Tuesday, March 16, 2010

ภาคสาม ตอนที่ 54

ตอนนั้นเป็นเวลาใกล้เข้าแถวเคารพธงชาติแล้ว บนทางเดินของตึกมีนักเรียนเดินไปมาอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย บอยจึงวิ่งได้ไม่เร็วนักเนื่องจากติดคน

ไม่นานผมก็กวดบอยจนทัน ผมรีบคว้าแขนของบอยเอาไว้แต่บอยก็พยายามสลัด พฤติการณ์ของเราสองคนเป็นจุดสนใจของนักเรียนที่อยู่ตามทางเดินแต่ผมจะไปกังวลมากความไม่ได้แล้ว

“บอย มาคุยกับพี่ก่อน” ผมรีบบอกบอยพลางลากบอยหลบมาคุยตรงช่องทางลงบันได ตรงนั้นเป็นมุมที่ค่อนข้างลับตา พอจะใช้คุยกันได้

“บอย พี่ขอโทษ” ผมพูดกับบอย บอยเบือนหน้าหนีไม่ยอมมองผม แต่ผมสังเกตเห็นหางตาของบอยมีประกายน้ำตาอยู่

ผมอดสะท้อนใจไม่ได้ ภาพเก่าๆไหลเข้ามาในห้วงคำนึงของผม ผมอดสงสัยตัวเองไม่ได้ว่าทำไมนะผมจึงชอบทำร้ายคนที่ผมรักมาตลอด

“บอย พี่ขอโทษจริงๆ” ผมยืนประชิดบอย มือข้างหนึ่งก็จับแขนบอยเอาไว้เพราะกลัวมันวิ่งหนีไปอีก

“ไม่ดูแลบอยแล้วยังรังแกบอยอีก” บอยพูดเจือเสียงสะอื้น ผมฟังแล้วหัวใจหม่นหมองลงทันที จริงสินะ นอกจากผมไม่ดูแลมันให้ดีแล้วยังเป็นคนแกล้งมันเองเสียอีก... ภาพไอ้นัยที่พยายามกลั้นสะอื้นเอาไว้ตอนที่ผมตะคอกมันซ้อนเข้ามาในความคิด... ตอนนั้นนัยคงเสียใจมาก บอยในตอนนี้ก็คงเช่นกัน ไม่ว่าใครที่ผมสนิทชิดใกล้ด้วยมักต้องเสียน้ำตาเพราะผมเสมอ...

“พี่ดีใจที่เจอนายน่ะ ไม่ได้เจอนายตั้งเป็นอาทิตย์ พอเจอก็อดดีใจไม่ได้ ก็เลย... ก็เลย... แหย่นายแรงไปหน่อย” ผมพยายามอธิบาย

“ไม่ได้เจอบอยตั้งเป็นอาทิตย์” บอยทวนคำแล้วย้อน “ก็พี่อูเองที่ไม่โทรหาบอย แล้วพอเจอกันดีใจก็ต้องแกล้งบอยใช่ไหม”

“พี่ขอโทษ ขอโทษนายจริงๆ อะ เอางี้ พี่ให้นายเขกหัว นายเขกให้พอใจเลย” ผมทุ่มทุน ก้มหัวให้มันเขกได้ถนัด ไม่รู้ว่าจะทำยังไงให้มันหายเคืองผม ยอมให้มันทำคืนก็แล้วกัน ตอนนั้นนักเรียนที่เดินขึ้นลงบันไดก็พอมี ใครผ่านไปผ่านมาก็พอจะได้ยินเรื่องที่คุยกัน ถ้าบอยเขกหัวผมจริงๆเราสองคนอาจตกเป็นข่าวซุบซิบของหนังสือพิมพ์ประจำโรงเรียนก็ได้

“เฮอะ ตบหัวแล้วลูบหลังมันจะได้อะไร” บอยไม่ยอมเขกหัวผม หางเสียงยังบ่งบอกความขุ่นเคือง

“เออ พี่ผิดเอง พี่ไม่ดีเองจริงๆที่ไม่ค่อยดูแลนาย” ผมสารภาพผิด จากนั้นนิ่งคิดสักครู่ แล้วพูดกับมันด้วยเสียงที่แผ่วเบา “นายยกโทษให้พี่สักครั้งได้ไหม”

“...”

“ถ้านายไม่ตอบถือว่านายยกโทษให้พี่ละนะ” ผมรวบรัดตัดความ

“...”

“ไหน ขอพี่ดูริมฝีปากหน่อย เมื่อกี้เห็นเจ่อออกมา เป็นไรมากไหม” ผมพูด แต่บอยไม่ยอมหันหน้ามาให้ผมดู ผมเอื้อมมือไปเชยปลายคางของบอยหันมาแล้วรีบปล่อยมืออย่างรวดเร็วเพราะกลัวคนเห็น

รอยเจ่อแดงที่ปากของบอยจางลงไปบ้างแล้ว แต่แนวแทปที่คาดปากและแก้มยังพอเห็นเป็นรอยแดงอยู่

“ไปล้างเสียหน่อยไป กาวพวกนี้ดูท่าคงจะคัน” ผมพูดกับบอยด้วยความเป็นห่วง

“ฮึ รู้แล้วทำทำไม” บอยทำเสียงไม่พอใจ ขณะเดียวกันเสียงออดเข้าแถวเคารพธงชาติก็ดังกังวานไปทั่วทั้งโรงเรียน

“ตอนบ่ายเลิกเรียนแล้วมาเจอกันที่โรงอาหารนะบอย พี่มีเรื่องจะบอกนาย” ผมพูด ครั้งนี้ผมคงเล่นแรงเกินไปจริงๆ ดูบอยจะโกรธผมมาก แต่เวลาไม่อำนวยให้ผมง้อบอยต่อไปได้จึงต้องนัดบอยเพื่อมาปรับความเข้าใจกันต่อในตอนหลังเลิกเรียน “ที่เก่าเวลาเดิม”

“...”

“อย่าลืมนะ ไปเข้าแถวก่อนไป แล้วเย็นนี้เจอกัน นายวิ่งไปล้างหน้าเสียหน่อยก่อนไป” ผมกำชับ จากนั้นก็เดินจากบอยไป

- - -

ชั้นเรียนในวันแรกของปีนี้เต็มไปด้วยความคึกคัก คำว่า ‘ม.๕’ นี้มีความหมายต่อทุกคนมาก แม้แต่ผมเองที่ใช้ชุดนักเรียนชุดเดิมจากเมื่อชั้น ม.๔ แต่ก็ยังอดรู้สึกกร่างนิดๆไม่ได้เวลาเดินผ่านรุ่นน้อง แต่อย่างไรก็ดี เมื่อเข้ามาอยู่ในตึกเรียนความรู้สึกว่าเป็นรุ่นพี่ก็หมดไปเพราะว่าในตึกเรียนนี้มีแต่ชั้น ม.๕ กับ ม.๖ เท่านั้น

ในช่วงเช้าวันแรกของปีการศึกษาใหม่ พวกเราใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการพูดคุยกันโดยไม่ค่อยสนใจการเรียนนัก พวกเราทุกคนคุ้นเคยกันอยู่แล้วเนื่องจากยกห้องมาจากปีที่แล้วดังนั้นจึงไม่ต้องเสียเวลาทำความรู้จักกันแต่อย่างใด... ห้องเรียนใหม่ อาจารย์ประจำชั้นคนใหม่ แต่ทว่าเพื่อนยังคงเป็นเพื่อนหน้าเก่าๆ

ที่นั่งแถวริมผนังห้องของผมนั้นเป็นแถวเดี่ยวดังนั้นผมจึงไม่มีเพื่อนที่นั่งติดกัน แถมยังนั่งอยู่หลังห้อง ซึ่งผมรู้สึกชอบเพราะว่าสงบดี เหมาะกับอุปนิสัยของผม เพื่อนที่นั่งอยู่ข้างหน้าของผมในปีนี้คือโชค ส่วนเพื่อนที่นั่งอยู่ข้างซ้ายของผมในแถวถัดไปปีนี้เป็นนนและแมน จอมมารดำขาวนักอำประจำห้อง ไอ้คู่นี้ต้องนั่งติดกันเป็นปาท่องโก๋ไม่ยอมแยกจากกัน ถัดออกไปอีกก็เป็นกี้และยูรที่กลายมาเป็นเพื่อนที่นั่งคู่กัน ส่วนทางด้านใกล้หน้าต่างหลังห้องก็เป็นของกลุ่มเวชและสมุนเช่นเดิม

เวลาหลายเดือนที่ปิดภาคเรียน เพื่อนๆแต่ละคนก็มีประสบการณ์ต่างๆกัน พวกที่เตรียมจะสอบเอนทรานซ์เมื่อจบชั้น ม.๕ ก็คุยกันแต่เรื่องติวและการเรียนกวดวิชา กลุ่มไอ้เฉานั้นมีการนัดเจอเพื่อติวกันอย่างสม่ำเสมอ ไอ้กี้และเพื่อนอีกหลายๆคนไปเรียนกวดวิชาในช่วงปิดเทอมเพื่อซุ่มเตรียมสอบเอนทรานซ์ ส่วนผู้ที่ไม่ได้เตรียมตัวสอบเอนทรานซ์ก็คุยกันเรื่องเที่ยว เรื่องทำงานพิเศษช่วงปิดเทอม ฯ ในขณะที่หลายๆคนที่มีภูมิลำเนาต่างจังหวัดก็กลับบ้านต่างจังหวัดไป ผมฟังเพื่อนๆคุยกันถึงความคืบหน้าของตนเองแล้วก็อดรู้สึกอิจฉาบางคนไม่ได้เนื่องจากได้ไปกวดวิชาเอนทรานซ์มา ทำให้ได้เนื้อหาของวิชาในชั้น ม.๖ มาด้วย ในขณะที่ผมเองนั้นวิชา ม.๕ ยังเตรียมตัวไม่เรียบร้อยเลย

ในการเตรียมตัวสอบเอนทรานซ์นั้นปกติก็ต้องทบทวนเนื้อหาและเอาข้อสอบเอนทรานซ์ปีก่อนๆมาทำลองทำ เมื่อทำไม่ได้หรือทำผิดก็ต้องไปดูเฉลยและคำอธิบาย ยิ่งได้ทำข้อสอบเก่าๆมากก็ยิ่งได้เปรียบ การทบทวนเนื้อหานั้นก็ทบทวนเอาจากหนังสือติวของสำนักพิมพ์ต่างๆ ส่วนตำราวิทยาศาสตร์ของ สสวท. ที่เรียนในห้องเรียนนั้นซุกเก็บไปได้เลยเพราะไม่ได้ใช้

สำหรับผมนั้นเนื่องจากตอนที่เรียน ม.๔ และ ม.๕ ผมไม่ค่อยตั้งใจเรียนนัก พื้นฐานจึงไม่ค่อยแน่น การเตรียมตัวจึงเป็นไปได้อย่างช้าๆเนื่องจากพออ่านไปทำข้อสอบไปก็มักจะติดขัดอยู่เสมอ วิชาเอนทรานซ์ที่ผมต้องเตรียมก็มี ๖ วิชา ได้แก่ คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา ภาษาอังกฤษ และสามัญ ๑ รวมทั้งยังต้องอ่านหนังสือเพื่อเรียนและสอบ กศน. ในสายศิลป์คำนวณอีกด้วย

เพื่อนๆส่วนใหญ่มีอะไรก็เอามาเล่าสู่กันฟัง ยกเว้นโชค โชคคุยแต่เรื่องสัพเพเหระแต่ไม่ยอมบอกเพื่อนๆว่าเตรียมตัวสอบเอนทรานซ์อย่างไรมาบ้างหรือว่าไปติวที่ไหนมา เพื่อนๆมักเรียกโชคว่าเสือซุ่มเพราะทำอะไรไม่ยอมบอกใครอีกทั้งไม่ยอมค่อยเอื้อเฟื้อใดๆแก่เพื่อนฝูงเนื่องจากกลัวว่าเพื่อนจะมาเป็นคู่แข่งของตนนั่นเอง

การได้คุยกับเพื่อนๆทำให้ผมได้มุมมองใหม่ๆในการเตรียมตัวสอบ ในยุคนั้นคณะยอดนิยมของนักเรียนสายวิทย์ก็คือคณะแพทย์กับวิศวฯ เพื่อนหลายๆคนที่ตั้งใจสอบเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์โดยไม่สนใจแพทย์ก็จะตัดวิชาชีววิทยาออกไปเลยตั้งแต่ต้น ตอนเรียนก็เอาแค่พอผ่านเท่านั้น ทั้งนี้ เนื่องจากการสอบเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์นั้นไม่ใช้วิชาชีววิทยา แต่ต้องไปเตรียมตัวสอบเพิ่มในอีกหนึ่งวิชา นั่นคือ ความถนัดทางวิศวกรรม แต่ถ้าจะเลือกทั้งแพทย์และวิศวฯจะต้องเตรียมตัวสอบถึง ๗ วิชา

สำหรับผมนั้น ในตอนนั้นผมเตรียมตัวสอบ ๖ วิชาตามปกติ เนื่องจากยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเลือกเรียนคณะอะไรดี คิดแต่ว่าหากตัดสินใจจะสอบเข้าคณะวิศวฯเมื่อไรจึงค่อยเตรียมตัวสอบความถนัดฯกันในภายหลังเนื่องจากแค่นี้ผมก็แทบแย่อยู่แล้ว จะให้เตรียมวิชาความถนัดฯด้วยในตอนนี้ก็ไม่ไหว แต่จากการที่ฟังเพื่อนๆคุยกันทำให้ผมได้ความคิดขึ้นมาใหม่ นั่นคือ ถ้าผมผมตัดสินใจตั้งเป้าหมายที่จะเรียนวิศวฯเสียตั้งแต่ตอนนี้ผมก็จะได้ไม่ต้องไปเสียเวลากับวิชาชีววิทยาซึ่งจะทำให้ผมประหยัดเวลาไปได้มากพอดู แต่ถ้ายังมัวไม่แน่ใจอยู่อย่างนี้ก็ต้องดูเหมาไปทั้งหมดซึ่งอาจทำให้เตรียมตัวสอบไม่ทันก็ได้ แต่ปัญหาที่สำคัญของผมก็คือตอนนี้ผมยังตัดสินใจเลือกเรียนต่อไม่ถูกเลย

พอเปิดเทอมมาก็มีเรื่องให้ต้องคิดมากมาย ไหนจะเรื่องเรียน เรื่องสอบ แล้วยังมามีเรื่องของบอยเข้าอีก

- - -

หลังเลิกเรียน

วันนี้ผมรู้สึกไม่ดีอยู่ตลอดทั้งวัน เช้าวันแรกของผมควรจะเป็นการเริ่มต้นอันสดใสแต่ผมก็ทำมันพังลงเสียได้ด้วยความคะนองของผมเอง ตอนเที่ยงผมไม่กล้าไปหาบอยที่สหกรณ์เพราะคดีที่ผมก่อเอาไว้เมื่อตอนเช้าทำให้ผมรู้สึกอายรุ่นน้องที่อยู่ในห้องนั้น ผมจึงรอด้วยใจกระวนกระวายจนถึงเวลาเลิกเรียนเพื่อจะได้ไปพบบอยที่โรงอาหาร

สิ่งที่ผมทำลงไป ความเสียใจของบอย เหตุการณ์ในวันนี้ทำให้ผมเริ่มแน่ใจมากขึ้นว่าบอยนั้นมีใจให้ผม ผมเริ่มคิดที่จะเปิดเผยความในใจให้บอยรู้ ที่จริงก็คิดมาสักพักแล้วแต่ก็ยังไม่กล้าบอก แต่มาวันนี้ ผมได้คิดแล้วว่าหากเก็บงำเอาไว้นานในที่สุดก็อาจมีเหตุทำให้ไม่ได้บอกเสียอีกก็เป็นได้...

บอย หายโกรธพี่หรือยัง พี่มีเรื่องอยากบอกนายนะ คือว่า พี่ เอ่อ... พี่... อ่า... ผมพยายามซ้อมพูดไว้ล่วงหน้าเพื่อที่เวลาพูดกับบอยจะได้ไม่ติดขัด แต่ทว่าแม้แต่ในการซ้อมพูดก็ดูเหมือนว่าผมจะพูดไม่ค่อยออกเลย

บ่ายสี่โมง…

ผมนั่งรอบอยอยู่ที่โรงอาหารมานานกว่าครึ่งชั่วโมงแล้วแต่บอยก็ยังไม่มาเสียที บางทีบอยอาจจะมีเรื่องคุยกับเพื่อนมากมายจนยังปลีกตัวมาไม่ได้ก็ได้ วันนี้เป็นวันเปิดเทอมบอยคงมีเรื่องคุยกับเพื่อนๆมากเป็นพิเศษ คอยอีกสักหน่อยก็แล้วกัน

สี่โมงครึ่ง...

บอยก็ยังไม่มา จนผมรู้สึกผิดสังเกตจึงไปตามหาบอยที่ห้องเรียน ตอนนั้นห้องเรียนว่างเปล่าไม่มีใครเหลืออยู่ในห้องเลย คงกลับกันจนหมดแล้ว

ผมไปดูที่สหกรณ์ ถามรุ่นน้อง ม.๔ กลุ่มที่ช่วยกันแกล้งบอยเมื่อเช้าก็ได้รับคำตอบว่าตั้งแต่เช้าแล้วก็ไม่เห็นบอยที่สหกรณ์อีกเลยตลอดทั้งวัน

บอยไปไหนของมันหว่า ผมคิดในใจ

รอจนห้าโมงกว่า ร้านค้าในโรงอาหารปิดกันจนหมด เหลือแต่โรงอาหารที่ว่างเปล่า บอยก็ยังไม่มา โรงอาหารที่ร้างคนเงียบวังเวงจนน่ากลัว ผมไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดีจึงลองโทรไปที่บ้านของบอย

“ฮัลโหล” เสียงวัยรุ่นรับสาย บอยนั่นเอง

“อ้าว บอย กลับบ้านแล้วเหรอ” ผมถาม รู้สึกงงๆ

“...”

“บอย บอย เฮ้ย บอย ฟังพี่ก่อน” ผมกรอกเสียงลงไปในกระบอกโทรศัพท์ แต่ไม่มีเสียงตอบ หลังจากนั้นก็ได้ยินเสียงสัญญาณสายไม่ว่างดังขึ้น


<ลองมาดูกันว่านิตยสารเกย์ในยุคใกล้เคียงกับตอนที่ผมเรียน ม.ปลาย นั้นภายในเล่มมีอะไรบ้าง ฉบับนี้เป็นนิตยสารวีคเอนด์ ฉบับเดือนสิงหาคม ปี ๒๕๓๔ ราคา ๔๐ บาท>



<เปิดมาต้นเล่มก็จะเป็นภาพสีวาบหวิวของนายแบบ เล่มหนึ่งมักจะมีนายแบบหลายคน>


<จากนั้นก็จะเป็นเรื่องสั้น ส่วนใหญ่ก็เป็นแนวชายรักชาย อาจจะเป็นเรื่องเสียวหรือไม่เสียวก็ได้ คลิกที่ตัวภาพเพื่อดูภาพขยายและอ่านเนื้อหาดูได้>


<จากนั้นก็จะเป็นคอลัมน์ประสบการณ์ทางเพศ หรือว่าเรื่องเสียวซึ่งเป็นส่วนที่ขาดไม่ได้ของนิตยสารเกย์ เรื่องเสียวพวกนี้จริงบ้างไม่จริงบ้าง บางทีก็เป็นเรื่องที่ผู้อ่านส่งมาร่วมเสียวด้วย>


<คอลัมน์หาเพื่อนก็เป็นคอลัมน์ประจำที่ขาดไม่ได้ในนิตยสารเกย์ทุกฉบับ การติดต่อกันในยุคนั้นค่อนข้างยุ่งยาก ยังใช้วิธีเขียนจดหมาย snail mail โดยผู้ที่จะลงประกาศหาเพื่อนจะต้องฝากข้อความไปทาง บก. ของนิตยสาร แล้ว บก. ก็จะพิจารณาลงตีพิมพ์ให้แต่จะไม่ลงชื่อที่อยู่ให้ติดต่อกันเองเพื่อความปลอดภัยของผู้ลงประกาศเพราะในยุคนั้นการเป็นเกย์ยังเป็นเรื่องที่ต้องปกปิดกัน ส่วนผู้อ่านที่อ่านประกาศหาเพื่อนแล้วอยากติดต่อกับรายใดก็ให้เขียนจดหมายใส่ซองติดแสตมป์ถึงคนผู้นั้นแต่ไม่ต้องเขียนจ่าหน้าซอง แล้วใส่ซองอีกชั้นหนึ่งส่งให้ บก. นิตยสาร เมื่อทางนิตยสารได้รับทราบความต้องการของผู้ติดต่อก็จะเป็นผู้เขียนจ่าหน้าซองแล้วส่งให้เอง หลังจากนั้นทั้งผู้ลงประกาศและผู้ติดต่อก็สามารถติดต่อกันเองได้แล้ว>

26 comments:

นอ.นนท์ said...

คนเเรกป่าวเอ่ยย
สั้นจังเลยอาอู อ่านเเล้วซึ้ง

Anonymous said...

มาเป็นที่สองก็ยังดี

IC

Anonymous said...

เง้อ มาไม่ทัน T-T
มารักอาอูกันเถอะ

หลาน Arus ของอาอู

Anonymous said...

ลุ้นอีกแระ
รจ

Anonymous said...

วันนี้มาที่ 5 ครับ พี่อูต้องง้อบอยให้มาก ๆ นะครับ
เดี๋ยวน้องบอยก็ใจอ่อนเองละ
ไก่

Anonymous said...

มาชูแขนเชียร์แล้วค่า..
ยุคไหนๆก้อไม่พันหมอกับวิศวะจริงๆด้วย
แต่พี่เดาว่าสุดท้ายอูได้เรียนอย่างอื่น..
รอดูสิว่าจะถูกมั้ย?

คนลาดพร้าว

Anonymous said...

)^_^(ที่5 ยังงอนไม่หายแต่ไม่ต้องห่วงตอนนี้ลุงไนติงเกลกำลังถูกบีบให้พูดความในใจแล้ว แต่จะพูดแบบไหนน่า บอยผมรักคุณ พี่ชอบบอยวะ พี่รักน้องนะ บอยเป็นแฟนพี่นะ เลิฟนะเด็กโง่ เอิ้กๆๆๆ ใครไม่รู้มาอวยให้ผมกินข้าวไข่เจียว10วัน ขอบคุนนะค้าบบกินแล้วจะได้ไข่ใหญ่ไง เอ้ยติดเรตซะแล้วไปดีกว่า

Fryderyk C. said...

เอาแล้วไง บอยงอนแล้ว รีบๆ ตามง้อนะครับ

^ _ ^

Anonymous said...

อาอูสู้ๆนะครับ เป็นกำลังใจให้ บางครั้งคนเราก็มีผิดพลาดได้เหมือนกัน แต่ว่าผิดแล้วก็ตั้งใจแก้ไข เรื่องนี้สำคัญกว่าเป็นไหนๆเลยครับ
รักอาอูนะครับ
Federick

หลานหนุงหนิง said...

รออ่านตอนหน้า แหมตอนนี้ทั้งเม้มทั้งสั้น

ภาพที่เอามาแปะนี่ใช่สามเล่มร้อยที่อาอูซื้อมาสวดมนต์หรือเปล่า เห็นมีรอยเปียกน้ำ?จนลอกด้วยอิอิ ขอเดาว่าเป็นสมบัติส่วนตัวของนายอู

ปล.ขอบคุณอาอูที่สร้างบล็อกดีๆและทำให้เจอคนดีๆ ณ ที่แห่งนี้นะครับ

หลานหนิง

Anonymous said...

หลานหนิงเข้าใจถูกแล้ว เป็นหนังสือสวดมนต์ของอา แต่พออ่านทีไรมักสวดไม่ค่อยถูก ใจมันสั่น แล้วก็รอยเปียกนั้นก็เข้าใจถูกอีก เป็นตามที่สงสัยนั่นแหละ

เดี๋ยวนี้แต่ละตอนใช้เวลานานกว่าเดิมมาก ไหนจะถ่ายรูป แต่งรูป หาข้อมูล เขียนคำบรรยายภาพ ตรวจคำผิด บลาๆๆ หลายชั่วโมงเลยนะหลาน บ่นมากเดี๋ยวจะบอกอาชูขายาวห้จัดการเสียเลย พี่ชูๆ มาดูหลานหนิงหน่อย แซวเก่งใหญ่แล้ว

หลานที่ 5 กินข้าวไข่เจียวมากี่วันแล้วล่ะ ป่านนี้น่าจะออกจากบ้านได้แล้วมั้ง อยู่บ้านนานๆอ้วนแย่

กำลังคิดอยู่ว่าหมู่นี้ไม่เห็นโรสเลย วันนี้เข้ามาเม้นพอดี IC ก็ไม่เห็นเสียนาน สงสัยจะกลับเมืองไทยแล้ว

Federick กับ Fryderyk C. นี่คนเดียวกันหรือเปล่านะ อาชักงงๆแล้วล่ะ แล้วสอบเสร็จกันหรือยัง arus ด้วย สงสัยยังคร่ำเครียดอยู่

นอ. นนท์ ข้างหน้านี่ย่อมาจากอะไรครับ นาวาเอก นายอำเภอ ฯลฯ ตอนหน้าจะพยายามโพสต์ให้ยาวกว่านี้ พอดีช่วงนี้งานยุ่งๆครับ

ขอบคุณไก่ครับที่เข้ามาเม้น ส่วนที่พี่สาวลาดพร้าวทายเอาไว้ จะถูกหรือไม่ต้องตามดูกันต่อไป อีกไม่นานก็รู้ครับ แต่ตอนนี้ขอแก้ปัญหาเรื่องน้องบอยก่อน เด็กร่าเริงนี่งอนยาก แต่ถ้างอนขึ้นมานี่แก้กันไม่ถูกเลย หนักใจ...

อู

Anonymous said...

ตอนนี้รูปหวาบหวามเยอะเชียว

thom

ธนิศร said...

ติดตามมานานเเล้วครับ เเต่ไม่ได้โพส

นิยายสนุกมากเลย เเต่มันเศร้าอ่ะ

รู้สึกว่าอูเจอเรื่องเศร้าๆมากเหลือเกิน

Anonymous said...

ตามหาหัวใจตัวเองต่อไปพี่อู
ตื้อเท่านั้นที่จะครองโลก มาให้กำัลังใจพี่อูค๊าบ
^^sky^^

นอ.นนท์ said...

อาอู
ชื่อผมไม่ได้ย่อมาจากไหนคับ พอดีนนท์มันสั้นไป
เลยเติม นอ. ข้างหน้าคับผม อ่ะคับเข้าใจงานยุ่ง
ยังไงดูเเลรักษาสุขภาพด้วยนะคับอาอู

Anonymous said...

ผม Federick ครับ ส่วนคนที่ชื่อ Fryderyk C.ผมไม่รู้จักนะครับ แล้วอีกอย่างนึง ผมอยู่ในวัยทำงานแล้ว แต่ว่าผมอายุยังไม่ถึง 25 นะครับ
รักอาอูนะครับ
ป.ล.น้องชื่อหลานหนิง เป็นหนิงเดียวกับในบอร์ด Thaiboylove.com รึเปล่าครับ แอบสงสัย อิอิ

nai said...

รักมาก คิดถึงมาก มีความหวังมาก ก็จะโกรธ ก็จะงอนมากเป็นเรื่องปกติ

คนร่าเริงงอนก็ยาก ง้อก็ยาก ต้องใช้พยายามมากกว่าพวกงอนง่ายหายเร็ว

อู ก็พยายามหน่อยแล้วกัน อย่ามัวไปเดินจตุจักรหาหนังสือสวดมนต์เพลิน แล้วจะหาว่าไม่เตือน

ว่าแต่พี่ชูหายไปไหน ผิดสังเกตแล้ว ยังไม่เข้ามาเทศนาธรรม คิดถึงแล้วซิ

นัย

หลานหนุงหนิง said...

ตอบพี่ Federick

ไม่ทราบจิครับ อิอิ

ลองเดาดูแล้วกัน

(ขอทำตัวลึกลับแบบอาอูมั่งแล้วกัน เค้าว่ากันว่าคนลึกลับเป็นคนมีเสน่ห์ 555+ จริงมั้ยอาอู)

หลานหนิง

Anonymous said...

โอเคหนุงหนิง ตอบแบบนี้แสดงว่าชัวร์ งั้นก็สวัสดีครับ JKrR ว่าแต่ทำไมต้องใช้ชื่อนี้ด้วยอ่ะ สงสัยมานานแล้ว อิอิ
Federick

Choo said...

มาช้าเพราะพิจารณาหนังสือสวดมนต์นานครับ

ขอแบ่งดูบ้างไม่ยอมให้ แล้วเอามาโชว์ให้เกิดกิเลสทำไมครับเนี้ย

เพี้ยง...ขอให้บอยงอนนานๆ ที่เถอะ

รุ้สึกช่วงนี้หลานหนิงอารมณ์ดีเป็นพิเศษ สงสัยเรียนจบซะที่ใช่ไหม ยินดีด้วยนะครับ หรือว่า...มีอะไรดีๆ มากกว่านั้น

นัยก็ชอบสวดมนต์ไช่ไหม ถึงอยากให้ผมเทศนาธรรม ไม่ได้เจออูนาน หายคิดถึงหรือยัง

ชู

Fryderyk C. said...

555++

งงกันละสิ ผม Fryderyk C. นะครับ

Fryderyk Chopin- ผมยังเรียนอยู่ครับ
สอบเสร็จได้ 2 - 3 อาทิตย์แล้วครับ
ตอนนี้ปิดเทอมแล้ว แวะเข้ามาดูเรื่องของอาอู
เกือบทุกวันเลย รีบๆส่งต้นฉบับนะครับผม
อย่าให้รอลุ้นนานนะครับผม

ฮุๆ ^ _ ^

สวัสดีครับ

หลานหนุงหนิง said...

เข้ามากอดอาชู คุณพ่อขายาวที่รักที่ซู้ดดดดด

กอดด อาอูด้วยคน

แอบกอดด อานัยจากข้างหลังด้วยอิอิ

ตอบพี่ เฟดเดอริกหมายเลข 2

JkrR มาจากตัวย่อของชื่อจริงนามสกุลจริงของผมครับ

ตอนนั้น แฮรี่พอตเตอร์กำลังดัง เลยเขียนแบบนี้ ตั้งใจจะให้อ่านว่า "เจเคดับเบิ้ลอาร์" ให้มันออกเสียงคล้ายๆกับ "ดัมเบิลดอร์" ศาสตราจารย์ที่ผมแอบปลื้มอยู่ (ผิดด้วยหรอที่ชอบกอดคุณลุงท่าทางใจดีใส่แว่นเนี่ย)

หลานหนิง

Anonymous said...

ฮ่าๆๆ ใช่จริงๆด้วย พี่เรียกน้องหนิงละกัน เพราะอายุเราห่างกันไม่มาก
Federick

Anonymous said...

เพิ่งได้คอมเมนท์เป็นครั้งแรกค่ะ ^^
ยังไม่ได้อ่านภาคอื่นๆ ของพี่อูเลย (ขออนุญาตเรียกว่าพี่นะคะ)
มาอ่านหลักๆ ก็ช่วงเวลาที่พี่อูลงแบบปัจุบันในบลอกล่ะค่ะ
อ่านมาถึงบอยที่โดนแกล้งไป ก็น่าจะโกรธมากอยู่นะคะ
วันแรกแท้ๆ มาเจอแบบนี้ก็ต้องกลัวแน่เลย ><
เทปกาวนั้น วันก่อนไปตรวจเลือดมาค่ะแค่เป็นสก๊อตเทปแปะแผลเจาะเลือดเล็กๆ แล้วดึงออก รู้สึกเจ็บมากๆ
แต่ที่ปาก คงไม่น้อยเลย
แต่ก็หวังว่า จะเข้าใจกันได้โดยเร็วค่ะ ลุ้นๆ ต่อ
อ่านไปเรื่อยๆ นึกถึงช่วงเอนทรานซ์ทีเดียว ฮา..ฮา
เรื่องราวที่พี่อูได้ลงไว้ บางทีนึกย้อนถึงตัวเองได้ดีเลยค่ะ
เลื่อนลงมาถึงด้านล่าง ภาพชวนระทึกมากก อิอิ

Anonymous said...

เง้อ ว่าแล้วอะไรลืมอะไร
ขอลงชื่อก่อนน T-T
ขี้ลืมไวแท้

หญิง

boy_aof_za said...

หวัดดีครับคุณอู แวะเข้ามาอ่านอีกแล้วครับ มาเป็นกำลังใจให้ด้วยนะครับ+++!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!