถึงก็รีบโทรมาหาพี่อูเลย” ป้อมพูด “วันนี้ย้ายของเหนื่อยไหม”

“ก็ไม่ค่อยเหนื่อยหรอก คนในหอช่วยกันหลายคน” ผมตอบ “ย้ายเสร็จหมดแล้วล่ะ ตอนนี้พี่อยู่บ้านใหม่แล้ว”

“อ้าว เสร็จแล้วเหรอ” ป้อมอุทาน “พรุ่งนี้ว่าจะไปช่วยพี่อูย้ายของ เตรียมแรงไว้เต็มที่เลย”

“เว่อจริงๆ” ผมอดหัวเราะไม่ได้ “ของก็ไม่ได้มากมายอะไร ไม่เห็นต้องเตรียมแรงอะไร”

“แล้วพรุ่งนี้...” ป้อมพูดแล้วค้างไว้

“ก็เหลือเอาของออกจากกล่องแล้วจัดให้เข้าที่เท่านั้นเอง พี่ค่อยๆทำไปเองก็ได้ พรุ่งนี้ไปดูหนังกันดีกว่า พี่อยากดูหนัง” ผมชวน

“ได้ฮะพี่อู” ป้อมตอบ “เอายังงั้นก็ได้”

หลังจากนั้นเราก็เลือกหนังกัน กว่าจะตกลงกันได้ก็เลือกเรื่องกันอยู่นาน

“งั้นพรุ่งนี้เจอกัน ฝันดีนะคุณชาย” ผมพูด

“ฝันดีฮะพี่อู” ป้อมตอบ

-    - -

ต้นเดือนมิถุนายน เปิดเทอมใหม่

ในที่สุด วันหยุดในภาคฤดูร้อนก็สิ้นสุดลง และปีการศึกษาใหม่ก็เริ่มขึ้น ตอนนี้ผมเป็นนักศึกษาชั้นปีที่สามหรือที่เรียกว่าเป็นจูเนียร์แล้ว

ช่วงเวลาปิดเทอมที่ผ่านมามีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย ผมได้บ้านหลังใหม่ และผมก็มีความหวังใหม่ๆเกิดขึ้น โดยผู้ที่มาจุดประกายความหวังในดวงใจของผมก็คือป้อมนั่นเอง ตลอดปิดเทอมนั้นผมทุ่มเทเวลาเกือบทั้งหมดให้แก่ป้อมและเรื่องบ้านหลังใหม่ เมื่อทุ่มเทให้กับด้านหนึ่ง ก็ต้องมีด้านอื่นที่บกพร่อง ปิดเทอมนั้นผมกลับบ้านที่ต่างจังหวัดน้อยมาก รวมทั้งเรื่องการเรียนที่รามคำแหงก็ขี้เกียจลงไปมาก ลงทะเบียนเรียนไป ๗ วิชา ไปสอบจริงๆได้แค่สองวิชาเท่านั้น ที่เหลือไม่ได้ไปสอบเลย เพราะว่าไปสอบก็ไม่มีประโยชน์เนื่องจากไม่ได้อ่านหนังสือเลย ถึงไปสอบก็คงสอบตก ก็เลยไม่ไปสอบดีกว่า เอาไปพร้อมเมื่อไรค่อยไปแก้ตัว ดังนั้นในภาคฤดูร้อนผมจึงเก็บหน่วยกิตที่รามคำแหงได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ผมเพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านใหม่ได้เพียงสองสามวันก็เปิดเรียนแล้ว ผมยังไม่คุ้นชินกับที่อยู่ใหม่นัก กลางคืนเงียบและเหงาโคตรๆ แต่จะว่าไปแล้ว บ้านหลังนี้อยู่ห่างจากบ้านคุณลุงคุณป้าไม่มากนัก แม้ว่าจะอยู่กันคนละซอยย่อยแต่ว่าต้องเข้าทางปากซอยภาวนาเหมือนกัน อีกทั้งบรรยากาศในตอนกลางคืนก็เงียบๆคล้ายกับตอนที่อยู่กับคุณลุงคุณป้า ดังนั้นก็เหมือนกับว่าน่าจะคุ้นชินกับสภาพแวดล้อม แต่ทำไมจึงเหงาก็ไม่รู้

การเข้าออกปกติผมเข้าออกทางปากซอยภาวนา เนื่องจากเดินใกล้กว่าการออกทางซอยสุภาพงษ์ แต่ว่าก็ต้องคอยสอดส่ายสายตาระวัง ว่าจะเจอคุณลุงคุณป้าหรือไม่ หากเจอก็คิดว่าจะหลบ ที่จริงก็อยากเข้าไปเยี่ยมคุณลุงคุณป้าอยู่เหมือนกัน แต่อีกใจหนึ่งก็ยังกลัวอยู่ ดังนั้นเมื่อสองจิตสองใจจึงยังไม่ได้เข้าไปเยี่ยมทั้งสองสักที

มาอยู่ในบ้านใหม่แต่การใช้ชีวิตบางอย่างกลับคล้ายๆเดิมเหมือนสมัยที่อยู่กับคุณลุงคุณป้า ผมเดินมาขึ้นรถ ปอ.๒ ที่ปากซอยภาวนาเช่นเดิม รวมทั้งกลับมาใช้บริการร้านค้าต่างๆในย่านปากซอยภาวนาเช่นเดิมหลังจากที่ไม่ได้ใช้บริการกันมาหลายปี

ด้านการเรียนของผม ในปีนี้เริ่มแตกต่างจากปีก่อน ตอนที่อยู่ชั้นปีสอง วิชาที่เรียนส่วนใหญ่เป็นวิชาพื้นฐานของแผนก ส่วนในปีนี้เป็นวิชาที่ยากยิ่งขึ้น มีแล็บและการฝึกปฏิบัติค่อนข้างมาก เพราะวิชาชั้นปีสามและปีสี่นี้คือวิชาที่เอาไว้ใช้ทำมาหากินหลังจากที่เรียนจบไปแล้ว บางทีก็มีการออกไปทัศนศึกษาเพื่อดูโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ

เปิดเทอมก็ดีไปอย่าง ได้เจอเพื่อน ได้เจออาจารย์ การอยู่ร่วมกันในสังคมในเวลากลางวันทำให้ผมรู้สึกคลายเหงายามอยู่คนเดียวในเวลากลางคืนไปได้บ้าง

-    - -

วันเสาร์

ผมหยุดสอนพิเศษป้อมในวันเสาร์ที่แล้วที่ต้องย้ายบ้านเพียงสัปดาห์เดียว ในสัปดาห์ถัดมา ทุกอย่างก็กลับมาเป็นปกติ ผมกลับมาสอนป้อมเช่นเดิม การสอนของผมเป็นเช่นเดิม แต่การเรียนของป้อมกลับไม่ค่อยเหมือนเดิม เพราะว่า...

กริ๊งงงงงง...

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นในขณะที่ผมกำลังสอนป้อมอยู่

“พี่อู รอเดี๋ยวนะฮะ โทรศัพท์ของป้อมเองแหละ” ป้อมพูด พลางวิ่งปราดไปรับโทรศัพท์ที่อีกห้องหนึ่งโดยไม่ได้รอฟังคำตอบจากผม ป้อมหายไปสักพักหนึ่งก็กลับเข้ามา

“ต่อเลยฮะพี่อู” ป้อมพูดหลังจากที่นั่งเก้าอี้เรียบร้อย “เพื่อนโทรมา”

ผมสอนป้อมต่อไปได้อีกพักหนึ่ง เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีก

“เดี๋ยวนะพี่อู ป้อมไปรับโทรศัพท์ก่อน เดี๋ยวมา” ป้อมพูด พลางวิ่งปราดไปรับโทรศัพท์อีกเช่นเคย

คราวนี้ป้อมหายไปนานขึ้น จากนั้นก็กลับเข้ามาอีก แต่ยังไม่ทันที่จะนั่งลงกับเก้าอี้ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีก ป้อมรีบวิ่งออกไปรับอีก

“นี่มันเกิดอะไรขึ้นนี่คุณชาย” ผมถามหลังจากที่ป้อมกลับเข้ามา รู้สึกหงุดหงิดกับการรอคอย

“เพื่อนโทรมาน่ะพี่อู เพื่อนในกลุ่มมันมีปัญหากัน ป้อมเลยต้องจัดการไกล่เกลี่ยให้” ป้อมพูด

ผมเริ่มสังเกตว่าป้อมเปลี่ยนแปลงไปบ้างตั้งแต่เปิดเทอมมา ฟังจากที่ป้อมเล่า ป้อมไม่ใช่เด็กที่เงียบๆ เก็บตัว เหมือนเมื่อก่อน ป้อมดูป๊อบมากขึ้นในหมู่เพื่อนฝูง รวมทั้งป้อมเองก็ดูเหมือนจะมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น ตอนปิดเทอม ป้อมใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับผม ผมจึงยังไม่สังเกตเห็นอะไรมากนัก มาเห็นชัดเอาในตอนเปิดเทอม

“แล้วทำไมต้องเป็นป้อมไกล่เกลี่ยด้วยล่ะ” ผมพยายามระงับอารมณ์ที่หงุดหงิดลง

“ก็ป้อมเป็นหัวหน้ากลุ่มนี่” ป้อมตอบ “ก็เลยต้องเป็นหน้าที่ของป้อม”

“ป้อมเอาแต่คุยโทรศัพท์แบบนี้จะเรียนรู้เรื่องได้ไง แล้วอย่าว่าแต่ป้อมเลย พี่เองสอนๆหยุดๆก็ต่อไม่ถูกเหมือนกัน” ผมบ่น

“ไม่มีแล้วฮะพี่อู ป้อมก็บอกมันไปแล้วว่ากำลังเรียนอยู่ ตอนบ่ายค่อยโทรมา” ป้อมพูดเสียงอ้อน เสียงอ้อนของป้อมมักทำให้ผมใจอ่อนเสมอ

กริ๊งงงงงงง...

“โทษทีนะพี่อู ขออีกทีเดียว” ป้อมพูด พลางวิ่งจู๊ดออกไปรับโทรศัพท์อีก

22 comments:

นายครับ said...

หวัดดีครับพี่อู....คิดถึงมากๆครับ

Kan Kanth said...

ได้บ้านใหม่ อยู่บ้านใหม่คนเดียว ก็ต้องเหงาเป็นธรรมดา
ต้องหาคนมาอยู่เพิ่มแล้วละมัง ห้าห้าห้า

คิดถึงนะครับ คุณอู

กัน

Anonymous said...

สวัสดีครับ พี่อูออกตอนใหม่แล้ว ขอเข้าไปอ่านก่อนนะครับ

ทอป

kung goodboy said...

นึกอยู่แล้วเชียวว่าพี่อูจะต้องลงตอนใหม่คืนวันอาทิตย์นี้ชัวร์ 555555
อากาศร้อนมากๆๆๆๆเลยเน๊ะพี่อู ที่ทำงานกุ้งแอร์เสีย นั่งทำงานร้อนจนแทบคลั่งอยู่แล้ว 55555 สงกรานต์นี้พี่อูไปเที่ยวที่ไหนอ่ะคับ หรือจะอยู่บ้านแต่งตอนต่อไปอ่ะ ยังไงก็พักผ่อนเยอะๆ รักษาสุขภาพด้วยนะคับ

พี said...

2 ตอนติดๆเลย
ขอบคุณมากๆ ครับ

ป้อมกำลังติดเ่พือนใหม่ (หรือสาวๆ)

พี่อูที่แอบปลื้มอยู่ก็ต้องเซ็งเป็นธรรมดาครับ...

แอบรัก แบบชายกับชาย ก็เซ็งอย่างนี้ล่ะ...

*** PEE ***

Choo said...

เดี๋ยวผมตามไปอยู่ด้วยนะอู ไหนๆ ก็มีห้องว่างอยู่อีกห้อง ห้ามเก็บค่าเช่านะ ช่วยได้แค่ค่าน้ำค่าไฟ

เริ่มมีรัก ก็เริ่มมีทุกข์ เป็นสัจจธรรมนะอู

ชู

หวัดดีแฟนคลับอูทุกคนด้วยครับ นานๆ ทักทายกันที่

Anonymous said...

ความเหงา มักมาคู่กับคำว่าโสด...

แต่คนโสด ไม่จำเป็นต้องเหงาก็ได้ครับ

แบงค์ครับ ติดท็อป 10 ซะที

Anonymous said...

พี่อ่านตอนนี้ได้บรรยากาศตอนนู้นมากเลยตรงที่ต้องนั่งรถป้อกเข้า-ออกบ้านทุกวัน แถวลาดพร้าวมีหลายซอยเลยนะที่มีบริการแบบนี้ เดี๋ยวนี้ไม่ทราบว่ายังมีอยู่รึป่าว..
ขอบคุณสำหรับตอนใหม่นะคะอู

คนลาดพร้าว

♥ said...

โอ้อาอูทำได้ตามเป้าแล้ว ที่บอกว่าจะสองเรื่องต่อเดือนหนะครับ

อู said...

เดือนมีนาได้ 2 ตอน เดือนเมษาจะพยายามเพิ่มเป็น 3 ตอนครับ ค่อยๆปรับตัว

เรื่องรถป๊อกๆ ตอนนี้ก็ยังมีอยู่ครับพี่ เห็นอยู่ในซอยมหาดไทย ลาดพร้าว 122 วิ่งไปออกหน้าสนามกีฬา แต่ก่อนตอนเรียนรามก็ใช้บริการครับ เดี๋ยวนี้ก็ยังมีอยู่

เดือนนี้ร้อนอบอ้าวมาก สงกรานต์คงไม่ได้ไปไหนหรอก อยู่ในกรุงเทพฯนี่แหละครับ คงพักผ่อนที่บ้านมากกว่า อาจจะไปเดินเที่ยวงานสงกรานต์ที่สีลมบ้าง แต่ก็ไม่ค่อยชอบสถานที่คนเยอะๆ ดูอีกทีละกัน ช่วงนี้ถ้าใครแอร์เสียนี่เห็นใจเลยครับ เพราะว่าอากาศร้อนมากจริงๆ เดินริมถนนเดี๋ยวเดียวเหงื่อออกเป็นน้ำเลย

สงกรานต์นี้เป็นวันครบรอบ 8 ปีเต็มของนิยายเรื่องนี้ครับ เขียนมาแปดปีแล้ว ไวเหลือเกิน หลังสงกรานต์ก็ย่างปีที่ 9 บางคนอ่านตั้งแต่เรียนมัธยม จนป่านนี้ทำงานแล้ว สำหรับผมเองไม่ต้องพูดถึง สังขารย่อมไม่เที่ยงอยู่แล้ว ไม่เชื่อถามพี่ชูกับนัยดูได้

กำลังคิดว่าสงกรานต์นี้จะซื้อเค้กเล็กๆสักก้อน กับเทียนวันเกิด 8 เล่ม ฉลองเล็กๆน้อยๆ น่าจะดี

ตลอดช่วงเวลาที่เขียนก็มีทั้งสุขและทุกข์ ทั้งลำบาก ทั้งสบาย ทั้งท้อ ทั้งมีกำลังใจ ฯลฯ คละเคล้ากัน คิดจะวางมือหลายทีแล้ว สุดท้ายก็ไม่ได้วาง ก็ต้องขอขอบคุณทุกคนที่ทนอ่านกัน ที่บอกว่าทนอ่านก็เพราะบางทีผมเขียนช้าเหลือเกิน แต่ก็ยังรออ่านและให้กำลังตลอดมา ต้องขอขอบคุณจริงๆครับ


Anonymous said...

แหมอาอูพูดถึงสอบราม ตอนนี้กำลังอ่านหนังสือสอบรามอยู่พอดีเลย เครียดจะแย่แล้ว ดีนะที่อาอูลงตอนใหม่ หายเครียดไปเยอะเลย
อากาศร้อน ระมัดระวังสุขภาพด้วยนะครับ
Federick
ป.ล.ขอให้น้องป้อมตกเป็นของอาอูโดยพลัน สาธุ ฮ่าๆๆ

supermansk said...

ผมคิดถึงดนัยแล้วครับ T T ป่านนี้เป็นไงบ้างแล้่วก็ไม่รู้ แต่เดาว่า...

Anonymous said...

ขอบคุณอูมากที่ยังเล่าเรื่องให้เราอ่านมานาน

ตามอยู่อีกblogนึง ออกแนว rate X กว่า
แต่ช่วงนี้ไอ้ต้นมาหยุดเขียนไปพักใหญ่ละ

ขอให้มีความสุขวันสงกรานต์
กรุงเทพจะเป็นของเราอีครั้ง

Anonymous said...

ขอบคุณอาอาอูมากเลยครับที่มาเขียนเรื่องสนุกๆไห้พวกเราได้อ่านต่อ
เรื่องของป้อมตอนเเรกนึกว่าจะกลับมาเป็นเหมือนเเต่ก่อนเเต่กลับต้องมาวิ่งรับโทรศัพเครียเรื่องของเพื่อนอยู่
เลยไม่ได้หวานกะอูเหมือนเเต่ก่อน เเต่ขอไห้อูสมหวังกะป้อมไวๆนะรอลุ้นอยู่ :)



ตังค์

นายครับ said...

ปีใหม่ไทยพี่อูไปเที่ยวไหนป่าวคับ ไปสีลมป่าวพี่...

หลังปีใหม่ไทยจะได้อ่านตอนใหม่ป่าวววน๊าาาา

คิดถึงน่ะคับพี่อู, พี่ชู, พี่นัย(;boyp), และเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ

ในblogแห่งนี้นี่ก็ 9 ปีแล้วน่ะคับไวมากๆ รักษาสุขภาพด้วยน่ะคับ

เราอยู่มาด้วยกันนานมากๆแต่ก็ยังไม่เคยคิดจะจากพี่อูไป

และจะอยู่เป็นกำลังใจไปเรื่อยๆน่ะคับพี่อู...คิดถึงมากๆคับ:)

นุขลี said...

ทักทาย จ้า

นายครับ said...

พี่อูหายไปอีกแล้วววว.....เงียบหายไปเหมือนก่อนๆ

คิดถึงน่ะคับพี่อู....มากๆด้วยคับ

อู said...

ช่วงนี้งานค่อนข้างเยอะครับ หัวหมุน ตาลาย สงกรานต์ได้พักเพียงสองสามวัน ไม่ได้ไปไหนเลย อยู่บ้าน แล้วก็ไปเล่นสงกรานต์ข้างนอก

หลังสงกรานต์ก็ยุ่ง แต่เห็นไม่ค่อยมีเมนต์ เลยคิดว่าคงไม่ค่อยมีใครเข้ามาอ่านกันเพราะว่าเป็นช่วงเทศกาล แต่ละคนคงมีกิจกรรมต่างๆ ผมก็เลยไม่ได้เข้ามาบอกอะไรว่าจะหายไปสักพัก โดนต่อว่าเลย ต้องขออภัยในความไม่สะดวก

เดือนนี้ต้องมีสักตอนสองตอนละครับ เดี๋ยวรีบไปเขียนก่อน

kung goodboy said...

สวัสดีครับพี่อู นึกแล้วว่างานพี่อูต้องยุ่งแน่ๆเลย เห็นหายเงียบไปนาน สงกรานต์ปีนี้กุ้งไม่ได้ไปเที่ยวไหนเลยอยู่แต่ใน กทม.ไปเล่นน้ำที่สยาม กับ สีลม คนยังคับคั่งเหมือนเดิม สนุกไปอีกแบบ สยามตอนนี้เปลี่ยนไปมากจริงๆไม่ได้ไปเดินมา 4-5 ปี ไปตอนนี้เหมือนบ้านนอกเข้ากรุงเลยทีเดียว 55555
ตั้งแต่หลังสงกรานต์งานของกุ้งก็ยุ่งมากถึงมากที่สุดนะแต่ขอยืนยันว่าเปิดเข้ามารออ่านเรื่องจากพี่อูทุกวันนั่นแหละ แต่ไม่กล้าเม้นต์อะไรมากนัก เพราะกลัวว่าจะกลายเป็นการกดดันพี่อูซะเปล่าๆ เลยได้แค่แวะมาส่องดูเฉยๆ เดือนนี้ขอสักตอนก็พอครับ สองตอนพี่อูปั่นไม่ไหวแน่เพราะวันนี้ 26 เม.ย. เข้าไปแล้ว 55555
รักษาสุขภาพ พักผ่อนเยอะๆ ด้วยนะคับ
กุ้ง

Bomber_Boy said...

ผมมาแล้วนะพี่อู ช้าไปหน่อยแต่ก็มานะ

Bomber_Boy

Choo said...

ผมรอจนหลับไปแล้วนะพี่อู

Kan Kanth said...

ต่างคนต่างยุ่ง ทั้งก่อนและสงกรานต์
สงกรานต์ได้เทีี่ยวกันทุกคนก็เป็นเรื่องที่ดีครับ

ไม่รีบร้อนนะครับเรื่องของนายอู(ในเรื่องนะครับ)
ขอให้คุณอูเขียนต่อก็พอใจแล้วครับ

ไม่เรื่องมากครับ เดิ๋ยวอดอ่านต่อ (ห้าห้าห้า)

กันครับ