Sunday, August 21, 2011

ภาคสี่ ตอนที่ 40


เช้าวันหนึ่ง ขณะที่ผมกำลังเดินเข้าไปในโรงอาหารเพื่อกินอาหารเช้า วันนั้นผมเห็นนักศึกษามุงกันอยู่ที่ทางเข้าโรงอาหาร ดูท่าทางคงกำลังเอะอะเฮฮาอะไรสักอย่าง

“ไหน ร้องเพลงชาวปูให้ฟังหน่อย” ได้ยินเสียงลอดออกมาจากกลุ่มนักศึกษากลุ่มนั้น

“เต้นด้วยๆ” ได้ยินเสียงลอดมาอีก

ผมเดินเข้าไปมุงดูบ้างด้วยความอยากรู้ ภาพที่ผมเห็นนั้นก็คือชายแต่งกายในชุดนักศึกษาแปลกๆด้วยการใส่เสื้อนักศึกษาหญิงแต่ใส่กางเกงสแล็กแบบนักศึกษาชาย รวมทั้งยังไว้ผมยาวและใส่รองเท้าส้นสูง ดูไม่รู้ว่าเป็นเครื่องแบบของสถาบันไหน ชายคนนี้กำลังส่ายเอวเต้นระบำท่ามกลางเสียงเชียร์ของนักศึกษา ชายคนนี้เองที่ผมนั่งกินอาหารด้วยเมื่อตอนเข้ามาเรียนปีหนึ่งใหม่ๆและทำให้ผมตกใจเพราะเครื่องแต่งการที่แหวกแนว พร้อมกับเรียกผมว่า ‘ตัวเอง’

คนนี้อีกแล้ว ผมคิดในใจ อดสงสัยไม่ได้ว่าเป็นใคร แต่งตัวก็แปลก พฤติกรรมก็แปลก

“พวกเราชาวปู อยู่ในรู กระดึ๊บ กระดึ๊บ” ชายแต่งตัวประหลาดคนนั้นร้องเพลงประกอบการส่ายเอวเข้าจังหวะ

“คนนี้ใครกันน่ะ” ผมถามนักศึกษาคนหนึ่งที่ยืนอยู่ใกล้ๆ

“พี่ปูน้อย” นักศึกษาคนนั้นตอบ

“แล้วเค้าเป็นใคร แบบว่ามาจากไหน เรียนที่ไหนน่ะ” ผมถามต่อ

“ไม่รู้เหมือนกัน” นักศึกษาคนนั้นส่ายหัว “ได้ยินคนเรียกกันว่าพี่ปูน้อย นานๆจะเห็นสักที”

ผมรู้สึกสนใจชายแต่งตัวแปลกที่ชื่อพี่ปูน้อยคนนี้จึงยืนดู เพียงครู่เดียวพี่ปูน้อยก็หยุดเต้นระบำและยืนคุยกับพวกนักศึกษา เรื่องที่คุยก็เป็นเรื่องอาณาจักรดาวปู แต่เพียงไม่นานนักศึกษาที่มุงอยู่ก็สลายตัวไป ในที่สุดก็เหลือเพียงพี่ปูน้อยยืนอยู่เพียงคนเดียว

เมื่อผมรู้ว่าแกไม่ทำร้ายใครก็ไม่ค่อยกลัวแกแล้ว ด้วยความอยากรู้ทำให้ผมเดินเข้าไปหา

“หวัดดีครับ” ผมทักทาย อยากลองคุยกับแกดู

“หวัดดีจ้ะ” พี่ปูน้อยทักทายตอบ “ชื่อไรน่ะ ตัวเอง”

“ชื่ออูครับ” ผมตอบ “พี่ชื่ออะไรล่ะ”

“ปีไหนแล้วเนี่ย” พี่ปูน้อยไม่ตอบคำถามแต่ถามผมอีก

“ปีสองครับ” ผมตอบ แล้วลองเปลี่ยนคำถามใหม่ “แล้วพี่ล่ะ เรียนที่ไหน ปีอะไรครับ”

“เค้าก็เรียนที่นี่ไง” พี่ปูน้อยตอบ แต่ไม่ตอบคำถามที่ว่าเรียนปีไหน

“พี่เรียนแผนกอะไรครับ” ผมถามอีก

“นี่ชาวปู” พี่ปูน้อยเรียกผม “เค้าต้องไปแล้ว เดี๋ยวเข้าเรียนไม่ทัน”

พูดจบก็เดินไปหยิบหนังสือเรียนที่วางอยู่บนม้านั่งแถวๆนั้น ผมเห็นเป็นตำราภาษาอังกฤษเล่มหนาสองสามเล่ม จากนั้นก็เดินจากไป

“พี่จะไปเรียนที่ห้องไหนน่ะ” ผมถามอีก

“โน่น ตึกโน้น” พี่ปูน้อยบุ้ยใบ้ไปทางตึกหลังหนึ่งที่อยู่ไม่ไกล “ไปละนะ”

พูดจบก็เดินจากไป ปล่อยให้ผมยืนงงอยู่ คุยกันอยู่สักพักแต่ว่าแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับแกเพิ่มเติมเลย

- - -

“ท่านประธาน ถามอะไรหน่อยสิ” ผมพูดกับพี่ตั้วหลังจากที่ขึ้นมาถึงชมรมแล้ว

“มีอะไรท่านสมาชิกว่ามาได้เลย” พี่ตั้วยืดอก ทำท่าให้ภูมิฐานสมกับเป็นท่านประธาน

“อยากทราบว่าเช้านี้ท่านประทานกินยาเรียบร้อยแล้วหรือยัง” ผมพูด

“ยาอะไรหรือท่านสมาชิก” พี่ตั้วถาม “ผมไม่ได้ป่วยอะไรนี่”

“อ้าว นึกว่าท่านประธานป่วยเป็นโรคจิต ต้องกินยาทุกวันเสียอีก” ผมหัวเราะ “คนดีๆใครเค้าเป็นแบบนี้กันบ้างล่ะ”

“ไอ้บ้า” พี่ตั้วหัวเราะบ้างพลางลุกขึ้นมาไล่เตะผม ผมหนีไปรอบๆห้อง

“เดี๋ยวๆๆ” ผมร้องห้ามแล้วรีบพูดต่อ “มีเรื่องถามจริงๆ จะถามเรื่องพี่ปูน้อย”

พี่ตั้วหยุดวิ่งไล่เตะผม แล้วถาม

“พี่ปูน้อย มีอะไรเหรอ”

“พี่ตั้วรู้จักไหม” ผมพูด “คนที่แต่งตัวแปลกๆน่ะ ผมเห็นพี่แกที่หน้าโรงอาหาร เลยอยากรู้ว่าเป็นใคร ปีที่แล้วก็เห็นทีหนึ่ง”

“อ๋อ” พี่ตั้วหัวเราะ “เดิมเค้าชื่อพี่อ้อยหวานน่ะ มาป้วนเปี้ยนในมหาวิทยาลัยนี้อย่างน้อยก็สิบปีแล้วมั้ง”

“โห พี่เรียนมานานขนาดนั้นเลยเหรอ ไม่ยักรู้ว่าเป็นซูเปอร์ฟอสซิล” ผมลอบกัดพี่ตั้วอีก

“เดี๋ยวโดนเตะ ใครจะเรียนนานขนาดนั้น” พี่ตั้วพูด “นี่อาจารย์ที่ปรึกษาของชมรมเราเล่าให้ฟังเอง อาจารย์เคยเล่าว่าเห็นพี่อ้อยหวานคนนี้ตั้งแต่อาจารย์เองยังเป็นนักศึกษา ก็กว่าสิบปีมาแล้วนั่นแหละ”

“พี่คนนี้มาเรียนที่นี่หรือไง” ผมสงสัย “แล้วอาจารย์ที่นี่ให้เข้าห้องเรียนด้วยเหรอ”

“นายถามเรื่องพี่อ้อยหวานไปทำไมน่ะ” พี่ตั้วชักสงสัย “ซักจังเลย จะเอาไปทำรายงานหรือไง”

“เปล่าพี่ แต่ผมเห็นว่าเค้าแปลกๆ” ผมตอบพลางหยุดคิดนิดหนึ่ง “ดูแกน่าสงสาร ผมว่าพี่อ้อยหวานคงมีความหลังฝังใจอะไรกับมหาวิทยาลัยอยู่ถึงได้ทำแบบนี้”

“ก็...” พี่ตั้วพูดแล้วหยุดไปนิดหนึ่ง “เค้าลือกันว่า... จริงหรือไม่จริงก็ไม่รู้นะ... ว่าพี่คนนี้เดิมเป็นนักศึกษาแพทย์ มีคนรักด้วย แล้วต่อมาคนรักต้องมาจากไปเพราะเกิดอุบัติเหตุ ดูเหมือนว่าจะถูกรถชน แกเสียใจมากจน เอ่อ...ต้องหนีออกจากโลกของความเป็นจริง จากนั้นมาแกก็เลยแต่งตัวครึ่งหญิงครึ่งชาย เรียนก็ไม่จบ แล้วก็ใช้ชีวิตแวะเวียนไปตามมหาวิทยาลัยต่างๆ”

“อ้อ ไม่ได้อยู่ประจำที่นี่หรอกเหรอ” ผมถามอีก

“มีคนเจอพี่อ้อยหวานแทบจะทุกมหาวิทยาลัยเลยมั้ง จุฬาฯ ธรรมศาสตร์ แม้แต่มหาวิทยาลัยเอกชนก็มีคนเคยเห็นแก นี่เป็นเรื่องที่เล่าต่อๆกันมานะ จริงหรือไม่จริงก็ไม่รู้”

“อือม์ ถ้าจริงก็น่าสงสารนะพี่” ผมพูดอย่างครุ่นคิด “ความรักทำร้ายคนได้ขนาดนี้เลยนะ... ชีวิตหนึ่งเสียไป อีกชีวิตก็เหมือนตายทั้งเป็น...”

“นายอย่าไปคิดแทนเค้าในแง่ร้ายสิ” พี่ตั้วขัดคอ “ตอนนี้พี่อ้อยหวานอาจจะมีความสุขอยู่ในโลกอีกใบหนึ่งที่แกสร้างขึ้นมาเองก็ได้ ใครจะรู้”

- - -

“ไอ้อู ไอ้อู” เสียงไอ้กี้เรียกผมในตอนเช้าวันหนึ่ง เมื่อมันมาถึงชมรมก็รีบเดินเข้ามาทักผม “มึงยังมีหนังสือคณิตศาสตร์ ม.๔ หรือเปล่า พวกข้อสอบ หนังสือติวด้วย”

“มีสิ” ผมตอบ

“ขอเถอะว่ะ” ไอ้กี้ขอดื้อๆ

“ไม่ให้โว้ย แต่ถ้าขายอาจจะลองคิดดู” ผมตอบแบบไร้เยื่อใย

“ไอ้เหี้ยนี่” ไอ้กี้หัวเราะ “เกิดงกขึ้นมานะมึง”

“มึงจะเอาไปทำอะไร แล้วหนังสือ ม.ปลายของมึงไปไหนล่ะ” ผมถาม

“กูสอบเอนทรานซ์เสร็จก็ชั่งกิโลขายไปหมดแล้ว นึกว่าคงไม่ได้ใช้อีก นี่กูจะเอาไปสอนพิเศษโว้ย” ไอ้กี้ตอบ

“สอนพิเศษเหรอ” ผมแปลกใจ ไม่นึกว่าไอ้กี้จะตัดสินใจสอนพิเศษจริงๆ “สอนที่ไหน แล้วได้เท่าไรวะ”

“สอนที่บ้านเด็กนักเรียนนั่นแหละ วันเสาร์ ซอยสุขุมวิท ๑๐๑ สามชั่วโมงสี่ร้อยบาท” ไอ้กี้ตอบ

“ได้เยอะนี่หว่า” ผมพูด “ซื้อหนังสือเองดิ หัดลงทุนบ้าง ขี้เหนียวนักนะมึง”

“ไอ้ห่านี่” ไอ้กี้หัวเราะตาหยี “อย่าเรื่องมาก บอกให้เอามาก็เอามาให้กูเถอะน่า”

“นี่มึงมีเรื่องจะขอร้องกูแล้วมึงพูดแบบนี้เหรอ” ผมถาม

“ตกลงมึงจะให้หรือไม่ให้” ไอ้กี้พยายามทำตาโตใส่ผม แต่มันก็ไม่โตเท่าไร

“ให้ก็ได้ หน้าด้านฉิบหายเลยมึง” ผมตอบ ผมกับไอ้กี้เรียนด้วยกันมาหลายปี แม้ภายนอกเราเหมือนกับจะเป็นคู่กัดกัน แต่ลึกๆแล้วก็ยังมีความรู้สึกของเพื่อนสนิทแฝงอยู่ด้วย

“แค่นี้แหละ เรื่องมากนักนะมึง” ไอ้กี้ด่าผมซ้ำอีก

- - -

หลังจากที่เปิดภาคเรียนไปได้ระยะหนึ่ง กิจกรรมต่างๆก็ตามมา ปีนี้ผมไปงานค่ายน้องใหม่ที่ต้องไปพักแรมที่ต่างจังหวัดอีกครั้งหนึ่งแต่ทว่าในปีนี้ผมไปในฐานะรุ่นพี่ สถานที่เป็นชายทะเลแห่งหนึ่ง ดูเหมือนจะเป็นจังหวัดเพชรบุรี ได้น้องรหัสต่างคณะมาคนหนึ่ง เป็น เป็นนักศึกษาชายคณะบริหารธุรกิจ ชื่อแปลกๆว่ากลม แต่ที่จริงรูปร่างก็พอดี ไม่ได้อ้วนกลมแต่อย่างใด ใส่แว่น หน้าตาดูใสๆดี

หลังจากงานรับน้องที่ต่างจังหวัดแล้วผมก็ต้องไปต่างจังหวัดอีกครั้ง คราวนี้เป็นงานรับน้องของแผนกซึ่งพวกเราชั้นปีสองไปในฐานะน้อง สถานที่จัดงานรับน้องครั้งนั้นคือหาดก้นอ่าว แถวบ้านเพ จังหวัดระยอง ไม่รู้ว่าทำไมงานรับน้องต้องจัดแต่ที่ชายทะเลเหมือนกัน ไปมาหลายครั้งมีแต่ชายทะเล

งานรับน้องแผนกนี้เป็นงานไม่ใหญ่ นักศึกษาที่ไปทั้งหมดเพียงเจ็ดสิบแปดสิบคน ไม่ได้ไปกันเป็นพันคนแบบงานค่ายรับน้องของมหาวิทยาลัย บรรยากาศการรับน้องแผนกก็อบอุ่น ซุ้มรับน้องก็ไม่โหด การไปในครั้งนี้ทำให้พวกเราที่อยู่ชั้นปีสองที่แต่ละคนมาจากต่างกลุ่มกันสนิทสนมกันมากขึ้น รวมทั้งยังทำให้พวกเราสนิทกับรุ่นพี่มากขึ้นอีกด้วย

หลังจากที่กลับมาจากงานรับน้องในต่างจังหวัด ผมก็พาน้องกลมไปเลี้ยงตามธรรมเนียมของรุ่นพี่ที่ดี ส่วนกับเพื่อนในแผนกนั้นผมเริ่มมีกิจกรรมร่วมกับเพื่อนๆมากขึ้น เมื่อก่อนหลังจากเลิกเรียนส่วนใหญ่ผมก็จะอยู่ที่ชมรม แต่หลังจากที่กลับจากต่างจังหวัดแล้วผมแบ่งเวลาหลังเลิกเรียนของบางวันมานั่งเล่นในห้องพักแผนกด้วยเพื่อที่จะนั่งคุย ปรึกษางานกลุ่ม รวมทั้งลอกสมุดจดวิชาบรรยายของเพื่อนๆด้วย และบ่อยครั้งที่เย็นวันนั้นไม่ได้จบลงที่ห้องพักแผนก แต่ไปจบลงตามร้านต่างๆในสยามสแควร์ มาบุญครอง และเวิลด์ทรดเซ็นเตอร์ ส่วนใหญ่เป็นร้านขายอาหารจานด่วนแบบตะวันตกจำพวกแมคโดนัลด์ เคนตักกี้ พิซซ่าฮัท ฯลฯ หรือไม่ก็ร้านไอศกรีมซิกซ์ทีน (Sixteen) ที่สยามเซ็นเตอร์ จากที่ผมไม่คยเข้าร้านพวกนี้มาก่อนก็กลับกลายเป็นเดินเข้าออกอย่างคุ้นเคย

เย็นวันหนึ่ง ขณะที่ผมยืนรอรถเมล์ที่ป้ายรถสามย่านเพื่อเดินทางกลับหอพัก ผมก็สังเกตเห็นใครคนหนึ่งกำลังยืนรอรถเมล์อยู่ที่ป้ายเช่นกัน

ผมเดินเข้าไปทางด้านหลังของใครคนนั้น พลางเอื้อมมือไปกระตุกปลายแขนเสื้อเบาๆ

“จ๊ะเอ๋” ผมพูด

ใครคนนั้นซึ่งเป็นนักศึกษาหญิงหันมามอง

“อ้อ พี่ไก่อูนั่นเอง หวัดดีค่ะ” เธอพูด เธอก็คือจุ๋ม น้องรหัสฝากเลี้ยงของพี่เหล่งนั่นเอง

“หวัดดีจุ๋ม” ผมพูด รู้สึกแปลกๆอยู่ในใจ “นึกว่าจะหลอกให้ตกใจสักหน่อย ไม่ยักตกใจ”

“โห พี่อู” จุ๋มหัวเราะ “แค่นี้ใครตกใจก็แย่แล้วพี่... ขวัญเอ๊ยขวัญมา”

“อ้อ เหรอ งั้นไม่ต้องตกใจก็ได้” ผมตกบันไดพลอยโจน พลอยหัวเราะไปด้วย “จุ๋มจะกลับบ้านใช่ไหม”

จุ๋มอึ้งไปนึดหนึ่ง

“เปล่าค่ะ” จุ๋มตอบ

“แล้วกำลังจะไปไหนล่ะ” ผมสงสัย

“จะไปต่างจังหวัด” จุ๋มตอบ

“เฮ้ย...” ผมอุทาน “แล้วไปยังไง เย็นขนาดนี้ เป็นผู้หญิงทำไมเดินทางคนเดียวกลางคืน แล้วกระเป๋าเสื้อผ้าอยู่ไหนเนี่ย”

“เบาๆก็ได้พี่ไก่อู” จุ๋มเอานิ้วชี้แตะริมฝีปาก ผมรู้สึกตัวว่าพูดเสียงดังไปบ้าง คงเพราะแปลกใจนั่นเอง

“จุ๋มจะไป...” จุ๋มบอกจังหวัดจุดหมายปลายทาง

“นั่นมันบ้านพี่นี่ จุ๋มจะไปทำไม บ้านเดิมอยู่นั่นเหรอ เอ๊ะ แต่จุ๋มบอกว่าเป็นคนกรุงเทพฯนี่” ผมรีบถาม

ใบหน้าที่เก๊กให้ดูจริงจังของจุ๋มสลายไป จุ๋มหัวเราะขำแบบไม่ต้องอั้น

“โอ๊ย” จุ๋มหัวเราะพลางพูด “ตายแล้วพี่อู ทำไมถึงได้หลอกง่ายยังงี้ พูดแค่นี้ก็เชื่อ”

“อ้าว” ผมถามอีก “หมายความว่าไง”

“จุ๋มหมายความว่าจะกลับบ้านที่ซอยอารีย์นั่นแหละ” จุ๋มตอบ พลางหัวเราะไม่หยุด “แต่เห็นพี่อูถามก็เลยแกล้งอำ ไม่นึกว่าจะเชื่อเลยนะเนี่ย”

“หลอกกันนี่” ผมรู้สึกอาย หน้าร้อนผ่าวไปหมด เสียหน้ามากๆ นักศึกษาแถวนั้นมีหลายคนที่ได้ยินผมคุยกับจุ๋ม เห็นทำหน้าแอบยิ้มกันเป็นแถว

“อะ อะ พูดจริงๆแล้ว ไม่อำแล้ว กำลังจะกลับบ้านที่ซอยอารีย์” จุ๋มพูด “เอาเข็มกับด้ายมั้ยคะ”

“เออ ก็ดี วานเย็บให้ด้วย” ผมยื่นหน้าไปใกล้ๆ “ดูสิ แตกยับเยินหมดแล้ว”

“โอ๊ย พี่ไก่อูนี่จริงๆเลย” จุ๋มหัวเราะจนตัวงออีก

“ทำไมเรียกพี่แบบนี้ล่ะ” ผมถามหลังจากที่จุ๋มหยุดหัวเราะ

“ไม่รู้สิ คิดว่าชื่อนี้เพราะกว่าเรียกพี่อูเฉยๆ” จุ๋มตอบพร้อมกับทำหน้าแอบหัวเราะอีก

ผมอดหวนนึกถึงไอ้อ๊อดไม่ได้ อ๊อดเป็นเพื่อนคนเดียวในโรงเรียนที่เรียกผมว่าไอ้ไก่อู ส่วนผมก็เรียกมันว่าไอ้ลูกอ๊อด นานแล้วที่ไม่ได้ยินคนเรียกชื่อผมแบบนี้ เมื่อนึกถึงไอ้อ๊อดก็อดหวนนึกไปถึงไอ้นัยไม่ได้...

“พี่อู” จุ๋มกระตุกชายเสื้อของผม “เป็นอะไรไป ซึมไปเลย”

“เปล่า ไม่มีอะไร” ผมตอบ พยายามสลัดความคิดเรื่องไอ้นัยออกจากหัว

“รถเมล์มาแล้ว จุ๋มกลับก่อนนะ บ๊ายบาย...” จุ๋มพูดพลางโบกมือหยอยๆให้ผม พร้อมกับก้าวขึ้นรถเมล์ไป

- - -

“เฮ้ย ไอ้เหี้ยอู” ไอ้กี้ทักผมเมื่อมันเดินเข้ามาในชมรมในตอนเช้าวันหนึ่ง

หลังจากที่มันวางเป้ลง มันก็ล้วงมือเข้าไปในเป้พลางหยิบหนังสือสองสามเล่มออกมาวางลงข้างหน้าผม

“กูเอามาคืนมึง” ไอ้กี้พูด

มันคือหนังสือเรียนและหนังสือติวคณิตศาสตร์ ม.๔ ที่มันขอไปจากผมนั่นเอง

“ทำไมเอามาคืนวะ” ผมถามด้วยความสงสัย

“กูไม่สอนแล้วโว้ย” ไอ้กี้ตอบ

“โอ... นับเป็นโชคดีของครอบครัวนั้นมาก” ผมพูด

“ไอ้ห่า” ไอ้กี้หัวเราะ

“เค้ากลัวลูกเค้าโง่เลยไล่มึงออกใช่ไหม” ผมถามอย่างสะใจ

“กูเลิกเองโว้ย สอนไม่ไหว บ้านไกลฉิบหาย รถก็โคตรติด เดินทางไปกลับก็ห้าหกชั่วโมงแล้ว” ไอ้กี้ตอบ

“ข้ออ้างมั้ง” ผมเย้ยหยันมัน “สอนไม่เป็นมากกว่า”

“ไอ้ห่า สอนท่อนไม้มันจะไปยากยังไงวะ กูสอนได้อยู่แล้ว แต่กูเบื่อเดินทาง คิดแล้วไม่คุ้มกับที่เสียเวลาเดินทาง” ไอ้กี้ตอบ

“สอนท่อนไม้นี่เป็นยังไงวะ” ผมถาม

“ก็มึงพูดกับท่อนไม้ ถามอะไรก็ไม่ตอบ เงียบอย่างเดียว กูก็พูดของกูคนเดียว พูดยังไงก็ได้” ไอ้กี้ตอบ “มันจะไปยากตรงไหน ถ้ามึงคิดว่ามึงแน่กว่ากูมึงรับไปสอนได้เลย”

การสอนพิเศษเป็นเรื่องที่ผมไม่เคยคิดมาก่อน แต่ช่วงหลังนี้ผมใช้เงินค่อนข้างเยอะ เบี้ยเลี้ยงจากทางบ้านที่ได้รับถึงกับไม่พอใช้ ต้องถอนเงินเก็บในบัญชีออกมาใช้จ่าย ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นก็มาจากค่าอาหารที่ไปกินและสังสรรค์กับเพื่อนๆและพี่ๆในแผนกนั่นเอง ถ้าหาเงินเพิ่มได้บ้างก็คงจะดีเหมือนกัน

“มึงพูดจริงหรือเปล่าวะ” ผมถามเพื่อความแน่ใจ

“กูจะไปหลอกมึงทำเบื๊อกอะไร โง่ๆอย่างมึงหลอกไปก็ไม่คุ้ม” ไอ้กี้หัวเราะ ดีใจที่ลอบกัดผมได้อีก





< (คลิกที่ตัวภาพเพื่อดูภาพเต็ม) มาดูวิวัฒนาการของย่านราชประสงค์กันต่อ

หลังจากที่ย่านราชประสงค์เข้าสู่ยุคราชดำริอาเขตตั้งแต่ราวปี พ.ศ. ๒๕๑๕ เป็นต้นมา ราชประสงค์ฝั่งซอยเกษรก็รุ่งเรือง ส่วนราชประสงค์ฝั่งศูนย์การค้าราชประสงค์ก็ซบเซาลง ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๒๔ เดอะมอลล์ ราชประสงค์ (หรือบางทีก็เรียกว่าเดอะมอลล์ ราชดำริ) ก็เปิดกิจการ ช่วยสร้างความคึกคักให้แก่ย่านราชประสงค์ฝั่งนั้นขึ้นมาอีก โดยเดอะมอลล์ ราชประสงค์อยู่ถัดจากราชดำริอาเขตมาทางสี่แยกราชประสงค์ มีเพียงร้านสหกรณ์กรุงเทพคั่นอยู่

หลังจากนั้น ในปี พ.ศ. ๒๕๒๕ ห้างโรบินสันราชดำริที่มีลิฟต์แก้วตัวแรกของประเทศไทยก็เปิดกิจการ ห้างโรบินสันราชดำรินี้อยู่ในซอยถัดจากศูนย์การค้าราชดำริไปทางประตูน้ำ อยู่ในพื้นที่ที่เรียกว่าศูนย์การค้าบางกอกบาซาร์ซึ่งเป็นพื้นที่ด้านหลังราชดำริอาเขต

ราชประสงค์ฝั่งวังเพชรบูรณ์ (ศูนย์การค้าราชประสงค์) นั้นเมื่อซบเซาลง ในที่สุดก็ถึงเวลาของการเปลี่ยนแปลง เมื่อมีกลุ่มทุนใหญ่เข้ามาลงทุนพัฒนาพื้นที่วังเพชรบูรณ์ส่วนนี้เพื่อเป็นศูนย์การค้าขนาดใหญ่ ร้านค้าและโรงเรียนอินทราชัยต้องย้ายออกไป อาคารเก่าถูกรื้อถอนจนหมด ปิดตำนานศูนย์การค้าราชประสงค์ไปโดยสิ้นเชิงในราวปี ๒๕๒๕

ร้านสหกรณ์กรุงเทพฯคือโรงแรมอโนมาในปัจจุบัน ส่วนเดอะมอลล์ราชประสงค์ปัจจุบันเป็นพื้นที่กำลังก่อสร้างข้างโรงแรมอโนมานั่นเอง

ภาพนี้ถ่ายเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๕ เมื่อศูนย์การค้าราชประสงค์ถูกรื้อไปและล้อมด้วยรั้วสังกะสีเพื่อพัฒนาพื้นที่ใหม่ อาคารที่มีหมายเลข 1 กำกับคืออาคารเดียวกับที่อยู่ในภาพตอนที่ ๓๙>

17 comments:

tangkwa said...

มาที่ 1 จนได้

ขอบคุณค่ะคุณอูสำหรับตอนนี้

แตงกวา

Anonymous said...

กำลังจะบ่นว่าพี่อูหายไปไหนอีกแล้ว

Anonymous said...

ข้างบนหลาบเอง

Anonymous said...

ขอบคุณมากครับ ตามอ่านทันตอนเช้ร ตอนเย็นก็มีมาอีกตอนเลย
ทอป

Anonymous said...

ถ้านับตามลำดับเวลาอู(ในนิยาย)อยู่ปีสอง นัยน่าจะเรียนไฮสคูลปีสุดท้ายเพราะต้องเรียนซำไปหนึ่งปีใช่มั้ยครับ อยากให้เขากลับมาเรียนคณะสถาปัตย์ข้างตึกเคมีจังครับ แต่ไม่ว่าพี่อูจะลิขิตชีวิตตัวละครในเรื่องเป็นอย่างไรก็จะตามอ่านไปเรื่อยๆครับ
ทอป

Anonymous said...

ขอให้อาอูได้สอนพิเศษเด็กผู้ชาย เผื่อจะมีเรื่องชุ่มชื่นหัวใจ ^^

Anonymous said...

ขอบคุณอูที่มาต่อตอนที่40ให้ชาวบล็อก
พักนี้ยุ่งน้อยลงรึยังคะ..?
นึกภาพอูเป็นครูสอนพิเศษในตอนหน้า..
เกรงว่า..จะโดนลูกศิษย์อำเอารึป่าวน้า ^^

คนลาดพร้าว

อู said...

ไม่เห็นหลาบตั้งนาน

สอนท่อนไม้ไม่ยากจริงๆครับ เป็นตามที่ไอ้กี้ว่า ผมพูดกับลมแล้วได้เงินใช้นี่ก็แปลกดีครับ ไม่ได้ปล้ำเด็กนะ สอนในบ้านเขา ทำงั้นได้ไง เด็กอำผมไม่ได้ด้วยเพราะเด็กไม่พูดอะไรสักคำ

มหาวิทยาลัยที่ผมเรียนจำได้ว่าตอนนั้นไม่มีคณะสถาปัตย์ ทอปจำผิดมั้ง ส่วนนัยถ้านับตามปีก็น่าจะเรียนเกรด 12 ในตอนนั้นเพราะเรียนช้า

kan said...

คุณอูครับ
เห็นไหม ไม่ใช่ผมคนเดียวที่คิดถึงนัย
ทำไมตัวละครที่ชืื่อนัย ถึงได้มีคนคิดถึงมาก
ถ้าจะเป็นรักแรกหรือเปล่าครับ
ที่ใครๆก็อยากให้สมหวังทั้งๆที่จริงรักแรกจะเป็นรักที่ไม่สมหวัง

คิดถึงครับ
กัน

Anonymous said...

พี่ปูน้อยคงทำให้น้องอูแอบคิดถึงนัยขึ้นมาแบบแว๊บๆ
ป้าขวัญมารายงานตัวจ๊ะ

Anonymous said...

รักแรกผมสมหวังครับ แต่ต้องบ่มเพาะความสัมพันธ์นานถึงเจ็ดปี กว่าจะเปลี่ยนจากเพื่อนเป็นคนรัก
ทอป

Riverunt said...

การผจญภัยครั้งใหม่ของอูกำลังจะเริ่มขึ้นอีกหรือเปล่า
รอติดตามตอนต่อไปอย่างใกล้ชิดครับ
บางทีอาจจะมีเรื่องราวที่น่าลุ้นเกี่ยวกับเด็กที่สอนพิเศษ

Anonymous said...

ผมก็เรียนแถวนั้นตอนปี ๒๕๒๕ ได้เห็นคุณอ้อยหวานบ่อยครั้ง ภาพที่เราเห็นก็คือเธอไม่ทุกข์ไม่ร้อน ไม่เคยทำร้ายใคร
สมัยนั้น ชมรมฯชอบจัดการสอบpre-entranceหาเงินเข้าชมรม มีเด็กมาประลองมากมาย ไม่เห็นอูพูดถึง

ชาวชุมชนที่นี่ก็คงคิดถึงนัยกันทั้งนั้นแหละ

Anonymous said...

คุณอูครับ ตอนที่คุณกี้จะไปสอนพิเ้ศษ แล้วบ่นว่ามันไกล แต่ทำไมสำหรับคุณอูไม่เห็นเป็นปัญหาเลย ผมว่าสอนพิเศษดีนะครับ เราจะได้พัฒนาความรู้ให้กับตัวเราด้วย จริงไหมครับ ขอบคุณครับคุณอูที่มาลงให้อีก 1 ตอน

หลาบเอง said...

พี่อู เม้นไม่บ่อยแต่หลาบเเอบเข้ามาทวงทุกวัน

Anonymous said...

ตามอ่านมานาน ละ
อยากรู้ว่า ถึงตอนที่เล่า
ล่าสุดมันเป็นเหตุการณ์ในปีไหนครับ

Anonymous said...

อะ อาอูกำลังหาลำไพ่เพิ่มอล่ว

หลาน Arus ของอาอู