Wednesday, September 21, 2011

ภาคสี่ ตอนที่ 45

ในที่สุดผมและไอ้กี้ก็จำใจต้องไปขอสปอนเซอร์ย่านถนนแจ้งวัฒนะ ถนนแจ้งวัฒนะในยุคนั้นไม่ใช่ท้องไร่ท้องนาอย่างที่ผมวาดภาพเอาไว้ แต่ก็ไม่ได้แออัดคับคั่งไปด้วยบ้านเรือนเช่นในปัจจุบัน

ผมและไอ้กี้ลงทุนโดดเรียนทั้งวัน เลือกเอาวันที่เรียนเฉพาะวิชาบรรยายเนื่องจากการโดดเรียนวิชาปฏิบัติการค่อนข้างยุ่งยาก เมื่อเลือกวันที่จะโดดร่มได้ตรงกันแล้วก็เตรียมเอกสารให้พร้อม จากนั้นนัดเจอกันที่ชมรมและออกจากชมรมตั้งแต่เช้า

เรานั่งรถเมล์สาย ๓๔ ไปลงที่วัดพระศรีมหาธาตุ ตั้งต้นกันที่หัวมุมอนุสาวรีย์หลักสี่ด้านวัดพระศรีมหาธาตุนั่นเอง จากนั้นเดินไปเรื่อยๆทางมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร สมัยนั้นเรียกวิทยาลัยครูพระนครและกำลังอยู่ในระยะคาบเกี่ยวที่จะเปลี่ยนสถานะจากวิทยาลัยครูไปเป็นสถาบันราชภัฏ จากนั้นเดินต่อไปเรื่อยๆข้ามถนนวิภาวดีรังสิต เดินเลยหลักสี่พลาซ่าในปัจจุบันไปอีก

เส้นทางถนนแจ้งวัฒนะช่วงนั้นในยุคนั้นมีโรงงานอยู่หลายแห่ง จำได้ว่ามีโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ โรงงานโฟร์โมสต์ และอีกหลายโรงงานซึ่งจำชื่อไม่ได้แล้ว สมัยก่อนโรงงานอยู่ในแถบนี้เนื่องจากถือว่าเป็นแถบชานเมือง ที่ดินมีราคาถูก ประชาชนที่อยู่อาศัยยังไม่มากนัก แต่ต่อมาเมื่อเมืองขยายออกไป แจ้งวัฒนะจึงกลายเป็นย่านที่อยู่อาศัยอันหนาแน่น โรงงานต่างๆจึงทยอยย้ายออกไป

เราเดินเข้าร้านโน้นออกร้านนี้ แจกเอกสารขอสปอนเซอร์ไปเรื่อยๆ พวกร้านค้านี่เราไม่ค่อยหวังนักแต่ก็เผื่อฟลุ้ก ที่หวังจะเป็นพวกโรงงานอุตสาหกรรมมากกว่า ร้านค้าบางร้านก็ไล่เราออกมาเพราะว่าไปขอเงินแต่เช้า ยังไม่ทันจะขายของก็โดนขอเงินแล้ว บางคนที่ถือโชคลางจึงไม่ค่อยพอใจ ซึ่งเป็นเรื่องที่เรานึกไม่ถึงมาก่อน

“ซวยจริงๆ” ไอ้กี้บ่นหลังจากที่โดนไล่ออกมาจากร้านค้าร้านหนึ่งเพราะไปทำลายโชคลาภในยามเช้าของร้านนั้นเข้า “อยู่ดีๆก็ดวงตกต้องมาตะลอนขอสปอนเซอร์ โดนไล่อีกต่างหาก ร้อนก็ร้อนฉิบหาย”

“หิวน้ำจัง” ผมบ่นบ้าง ที่แย่กว่าหิวน้ำก็คือความรู้สึกท้อใจ

เราเดินขอสปอนเซอร์ไปจนสุดตามเส้นทางที่ได้วางแผนเอาไว้ รวมระยะทางกี่กิโลเมตรก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่ว่ากว่าจะเสร็จก็บ่าย เสื้อสีขาวกลายเป็นสีตุ่นเพราะเหงื่อผสมกับฝุ่นริมถนน บ่ายวันนั้นหลังจากที่สุดเส้นทางตามที่ได้รับมอบหมายมาจากพี่ตั้วแล้วเราสองคนต่างก็แยกย้ายกันกลับที่พักด้วยความเหน็ดเหนื่อย

ประสบการณ์ครั้งนั้นจะเรียกว่าดีก็ได้ จะเรียกว่าไม่ดีก็ได้ ส่วนที่ดีก็คือได้เรียนรู้ถึงความยากลำบากในการทำงาน วัยนั้นเป็นวัยที่รู้สึกสนุกกับการเรียนรู้ชีวิตในรูปแบบต่างๆ แม้กระทั่งเรียนรู้ความล้มเหลว แม้จะรู้สึกว่ายากหรือท้อถอยในบางครั้ง แต่โดยรวมแล้วก็ยังถือว่ายังสนุกกับรสชาติของชีวิตอยู่ ส่วนที่ไม่ดีก็คือเสียการเรียน

- - -

เดือนกันยายน

“เอาละ ป้อม ลองทำข้อนี้ให้พี่ดูหน่อย” ผมสั่งงานป้อม ขณะที่ผมสอนหัวข้อสุดท้ายจบและลองทำโจทย์ให้ป้อมดูเป็นตัวอย่างสองสามข้อ จากนั้นจึงบอกให้ป้อมลองทำให้ผมดูบ้างเพื่อทดสอบความเข้าใจ

ป้อมหมุนปากกา เอียงคอ ผมดูปากกาที่หมุนบนปลายนิ้วของป้อมจนเวียนหัวแต่ป้อมก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะจรดปากกาลงบนกระดาษได้เลย

วันนี้เป็นการสอนครั้งสุดท้ายของผมแล้ว และหัวข้อนี้เป็นหัวข้อสุดท้ายที่ผมเตรียมมาสอน ผมสอนป้อมมาได้หกสัปดาห์ มันเป็นช่วงเวลาที่ผมรู้สึกแย่มาก ขณะที่สอนป้อมผมรู้สึกหงุดหงิดฉุนเฉียวง่าย ราวกับว่าต่อมโมโหของผมถูกกระตุ้นอยู่ตลอดเวลา ประกอบกับความเบื่อหน่ายในการเดินทางไกล บางครั้งก็เจอฝน อีกทั้งไม่ได้ค่าสอน จึงทำให้ผมรู้สึกแย่กับการสอนมาก

เรื่องไม่ได้ค่าสอนนั้นทีแรกผมก็ไม่ได้คิดอะไร ถือเสียว่าเป็นความรับผิดชอบที่ควรแสดงออก แต่หลังจากที่เตรียมการสอนมาอย่างดีทุกครั้ง สัปดาห์หนึ่งเตรียมการสอนอยู่หลายวัน รวมทั้งการเดินทางอันแสนไกล อีกทั้งค่าใช้จ่ายต่างๆ เมื่อมาเจอกับอาการเอียงคอ หมุนปากกา และเงียบเป็นเบื้อใบ้ของป้อม มันทำให้ผมหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก

อดทนเอาไว้ อีกนิดเดียวก็จะหมดเวรกรรมแล้ว...

ผมผ่อนลมหายใจยาวๆ พยายามสะกดอารมณ์อย่างเต็มที่ ไม่แสดงท่าทีอะไรออกไป ไหนๆอีกไม่นานผมก็จะหมดหน้าที่แล้ว มาฉุนเฉียวกับป้อมในตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์อะไร แต่ที่จริงแล้วในใจของผมโกรธป้อมมาก

“เอาเถอะป้อม ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้นแหละ” ผมพูด พยายามข่มน้ำเสียงอย่างเต็มที่ไม่ให้แสดงอารมณ์ออกมา “นั่นเป็นข้อสุดท้ายแล้วล่ะ วันนี้พอแค่นี้...”

ผมอดคิดไม่ได้ว่าทำไมชีวิตในช่วงนี้จึงมีแต่ความล้มเหลว ขอสปอนเซอร์ก็เหนื่อยเปล่า หาเงินเข้าชมรมไม่ได้สักบาท สอนหนังสือหารายได้พิเศษก็ไม่ได้เงินสักบาทอีกเช่นกัน นอกจากไม่ได้เงินแล้วยังเสียเงินและเสียเวลาไปไม่น้อย

ป้อมหมุนปากกาต่อไปอีกสักครู่ เหมือนกับพยายามคิดอยู่ แต่ในที่สุดป้อมก็วางปากกาลง เงยหน้าจากโจทย์ที่กางอยู่บนโต๊ะ มองหน้าผมด้วยสายตาที่เสียใจ ส่ายหน้าเล็กน้อย คล้ายกับจะบอกผมว่าขอโทษด้วยที่ทำข้อนี้ไม่ได้

สายตาที่ทอแววเสียใจของป้อมทำให้อารมณ์ฉุนเฉียวของผมมลายไปจนสิ้น ที่จริงป้อมกับผมก็ไม่ได้แตกต่างกัน ป้อมก็ล้มเหลว ผมก็ล้มเหลว เราต่างเป็นคนที่ล้มเหลวด้วยกันทั้งคู่

“ครั้งนี้เราคงเจอกันเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว” ผมพูดพร้อมกับปิดหนังสือเรียนลง ผมไม่แน่ใจว่าพ่อของป้อมหาคนสอนแทนผมได้หรือยัง แต่เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงใกล้สอบปลายภาคแล้ว ถึงอย่างไรก็ควรหยุดสอนไปก่อน

เราสองคนสบตากัน ก่อนหน้านี้ผมรู้สึกหงุดหงิดฉุนเฉียวง่ายตลอดเวลาที่สอน มาถึงตอนนี้แทนที่ผมจะดีใจที่จะเลิกสอนเสียที ผมกลับรู้สึกใจหายเล็กน้อย

ผมมองดูใบหน้าของป้อม พริบตานั้นผมคล้ายกับเห็นเงาของไอ้นัย ไอ้ตี๋ และของตัวผมเองสะท้อนอยู่ในใบหน้าอันอ่อนเยาว์นั้น...

“ก่อนที่เราจะจากกัน พี่มีเรื่องเรื่องหนึ่งที่อยากเล่าให้ป้อมฟัง” ผมพูดช้าๆ พยายามลำดับความคิด มันเป็นความคิดที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันโดยที่ผมไม่ได้เตรียมล่วงหน้าไว้ก่อน

ป้อมมองหน้าผมด้วยสีหน้าคล้ายกับจะถามว่าจะเล่าเรื่องอะไร

“ตอนที่พี่เรียนอยู่ชั้นมัธยม... พี่หมายถึงตอนที่พี่เพิ่งเข้าเรียนชั้นมัธยมต้น... พี่มีเพื่อนอยู่คนหนึ่ง มันพิการแขนลีบแต่กำเนิดข้างหนึ่ง ตอนที่พวกเราทุกคนเข้ามาเรียนชั้น ม.๑ นั้น แต่ละคนต่างก็เป็นเพื่อนใหม่ซึ่งกันและกัน เพื่อนแขนลีบคนนี้เวลาทำอะไรจะลำบากกว่าคนอื่นเพราะว่ามือใช้การได้เพียงข้างเดียว เพื่อนๆก็ชอบล้อเลียนมันและตั้งฉายาให้เพื่อนแขนลีบคนนี้ว่าไอ้ลีบ...”

ผมมองหน้าป้อม แต่รู้สึกเหมือนกับว่ามองไม่เห็นหน้าป้อมเลยแม้แต่น้อย ที่อยู่เบื้องหน้าของผมกลับเป็นภาพอดีตที่ไหลพรูเข้ามาภาพแล้วภาพเล่า...

“เพื่อนแขนลีบคนนี้เป็นคนยากจน ครอบครัวอยู่ต่างจังหวัด มันต้องมาอาศัยอยู่กับญาติในกรุงเทพฯเพื่อเรียนหนังสือ” ผมเล่า “เมื่อมันถูกล้อ มันก็โกรธ และมักทะเลาะกับเพื่อนๆ ดังนั้นคนที่ไม่ชอบมันจึงมีอยู่ไม่น้อย”

“มาวันหนึ่ง มันได้ทำความผิดเรื่องหนึ่ง ในความคิดของเพื่อนๆแล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ร้ายแรง ดังนั้นเพื่อนๆจึงตั้งข้อรังเกียจและไม่มีใครคบหามัน มันจึงกลายเป็นหมาหัวเน่าประจำห้องไป ญาติที่มันอาศัยอยู่ด้วยเมื่อรู้ความผิดของมันก็เฆี่ยนตีมันอย่างหนัก...”

ผมหยุดเล่าเพื่อดูปฏิกิริยาของป้อม เห็นป้อมเบิ่งตามองผม สีหน้าแสดงความอยากรู้ ผมจึงเล่าต่อไป

“เมื่อไม่มีใครคบมัน มันก็ไม่คบกับใคร มันมีชีวิตที่แปลกแยกจากเพื่อนๆ แต่หลังจากเกิดเรื่องร้ายในครั้งนั้นแล้ว พี่สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของมันอย่างหนึ่ง คือมันตั้งใจเรียนมากขึ้น คะแนนของมันดีขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดมันสามารถสอบเทียบ ม.๖ และเข้ามหาวิทยาลัยได้ มันตั้งใจที่จะเป็นครู... ไปเป็นครูในชนบท ดังนั้นจึงเลือกเรียนคณะศึกษาศาสตร์ และมันก็เข้าเรียนได้สมความตั้งใจ...”

ผมมองหน้าป้อมแล้วพูดต่อ

“เพื่อนคนนี้แม้จะมีปมด้อย แม้จะถูกล้อเลียน แม้เพื่อนๆจะรังเกียจไม่คบหา แต่มันก็พยายามเรียนรู้ที่จะอยู่กับปมด้อยและความผิดพลาดในอดีตของมัน มันพยายามสร้างปมเด่นขึ้นมาชดเชย นั่นคือ พยายามเรียนให้ได้ดี...”

ผมหยุดเล่า อดนึกไปถึงไอ้นัยไม่ได้ ไอ้นัยเองก็เป็นเช่นเดียวกันไม่ใช่หรือ มันพยายามเรียนให้ชนะผมเพื่อที่จะชดเชยความรู้สึกด้อยของตนเอง ส่วนผมเองก็พยายามทำอะไรหลายต่อหลายอย่างเพื่อชดเชยความรู้สึกผิดของตนเอง...

“คนเราเมื่อมีปมด้อยก็อาจสร้างปมเด่นขึ้นมาเพื่อชดเชย... อย่างน้อยก็เพื่อชดเชยความรู้สึกของตนเอง การเรียนให้ดีก็ถือเป็นการสร้างปมเด่นอย่างหนึ่ง...” ผมพูด

ผมหยุดคิดนิดหนึ่ง และแล้ว อารมณ์ชั่ววูบทำให้ผมพูดในสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะพูดมาก่อน

“พี่เองก็มีความผิดปกติที่พี่ไม่เคยบอกให้ใครรู้... พี่เองก็ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน ก็เหมือนกับเพื่อนของพี่ที่ต้องเรียนรู้ที่จะมีชีวิตอยู่กับแขนเพียงข้างเดียว สิ่งที่พี่พยายามก็คือพี่พยายามเรียนให้ดี การที่เรียนดีทำให้สามารถเข้ามหาวิทยาลัยในคณะที่ดีได้ ต่อไปจะได้มีอาชีพที่ดี สักวันหนึ่ง... ใครจะไปรู้... หากว่าพี่หายจากความผิดปกติที่เป็นอยู่นี้ได้ ถึงเวลานั้นหากพี่มีหน้าที่การงานที่ดี ก็คงถือว่าพี่มีชีวิตที่สมบูรณ์พร้อม...

“ป้อมเองก็เหมือนกัน ที่ป้อมเป็นอยู่นี้ป้อมอาจคิดว่าเป็นปมด้อยที่ร้ายแรง... แต่พี่อยากบอกว่าป้อมยังดีกว่าอีกหลายๆคน ป้อมยังดีกว่าเพื่อนพี่คนที่แขนลีบ อาจจะดีกว่าพี่ด้วย... ป้อมยังดีกว่าคนที่ตาบอดสี ตาบอดสีนั้นเรียนหมอก็ไม่ได้ ทำใบขับขี่ก็ไม่ได้ แต่ป้อมยังมีโอกาสที่ดีกว่า การศึกษาจะช่วยชดเชยปมของป้อมได้...

“สักวันหนึ่ง ป้อมอาจจะหายจากอาการที่เป็นอยู่นี้ก็ได้ หากป้อมหายได้ แล้วป้อมเรียนดี มีหน้าที่การงานดี มีชีวิตที่ดี ถึงตอนนั้นชีวิตของป้อมก็สมบูรณ์พร้อม แต่ถ้าป้อมยังเป็นอยู่แบบนี้ เรียนก็ไม่ไหว อีกหน่อยก็ไม่รู้จะไปทำงานอะไร สักวันหนึ่งที่ป้อมอาจหายขึ้นมา ถึงตอนนั้นหากป้อมไม่ได้เตรียมตัวอะไรเอาไว้เลย... แทนที่จะมีชีวิตที่สมบูรณ์พร้อม ชีวิตของป้อมก็คงอยู่ในความมืดมน แม้ป้อมนึกเสียใจแต่หากถึงตอนนั้นมันก็คงสายไปแล้ว...”

ผมพรั่งพรูคำพูดออกมาภายในอึดใจเดียว ป้อมมองผมด้วยสายตาแปลกๆ ผมอ่านความรู้สึกจากสีหน้าของป้อมไม่ออก แต่ไหนๆเมื่อพูดไปแล้วผมก็อยากพูดให้จบ

“พี่อยากให้ป้อมลองหาปมเด่นของตนเองดู อะไรก็ได้ เรื่องเรียนก็ได้ เรื่องว่ายน้ำก็ได้ พี่ไม่อยากเห็นป้อมเป็นแบบนี้ไปจนโตทั้งๆที่ป้อมมีโอกาสและมีความสามารถ ป้อมยังทำอะไรได้อีกมากเพียงแต่ป้อมต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน ไม่ใช่ปล่อยให้มันทำลายป้อม...”

ป้อมเลิกคิ้ว มองหน้าผม เดาไม่ออกว่าสีหน้าของป้อมต้องการสื่อความหมายอะไร ป้อมอาจจะโกรธผมก็ได้ที่พูดถึงปมด้อยของตนเอง แต่ถึงจะโกรธมันก็คงไม่สำคัญแล้ว

“พี่ไปละนะป้อม” ผมปิดการสนทนา เมื่อได้พูดออกไปแล้วก็รู้สึกสบายใจ

หลังจากนั้นผมไปลาพ่อของป้อม พ่อของป้อมทำสิ่งที่ผมนึกไม่ถึงมาก่อน นั่นคือ ส่งซองให้ผมซองหนึ่ง

ผมรับซองมาเปิดดู เห็นภายในมีธนบัตรในละห้ารอยบาทกับร้อยบาทอยู่หลายฉบับ

“นี่ค่าสอนของอู” พ่อของป้อมพูด “ทั้งหมดหกครั้ง เป็นเงิน ๒,๔๐๐ บาท ต้องขอบใจอูมากที่พยายามช่วยน้อง”

“เอ้อ...” ผมรู้สึกกระดากที่จะรับเงิน เพราะว่าได้พูดไปแล้วว่าจะไม่รับเงินค่าสอน

“รับไปเถอะ อูสมควรได้รับ ไม่ต้องเกรงใจไป” พ่อของป้อมยืนกราน

ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ผมจึงรับซองเอาไว้ ขืนหน้าบางเกินไปพอดีอดตาย เงินก้อนนี้ถือเป็นเงินก้อนแรกในชีวิตที่ผมหามาได้จากน้ำพักน้ำแรงของตนเอง แม้ว่ามันจะไม่ใช่เงินจำนวนมากแต่ก็มีค่าทางใจสำหรับผมมากทีเดียว

12 comments:

Anonymous said...

มาเป็นคนแรก อิอิ

ป้อมคงจะคิดได้และพยายามค้นหาตัวเอง
อูทำได้เหมาะสมแล้ว

คนจีนสมัยก่อนจะถือมาก เรื่องที่มีคนมาขอเงินตอนเช้า
และถ้าเปิดร้านแล้วคนแรกเข้ามาขอเงินหรือเข้ามาเก็บเงิน
บางคนถือว่า"วันซวย"ทีเดียวนะ

ป้าขวัญ

Anonymous said...

ขอบคุณครับ พี่อู ผมยังติดตามอ่านอยู่เรื่อย ๆนะครับ

ไก่

Anonymous said...

เป็นการจากกันที่ดี หวังว่าป้อมจะคิดได้ครับ

ทอป

Anonymous said...

นึกว่าป้อมจะมีบทบาทในชีวิตอูมากกว่านี้ซะอีกคับ

Riverunt said...

คราวที่แล้วเดาผิด 5555
คำพูดของอูกินใจมากเลยครับ คนที่จมกับอดีตหรือ
โทษแต่ตัวเองแบบป้อม โตขึ้นสักวันคงเข้าใจได้เอง
ชีวิตมันก็มีหลากหลายรสชาติเหมือนกัน ถ้าตอนนี้อู
เลิกสอนเฉยๆ โดยไม่พูดอะไร ผมจะคิดว่า ชีวิต
ของอูจะน่าเบื่อมากๆ
ขอบคุณสำหรับความคิดดีๆ นะครับ
ปล.ผมก็ทำความผิดพลาดร้ายแรงมามากเหมือนกัน
และมันก็ส่งผลมาถึงปัจจุบัน และไม่สามารถแก้ไขได้
ได้แต่นั่งเสียใจกับมัน แต่เราก็สามารถเรียนรู้และนำมัน
มาปรับปรุงตัวใหม่ให้ดียิ่งขึ้น

kan said...

กินใจครับ น่าจะมีต่อในเรื่องของน้องป้อมนะครับ

กัน

Choo said...

เดาว่าป้อม คงออกปากให้อูช่วยสอนพิเศษต่อ

หาสปอนเซอร์แบบนี้คงไม่สำเร็จมั๊งครับ
แนะนำว่าหาจากเจ้าของบริษัท ห้างร้าน ที่เป็นศิษย์เก่าของคณะฯ หรือรุ่นพี่ในชมรมที่จบการศึกษาไปหลายปีแล้ว จะง่ายกว่ามั๊ง

หรือทำสมุด ทำชีตขายก็น่าสนใจนะ

เดินอยู่อย่างนี้ ถ้าจะไม่รอดมั๊งครับอู

Anonymous said...

ขอบคุณครับบบ


ที่อู๋พูดกับป้อมอ่านแล้วคิดถึงตัวเองเลย

อู said...

จริงอย่างที่ป้าขวัญว่าครับ พ่อค้าเชื้อสายจีนส่วนใหญ่จะถือสาเรื่องจ่ายเงินตอนเช้าหรือจ่ายเงินก่อนได้รับเงิน ถือว่าเป็นลางไม่ดี ผมไม่ค่อยรู้เรื่องเสียด้วย เลยโดนตะเพิด

ที่ต้องเดินสายไปหาสปอนเซอร์ชานเมืองเพราะว่าพื้นที่ในเมืองชมรมค่ายเดินสายอยู่แล้ว ชมรมค่ายต้องการเงินมากกว่าด้วยครับ ก็ยกให้ค่ายไป

ทำสมุดหรือจัดกิจกรรมแบบฉายหนังทำไม่ทันครับ เวลากระชั้น ต้องขออย่างเดียว อีกอย่างหนึ่งก็คือประสบการณ์น้อยด้วย คิดว่าห้าหมื่นไม่น่าหายากมาก แต่ที่ไหนได้ เพิ่งจะรู้ว่าเงินไม่ใช่หามาได้ง่ายๆ

พี said...

มาโพสต์วันศุกร์ ก็ที่มีความสุขที่ได้อ่านเลย...

เอ...สำนวนการพูดแบบที่อูบอกป้อม เหมือนใครนะ

คุณครูของป้อมตอนมัธยมนั่นเอง ที่สอนอูให้ระมัดระวังการใช้ชีวิต

*** PEE ***

ด้วยความคิดถึง said...

อู นาย สอนเด็ก ได้ ลึกซึ้ง ยอดเยี่ยม กินใจมากเลย

ใครได้ฟังก็คิดได้ทั้งนั้น ชอบนายมาตั้งแต่ตอนวัยเด็กเลย

เสียอย่างเดียว ...คิดถึงนัยมากเลย (เหมือนอู)

Anonymous said...

ผมดีใจที่อาอูได้ทิ้งอะไรไว้ให้กับอาป้อมบ้าง

หลาน Arus ของอาอู