Saturday, June 18, 2011

ภาคสี่ ตอนที่ 35

“เฮ้ย ใครวะ” เสียงคนที่นั่งยองอยู่ในช่องข้างๆถามขึ้น

“นี่อู นั่นใครน่ะ” ผมตอบ ตอนนั้นมันมืดจนมองเห็นหน้ากันไม่ถนัด เห็นเพียงแค่ไฟวาบจากปลายมวนบุหรี่เท่านั้น

ไอ้คนนั้นตอบมา มันก็คือคนที่เรียน รด. ด้วยกันนั่นเอง เมื่อบอกผมก็ร้องอ๋อ

“เห็นแต่เงาตะคุ่ม ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร” ผมพูด

“ซักตัวมั้ย” ไอ้คนนั้นถามอีก พลางยกบุหรี่ขึ้นแกว่งไปมา “ดับกลิ่นส้วม แม่งโคตรเหม็นเลย”

“ไม่หรอก” ผมตอบปฏิเสธ “อาศัยดมจากมวนของนายก็พอแล้ว”

“เออๆ ขอขี้ก่อนนะ คุยกันแล้วขี้ไม่ออก” ไอ้คนนั้นขอจบการสนทนา

อ้าว ก็ไม่ได้ชวนมึงคุยสักหน่อย มึงชวนกูคุยเองนี่หว่า ผมคิดในใจ

การเข้าส้วม รด. เป็นไปอย่างทุลักทุเล กลิ่นส้วมและกลิ่นควันบุหรี่ตีกันอบอวล ผมพยายามกลั้นหายใจตลอดการเข้าส้วม ดูเหมือนว่าจะหายใจเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น เมื่อออกมาจากส้วมได้ก็รู้สึกโล่งขึ้นมาทันที รู้สึกว่าอากาศภายนอกนั้นสดชื่นเสียเหลือเกิน

เมื่อกลับไปถึงเต๊นท์ผมก็มุดเข้าเต๊นท์ เอามือกุมปากกระบอกไฟฉายไว้แล้วเปิดไฟเพื่อไม่ให้แสงจ้าเกินไป ผมเห็นเคี้ยงนอนตะแคง คงหลับไปเรียบร้อยแล้ว ผมจึงไม่ได้รบกวน จัดของให้เข้าที่อย่างแผ่วเบาแล้วก็ล้มตัวลงนอนข้างๆเคี้ยง

อากาศตอนกลางคืนเริ่มเย็น แตกต่างจากอากาศที่ร้อนอบอ้าวของตอนกลางวันโดยสิ้นเชิง เราต้องนอนบนพื้นดินแข็งๆอย่างที่เรียกว่านอนกลางดินจริงๆ ที่ดินที่เรานอนอยู่นี้เป็นลอนนิดหน่อยจึงทำให้การนอนไม่ค่อยสบายนัก หมอนของผมคือเป้ ผ้าห่มของผมคือผ้าผวยแบบเดินทางผืนเล็กๆ

เนื่องจากผมเป็นคนนอนง่าย ดังนั้นแม้สภาพที่นอนจะไม่ดีนักแต่ผมก็พอปรับตัวได้ ไม่นานผมก็ผลอยหลับไป แต่หลับไปได้ไม่นานเคี้ยงก็พลิกตัวไปมาอยู่นาน ทีแรกผมก็พยายามข่มตานอนต่อ แต่ตั้งนานเคี้ยงก็ไม่หยุดพลิกตัว จนในที่สุดผมก็นอนต่อไปไม่ไหว

“เฮ้ย เป็นไรหรือเปล่าเคี้ยง” ผมถามเคี้ยงในความมืด “ทำไมพลิกตัวอยู่นั่นแหละ”

“นอนไม่หลับ” เคี้ยงตอบ

“ก็รู้แล้วว่านอนไม่หลับ แต่ว่าเพราะอะไรล่ะ” ผมเบื่อไอ้พวกพูดแล้วกั๊กเอาไว้จริงๆ มีอะไรก็พูดให้มันจบๆไปเลยก็ไม่ได้ ต้องคอยให้ถามทีละนิด

“พื้นมันแข็ง นอนไม่สบาย ไม่คุ้นเลยว่ะ” เคี้ยงตอบ

“นี่มันฝึก รด. นะ ไม่ได้มาทัศนาจร มันก็ยังงี้แหละ” ผมปลอบใจไปงั้นๆ ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรให้ดีไปกว่านี้

“เฮ้อ ไม่น่ามาเลย” เคี้ยงบ่นอีก

ยังกับมึงเลี่ยงได้ยังงั้นแหละ ไปเกณฑ์ทหารแล้วถูกส่งไปฝึกมันไม่ยิ่งกว่านี้อีกหรือไง ผมคิดในใจ

“นายต้องพยายามนอนนะ” ผมพูดอีก

“เป็นห่วงเหรอ” เคี้ยงถาม

“เปล่า แต่ถ้านายนอนไม่หลับก็จะทำให้เราพลอยไม่หลับไปด้วย” ผมตอบ

“...” เคี้ยงพูดอะไรฟังไม่ชัด แต่คล้ายเป็นคำด่ามากกว่าคำชม

“พยายามนอนให้หลับนะเคี้ยง ไม่งั้นเราคงไม่ได้หลับไปด้วย พรุ่งนี้ต้องมีฝึกอีก” ผมตัดบทว่าแล้วก็ไม่พูดอะไรอีกจากนั้นก็พยายามนอน

หลังจากนั้นเคี้ยงก็ยุกยิกน้อยลง จนในที่สุดผมก็ผลอยหลับไปอีกครั้งหนึ่ง

- - -

“เฮ้ย อู ตื่นได้แล้ว” เคี้ยงเขย่าตัวพลางพูดกับผม “ไอ้นี่ปลุกยากจริง ได้เวลาตื่นแล้ว”

ในความงัวเงีย ความรู้สึกของผมราวกับนอนอยู่ที่หอพัก แต่เมื่อสติคืนมาผมก็เริ่มรู้ตัวว่ากำลังนอนอยู่บนพื้นดิน

“เฮ้ย เร็ว นกหวีดดังตั้งนานแล้ว ขืนช้ามีหวังโดนทำโทษ” เคี้ยงพูดอีก

ผมเด้งลุกขึ้นมาจากที่นอนทันที่ที่นึกได้ว่าตอนนี้อยู่ที่ไหนและมาผมที่นี่ทำไม ผมรีบแต่งตัวอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็วิ่งไปตั้งแถวร่วมกับเพื่อนๆในกองร้อย

กิจกรรมในแต่ละวันของการฝึกจะเป็นรูปแบบเดียวกัน กล่าวคือ ตอนเช้าตื่นนอนราวตีห้า จากนั้นก็มีเวลาราวยี่สิบนาทีเพื่อล้างหน้า แปรงฟัน แต่งตัว เก็บข้าวของ จากนั้นก็ออกไปตั้งแถว ฟังโอวาทจากผู้บังคับบัญชา รับปืน แล้วก็กินอาหารเช้า

หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จ เวลาประมาณเจ็ดโมงก็เริ่มออกเดินทางเพื่อยังไปฐานฝึกต่างๆซึ่งจะแตกต่างกันออกไปในแต่ละวัน มีทั้งฝึกกำลังใจ ฝึกซุ่มโจมตี ฯลฯ ฝึกจบครบห้าวัน

ฐานฝึกในวันที่สองนั้นเดินไกลมาก ที่จริงก็เดินไกลทุกวันนั่นแหละ เช้าวันนี้เป็นวันที่ผมเริ่มใส่กางเกงในกระดาษ ทีแรกก็ไม่รู้สึกอะไร แต่พอเดินไปไกลๆแล้วรู้สึกได้ว่าผ้ากางเกง รด. ที่หนาและแข็งนั้นเสียดสีผิวกายอย่างมาก ตอนที่ใส่กางเกงในผ้าฝ้ายนั้นมีผ้าฝ้ายช่วยรับการเสียดสีเอาไว้ชั้นหนึ่ง แต่กางเกงในกระดาษนี่บางมาก มันไม่ได้ช่วยอะไรเลย มิหนำซ้ำเมื่อมีการเคลื่อนไหวและมีเหงื่อออกมากๆผมรู้สึกว่ามันขาดวิ่นออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

“ไอ้กี้ กางเกงในมึงทำพิษแล้ว” ผมพูดกับไอ้กี้ในตอนที่เราแวะฉี่และผมได้รู้ความจริงว่ากางเกงในของผมขาดไปเรียบร้อยแล้วจริงๆ ยังอดนึกต่อไปไม่ได้ว่าเย็นนี้จะอาบน้ำอย่างไรหากกางเกงในละลายน้ำได้แบบนี้ คงต้องไปหยิบเอาตัวเก่าของเมื่อวานมาใส่อาบ ยุ่งยากไปอีก

“มันเป็นไงเหรอ” ไอ้กี้หัวราะตาหยีตามเคย

“ตอนนี้มันเปื่อยไปแล้ว ผ้าแข็งๆเสียดสีกับเนื้อ เจ็บฉิบหาย” ผมบ่นกับมัน “มึงไม่รู้สึกอะไรเลยเหรอ”

“กูไม่ได้ใส่กางเกงในกระดาษ” ไอ้กี้หัวเราะ “ลองใส่ดูที่บ้านแล้วมันโหวงเหวงยังไงก็ไม่รู้ เลยเอากางเกงในธรรมดามา”

“ไอ้ห่า แม่ง แล้วก็ไม่บอกกูด้วย” ผมด่ามัน รู้สึกเหมือนกับถูกหลอกยังไงยังงั้นเลย

“อ้าว กูจะไปรู้มึงเหรอ มึงลองใส่เองมึงก็รู้นี่ ทำไมต้องให้กูบอกด้วย ไอ้ควาย” ไอ้กี้นอกจากไม่เห็นใจผมแล้วยังด่ากลับอีกต่างหาก

การฝึกในวันนั้นเป็นการหมอบ คลาน และมุดรั้วลวดหนาม มุดๆกลิ้งๆทั้งวัน ผมรู้สึกว่าอวัยวะในกางเกงในและขาหนีบแสบไปหมดจากการเสียดสีและการกระแทก อดคิดไม่ได้ว่าเมื่อกลับไปแล้วจะเป็นไส้เลื่อนด้วยหรือเปล่า แต่ใครก็ช่วยไม่ได้เพราะว่าผมตัดสินใจของผมเอง ผมก็ต้องพยายามแก้ปัญหาด้วยตัวเอง

แม้การฝึกจะหนักและการเดินทางจะไกล แต่เรื่องอาหารและน้ำดื่มนั้นไม่ขาดแคลนเพราะมีร้านค้าเล็กๆตั้งอยู่ตามจุดต่างๆที่ นศท. แวะพัก สามารถซื้อเครื่องดื่มและขนมกินได้บ้าง นอกจากนี้ที่กองพันยังมีร้านค้าและร้านอาหารที่ นศท. สามารถใช้บริการได้อีกด้วย ทราบมาว่าเดี๋ยวนี้ที่กองพันมีแม้แต่ร้านสะดวกซื้อ 7-11 รวมทั้งเขาชนไก่ที่ว่าร้อนและแล้งนั้นในปัจจุบันยังใช้เป็นสถานที่จัดเทศกาลดนตรีอีกด้วย โดยมีชื่อเป็นภาษาอังกฤษเก๋ไก๋ว่า CHICK MOUNTAIN

“เฮ้ย ใครมีกางเกงในเหลือบ้างวะ” ผมถามเพื่อนๆในระหว่างพัก

“เอาแบบใช้แล้วหรือยังไม่ใช้ล่ะ” เพื่อนถามกลับ

“ยังไม่ใช้ดิ เอามาไม่พอโว้ย” ผมตอบ

“ร้อยนึง” เพื่อนตอบ

“เฮ้ย ทำไมแพงนักวะ ที่กรุงเทพฯขายห้าตัวร้อย” ผมโวย

“เฮ้ย กูใช้ของดีโว้ย จะเอาห้าตัวร้อยมึงไปหาที่อื่นก็แล้วกัน” เพื่อนตอบ “ขายให้ก็บุญแล้ว”

ผมใช้เวลาในระหว่างวันถามหาและขอซื้อต่อกางเกงในจากเพื่อนๆที่เอามาเกินพอ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีใครขายให้เพราะเอามาพอดี จนตอนเย็นต้องไปถามหาจากกองร้อยอื่นได้มารวมทั้งหมดสามตัว หมดเงินไปหลายร้อยบาท เพื่อนในกองร้อยเดียวกันคิดราคาตามจริงเพราะรู้จักกัน ส่วนเพื่อนกองร้อยอื่นนั้นก็โขกราคาในฐานะที่ไม่รู้จักกัน เรื่องการซื้อขายของในระหว่าง นศท. ด้วยกันนั้นเป็นเรื่องปกติ แต่ส่วนใหญ่มักเป็นบุหรี่กับของกินมากกว่ากางเกงใน

- - -

ต้นเดือนกุมภาพันธ์

ในที่สุดการฝึกที่เขาชนไก่ก็ผ่านพ้นไปด้วยความเรียบร้อย ผมสามารถกลับมาถึงกรุงเทพฯได้โดยไม่บุบสลายแต่อย่างใด จะมีบ้างก็แผลและรอยขีดข่วนเล็กๆน้อยๆจากการฝึก เมื่อกลับมาแล้วรู้สึกว่าเกงเกงคับเสียด้วยซ้ำ คงเป็นเพราะว่าอยู่ที่เขาชนไก่กินเยอะกว่าปกตินั่นเอง เป้และเสื้อผ้าที่นำไปด้วยสกปรกเลอะเทอะมาก ขนาดซักตั้งหลายรอบน้ำซักผ้ายังเป็นสีแดงจากดินลูกรังที่ติดมาจากเขาชนไก่

“โห หน้าตกสกปรกมอมแมมไปเลย” แมวทักผมเมื่อผมกลับไปเรียนที่มหาวิทยาลัยอีกครั้งหนึ่ง

“มีขี้กลากหรือเปล่า อย่าเอามาติดเรานะ” จิ๊บพูดบ้าง “แล้วไหนล่ะของฝาก”

“นี่ไปเขาชนไก่นะ ไม่ได้ไปเที่ยว จะไปเอาของฝากมาจากไหน” ผมหัวเราะ “มิน่าล่ะ ถึงได้อ้วนเอาๆ ชอบทวงของฝากของกินนี่เอง”

ตอนที่ไปเขาชนไก่นั้นแม้จะลำบากนิดหน่อย แต่ผมกลับรู้สึกสบายใจ มันเหมือนกับเป็นการทิ้งเรื่องราวต่างๆเอาไว้ที่กรุงเทพฯจนหมด จนเมื่อกลับมาเรียนหนังสือผมก็ต้องรู้สึกหนักใจอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเรื่องที่หนักใจก็ไม่ใช่เรื่องอื่นใด เรื่องเพ็ญนั่นเอง

เรื่องเพ็ญเป็นเรื่องที่รบกวนจิตใจของผม ทำให้ผมไม่สบายใจมาตลอด ผมพยายามหลบหน้าเพ็ญอยู่เสมอ จนในที่สุดเพื่อนๆก็เริ่มสงสัยเนื่องจากเมื่อก่อนเราสนิทสนมกันมากและมักไปไหนมาไหนด้วยกัน แต่ตอนนี้ผมกลับเรียนคนเดียวและเดินคนเดียวตลอด การหนีเพื่อนที่เรียนอยู่ในคณะเดียวกันและต้องเห็นกันอยู่เป็นประจำนั้นเป็นเรื่องที่น่าอึดอัดมาก แม้รู้ว่ามันเป็นการกระทำที่ผิดแต่ผมก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรได้ดีไปกว่านี้

จนล่วงเข้ากลางเดือนกุมภาพันธ์ วันหนึ่งแมวก็ยื่นซองจดหมายให้ผมฉบับหนึ่ง มันเป็นซองที่ถูกปิดผนึกเรียบร้อย

“เพ็ญฝากจดหมายนี่มาให้เธอ” แมวพูด ผมรับจดหมายมาแต่ยังไม่ฉีกซองออกดู

“นี่มันเรื่องอะไรกันเจ้าอู เธอสองคนมีเรื่องอะไรกัน แล้วทำไมไม่คุยกันถึงกับต้องใช้ฝากจดหมาย” แมวระดมคำถาม

“...”

“โอ๊ย อยากรู้ๆๆ” แมวทำท่าเหมือนอยากร้องกรี๊ด “ถามใครก็ไม่มีใครพูด เออ ดีแล้ว ถามไม่พูด ต่อไปมีอะไรไม่ต้องมาให้ช่วยนะ”

ผมหาที่เงียบๆ จากนั้นเปิดจดหมายออกอ่าน เห็นในจดหมายมีข้อความแต่เพียงสั้นๆว่า

“เราเข้าใจทุกอย่างแล้ว ขอให้อูลืมเรื่องที่เราพูดไปให้หมด”

ผมอ่านจดหมายจบ ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็ฉีกจดหมายทั้งฉบับเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย จากนั้นโปรยลงในถังขยะ ผมไม่อยากให้ใครได้อ่านจดหมายฉบับนี้อีก

คำพูดของพ็ญเหมือนกับให้อิสรภาพแก่ผมอีกครั้งหนึ่ง แต่ผมกลับไม่ได้รู้สึกดีใจในอิสรภาพครั้งนี้เลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม ผมกลับรู้สึกผิดมากยิ่งขึ้น ผมรู้ดีว่าผมได้ทำลายความฝันอันบรรเจิดของหญิงสาวผู้ตกอยู่ในห้วงทุกข์คนหนึ่งไปอย่างไรน้ำใจ หากเธอกลับไปจมในห้วงทุกข์เช่นเดิมอีกผมก็คงมีบาปติดตัวเพิ่มขึ้น แต่ผมก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรได้ดีไปกว่านี้จริงๆ

โชคดีช่วงนั้นเป็นช่วงปลายภาคแล้ว อีกทั้งการสอบเอนทรานซ์ก็ใกล้เข้ามาทุกที ผมจึงได้อาศัยโลกของหนังสือช่วยให้ผมหนีออกมาจากโลกของความเป็นจริง ผมพยายามสลัดเรื่องเพ็ญทิ้งไปชั่วคราวและทุ่มเทกับการอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบ

การสอบครั้งนี้ป็นการสอบที่ผมต้องเตรียมตัวมาก ผมต้องพยายามทำคะแนนให้ดีทั้งสองทาง คือทั้งการสอบของคณะกับการสอบเอนทรานซ์ เผื่อว่าหากผมพลาดจากการสอบเอนทรานซ์ผมจะได้มีทางถอยนั่นเอง

- - -

เดือนเมษายน

ในที่สุด การสอบปลายภาคก็ผ่านไป และหลังจากนั้นอีกเพียงเดือนเดียวการสอบเอนทรานซ์ก็เริ่มขึ้น

ขั้นตอนทุกอย่างเป็นเหมือนปีที่แล้ว คือสูตร สาม สี่ ห้า สมัครเดือนสาม สอบเดือนสี่ และรู้ผลเดือนห้า ปีนี้ผมเลือกแพทย์ทุกอันดับเท่าที่จะมีให้เลือก โดยใช้คะแนนสูงสุดต่ำสุดที่รับเข้าในปีที่แล้วประกอบในการจัดลำดับการเลือก ผมเลือกทั้งกรุงเทพฯและต่างจังหวัด อันดับสุดท้ายของผมเป็นคณะแพทย์ที่อยู่ต่างจังหวัดและมีคะแนนรับเข้าน้อยที่สุดในกลุ่ม ตอนนั้นคิดอยู่เพียงอย่างเดียวว่าขอให้ได้ไว้ก่อนเถอะ ที่ไหนก็ได้ทั้งนั้น ถ้าหากไม่ได้ก็ขอเรียนที่เดิมดีกว่า

การเตรียมตัวสอบในปีนี้ต่างจากปีที่แล้วไปโขในด้านกำลังใจ ปีที่แล้วขณะที่เรียนอยู่ชั้น ม.๕ ผมรู้สึกมีกำลังใจและความมุ่งมั่นมาก แต่ในการสอบเอนทรานซ์ครั้งที่สอง ผมรู้สึกเนือยลงไปพอสมควร ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะว่าต้องพยายามรักษาผลการเรียนที่คณะเอาไว้ กับอีกส่วนหนึ่งคงเป็นความคิดว่าถึงอย่างไรก็มีที่เรียนอยู่แล้ว ความมุ่งมั่นในการเตรียมตัวสอบเอนทรานซ์จึงลดน้อยลงไป แต่ผมก็พยายามอย่างเต็มที่ คำสบประมาทของพ่อกับความต้องการหนีจากสภาพอันน่าอึดอัดเรื่องเพ็ญเป็นแรงผลักดันอันสำคัญของผมในการสอบครั้งนี้

เพื่อนๆในคณะมาสอบเอนทรานซ์กันตรึม คะเนด้วยสายตาคงมาสอบกันมากกว่าครึ่งคณะ สาเหตุที่มาสอบนั้นก็ต่างๆกันไป บางคนรู้ตัวว่าผลการเรียนย่ำแย่ ถูกรีไทร์แน่ จึงจำเป็นต้องสอบใหม่ ส่วนบางคนอยากได้คณะที่ดีกว่าเดิมหรือคณะที่ถูกใจมากกว่าเดิมจึงสอบใหม่

หลังจากสอบเอนทรานซ์เสร็จผมก็กลับบ้านต่างจังหวัด ปีนี้ผมไม่ได้เจอเอ๊ดเลยเนื่องจากเอ๊ดติดเรียนภาคฤดูร้อน ชีวิตในช่วงฤดูร้อนที่บ้านต่างจังหวัดในปีนี้แม้จะขาดเอ๊ดไปทำให้ครอบครัวดูไม่สมบูรณ์ไปบ้างแต่ก็เป็นวันเวลาที่สุขสงบ พ่อกระแนะกระแหนเรื่องคณะที่ผมเรียนบ้างเช่นเคยแต่ก็ไม่มากนัก ส่วนแม้นั้นดูมีสุขภาพดี

- - -

ต้นเดือนพฤษภาคม

ในที่สุด วันประกาศผลการสอบเอนทรานซ์ก็มาถึง ผมเดินทางมาถึงสนามจุ๊บอันเป็นสถานที่ประกาศผลสอบตั้งแต่เช้า ในขณะที่ผมก้าวเดินไปตามทางเดิน ภาพเดิมๆปรากฏให้ผมเห็นอีกครั้งหนึ่ง ผู้ที่สมหวังก็กระโดดโลดเต้น ผู้ที่ผิดหวังก็ร้องไห้เสียใจ

ผมเดินไล่หาเลขที่นั่งสอบของผมตามบอร์ดประกาศผล เมื่อพบบอร์ดที่ต้องการแล้วก็ไล่ดูประกาศในบอร์ดที่ละบรรทัด บรรทัดแล้วบรรทัดเล่าที่ผมกวาดสายตาดู ใจก็อดระทึกไม่ได้ จนในที่สุด...

“ไอ้อู ชื่อนายอยู่นี่โว้ย” ผมได้ยินเสียงดังที่ข้างๆตัว เมื่อหันไปดูก็เห็นเป็นเพื่อนคนหนึ่งที่คณะนั่นเอง มันชี้ให้ดูบรรทัดที่ปรากฏชื่อของผมอยู่ ท้ายชื่อเป็นรหัสคณะที่ผมเลือกเป็นอันดับสุดท้าย

“ติดหมอด้วยไอ้อู” เพื่อนคนนั้นพูดอีก

“แล้วนายล่ะ” ผมถามบ้าง

“วิศวะ...” เพื่อนตอบ น้ำเสียงซ่อนความดีใจเอาไว้ไม่มิด

ผมเดินออกมาจากบอร์ดอย่างงงๆ ส่วนหนึ่งก็ดีใจที่สอบติด แต่อีกส่วนหนึ่งก็หนักใจเพราะเป็นคณะแพทย์ที่อยู่ต่างจังหวัดซึ่งไกลจากกรุงเทพฯและบ้านของผมมาก...




<การฝึกในวันนั้นเป็นการหมอบ คลาน และมุดรั้วลวดหนาม มุดๆกลิ้งๆทั้งวัน ผมรู้สึกว่าอวัยวะในกางเกงในและขาหนีบแสบไปหมดจากการเสียดสีและการกระแทก อดคิดไม่ได้ว่าเมื่อกลับไปแล้วจะเป็นไส้เลื่อนด้วยหรือเปล่า แต่ใครก็ช่วยไม่ได้เพราะว่าผมตัดสินใจของผมเอง ผมก็ต้องพยายามแก้ปัญหาด้วยตัวเอง>

17 comments:

Anonymous said...

Number 1 เย้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ อ่านก่อน เดี๋ยวมาเม้นต์ต่อ
Federick

Anonymous said...

อย่าบอกนะครับว่า อาอูเป็นคุณหมออ่ะ โอ้ แบ่งเวลามาเขียนนิยายได้อีกนะครับ นับถือๆ ว่าแต่เรื่องอาเพ็ญผมว่าน่าจะรักษาความรู้สึกดีๆที่มีให้กันไว้นะครับ

kan said...

ไม่ได้ที่หนึ่ง ไม่ยอม ขอไปอ่านก่อนนะครับ

กัน

kan said...

ถามจริง คุณอูเป็นหมอหรือครับ
ถึงเป็นหรือไม่เป็นก็นับถือครับผม

แฟนขาประจำ (หรือจะรับเป็นแฟนประจำครับ อิิอิอิ)

กัน

Anonymous said...

มาไม่ทันที่1แต่ได้ที่3ก็ยังดี T^T
อยากให้อาอูได้คบกับอานัยต่อไปง่ะ

นัทซึ

Anonymous said...

หก สกกะป๋อย

แบงค์ครับ

หลาบเอง said...

โห พี่อู เก่งนะเนี่ย

สอบติดหมอ

Anonymous said...

)^_^(ที่8 กิ้กๆ ผมเดาถูกด้วยนี่ลุงคงไปเรียนที่มชแน่ๆเลย ผมชักอยากไปเนียนที่นั่นซะแล้วครับ เด๋วนี้ไปเขาชนไก่ปี2ด้วยอะครับแต่ก้ชิวชิว ผมไม่ต้องกางเต๊นมันมีแล้วแค่เอาพลาสติกปูรองก็นอนได้ แต่ส้วมนี่อย่างที่ลุงบอกมกมากจิงๆขอบอก ต้องมาเข้าส้วมที่พักซึ่งมีประตูแต่ไม่มีกลอนกำจิงๆ อาหารก็โอนะผมเลี้ยงง่ายครับหุหุ ต้มผักกาดองปีศาจหมูอาหย่อย เอี้ย เอี้ย เอี้ย

Anonymous said...

ว้าววว...เก่งจังค่ะอู..!!
ได้ออกต่างจังหวัดแล้ว เย้ เย้ เย้

คนลาดพร้าว

yo408 said...

เอ๋ ทำไมในความรู้สึกผม ผมกลับคิดว่าอูน่าจะไม่ทิ้งคณะเดิมนะ

Choo said...

ไหงคิดแบบเดียวกับ yo408 ซะได้

แล้วเพ็ญติดคณะอะไรล่ะ

ชู

ปล.ต้องแสดงความยินดีกับนายอูด้วยซิ

Anonymous said...

สอบติดไกลๆแล้วจะได้ไปหรือเปล่านะ
ป้าขวัญรายงานตัวจ๊ะ

อู said...

ขอบคุณที่แวะเข้ามาทักทายครับ

ป่วยไปหลายวัน พอหายป่วยก็ต้องมาสางงานที่ค้าง รอบปีที่ผ่านมานี้ค่อนข้างขลุกขลัก เพิ่งได้ 34 ตอนเอง

เดือนนี้จะพยายามโพสต์เพิมเติมอีก แต่อาจได้ไม่ถึง 4 ตอนตามที่ตั้งใจเอาไว้ครับ

Anonymous said...

อยากให้ป๊าสอบติดที่ มอ.หาดใหญ่จังแอบเชียร์ เพราะป๊าบอกว่าไกลจากกรุงเทพฯและบ้านมากถ้าเทียบระยะทางแล้วสงขลาไกลสุดและที่นี่ก็มีคณะแพทย์ซะเป็นส่วนใหญ่ คิดเอาเองเอิกๆ คงต้องรอป๊ามาเฉลย ปล.บ้านผมเอง ตัวเล็กของป๊า

Bomber_Boy said...

ผมเคยบอกแล้วว่าพี่อูเป็นหมอ ถ้าพี่อูยังจำได้ที่ผมเคยคอมเมนต์เอาไว้ในตอนเก่าๆ

ไม่ค่อยได้มาเมนต์นะพี่ แต่ติดตามอยู่ตลอด

Bomber_Boy

ปล.ผมอยากมีแฟนเป็นหมอมากไม่รู้ทำไม??? พี่อูตอบผมได้มั้ยครับ

Anonymous said...

มารักอาอู แล้วครับ

หลาน Arus ของอาอู

อู said...

ตอบเด็กวางระเบิด อยากมีแฟนเป็นหมอ ถ้ายังงั้นคงไม่สนใจพี่อูล่ะสิ

ลูกหนึ่งเป็นคนหาดใหญ่นี่เอง วันหลังหากผ่านไปจะแวะไปถล่มเสียให้เข็ด

นึกว่าตอนนี้หลาน arus จะไม่มาเสียแล้ว