Monday, October 29, 2012

ภาคสี่ ตอนที่ 64

“น้องอู ชั้นสี่ รับโทรศัพท์” เสียงเรียนจากลำโพงอินเตอร์คอมประจำชั้นสี่ดังขึ้นในตอนกลางคืน

“ครับ...” ผมออกไปยืนที่หน้าห้องแล้วแหกปากตะโกนตอบ “ไปเดี๋ยวนี้”

ผมวิ่งลงไปบันเพื่อไปยังชั้นล่าง เมื่อลงไปถึงก็ตรงไปที่เครื่องโทรศัพท์และหยิบหูที่วางอยู่นอกเครื่องขึ้นมา ใครโทรมากันนะ

“ฮัลโหล” ผมพูด

“โอ๊ย นานจริงกว่าจะมา” เสียงจากปลายสายอีกด้านหนึ่งบ่น เสียงนั้นเป็นเสียงงุ้งงิ้งคล้ายเสียงแมว

“พี่ลงมาจากชั้นสี่นะ เร็วกว่านี้ไม่ได้หรอก เดี๋ยวตกบันไดตาย” ผมหัวเราะ รู้สึกดีใจที่ได้ยินเสียงนี้ เมื่อบ่ายตอนนั่งรถกลับจากบ้านก็นึกถึงหน้าเจ้าของเสียงนี้มาตลอดทาง ไม่ได้เจอกันหลายวันไม่รู้ว่าเป็นยังไงบ้าง พร้อมทั้งคิดถึงว่าพรุ่งนี้จะสอนอะไรดี

“พี่อูทำอะไรอยู่” เสียงงุ้งงิ้งนั้นถามอีก

“กำลังคุยโทรศัพท์อยู่” ผมตอบ

“เฮอะ” เสียงนั้นร้องเบาๆ “กวนได้อีกนะ แล้วเมื่อกี้ล่ะ ทำอะไร”

“เมื่อหนึ่งนาทีที่แล้วก็คุยโทรศัพท์อยู่” ผมตอบอีก

“โอ๊ย เอาคำตอบจริงๆดิพี่อู” ทางโน้นเริ่มโวย

“อ้าว พี่ก็ตอบตามจริง ป้อมก็ถามให้ชัดเจนหน่อยสิ อย่างเช่นว่าเมื่อสิบนาทีที่แล้วพี่ทำอะไรอยู่” ผมยวนอีก

“ไม่ถามแล้ว เบื่อคนสติไม่ดี” เสียงงุ้งงิ้งจากอีกด้านหนึ่งหรือน้องป้อมพูด

“แล้วคนที่คุยกับคนสติไม่ดีได้นี่เป็นคนประเภทไหนกันล่ะ” ผมต่อปากต่อคำ วันนี้ไม่รู้ว่าเป็นอะไร เหมือนกัน เมื่อก่อนก็ไม่เคยกระเซ้าเย้าแหย่กับป้อมขนาดนี้

“วันนี้พี่อูเมายาม้ามาเหรอ” ป้อมหัวเราะ

“เปล่าหรอก แต่อยากแกล้งคน” ผมตอบแล้วก็หัวเราะบ้าง “แล้วป้อมโทรมาหาพี่มีเรื่องอะไรละเนี่ย”

“ก็อยากรู้ว่าพี่อูกลับมาหรือยัง พรุ่งนี้จะมาสอนหรือเปล่า” ป้อมตอบ

“สอนสิ” ผมตอบ “งานคือเงิน เงินคืองาน ไม่สอนแล้วจะเอาเงินที่ไหนใช้”

“สอนที่ไหนกัน มาแล้วก็มานอนหลับ” ป้อมพูด “ขากลับมีตะขาบบนหน้าด้วย กิ๊วๆ ขึ้นรถเมล์อายเขาไหม”

“อย่าพูดเอะอะไป เดี๋ยวมีใครได้ยิน” ผมหัวเราะ “ตะขาบตัวนี้น่ารักออก พี่ยังไม่ได้ลบทิ้งเลย ว่าจะเก็บเอาไว้เป็นที่ระลึก”

“โอ๊ย ยังงี้ป้อมไม่เดินด้วยแล้วนะ” ป้อมหัวเราะบ้าง

“ป้อม...” ผมพูดแล้วหยุดคิดนิดหนึ่ง “วันอาทิตย์ไปดูหนังกันมั้ย”

“นี่พี่อูชวนป้อมเหรอ” ป้อมทำเสียงแปลกใจ

“เอ้อ...” ผมอึกอัก “มีหนังที่พี่อยากดูน่ะ เลยลองชวนป้อมดู เผื่อป้อมอาจจะอยากดูหนังบ้าง”

“ไปสิๆ” ป้อมรีบตอบ ยังไม่ได้ถามด้วยซ้ำว่าเป็นหนังเรื่องอะไร “แล้วไปว่ายน้ำด้วยหรือเปล่า”

“ก็ได้” ผมตอบ “ดีเหมือนกัน ได้ออกกำลังกาย”

เราคุยสัพเพเหระกันต่ออีกครู่หนึ่ง จนเสียงสัญญาณเตือนใกล้ครบห้านาทีดังขึ้น ผมจึงรีบจบการสนทนาจากนั้นก็วางสายลง

“น้องอู...” พี่พร คนดูแลหอพักเรียกผมแบบลากเสียงยาว พร้อมกับทำสีหน้าอมยิ้ม “คุยกับใครเหรอ”

“เพื่อนน่ะครับ” ผมตอบแบบระวังตัว ปกติพี่พรไม่ค่อยซักถามเรื่องการคุยโทรศัพท์ของผม จะมีอยู่บ้างก็ตอนที่มีเรื่องนายเอกเข้ามา “ทำไมเหรอครับพี่พร”

 “ก็เห็นน้องอูคุยหัวร่อต่อกระซิก หน้าบานเป็นจานเชิง” พี่พรตอบพร้อมกับหัวเราะ

พี่พรใส่คำขยายจนเห็นภาพ ผมรู้สึกหนาววูบที่ทำอะไรไปโดยไม่ระวังตัว ปกติพยายามระวังตัวเรื่องการคุยโทรศัพท์อยู่แล้ว แต่วันนี้ทำไมเผลอได้ก็ไม่รู้ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าพี่พรกำลังระแวงอะไรผมอยู่หรือเปล่า หรือแค่แซวไปเรื่อยเปื่อย

“เปล่าพี่” ผมรีบปฏิเสธ “แซวกันไปแซวกันมาขำๆน่ะครับ”

พูดจบผมก็รีบเดินหนีขึ้นห้องไปทันที

-    - -

วันเสาร์นั้นเป็นวันที่ผมรู้สึกสดชื่นอย่างประหลาด หลายครั้งทีเดียวที่ผมรู้สึกเบื่อกับการเดินทางไกลเพื่อไปสอนป้อม แต่วันนี้ผมกลับรู้สึกกระตือรือร้น

เมื่อมาถึงหน้าบ้านของป้อม ผมเกิดกริ่งที่หน้าประตู สักครู่เดียวใบหน้าที่ผมคุ้นเคยก็โผล่ออกมาตอนรับที่ประตูเล็ก

“สวัสดีคร้าบคุณชาย” ผมทัก

“เย้ พี่อู” ป้อมร้องอย่างดีใจ จนผมลังเลใจอยู่วูบหนึ่ง มองถุงในมือว่าจะให้ดีหรือเปล่า...

ผมเดินเข้าไปในบ้านพร้อมกับยื่นถุงที่อยู่ในมือให้ป้อม ให้ไปก็แล้วกัน ไหนๆก็เตรียมมาแล้ว

“พี่มีของมาฝากป้อมด้วย ไปบ้านทีไรชอบทวงนัก คราวนี้จะได้ไม่ต้องทวง” ผมพูด

ดวงตาของป้อมเป็นประกายเมื่อเห็นถุงขนม เอื้อมมือจะมารับ

“เดี๋ยวก่อน” ผมชักถุงขนมกลับ “ในนี้มีอยู่สองอย่าง ป้อมเลือกได้อย่างเดียว”

“มีอะไรบ้างล่ะ” ป้อมถาม “ให้หมดไม่ได้เหรอ ทำไมขี้เหนียวยังงี้”

“ให้ได้อย่างเดียว ไม่บอกด้วยว่าเป็นอะไร” ผมหัวเราะ พลางยื่นถุงขนมออกไปใหม่แล้วแง้มปากถุงให้เปิดออก “ป้อมวัดดวงล้วงออกมาอย่างหนึ่ง ได้อะไรก็เอาอย่างนั้นแหละ”

“แน่ะ มีเล่นเกมด้วย” ป้อมหัวเราะสนุก พลางยื่นมือล้วงเข้าไปในถุง ป้อมขยับมืออยู่ในถุงสักครู่ ทำสีหน้าแปลกใจ แล้วดึงมือออกมาพร้อมกับดูของที่อยู่ในมือ

“เฮ้ย” ป้อมสะดุ้งโหยง หน้าถอดสี พร้อมกับขว้างสิ่งที่ล้วงได้ลงกับพื้น

สิ่งที่ป้อมทิ้งลงมาเป็นตะขาบสีน้ำตาลดำตัวใหญ่ แน่นอน มันเป็นตะขาบปลอมที่ทำจากยาง แต่ว่าทำสีสันได้เหมือนจริง ดูน่ากลัวมาก วัสดุยางทำให้มันยืดหยุ่นและดิ้นไปมาได้ ยิ่งเหมือนจริงเข้าไปใหญ่ ป้อมเห็นวูบแรกถึงกับตกใจ ผมหัวเราะก๊ากด้วยความสะใจ

ใบหน้าเริ่มเปลี่ยนเป็นบึ้งตึง “มาแกล้งป้อม”

ผมยังหัวเราะขำ รู้สึกภูมิใจที่แกล้งป้อมได้สำเร็จ ผมนึกมุขที่จะแก้เผ็ดป้อมอยู่หลายวัน ในที่สุดก็เห็นตะขาบตัวนี้ได้โดยบังเอิญจากพ่อค้าเร่ที่เร่ขายของหลอกเด็ก พวกงูยาง ตะขาบยาง นิ้วขาด ฯลฯ ที่อยู่หน้าสถานีขนส่งหมอชิต ผมจึงได้ความคิดขึ้นมา

ป้อมเดินหันหลังกลับเข้าบ้านโดยไม่สนใจผมอีก ผมรีบหยุดหัวเราะเมื่อเห็นป้อมโกรธจริงๆ แล้วรีบเดินตามเข้าบ้านไป เมื่อเข้าไปถึงในห้องเรียนป้อมก็นั่งลงที่เก้าอี้อย่างเงียบๆ

“ป้อม” ผมเรียก พลางนั่งลงที่ด้านตรงข้าม เห็นใบหน้าของป้อมบึ้งตึง ผมเริ่มใจไม่ดี

ฉิบหายแล้ว เช้าวันใหม่ เพิ่งจะเจอกันก็เป็นเรื่องเสียแล้ว ผมคิดในใจ

“ป้อม โกรธพี่เหรอ” ผมถาม พลางยื่นหน้าเข้าไปใกล้

ป้อมไม่ยอมพูดอะไร แต่ลุกหนีไปนั่งที่โซฟา ผมรีบเดินตามไปนั่งลงข้างๆ

“ป้อม ทำไมแค่นี้ต้องโกรธด้วย พี่แค่ล้อเล่น” ผมพูด ยังนึกงงอยู่เหมือนกันว่าทำไมแหย่แค่นี้ต้องโกรธด้วย ทีป้อมเขียนตะขาบบนหน้าผม ผมยังไม่โกรธเลย

ป้อมยังไม่พูดอะไร แต่สีหน้ายิ่งบึ้งตึงหนักยิ่งขึ้น ทำให้ผมยิ่งใจไม่ดี

“ป้อม พูดกับพี่หน่อยสิ” ผมพูดอีก “ล้อเล่นหน่อยเดียว ทำไมป้อมต้องโกรธพี่ด้วย”

“ใครๆก็ล้อป้อม แกล้งป้อม ป้อมนึกว่ามีแต่พี่อูคนเดียวที่ไม่แกล้งป้อมเสียอีก...” ป้อมพูดโพล่งขึ้นมา เสียงของป้อมแหบเครือ

โอย ตายห่าแล้ว ผมนึกคร่ำครวญอยู่ในใจ พร้อมกับนึกเสียใจที่ไม่น่าคิดแกล้งป้อมจนเป็นเรื่องบานปลายขึ้นมา ดูเหมือนว่าการกระทำของผมไปกระตุ้นต่อมน้อยใจของป้อมขึ้นมา หากเป็นคนอื่นอาจไม่มีอะไรมาก แต่ป้อมที่ถูกล้อเลียนปมด้อยมาตลอดชีวิตอาจมีความรู้สึกอ่อนไหวกับเรื่องเหล่านี้ แม้ว่าผมจะไม่เข้าใจความรู้สึกของป้อมดีนัก แต่ประสบการณ์ที่ผมคบกับตี๋มานานทำให้ผมรู้ว่าครั้งนี้ผมทำพลาดไปจริงๆ

“เอ้อ คุณชาย พี่ขอโทษนะ” ผมพูดอย่างเสียใจ “พี่ขอโทษจริงๆ พี่แค่อยากล้อป้อมเล่น แต่ไม่นึกเลยว่าป้อมจะโกรธ พี่ขอโทษ”

ป้อมยังหน้าก้มหน้ายิ่ง ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ

“ป้อม หายโกรธพี่นะ” ผมพยายามอ้อนวอน “พี่ขอโทษ... พี่ให้ต่อยหน้าทีนึงด้วยเอ้า”

ผมพูดพลางยื่นหน้าเข้าไปใกล้ป้อม... ใกล้จนได้กลิ่นสบู่อ่อนๆระเหยออกมาจากเรือนกายของป้อม

พลั่ก

“โอ๊ย” ผมร้อง “เฮ้ย ต่อยจริงๆเหรอ”

ป้อมชกหน้าผมไปทีหนึ่งโดยที่ผมไม่ทันระวัง แม้ว่าผมจะยื่นหน้าให้ป้อมชกแต่ไม่นึกว่าป้อมจะชกจริงๆ ป้อมชกผมไม่แรงแต่เข้าเบ้าตาพอดี ผมกุมเบ้าตาด้วยความเจ็บปวด

“โอย... จะตาบอดไหมเนี่ย โอย ปวดเหลือเกิน” ผมร้องครวญคราง พลางล้มตัวลงนอนบิดบนโซฟา

“พี่อู” ป้อมอุทานด้วยน้ำเสียงตกใจ พลางลุกขึ้นมา แล้วเดินมาจับมือที่กุมเบ้าตาของผมออกเพื่อดูอาการ “ป้อมไม่ได้ตั้งใจ...”

“แหะๆ หายแล้ว” ผมเอามือออกจากเบ้าตาพร้อมกับยื่นหน้าไปใกล้ๆเพื่อให้ป้อมดูให้ถนัด เมื่อป้อมเห็นดังนั้นก็จะถอยห่างออกไป แต่ผมจับแขนของป้อมเอาไว้

“เดี๋ยวก่อนป้อม ป้อมอย่าเพิ่งหนี มาคุยกันก่อน” ผมพูดอย่างจริงจัง พลางรั้งให้ป้อมนั่งลงข้างๆ “พี่ขอโทษป้อมนะ ขอโทษจริงๆ”

ผมพูดอย่างเสียใจ หยุดนิดหนึ่งแล้วพูดต่อ

“ป้อมอย่าโกรธพี่เลยนะ บอกหน่อยสิว่ายกโทษให้พี่แล้ว” ผมอ้อนป้อม “เร้ว พี่ขอโทษป้อมแล้ว ป้อมก็ยกโทษให้พี่เถอะ นะนะนะ”

ป้อมนั่งนิ่ง ความเงียบนั้นเหมือนกับผมได้สัมผัสความรู้สึกบางอย่างในตัวของป้อม มันใช่ความโกรธ แต่มันเป็นความน้อยเนื้อต่ำใจ ความรู้สึกอยากเข้าไปกอดน้องน้อยผู้น่าสงสารคนนี้วูบขึ้นมา แต่ผมพยายามหักห้ามใจเอาไว้

“พูดหน่อยเร็ว พี่ขอร้องละ” ผมพูดพร้อมจับมือป้อมมาบีบเบาๆ ผมรู้สึกว่ามือของผมเปียกชื้น ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเหงื่อที่ซึมออกมาจากมือของใคร “ป้อม พี่ขอโทษ และขอร้องป้อมด้วย พูดกับพี่หน่อย”

ผมอ้อนวอนอย่างถึงที่สุด

ป้อมนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ เหมือนกับคิดอะไรอยู่ ในที่สุดก็พยักหน้าพร้อมกับพูดเบาๆ

“ฮื่อ ก็ได้”

“ดีใจจัง คุณชายหายโกรธแล้ว” ผมพูดแก้เก้อ รู้สึกเขินเหมือนกันที่อ้อนป้อมเสียขนาดนั้น มันเป็นสิ่งที่ผมไม่นึกว่าจะทำมาก่อน ทำไปได้อย่างไรก็ไม่รู้เหมือนกัน และเมื่อนึกขึ้นได้ว่าผมยังบีบมือป้อมอยู่ ผมก็รีบคลายมือออก

“...”

“หายโกรธจริงนะ” ผมอ้อนอีก

“...” ป้อมไม่พูดแต่พยักหน้า

เราสองคนนั่งเงียบกันอยู่ครู่หนึ่ง จนผมรู้สึกอึดอัด...

“เอ้อ ถ้าหายโกรธแล้ว เราไปเรียนกันก่อนดีกว่าป้อม” ผมตัดบทเปลี่ยนเรื่องเอาดื้อๆ หลังจากแก้ไขสถานการณ์ไปได้แล้ว ตอนนั้นผมไปต่อไม่ออกจริงๆ ได้แต่ตัดไปเข้าบทเรียน

“ไม่เอา ไม่อยากเรียนแล้ว” ป้อมพูด

“น่า น้องป้อม ทนเรียนหน่อยนะ” ผมพูดอย่างจริงจัง “พี่ก็เข้าใจว่าป้อมคงยังไม่อยากเรียน แต่นี่เป็นงานของพี่ เป็นหน้าที่ของพี่ เอายังงี้ วันนี้เราเรียนกันเบาๆ พี่สัญญาว่าจะไม่ดุป้อมเลย ตกลงมั้ย”

ป้อมพยักหน้าพลางลุกขึ้นยืน และเดินไปนั่งที่โต๊ะเรียน แม้ว่าป้อมจะโกรธผม แต่ก็โกรธเพียงไม่นาน ป้อมก็ยังเป็นเด็กว่าง่ายสำหรับผมเสมอ ความว่าง่ายของป้อมยิ่งทำให้ผมรู้สึกผิดและพร้อมกันนั้นก็รู้สึกสนิทสนมกับป้อมมากยิ่งขึ้น...

-    - -

วันอาทิตย์

ในวันต่อมา ผมไปว่ายน้ำและไปดูหนังกับป้อมตามที่ได้นัดกันเอาไว้ ด้วยความที่ผมรู้สึกผิดที่แกล้งป้อม วันนั้นผมจึงเอาใจป้อมเต็มที่ ผมยอมเลิกกฎผลัดกันสั่งอาหารตามที่เคยตกลงกันไว้กับป้อม ผมสั่งอาหารให้ป้อมทุกอย่างโดยที่ป้อมไม่ต้องพูดสั่งอาหารเองเลย ยิ่งนานผมยิ่งรู้สึกว่าตนเองไม่ใช่ครูสอนพิเศษ แต่เป็นพี่เลี้ยงหรือพี่ชายของป้อมมากกว่า

“โอย ป้อมอิ่ม กินไม่ไหวแล้วพี่อู” ป้อมพูดกับผมขณะที่นั่งกินอาหารเที่ยงจานสุดท้ายจนหมด ป้อมรวบช้อมซ่อมพลางเอนตัวพิงพนักแบบอ่อนแรง “วันนี้สั่งเยอะจัง กว่าจะสวาปามเข้าไปหมด เฮ้อ...”

“วันนี้พี่เลี้ยงเพื่อขอโทษป้อมน่ะ อยากทำอะไรสักอย่างเพื่อชดเชยให้ป้อม” ผมพูดตามตรง ป้อมรู้ดีว่าผมพูดเรื่องอะไร

ผมรู้สึกเจ็บแปลบที่หน้าแข้ง ป้อมกำลังเตะหน้าแข้งผมอยู่ที่ใต้โต๊ะอาหาร

“เจ็บมั้ย” ป้อมถามยิ้มๆ

“ไม่เจ็บ” ผมตอบ

“เจ็บมั้ย” ป้อมเตะอีก คราวนี้แรงขึ้นกว่าเดิม

“ไม่เจ็บ” ผมกัดฟันพูด

“ฮ่ะฮ่ะ” ป้อมหัวเราะอย่างพออกพอใจ

“อ้าว พอแล้วเหรอ” ผมถามเมื่อรู้สึกว่าป้อมหยุดเตะแล้ว

“พอแล้ว” ป้อมตอบ “ป้อมรู้แล้วว่าพี่อูจริงใจ...”

คำพูดของป้อมทำให้ผมถึงกับอึ้ง คำพูดสั้นๆนั้นทำให้ภาพในอดีตมากมายไหลพรูเข้ามาในห้วงความคิด พร้อมกับความรู้สึกหลายๆอย่างที่อธิบายไม่ถูกก็ไหลประดังเข้ามาในใจของผม...

-    - -

ตอนกลางคืน

“น้องอู ชั้นสี่ รับโทรศัพท์” เสียงพี่พรดังจากอินเตอร์คอมในตอนดึก

“คร้าบ ไปเดี๋ยวนี้” ผมออกไปยืนตอบอินเตอร์คอมที่หน้าห้อง พลางรีบลงไปที่ชั้นล่าง

“ฮัลโหลลลล...” ผมรีบรับโทรศัพท์ด้วยความดีใจ พลางพูดกรอกเข้าไปในลำโพงด้วยเสียงแผ่วเบา อีกทั้งยังหันหลังให้พี่พรด้วยเพื่อไม่ให้พี่พรจับสังเกตท่าทางและน้ำเสียงของผมได้อีก “สวัสดีคร้าบ”

การเที่ยวกับป้อมเมื่อตอนกลางวันผมรู้สึกสนุกมากที่สุด ไม่เคยเที่ยวกับป้อมครั้งไหนแล้วมีความสุขเท่ากับในครั้งนี้ ผมคิดว่าป้อมเองก็คงสนุกไม่แพ้กัน ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรทำให้ผมแน่ใจว่าโทรศัพท์สายนี้เป็นป้อมโทรมา

“อู ทำไมวันนี้พูดเพราะจัง” เสียงผู้หญิงพูดจากปลายสายอีกด้านหนึ่ง น้ำเสียงแปลกใจ ปรากฏว่าความรู้สึกของผมผิดโดยสิ้นเชิง

“อ้อ แม่” ผมงงไปชั่ววูบแล้วก็ตั้งหลักได้ “ก็อยากพูดเพราะๆให้แม่ชื่นใจมั่งไง”


ผมทำเนียน ไม่รู้เหมือนกันว่าแม่จะเชื่อหรือเปล่า

“นี่รอคุยกับสาวอยู่เหรอ” แม่พูดเหมือนกับรู้ทันพร้อมกับหัวเราะ แม่รู้ทันผมก็จริง แต่ก็ไม่ได้รู้ไปทั้งหมด... แม่พูดถูกเพียงแค่ครึ่งเดียว...

“แม่โทรมาต้องมีอะไรแน่เลย” ผมเฉไฉ “มีอะไรเหรอแม่”

“ก็มีน่ะสิ” แม่ตอบ พร้อมกับวกเข้าเรื่อง “ป๊าอยากดูบ้านทาวน์เฮาส์ที่อูพูดถึง อูช่วยนัดเจ้าของบ้านเพื่อดูบ้านหน่อย วันอังคาร พุธ หรือพฤหัสนี้ วันไหนก็ได้”

“หา จริงเหรอแม่” ผมพูดอย่างแทบไม่เชื่อหู

“แค่ดูนะ อย่าหวังมาก” แม่ตอบ “นี่เอ๊ดกับแม่ช่วยกันคะยั้นคะยอป๊า บอกให้ลองไปดูหน่อย อูอุตส่าห์เลือกมาให้ตั้งเยอะตั้งแยะ เดี๋ยวอูจะเสียใจ”

“ถ้าไม่สนใจก็ใม่ต้องนัดหรอกแม่” ผมได้ยินคำพูดของแม่แล้วก็ใจฝ่อ ความหวังและความดีใจหายไปหมด “ถ้าไม่มีความคิดจะซื้ออยู่เลย ดูหรือไม่ดูมันก็เท่ากันนั่นแหละ ช่างเถอะแม่”

“ก็ป๊าเค้าตกลงว่าจะไปดูแล้วนี่” แม่พูด “เอาตามนี้แหละ พูดกลับไปกลับมาเดี๋ยวป๊าเคืองอีก อีกหน่อยจะยิ่งพูดยากนะอู”

“ยังงั้นก็ได้ พรุ่งนี้อูจะนัดให้แล้วจะโทรไปบอกแม่อีกที” ผมตอบ

ในที่สุดพ่อก็ตกลงจะมาดูบ้านให้ แต่ในใจของผมไม่ได้รู้สึกยินดีเลยแม้แต่น้อย เพราะผมรู้ดีว่าดูไปก็เท่านั้น พ่อมาดูให้อย่างเสียไม่ได้เพราะถูกคะยั้นคะยอ ผมไม่ได้มีความคาดหวังอะไรกับการมาดูบ้านของพ่อกับแม่ในครั้งนี้เลย...

24 comments:

Nai said...

นานขอซักที่ครับ ที่ 1

มะขามดอง said...

ขามก็มีความสุขที่ได้อ่านตอนนี้ครับคุณอา
ผมอยากเจอใครสักคนที่เหมือนอูจังครับ

Kan Kanth said...

ที่สอง ขออ่านก่อนนะครับ

กัน

Kan Kanth said...

เป็นที่สามไปแล้

กัน

นายครับ said...

โอ้โห...พี่นัยแย่งผมอีกละ เซ็งจัง

ไปอ่านเรื่องดีกว่า หุ หุ

Bomber_Boy said...

เราเจอกันเดือนละครั้งเองครับพี่อู
อยากเจอบ่อยกว่านี้จังครับ

Bomber_Boy

♥ said...

มาช้าไปไกลเลย ออกมาสองอันต่อเดือนแล้ว

พี said...

มาแล้ว..............................


ตอนนี้สั้นไปนิ๊ด....นิด


ขอบคุณครับที่มาต่อ

*** PEE ***

Anonymous said...

เรื่องบ้านจะมีเซอร์ไพรส์รึเปล่านะ
รออ่านตอนน้องอูกินตับน้องป้อม

อิอิ
ป้าขวัญ

Anonymous said...

เดือนนี้ลง 2 ตอนเลยนะครับ ดีใจที่ได้อ่าน ขอบคุณครับ

ทอป

อู said...

ครับ เดือนนี้ลงได้สองตอน สถานการณ์ค่อยดีขึ้นมาหน่อย เดือนหน้าหวังว่าคงได้ 2-3 ตอนครับ ตอน 64 นี่เขียนๆหยุดๆเพราะไม่สบายด้วย ช่วงนี้อากาศเปลี่ยน ปีนี้เป็นหวัดบ่อยครับ สะท้อนว่าสุขภาพไม่ค่อยดีเหมือนเมื่อก่อน เดี๋ยวหายแล้วจะพยายามออกกำลังกายเล่นกีฬาให้มากขึ้น

เรื่องน้องป้อมกำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม โปรดคอยติดตาม...

ตอนหน้าว่าจะเขียนเรื่องตำนานสยามสแควร์ต่อ ไม่ได้เขียนเสียนาน ชักลืมๆเหมือนกัน ^_^

ขอบคุณเพื่อน พี่ น้อง และหลาน ทุกคนที่ติดตามและคอยเป็นกำลังใจให้ครับ

Anonymous said...

ดีใจจังมาต่อแล้ว

♥ said...

ยังไงก็รักษาสุขภาพด้วยนะครับ เป็นหวัด...กลัวว่าเนื้อเรื่องจะไม่เหมือนเดิม 55+

Anonymous said...

มารายงานตัวและให้กำลังใจค่ะ..
พักหลัง น้องป้อมชักมีอิทธิพลขึ้นเรื่อยๆน้า อะแฮ่ม!!
เรื่องบ้านพี่เดาว่า..ได้ซื้อแบบไม่คาดฝันนี่แหละค่ะ :)

คนลาดพร้าว

Pakest August said...

อ้า........! ลุ้นๆๆๆๆ

ลุ้นยิ่งกว่า ฝาอิชิตันซะอีก

จะให้รอเดื่อนละครั้งก็ไม่ไหวนะคับ จะช็อคตายซะก่อนยิ่งตอนนี้ติดนิยายเรื่องนี้มาก จนแม่ว่า (แม่ไม่รู้หรอกว่าอ่านอะไรอยู่ ^_^ ) ตอนนี้เรื่องแรงเงากำลังมาแรง อย่าให้เรื่องนี้เป็นแบบเรื่องแรงเงานะคับ ไม่งั้นผมจะเควี้ยงคอมทิ้งจิงๆด้วย

พี่อูสู้ๆนะคับ จงสำเร็จ....จงสำเร็จ....จงสำเร็จ....สาธุ!

♥ said...

แหมวันนี้เกรดออก อยู่ดีๆก็คิดถึงเรื่อง uustory ขึ้นมาซะงั้น มาดูยังไม่มีตอนใหม่ ผมก็ยังรออยู่นะครับ ☺

kung goodboy said...

รอฉันรอเธออยู่ แต่ไม่รู้เธออยู่หนใด....
คิดถึงนายไก่อูใจจะขาดแล้วคราบบบบบ

Anonymous said...

ใจจดจ่อ รออาอูกินตับป้อม คริๆ
Federick

Anonymous said...

คิดถึงแล้วครับพี่อู
รอนานแล้วนะ

Anonymous said...

คิดถึง นัย จัง
ป่าน

kung goodboy said...

คิดถึงพี่ไก่อูนะคราบบบบบบบบ

♥ said...

มาแบบนี้สงสัยงานเยอะนะครับ ☺

kung goodboy said...

มารอพี่ไก่อูทุกวันเลยคับ

นายครับ said...

อืม...พี่อูหายเงียบไปอีกล่ะ ใครน๊าบอกว่าเดือนหนึ่ง2ตอน แต่ก็เงียบหายไปอีกล่ะ ไม่สบายหรือป่าวครับ?????

พี่นัย, พี่ชู ช่วยเรียกหน่อยครับ จะได้รีบๆมา พี่ๆ น้องๆ เพื่อนๆ คิดถึงอยู่น่ะครับ...พี่อู