Monday, October 24, 2011

ภาคสี่ ตอนที่ 49

อาหารมื้อเย็นในวันนั้นเป็นมื้ออาหารแบบง่ายๆ พวกนักศึกษาทำกินกันเองกับพวกครู ส่วนพวกชาวบ้านแยกย้ายกันกลับบ้านไปแล้ว หลังจากกินอาหารและล้างจากเสร็จ พวกนักศึกษาก็ล้อมวงกันที่ลานกว้างหน้าโรงเรียน

อากาศในตอนกลางคืนเย็นลงอย่างรวดเร็ว ต่างจากตอนกลางวันมาก พวกเราก่อกองไฟเล็กๆขึ้น จากนั้นเล่นกีตาร์และร้องเพลงกันเบาๆ ท้องฟ้ายามค่ำคืนในเดือนตุลาคมแม้จะยังไม่หมดหน้าฝน แต่สำหรับคืนวันนั้นฟ้ากระจ่างเห็นดาวพราวเต็มฟ้า หนุ่มสาวบางคู่นั่งแอบอิงพิงกันร้องเพลงอย่างมีความสุข

ผมนั่งพิงไอ้กี้มองลอดผ่านเปลวไฟไปยังวงด้านตรงข้าม เห็นหนุ่มสาวชาวค่ายนั่งผิงไฟร้องเพลงโดยมีเครื่องดนตรีเพียงกีตาร์โปร่ง มีราวป่ามืดทมึนอยู่ไกลตาเป็นฉากหลัง เสื้อผ้าที่แต่ละคนสวมใส่เป็นสื้อผ้าปอนๆ กินอาหารง่ายๆ ภาพที่ผมเห็นอยู่เบื้องหน้าเป็นภาพชีวิตในชนบทที่สุขสงบและสันโดษ ผมนึกถึงฟลามิงโก้เปรียบเทียบกับที่นี่ ที่ฟลามิงโก้เต็มไปด้วยดาวพราวอันเกิดจากไฟดิสโก้ ดนตรีอันเร่าร้อนจากซินติไซเซอร์ และหนุ่มสาวที่แต่งกายหรูหรากำลังวาดลวดลายท่าเต้นอยู่บนฟลอร์ ทำไมวิถีชีวิตของคนเราช่างแตกต่างกันได้ขนาดนี้

เรานั่งผิงไฟร้องเพลงกันอยู่จนถึงประมาณสามทุ่ม ชาวค่ายอาสาก็เริ่มทยอยกันกลับไปเข้านอน ราวสี่ทุ่มก็แยกย้ายกันไปจนหมด สี่ทุ่มสำหรับชาวบ้านที่นี่ถือว่าดึกมากแล้วเพราะว่าส่วนใหญ่เข้านอนกันเร็ว แม้ว่าผมจะรู้สึกแปลกที่อยู่บ้างแต่เนื่องจากเป็นคนนอนง่ายอยู่แล้ว ประกอบกับเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน ดังนั้นเมื่อหัวถึงเป้ (ไม่ใช่หัวถึงหมอนเพราะเอาเป้มาหนุนต่างหมอน) ผมก็ผลอยหลับไปในทันที

“เฮ้ย อู ตื่น... ตื่น...” ผมได้ยินเสียงคนข้างๆเรียกพร้อมกับแขนถูกเขย่า เมื่อโงหัวขึ้นมาก็เห็นว่ารอบข้างยังมืดสนิท ยังไม่ถึงรุ่งเช้าเลย

“มีอะไรเหรอ” ผมถาม ตอนนั้นหายง่วงแล้วเพราะว่าตอนที่ถูกปลุกนั้นผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาพอดี

“นาย ละเมอเอะอะใหญ่เลย” เพื่อนที่ปลุกผมพูด “ฝันร้ายหรือไง”

“เราละเมอว่าอะไรบ้างล่ะ” ผมเลียบเคียงถาม ผมจำได้แล้วว่าเมื่อสักครู่นี้ผมฝันอะไรอยู่

“นายพูดอะไรก็ไม่รู้ ซ้ำแล้วซ้ำอีก เหมือนกับเรียกชื่อใคร แล้วยังพูดอะไรอีกแต่ฟังไม่รู้เรื่อง” เพื่อนตอบ

“ชื่ออะไรนายฟังไม่ออกเลยเหรอ” ผมถามอีก

“ก็ในฝันนายเรียกใครล่ะ” เพื่อนคนนั้นถามกลับ

“ก็จำความฝันไม่ได้น่ะสิถึงได้ถาม” ผมตอบเลี่ยงๆ

ผมรู้สึกแปลกใจ หลายปีมานี้ฝันร้ายเรื่องเดิมจะมารบกวนผมในยามที่ผมตึงเครียด ส่วนใหญ่มักเป็นในช่วงสอบ แต่ในครั้งนี้ผมเองก็นึกไม่ออกว่าผมตึงเครียดด้วยเรื่องอะไร เหตุใดจึงฝันร้ายขึ้นมาได้ แต่ก็ยังโชคดีที่ถ้อยคำที่ผมละเมอออกมาไม่มีใครฟังรู้เรื่อง

- - -

ในวันที่สามของการออกค่าย พวกเราทำงานกันต่อตั้งแต่เช้า ความขันแข็งของคนอื่นๆทำให้ผมอู้ไม่ได้แม้ว่าจะรู้สึกปวดเมื่อยกล้ามเนื้อจากการทำงานเมื่อวานก็ตาม วันนี้ผมช่วยงานมุงหลังคา ทำผนังอาคาร และทาสี ส่วนมากช่วยแต่งานที่หัดได้ง่าย พวกงานที่ต้องอาศัยความชำนาญอย่างเช่นการตั้งวงกบประตูหน้าต่างนั้นให้พวกช่างตัวจริงเป็นผู้ทำ ผมนั้นก็ช่างเหมือนกันแต่ว่าเป็นพวกช่างมันเถอะ

พวกที่ทำหน้าที่จัดห้องสมุดทีแรกนึกว่าเป็นงานง่าย ไม่ต้องใช้แรง แต่ที่ไหนได้ เมื่อไปจัดห้องสมุดจริงๆก็ต้องไปเลื่อยไม้ตอกตะปูเช่นเดียวกับพวกที่ทำงานสร้างตัวอาคารเช่นกัน เพราะว่าห้องสมุดนี้ยังไม่มีวัสดุอุปกรณ์เลย พวกชั้นหนังสือกับโต๊ะอ่านหนังสือต้องทำขึ้นเองทั้งหมด โดยทำแบบง่ายๆ โต๊ะอ่านหนังสือก็เป็นโต๊ะเตี้ยแบบญี่ปุ่น คือนั่งกับพื้น จะได้ประหยัด ไม่ต้องทำเก้าอี้

เราทำงานกันจนเย็นงานก็เสร็จเกือบเรียบร้อยตามแผน นั่นคือ อาคารเรียนกับอาคารอเนกประสงค์รวมสองหลัง กับห้องสมุดเล็กๆพร้อมชั้นวางหนังสือและโต๊ะอ่านหนังสือ ที่ว่าเสร็จเกือบเรียบร้อยก็เนื่องจากเหลือส่วนปลีกย่อยที่ต้องเก็บงานอยู่อีกบ้าง แต่คงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของครูกับพี่ๆชาวบ้านสานกันต่อไป

อาหารมื้อเย็นในค่ำคืนวันสุดท้ายของการออกค่ายเป็นการกินร่วมกันระหว่างครู นักเรียน ชาวบ้าน และนักศึกษาโดยถือเป็นงานเลี้ยงอำลา หลังจากกินอาหารเสร็จก็มีการสังสรรค์กันต่อ มีการกล่าวขอบคุณซึ่งกันและกัน โดยครูและชาวบ้านต่างก็ขอบคุณพวกนักศึกษาที่หาทุนและมาช่วยสร้างอาคารพร้อมกับห้องสมุด ส่วนนักศึกษาก็ขอบคุณครูและชาวบ้านที่เอื้อเฟื้อดูแล พร้อมกับมอบประสบการณ์ชีวิตอันหาค่าไม่ได้แก่พวกเรา งานเลี้ยงอำลาในวันนั้นเป็นบรรยากาศที่เป็นกันเองมากเพราะจากการทำงานร่วมกันแม้จะเป็นเวลาสั้นๆเพียงสองวันแต่ก็ทำให้เราสนิทสนมคุ้นเคยกับครู นักเรียน และชาวบ้านอย่างรวดเร็ว เหมือนกับรู้จักกันมานานนับปี ซึ่งคงเป็นเพราะเราได้ทำงานด้วยกัน เหน็ดเหนื่อยด้วยกัน และช่วยเหลือกันและกันนั่นเอง

วันรุ่งขึ้น...

ในวันสุดท้ายของการออกค่ายพวกเราไม่ต้องตื่นเช้ามากนักเพราะวันนี้ไม่ต้องทำงานแล้ว ส่วนผมนั้นยังตื่นแต่เช้ามืดเช่นเคยเพราะตื่นเช้าจนเป็นนิสัย

หลังจากตื่นขึ้นมาพวกเราก็อาบน้ำ แต่งตัว จากนั้นก็ไปเดินเล่นรอบๆบริเวณโรงเรียนและเข้าไปสำรวจในหมู่บ้าน เลยไปจนถึงหัวไร่ปลายนาของชาวบ้านในหมู่บ้าน บางบ้านยังเห็นควันที่เกิดจากการก่อไฟหุงหาอาหารลอยกรุ่นขึ้นมา บรรยากาศยามเช้าในชนบทเกษตรกรรมเขียวขจี สงบ และร่มเย็น ในความร่มเย็นนั้นมีความสว่างไสว สดชื่น กระตือรือร้น กอปรเป็นพลังที่ขับเคลื่อนชีวิตไปข้างหน้า

ผมเข้าไปนั่งเล่นในเพิงปลายนา ชื่นชมกับยามเช้าในชนบทอย่างเงียบๆ นานมากแล้วที่ผมไม่ได้นั่งเล่นในเพิงปลายนาเช่นนี้ จำได้ว่าตอนยังอยู่ชั้นประถม ปีที่ไอ้นัยมาเที่ยวที่บ้านต่างจังหวัดของผม เราขี่จักรยานเล่นไปตามท้องไร่ท้องนาและได้ไปนั่งพักในเพิงปลายนา หลังจากนั้นมา แม้ว่าผมจะกลับบ้านต่างจังหวัดแต่ก็ไม่ได้ทำเช่นนี้อีกเลย

ความสดชื่นในยามเช้าตรู่หมดไปอย่างรวดเร็ว เพียงเวลาใกล้แปดโมง แดดก็เริ่มแรงกล้าขึ้นจนผมเริ่มรู้สึกร้อน จนต้องเดินออกจากเพิงปลายนาเพื่อกลับไปยังโรงเรียน ผมอดคิดไม่ได้ว่าหรือชีวิตของคนเราก็เป็นเช่นนี้เอง วันเวลาที่สุขสดชื่นมีให้เชยชมแต่เพียงสั้นๆเท่านั้น หลังจากนั้นก็ล้วนแต่เป็นช่วงเวลาที่ต้องอดทนและต่อสู้กับความยากลำบาก กว่าจะได้หยุดพักคลายเหนื่อยล้าก็ต้องรอจนกว่าจะถึงยามค่ำคืน ซึ่งในความรู้สึกของผมนั้น ยามค่ำคืนแม้เป็นความสุขสงบที่ได้พักผ่อนหลังจากเหนื่อยล้า แต่แฝงไว้ด้วยความรู้สึกหยุดนิ่ง และขาดพลังที่ขับเคลื่อนชีวิต สิ่งที่ขับเคลื่อนชีวิตให้ผ่านยามค่ำคืนไปได้มีแต่เพียงความหวัง... ที่หวังว่าเช้าวันใหม่จะกลับมาอีกครั้งหนึ่ง... เท่านั้นเอง

แล้วชีวิตของผมตอนนี้ล่ะ เป็นยามเช้าอันสดชื่น ยามกลางวันอันยากลำบาก หรือว่ายามค่ำคืนที่มีเพียงความหวัง?

ผมเดินกลับไปยังโรงเรียนอย่างช้าๆ ปล่อยความคิดให้ล่องลอยไป เมื่อมาถึงโรงเรียนก็กินอาหารเช้า จากนั้นก็ไปถ่ายรูปกับผลงานที่พวกเราร่วมสร้างกันขึ้นมากับมือ แม้จะเป็นอาคารเล็กๆกับห้องสมุดเล็กๆแต่ผมก็รู้สึกว่าเป็นความภูมิใจที่ยิ่งใหญ่ จากนั้นก็ร่ำลาครู นักเรียน และชาวบ้าน และแล้วกลุ่มค่ายอาสาก็อำลาจากโรงเรียนชนบทหลังเล็กเพื่อเดินทางกลับสู่กรุงเทพฯ

“เย้ ได้กลับแล้วโว้ย” ไอ้กี้พูดอย่างดีใจ พลางยกท่อนแขนของมันเองขึ้นดู “ได้แผลเต็มแขนเลย”

ผมดูลำแขนและมือของตนเองบ้าง เห็นรอยแผลใหม่หลายเส้นเต็มไปหมดเช่นกัน ส่วนใหญ่เป็นรอยขีดข่วน เสี้ยนตำ และมีดบาด แถมนิ้วหัวแม่มือข้างหนึ่งก็ช้ำเพราะเอาค้อนไปทุบนิ้วตนเองขณะตอกตะปู

“แค่นี้สำออย” ผมเหน็บมัน “กูยังไม่บ่นเลย”

“มึงไม่บ่นก็ช่างมึง กูจะบ่น มีอะไรมั้ย” ไอ้กี้ตีรวนตามนิสัย จากนั้นก็ถามผมว่า “ถ้ามีออกค่ายอีกมึงจะมาหรือเปล่า”

“มาสิ เจ็บตัวนิดหน่อย กูยังไม่เข็ดหรอก” ผมพูด “แล้วมึงล่ะ”

“กูว่ากูได้ประสบการณ์พอแล้ว ครั้งหน้านอนอยู่บ้านดีกว่า” ไอ้กี้หัวเราะ

“ไอ้ขี้เกียจ” ผมด่ามัน

- - -


“แม่ แม่ แม่ กลับมาแล้ว” ผมเอะอะลั่นขณะเดินเข้าไปในบ้าน เห็นแต่บ้านว่างๆ พ่อกับแม่และเอ๊ดไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน หลังจากถามพี่ที่เป็นลูกจ้างเก่าแก่ของพ่อจึงรู้ว่าแม่ไปจ่ายตลาด พ่อไปหาลูกค้า ส่วนเอ๊ดไม่ได้กลับบ้าน

ผมเข้าครัวไปรื้อค้นของกินในตู้เย็นออกมา จากนั้นเอาขนมมานั่งกินพร้อมกับอ่านหนังสือพิมพ์ฆ่าเวลาอยู่ภายในบ้าน คิดว่าจะพักสักครู่แล้วค่อยไปอาบน้ำ ขณะที่นั่งกินขนมและอ่านหนังสือพิมพ์ ผมอดรู้สึกไม่ได้ว่าบ้านนี้มันเงียบๆ เหงาๆ เหมือนกับว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไป แต่ก็เป็นเพียงแค่ความรู้สึกเท่านั้น เพราะพยายามสำรวจดูในบ้านแล้วก็ไม่พบว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไป ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม

“อ้าว อู กลับมาแล้วเหรอ” ได้ยินเสียงแม่ร้องทัก

ผมเงยหน้าจากหนังสือพิมพ์ เห็นแม่หอบถุงพะรุงพะรัง ภายในถุงเต็มไปด้วยผักและกับข้าวอื่นๆ

“ก็มาแล้วน่ะสิ ไม่งั้นแม่จะเห็นอูเหรอ” ผมตอบกวนโอ๊ย

“ลูกคนนี้มันยวนจริง” แม่พูด

“แม่ถามคำถามฟุ่มเฟือยต่างหาก” ผมย้อน “เห็นๆอยู่ก็ยังถาม”

“แม่ก็ถามแบบนี้ทุกทีนั่นแหละ” แม่หัวเราะ “ทำไมเพิ่งจะมาบ่นเอาป่านนี้”

“นั่นสินะ” ผมเห็นด้วย “งั้นแม่ก็ถามต่อไปเถอะ อูไม่บ่นก็ได้”

“ทำไมปิดเทอมตั้งนานเพิ่งจะกลับบ้าน” แม่เปลี่ยนเรื่อง ไม่ต่อล้อต่อเถียงกับผมอีก

“อูไปออกค่ายมา หลังจากกลับมาจากออกค่ายก็ไปสมัครเรียนรามมาอีก เสร็จแล้วก็รีบมานี่แหละแม่”

“สมัครเรียนราม” แม่ทวนคำด้วยน้ำเสียงสงสัย “เรียนที่เดียวไม่พอหรือไง ถึงต้องไปเรียนที่รามคำแหงด้วย”

“ก็เพื่อนๆมันสมัครกันน่ะแม่ อูก็เลยอยากลองดูบ้าง” ผมตอบ ที่จริงหากจะพูดให้เจาะจงก็คงต้องบอกว่าเป็นเพราะไอ้กี้สมัครเรียน ผมจึงสมัครเรียนบ้าง

“หาเรื่องใส่ตัวจริงๆ” แม่บ่น “หาเรื่องเสียเงินด้วย”

“ค่าหน่วยกิตไม่แพงมากหรอกแม่ ถ้าเรียนจบก็ได้ปริญญาสองใบเชียว” ผมคุย

“ปริญญาสองใบไม่เอาตรีกับโทจะไม่ดีกว่าหรือ เรียนปริญญาตรีสองใบเพื่ออะไรกัน” แม่ยังไม่เห็นด้วย “แล้วเรียนสาขาอะไรล่ะ”

“สาขาภาษาไทยน่ะแม่” ผมตอบ

“โอ๊ย” แม่หัวเราะ

หลังจากที่ผมกลับมาจากการออกค่าย ผมก็ไปสมัครเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงโดยไม่บอกพวกเพื่อนๆในชมรม ผมไปสมัครเรียนโดยสมัครเข้าเป็นนักศึกษาใหม่พร้อมกับลงทะเบียนเรียนที่รามหนึ่งซึ่งอยู่ที่หัวหมาก

ผมเคยผ่านมหาวิทยาลัยแห่งนี้หลายครั้งแต่ยังไม่เคยเข้าไปข้างในสักที เมื่อเข้าไปครั้งแรกก็พบว่ามหาวิทยาลัยมีเนื้อที่ใหญ่มาก ด้านหนึ่งจรดสนามกีฬาหัวหมาก สมัยนั้นยังเรียกว่าสนามกีฬาหัวหมากอยู่ ยังไม่ได้เรียกว่ารัชมังคลากีฬาสถานเช่นในปัจจุบัน ส่วนอีกด้านหนึ่งจรดโครงการหมู่บ้านจัดสรรเก่าแก่คือหมู่บ้านเสรี รวมแล้วเป็นระยะทางถึงสามป้ายรถเมล์ หากจะไปคณะใดแล้วลงรถผิดป้ายละก็เดินกันเมื่อยเหมือนกัน

มหาวิทยาลัยรามคำแหงนั้นสมกับเป็นโอกาสทางการศึกษาของชนทุกระดับ เพราะมีค่าหน่วยกิตที่ไม่แพง มีคณะให้เลือกมากมาย ตำราครบครัน ทำให้สามารถศึกษาด้วยตนเองได้ ดังนั้นเมื่อผมเดินเข้าไปในมหาวิทยาลัยจึงพบว่ามีคนมาสมัครเรียนกันเป็นจำนวนมาก ผู้คนและรถราแน่นมหาวิทยาลัย ตึกลงทะเบียนเต็มไปด้วยแถวคอยยาวเหยียด และที่น่าสังเกตคือตามตึกบางหลังจะมีการพ่นสีทำเครื่องหมายไว้ที่เสาใต้ตึกว่าเมื่อครั้งน้ำท่วมใหญ่ในปี พ.ศ. ๒๕๒๖ น้ำท่วมมหาวิทยาลัยอยู่ที่ระดับใด เห็นความสูงของระดับน้ำแล้วน่าตกใจเนื่องจากบางจุดสูงถึงอก ถึงคอ เลยทีเดียว

หลังจากที่ผมได้รับใบสมัครพร้อมกับคู่มือสมัครเรียนจากพี่ชัยแล้ว ผมก็ศึกษาดูรายละเอียด พร้อมกับดูหลักสูตรบริหารธุรกิจที่ไอ้กี้สมัคร เห็นรายวิชาแล้วผมคิดว่ายากเอาการ เพราะว่าเป็นสาขาที่ผมไม่มีพื้นฐานมาก่อน ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าหากเรียนด้วยตนเองแล้วจะจบหรือไม่ แต่หากมาเข้าฟังบรรยายด้วยคงเป็นไปได้ยาก ในที่สุดจึงตัดสินใจในสาขาภาษาไทยดีกว่าเพราะประเมินแล้วคิดว่าน่าจะมีโอกาสเรียนด้วยตนเองจนจบได้ การแข่งขันกับไอ้กี้อาจไม่จำเป็นต้องเรียนในสาขาเดียวกัน เพราะหากเรียนแล้วไม่จบด้วยกันทั้งคู่ก็คงพิสูจน์อะไรไม่ได้

ท่ามกลางผู้คนจำนวนมากที่ส่วนใหญ่ไม่รู้จักกัน แต่ละคนก็มุ่งแต่ทำธุระของตนเองให้เสร็จ ผมยังลงทะเบียนไม่ถูก เดินถามคนโน้นคนนี้ บางคนก็ตอบ บางคนก็ไม่ตอบเพราะมัวยุ่งกับเรื่องของตนเองอยู่ ทำให้ผมอดรู้สึกโดดเดี่ยวไม่ได้

ระบบการรับสมัครของที่นี่รวดเร็ว แม้จะมีผู้สมัครจำนวนมากแต่ภายในครึ่งวันกว่าๆผมก็สามารถสมัครเรียนพร้อมกับซื้อตำราได้เสร็จเรียบร้อย ในที่สุดผมก็เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงเต็มตัว เมื่อเสร็จเรื่องการสมัครเรียนแล้วจึงได้เดินทางกลับบ้าน...

ปิดเทอมในครั้งนั้นดูพ่อร่วงโรยและเฉื่อยๆไปนิดหน่อย สังเกตได้จากการที่ไม่ค่อยหาเรื่องบ่นหรือเหน็บแนมผมมากเท่ากับเมื่อก่อน เมื่อถามแม่ดูแม่ก็บอกว่าพ่อขี้เกียจขึ้นบ้างจริงๆ ไม่วุ่นวายกับการงานเหมือนเดิม ผมคิดว่าก็คงจะดีเหมือนกัน พ่อจะได้ไม่ต้องเหนื่อยมากเหมือนเมื่อก่อน รวมทั้งจะได้บ่นผมน้อยลงด้วย ส่วนเอ๊ดนั้นไม่ได้กลับบ้านในช่วงปิดเทอมเดือนตุลาคม ปีนั้นเอ๊ดเรียนปีสี่ เป็นปีสุดท้ายแล้ว มีทั้งเรื่องฝึกงานและเก็บรายวิชาต่างๆให้ครบ อีกทั้งยังต้องเที่ยวให้หนำใจก่อนจบอีกด้วย ปีนั้นเอ๊ดจึงกลับมาที่บ้านน้อยมาก ส่วนผมเองในช่วงปิดเทอมนั้นก็มีเรื่องหลายอย่างที่ต้องสะสาง ดังนั้นจึงมีโอกาสกลับบ้านไปเพียงไม่กี่วันเท่านั้น หลังจากนั้นก็ต้องรีบกลับมาที่กรุงเทพฯอีก

- - -

ออด...

เสียงออดหน้าประตูบ้านดังลั่น คนที่กดออดก็คือผมนั่นเอง

เพียงครู่เดียว ประตูรั้วหน้าบ้านที่ผมยืนกดออดก็แง้มออก ใบหน้าของวัยรุ่นชายหน้าตาน่ารักคนหนึ่งโผล่ออกมา จากนั้นวัยรุ่นชายคนนั้นเปิดประตูให้อ้ากว้างเพื่อให้ผมเดินเข้าไปได้

ผมเดินเข้าไปในบ้าน วัยรุ่นคนนั้นยิ้มให้ผม พลางเดินเข้าบ้านไปพร้อมๆกับผมโดยไม่พูดอะไร

“อ้าว ยังไม่ทันไรลืมสัญญาเสียแล้ว” ผมพูดกับวัยรุ่นคนนั้น “ถ้ายังเป็นแบบนี้พี่ว่าพี่กลับดีกว่า”

ผมพูดพลางหันหลังเตรียมเดินกลับ วัยรุ่นคนนั้นจึงพูดอ้อมแอ้มขึ้นด้วยน้ำเสียงงุ้งงิ้งคล้ายเสียงแมว

“หวัดดีฮะพี่อู เชิญเข้าในบ้าน”

“อือม์ ค่อยดีขึ้น” ผมพูดอย่างผู้มีชัย เมื่อได้ทีผมจึงข่มขู่ต่อไป “แต่ควรจะพูดมากกว่านี้อีก ป้อมทำได้ไหม ถ้าไม่ได้...”

“จะพยายามฮะ พี่อู...” ป้อมตอบ

ผมหัวเราะ

“ดีแล้วละป้อม ตอนเรียนพยายามพูดกับพี่ พี่จะได้รู้ว่าป้อมไม่เข้าใจอะไร มีอะไรก็ถาม พี่ไม่กัดป้อมหรอก รับรองได้”

ป้อมพยักหน้า

“อย่าพยักหน้าเฉยๆ” ผมตีหน้าดุใส่อีก

“ฮะ พี่อู” ป้อมตอบ

การกลับมาสอนของผมในครั้งนี้ดูป้อมโอนอ่อนผ่อนตามผมมากจนผมรู้สึกแปลกใจ หรือว่าป้อมอาจกินยาผิดไปจึงได้กลายเป็นเช่นนี้...



<ภาพมหาวิทยาลัยรามคำแหง หัวหมาก หรือที่เรียกว่ารามหนึ่ง ภาพบนเป็นภาพที่ถ่ายในยุค ๒๕๑๐-๒๕๒๐ ไม่ทราบปีที่ถ่ายแน่ชัด ส่วนภาพล่างเป็นภาพถ่ายในปัจจุบัน>



<ภาพถ่ายน้ำท่วมใหญ่ในมหาวิทยาลัยรามคำแหงเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๖ ในปีนั้นเกิดน้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯอันเนื่องมาจากมีพายุเข้ามาในประเทศไทยลูกแล้วลูกเล่า จนถึงเดือนตุลาคมก็เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ แม้แต่ถนนสุขุมวิทก็จมน้ำ ส่วนมหาวิทยาลัยรามคำแหง หัวหมาก อยู่ในพื้นที่ต่ำ ระดับน้ำที่ท่วมในมหาวิทยาลัยจึงสูงมาก จนต้องปิดเรียนนานนับเดือน>

11 comments:

ืนัย said...

สวัสดีี

Anonymous said...

สวัสดีครับ พี่อูโพสมาช่วงนี้ทำให้คลายเครียดจากการลุ้นน้ำท่วมไปได้บ้างครับ ขอให้ทุกคนมีกำลังใจที่ดีครับ

ทอป

kan said...

สวัสดีครับ

บ้านคุณอู น้ำท่วมไหมครับ น่าจะไม่ท่วม ถ้าท่วมผมคงไม่ได้อ่านตอนใหม่แน่เลย
แต่มีการเตรียมป้องกันหรือเปล่าครับ
มาแชร์เรื่องน้าท่วมครับ
ของผมยังไม่ท่วมครับแต่เตรียมการรับไว้แล้วครับ

ขอให้ทุกคนปลอดภัยนะครับ
กัน

อู said...

อยู่ลาดพร้าวครับ กำลังเก็บข้าวของอยู่ เตรียมย้ายขึ้นชั้นบน เก็บมาเรื่อยๆหลายวันแล้ว คิดว่าคงหนีไม่พ้น แต่ประเมินไม่ถูกว่าจะท่วมขนาดไหน หากมากก็ต้องไปอยู่ ตจว หากน้อยก็ลุยน้ำเอา ข้อมูลทางการน่าสับสนมาก ได้แต่พึ่งตนเองเป็นหลัก ประเมินสถานการณ์เอาเองครับ

ตอน ๔๙ นี้เขียนๆหยุดๆ สะสมมาเรื่อยๆทำงานเหนื่อยก็พักด้วยการเขียน หลังจากตอนนี้หากผมจมน้ำก็ต้องรออ่านตอนต่อไปหลังน้ำลดและสะสางเรื่องต่างๆเสร็จละครับ

ไปย้ายของต่อก่อน แล้วคุยกันใหม่ครับ

Anonymous said...

5... อยากเห็นคนไทยรักกันจังเลยตอนนี้

แบงค์ครับ

Anonymous said...

ต่อ ด่วนๆๆๆๆ ด้วย รอติดตามฉากเด็ดๆ ต่อไป

Anonymous said...

เขียนเรื่องขมวดไว้อีกแล้ว
สงสัยว่าฝันถึงคนที่หายไปใช่ไหม

ขอให้ชาวชุมชนนายอูปลอดภัยทุกคนนะครับ
นำท่วมบ้านอย่าให้ท่วมใจ

ทองก้อน

Riverunt said...

ในใจที่เหนื่อยล้า ทำให้จิตใจเราอ่อนแอลงได้ เรื่องเก่าๆ ก็จะวนเวียนเข้ามาในความคิดเสมอ
สำหรับป้อม ก็พร้อมที่จะเผชิญกับปัญหาของตัวเอง
สักวันหนึ่ง ป้อมจะเติบโตและแข็งแรง พร้อมที่จะเป็น
หลักให้คนอื่นๆ แบ่งปันร่มเงา้บ้าง
ตอนนี้รอลุ้นน้ำท่วมอย่างมีสติ

มะขามดอง said...

สวัสดีครับคุณอาอู ยังไงก็สู้ ๆ นะครับคุณอา ถ้าน้ำท่วมอย่างนี้เรื่อย ๆ จะเป็นยังไงต่อไปนะเนี่ย ที่ร้านขามตอนนี้ของขาดแล้ว ซัพพลายเออ โดนน้ำท่วมไปหลายเจ้าเลย ถึงที่ทำงานไม่โดนแต่ก็กระทบมาก ๆ อยากให้ผ่านวิกฤตนี้ไปไว ๆ จัง....

ตอนนี้น่าติดตามต่อไปจัง จะมีอะไรน่าตื่นเต้นระหว่างคุณอากับ คุณป้อมหรือป่าวน้าาาาาาา....รอลุ้นนะครับ....

มะขามดอง said...

คุณอาครับ เป็นยังไงบ้างเอ่ย น้ำท่วมเยอะไหมครับ เป็นห่วงนะครับคุณอา ส่งข่าวบ้างนะครับ

Anonymous said...

แอบเสียดายนิดๆ ที่ไม่ได้มาร่วมรักอาอู ขณะที่ออกแต่ละตอน

หลาน Arus ของอาอู