Saturday, November 7, 2009

ภาคสาม ตอนที่ 29

การที่ผมได้กลับมาเรียนที่โรงเรียนเดิมอย่างไม่คาดฝันทำให้วันเปิดเรียนวันแรกของผมดูมีความหมายเป็นพิเศษ ผมมองดูโลกรอบๆตัวผมด้วยสายตาที่แตกต่างไปจากเดิม... ทุกคนและทุกสิ่งมีความหมายต่อผมอย่างที่ผมไม่เคยนึกถึงมาก่อน

ผมรู้สึกยินดีที่ได้พบกับเพื่อนๆอีกครั้ง แม้กระทั่งคนที่ผมไม่ค่อยชอบหน้านักอย่างไอ้กี้ผมก็ยังรู้สึกว่าดีใจที่ได้พบมัน เช้าวันนั้นผมพูดคุยกับเพื่อนๆมากเป็นพิเศษ

“วันนี้ไอ้เหี้ยอูมันเป็นอะไรของมันวะ” ไอ้กี้พูดขึ้นมาด้วยเสียงหัวเราะขณะที่เรานั่งจับกลุ่มคุยกันอยู่ที่โต๊ะหลังห้อง “เกรดมันก็ได้นิดเดียว เสือกหัวเราะร่วนเชียว สงสัยจะประสาทแดก”

ผลสอบเทอมต้นของผมไม่ดีนัก ได้เกรดเพียงแค่สองกว่าๆ ใจหนึ่งก็ผิดหวังอยู่เหมือนกัน เพราะว่ายิ่งเรียนก็ยิ่งตกต่ำ แต่อีกใจหนึ่งก็รู้สึกโล่งอก เพราะอย่างน้อยผมก็สอบผ่านทุกวิชา ไม่มีวิชาใดสอบตก ถึงแม้ว่าจะเอาตัวรอดได้ก็ตาม แต่เกรดเพียงแค่นี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าภูมิใจแต่อย่างใด ไอ้กี้ดันเอามาพูดเสียงดังลั่นห้อง

ไม่มีใครสนใจเรื่องเกรดของผมนัก เพราะว่าเช้าวันนั้นหัวข้อการสนทนามุ่งความสนใจไปที่ข่าวดังเมื่อตอนช่วงปิดเทอม นั่นคือข่าวลือที่ว่า สปัน นางแบบสาวติดเชื้อเอดส์

สปันเป็นชื่อของนาวแบบสาวชื่อดังในยุคนั้น ในตอนช่วงปิดเทอมมีข่าวลือออกมาว่าเธอได้ไปตรวจเลือดที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง และผลการตรวจเลือดพบว่าเธอติดเชื้อเอดส์ หลังจากนั้นหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับก็พยายามขุดคุ้ยเพื่อหาข้อเท็จจริง จนกลายเป็นข่าวดังในช่วงปิดเทอม แต่ผมตกข่าวนี้เพราะไม่ได้สนใจเนื่องจากตอนนั้นกำลังวุ่นวายกับเรื่องการหาที่พักในกรุงเทพฯอยู่ เมื่อตอนอยู่ที่หอก็ไม่ค่อยได้เจอใคร เพิ่งจะมารับรู้ข่าวก็จากเพื่อนๆนี่เอง

แต่ถึงแม้ทางโรงพยาบาลจะออกมาแถลงแล้วว่าเรื่องทั้งหมดเป็นเพียงข่าวลือ แท้ที่จริงแล้วผลตรวจเลือดของนางแบบสาวไม่พบเชื้อเอดส์ แต่ว่าเรื่องนี้ก็ยังเป็นหัวข้อสนทนาได้อย่างสนุกปาก ทั้งนี้ เนื่องจากเดิมทีคนทั่วไปเชื่อกันว่าผู้ที่เป็นโรคเอดส์มีแต่เกย์และผู้เสพยา แต่ในปีนี้เริ่มมีการตรวจพบหญิงที่ติดเชื้อเอดส์ ทั้งในแม่บ้านและหญิงขายบริการ ดังนั้นการที่มีหญิงคนดังสักคนถูกลือว่าติดเชื้อเอดส์จึงเป็นหัวข้อสนทนาได้เป็นอย่างดีว่าเธอไปจั่วได้โรคนี้มาได้อย่างไร แม้ต่อมาจะมีการนำเสนอข่าวที่ถูกต้องในภายหลัง แต่ชีวิตทั้งด้านการงานและส่วนตัวของเธอต้องเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงเพราะอำนาจของข่าวลือที่เกี่ยวกับโรคร้าย

เสียงออดเข้าแถวดังขึ้น พวกเราจึงสลายตัวและออกจากห้องเพื่อไปตั้งแถวเคารพธงชาติที่สนามหญ้า ระหว่างที่เดินไปยังสนามนี่เอง ผมก็ได้พบกับตี๋ ตี๋ทำสีหน้างุนงงเมื่อเห็นผม

“ไหนบอกว่าจะกลับบ้านไง ทำไมเสือกกลับมาเรียนได้อีก” ตี๋รี่เข้ามาทักทาย

“ไม่ได้เสือกกลับมาเรียนโว้ย แต่ว่ากลับมาเรียนเฉยๆ” ผมพูดยียวนมัน รู้สึกดีใจที่ได้เห็นเพื่อนสนิทตั้งแต่ชั้น ม.ต้นอีกครั้งหนึ่ง “ก็หาที่พักที่กรุงเทพฯได้น่ะ เลยไม่ต้องเรียนที่บ้าน”

ผมอธิบายแต่เพียงสั้นๆ ปกติตี๋ไม่ใช่คนช่างสอดรู้สอดเห็น อธิบายเพียงแค่นี้มันก็หายข้องใจแล้ว

“แล้วตอนนี้พักที่ไหนล่ะ” ตี๋ถาม

“ก็หอพักแถวๆบ้านเดิมที่กูอยู่นั่นแหละ” ผมตอบ “เรื่องหอพักนี่ก็ได้ความคิดไปจากมึง ที่จริงต้องขอบใจมึงนะ ถ้ามึงไม่พูด กูคงไม่ได้คิด”

เมื่อคุยกับตี๋แล้วจึงเพิ่งนึกได้ว่าผมยังไม่ได้ขอบใจมันเลยสำหรับคำแนะนำ ผมรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณมันไม่น้อย

“เฮ้ย ไม่เป็นไร” ตี๋พูด “ว่าแต่... ในเมื่อมึงกลับมาแล้ว กูจะทยอยเอาหนังสือมาคืนมึง มึงจะได้เอาไว้อ่าน”

หนังสือที่ตี๋พูดหมายถึงหนังสือกวดวิชา ม.ปลาย ของเอ๊ด ที่ผมเคยยกให้มัน ตี๋คงเกรงใจ

“ไม่ต้องหรอก” ผมตอบ “มึงเอาไปอ่านนั่นแหละ กูยังไม่ได้คิดจะใช้มัน เอาไว้เมื่อไรจะใช้แล้วจะบอก”

- - -

แม้อากาศในวันเปิดเรียนวันแรกจะครึ้มฟ้าครึ้มฝนเนื่องจากอยู่ในช่วงปลายฤดูฝน แต่อารมณ์ของผมกลับแจ่มใสเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม มีบางคนที่ไม่รู้สึกแจ่มใสเอาเสียเลย คนผู้นั้นก็คืออาจารย์พิกุล

บ่ายวันนั้นมีชั่วโมงคณิตศาสตร์ของอาจารย์พิกุล อาจารย์เดินเข้าห้องมาอย่างยิ้มแย้ม

“เป็นไงบ้างนักเรียน ปิดเทอมไปไหนกันมาบ้าง” อาจารย์พิกุลทักนักเรียน

“แล้วอาจารย์ไปไหนมาหรือเปล่าครับ” เวชตะโกนถามเสียงดัง

“โฮ้ย ครูจะไปไหนได้ ก็นั่งตรวจข้อสอบทำคะแนนของพวกเธอนั่นแหละ” อาจารย์พิกุลตอบอย่างอารมณ์ดี

“เหรอครับ นึกว่าจะไปลดความอ้วน” เวชพูด

อาจารย์พิกุลหน้าเปลี่ยนสีไปในทันที จากเดิมที่ยิ้มแย้มกลายเป็นถมึงทึง พริบตานั้นทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเวชจึงได้เป็นไม้เบื่อไม้เมากับอาจารย์พิกุลได้ถึงขนาดนี้

หลังจากนั้นก็คงไม่ต้องบอก เพราะอาจารย์พิกุลก็เริ่มอารมณ์เสียและเทศนาเวชกัณฑ์ยาวเหยียด บรรยากาศที่แจ่มใสของการเรียนในวันแรกถูกทำลายลงไปอย่างสิ้นเชิง

“นี่อยู่ที่บ้านเธอต้องกวนประสาทผู้ปกครองเธอแบบนี้หรือเปล่า แล้วผู้ปกครองเธอไม่อกแตกแย่เลยเหรอ ถ้าครูมีลูกชายแบบนี้ครูบ้าตายแน่” อาจารย์พิกุลพูดอย่างเหลืออด

เวชหน้าเปลี่ยนสี ดูเหมือนการพูดถึงพ่อแม่เวชกระจี้ถูกใจดำของมัน

“ถ้าผมมีแม่อย่างอาจารย์ผมคงบ้าตายเหมือนกันแหละครับ” เวชสวนกลับ

คำตอบของเวชราวกับสาดน้ำมันลงไปในกองเพลิง ไฟโทสะที่กำลังสงบลงกลับคุโชนขึ้นมาอีก คราวนี้กลับแผดเผารุนแรงยิ่งกว่าเก่า

ชั่วโมงคณิตศาสตร์ในวันนั้นจึงกลายเป็นชั่วโมงที่เคร่งเครียดและกดดันของทุกคน เพื่อนๆในห้องคงไม่มีใครพอใจกับการกระทำของเวชแต่ก็ไม่มีใครกล้ายุ่งด้วย ผมเองก็นั่งเขี่ยปากกาเล่นด้วยความเซ็ง

- - -

หลังเลิกเรียน

เมื่อการเรียนวันแรกหมดสิ้นลง นักเรียนทยอยออกจากห้องเรียนไป จู่ๆอารมณ์ของผมก็เปลี่ยนไปในทันที ความสดชื่นรื่นเริงหายไปสิ้น ห้องเรียนที่ร้างคนทำให้ผมรู้สึกเหงาขึ้นมาจับใจ โรงเรียนเลิกแล้ว อีกสักครู่ผมก็คงต้องกลับไปอยู่ในห้องแคบๆและผ่านวันคืนอันเงียบเหงากว่าจะถึงวันพรุ่งนี้

เมื่อก่อน ตอนเย็นผมมักต้องรีบกลับบ้าน ดังนั้นจึงไม่ค่อยได้ไปไหน พอมาถึงตอนนี้ซึ่งผมมีอิสระเต็มที่ ผมก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าควรจะไปที่ไหน แถววังบูรพาก็ไม่ค่อยมีอะไร เดินจนเบื่อแล้ว ตอนนั้นยังไม่มีดิโอลด์สยาม วังบูรพายังไม่คึกคักเหมือนกับในปัจจุบัน จะไปสยามสแควร์ก็เบื่ออีก เดินคนเดียวไม่มีความหมายอะไร ในเมื่อไม่รู้ว่าจะไปไหนดี ผมจึงได้แต่กลับห้องพัก

เมื่อกลับห้องมาก็ไม่มีอะไรทำอีก ทีวีก็ไม่มี มีแต่วิทยุเทปวอล์กแมนเครื่องเล็กๆ ฟังไปฟังมาก็เบื่อ ขึ้นไปร่วมสังสรรค์กับชาวหอด้วยกันที่ชั้นดาดฟ้าก็สนุกดี แต่ก็ไม่ได้มีจัดกันทุกวัน หนักเข้าก็ได้แต่รีบๆเข้านอนเพื่อจะได้ผ่านเวลากลางคืนไปและจะได้รีบถึงเช้าวันใหม่ เพียงเปิดเรียนได้สองสามวัน ผมก็รู้สึกเหงาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

- - -

ชีวิตห้องเช่าหรือว่าชีวิตชาวหอที่นี่นั้น ยามเปิดเทอมต่างจากปิดเทอมค่อนข้างมาก เพราะว่าที่นี่มีนักเรียนนักศึกษาอยู่หลายห้อง และจำเพาะมารวมกันอยู่ที่ชั้น ๓ และชั้น ๔ ทำให้การใช้ห้องน้ำและการซักผ้าต้องต่อคิวกัน เมื่อผมมาอยู่ที่นี่ใหม่ๆเมื่อตอนปิดเทอมก็ยังรู้สึกว่าต้องปรับตัวพอสมควร พอมาถึงช่วงเปิดเทอมก็ยิ่งต้องปรับตัวมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการใช้เวลา

เมื่อเปิดเทอมไปได้สองสามวัน ในที่สุดผมก็ทนต่อคิวใช้ห้องน้ำยามเช้าในเวลาตีห้าครึ่งไม่ไหว ผมจึงตื่นให้เร็วขึ้นอีกโดยมาเข้าห้องน้ำตอนตีสี่สี่สิบห้านาที ที่ผมต้องตื่นเช้าขนาดนี้เพื่อมาเข้าห้องน้ำเพราะว่าผมชอบเข้าส้วมอย่างสบายๆไม่มีใครมาเร่ง เรื่องอาบน้ำไม่ค่อยเท่าไร เพราะว่าผมอาบน้ำเร็ว

พอตื่นเช้ามากๆก็ไม่ต้องคอยคิว จึงทำให้เสร็จเร็ว ยังไม่ทันหกโมงเช้าผมก็อาบน้ำแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยและพร้อมที่จะออกไปเรียน

อากาศในตอนเช้าวันนั้นขมุกขมัว ท้องฟ้าหม่นครึ้มคล้ายฝนจะตก จู่ๆความเหงาก็จู่โจมผมอย่างไม่ทันตั้งตัว ผมรู้สึกเหงาขึ้นมาจับใจ ผมไม่ชอบบรรยากาศเช่นนี้เลย

ขณะที่ผมออกจากหอและเดินอยู่ในซอย ผมก็ได้ยินเสียงเรียกชื่อผมอยู่ข้างหลัง

“เฮ้ อู” เสียงนั้นทัก เมื่อผมหันไปดู แป๋งนั่นเอง

แป๋งอยู่ในชุดเสื้อยืดกับกางเกงขาสั้น ดูไม่เหมือนกับกำลังจะไปโรงเรียน

“ทำไมออกเช้านักวะ” แป๋งสาวเท้าตามผมมาจนทัน “ตั้งแต่เปิดเรียนยังไม่เห็นนายเลย”

“สองสามวันนี้ออกสาย ไปโรงเรียนเกือบไม่ทัน วันนี้เลยเปลี่ยนเวลามาออกเช้าขึ้น” ผมอธิบาย “ก็ไม่ได้ไปไหนนี่ กลับมาแล้วก็อยู่ในห้อง ว่าแต่นายไม่ไปโรงเรียนเหรอ”

“ไปดิ” แป๋งหัวเราะ “โรงเรียนเราอยู่ไม่ไกล นั่งรถเดี๋ยวเดียว ไม่ต้องรีบไปแบบนายหรอก ออกเจ็ดโมงก็ทันถมเถ”

“แล้วนี่กำลังจะไปไหน” ผมถาม

“ไปซื้อปาท่องโก๋” แป๋งตอบ

ในตอนนั้นที่ปากซอยลาดพร้าว ๒๓ หรือว่าซอยวิทยาลัยครูจันทรเกษมจะมีปาท่องโก๋ขาย ออกมาทอดขายตั้งแต่เช้ามืด คนเข้าแถวกันยาวทุกวัน

“อ้าว นายจะไปไหน” แป๋งถามผมเมื่อเราเดินถึงปากซอยและเห็นผมเดินเลี้ยวซ้าย

“จะไปขึ้นรถที่ซอยภาวนาน่ะ” ผมตอบ

“เดินตั้งไกล ไม่รอขึ้นฝั่งตรงข้ามล่ะ” แป๋งยังสงสัยไม่เลิก

“เดินไปขึ้นต้นสายจะได้มีที่นั่ง ไปก่อนนะ” ผมตอบแต่เพียงสั้นๆแล้วก็กล่าวคำอำลา

“เออ หวัดดีโว้ย” แป๋งตอบ “เฮ้ย อู คืนนี้เราขึ้นไปหานายที่ห้องนะ” แป๋งพูดจบแล้วก็เลี้ยวขวาเดินไปเลยโดยไม่รอคำตอบจากผม

จากปากซอยหอพักไปถึงซอยภาวนาเป็นระยะ ๓ ป้ายรถเมล์ ใช้เวลาเดินราวสิบนาที...

เมื่อถึงท่ารถสาย ๘ ผู้คนยังคงพลุกพล่านเหมือนเช่นเดิม ผมยังไม่ขึ้นรถในทันที ผมอดชะเง้อคอรออยู่ที่ทางเท้าไม่ได้ ผมยังมีความหวังเหลืออยู่สายใยหนึ่งเสมอ... เผื่อว่าสักวันผมจะได้พบกับไอ้นัยอีก

ผมกับไอ้นัยขาดการติดต่อกัน รวมทั้งผมไม่ได้พักอยู่ที่เดิมอีกต่อไป แต่ผมแน่ใจว่าสักวันหนึ่ง... เมื่อไอ้นัยกลับมา ถ้ามันต้องการพบผม มันรู้ว่าจะหาผมพบได้จากที่ใด... และนี่เองคือสาเหตุที่ผมต้องการพักอยู่ในละแวกเดิม เพราะว่าผมจะได้มาขึ้นรถที่นี่ได้ทุกวัน

ผมยืนอยู่ที่ท่ารถประมาณ ๕ นาที เหม่อมองดูนักเรียนคนแล้วคนเล่าที่เดินมาที่ท่าและขึ้นรถไป ความเหงาคุกคามผมอย่างรุนแรง ในที่สุด ผมก็ขึ้นรถเมล์ไป…

- - -

บ่ายหลังเลิกเรียนในวันนั้นฟ้ามืดครึ้มและมีฝนท้ายฤดูโปรยปราย ผมไม่ได้ติดร่มมาด้วยเพราะคาดไม่ถึง แต่ถึงไม่มีร่มผมก็ไม่เดือดร้อนอะไร เพราะผมชอบสายฝนอยู่แล้ว

ผมรู้สึกหดหู่มาตลอดทั้งวัน ตั้งแต่ที่ผมย้ายมาอยู่ที่หอนี้ อาการเครียดจนท้องเสียและอาเจียนก็หายไป แต่ความรู้สึกเซ็งและเหงาเข้ามาแทนที่ ผมพยายามไม่คิดถึงมันและทำใจให้ร่าเริง แต่วันนี้มันไม่ไหวจริงๆ การหมกตัวอยู่คนเดียวในห้องพักทำให้ผมรู้สึกเหงา หนักเข้าก็รู้สึกคิดถึงบ้าน คิดถึงพ่อแม่ ทั้งๆที่ผมอยู่โรงเรียนประจำมาตั้งแต่เด็ก ไม่ควรที่จะมีความรู้สึกเช่นนี้เกิดขึ้นได้ แต่มันก็เกิดขึ้นไปแล้ว และที่สำคัญก็คือ... ผมคิดถึงไอ้นัย

หมู่นี้ภาพของบอยแว่บเข้ามาในความคิดของผมบ่อยๆ ตั้งแต่เปิดเทอมมาผมยังไม่ได้เจอไอ้บอยเลย สหกรณ์ยังไม่เปิดทำการ ครั้นจะไปหาไอ้บอยถึงที่ห้องเรียนอีก ผมก็รู้สึกตะขิดตะขวงใจ เพราะไม่รู้จะหาข้ออ้างอะไรที่จะไปหามันถึงที่ห้อง ตอนพักเที่ยงก็ยากที่จะเจอกันเพราะว่า ม.ต้น กับ ม.ปลายเหลื่อมเวลาพักกันอยู่

กลับห้องดีกว่า ผมได้ข้อสรุป...

ฝนตกเพียงแค่ปรอยๆ แต่ลมพัดแรงและอากาศเย็นเยือก ผมไม่รีบวิ่ง คงเดินทอดน่องไปเรื่อยๆมุ่งตรงไปยังสะพานพุทธ สายฝนเย็นที่โปรยปรายลงมาบนตัวผมทำให้ผมรู้สึกสดชื่นขึ้นบ้าง

เมื่อกลับถึงหอ ผมกินอาหารที่ร้านเดิม หลังจากนั้นก็ขึ้นไปที่ห้องและอาบน้ำ หลังจากอาบน้ำเสร็จ ผมรู้สึกว่าหัวหนักๆอย่างไรชอบกล

ผมหยิบหนังสือที่ยืมมาจากห้องสมุดมาเปิดอ่านเพื่อฆ่าเวลา แต่ขณะที่อ่านผมเกิดความรู้สึก อึดอัด ไม่ค่อยสบายตัว อีกทั้งไม่มีสมาธิ อ่านอยู่ตั้งนานก็ยังไม่รู้เรื่อง

ก๊อกๆ เสียงเคาะประตูดังเบาๆ

ผมละสายตาจากหนังสือและเดินไปเปิดประตู คนที่เคาะไม่ใช่ใครอื่น แป๋งนั่นเอง...


<เมื่อถึงท่ารถสาย ๘ ผู้คนยังคงพลุกพล่านเหมือนเช่นเดิม ผมยังไม่ขึ้นรถในทันที ผมอดชะเง้อคอรออยู่ที่ทางเท้าไม่ได้ ผมยังมีความหวังเหลืออยู่สายใยหนึ่งเสมอ... เผื่อว่าสักวันผมจะได้พบกับไอ้นัยอีก ภาพท่ารถตรงข้ามซอยภาวนา สมัยนั้นเสาป้ายรถเมล์เป็นเสาลายขาวดำ ข้างบนเป็นแป้นกลมๆ ต่างจากในปัจจุบัน>

25 comments:

Anonymous said...

ที่ 1 คร้าบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ

ครั้งแรกในชีวิตนะเนี่ย

เสาร์หน้าจะสอบแล้วคร้าบ

ว่าแต่ ทำไมอาอูไม่พูดถึงชัชบ้างเลยอะ

อยากรู้อะครับ ว่าเป็นยังไงบ้าง

^^S-U-N^^

Anonymous said...

ว่าจะทำ แฮททริกสักหน่อย เสียดายจัง

Anonymous said...

ที่3 ^^
บอย

Anonymous said...

อาอูไม่ได้เผยโฉมหรอกครับ เพียงแค่ไปเที่ยวที่เดียวกัน
ให้คุยฟุ้งได้ว่า ไปเที่ยวด้วยกัน(ฮา)
วันนี้ไปทานอาหารที่เฮือนลำพูนมาด้วยล่ะ >.<)//

หลาน Arus ของอาอู

Anonymous said...

อาอูคงป่วยแล้วอาแป๋งคงอยู่ดูแล ไม่ก็จับกดๆ
กลางดึก ก็ละเมอถึงอานัย
จากนั้นอาอูก็ไปล่อลวงอาบอยแน่เลย

ทำไมผมรู้สึกว่าอาอูใช้เวลาไม่เหมือนสมัยเก่า
ที่เล่นดนตรี ทำสหกรณ์ ก็ไม่รู้ หรือว่าอานัยเป็น
กำแพง ทำให้อาอูไม่กลับไปใช้เวลากับสิ่งเหล่านั้น

ตอนหน้าจะป่วย หรือจะชำเรากันนะ

แต่ที่น่าสนใจคืออาอูบอกว่าเรื่องจะหักมุมในอีกสาม
ถึงสี่ตอนข้างหน้า

หลาน Arus ของอาอู

yo408 said...

ที่6.

สงสัยคราวนี้จะไม่สบายยยยยยยย

All about Rose said...

เช้านี้โชคดี
ตื่นมาก็ได้อ่าน

Rose

Anonymous said...

)^_^(ที่1 เมื่อคืนดูบอลอยู่เลยอดที่1เลย ผมเดาถูกไหมครับลุง เช้านี้กินอิ่มหรือยังครับ ผมเอาแซนวิชมาฝากลุงครับhttp://www.dektriam.net/TopicRead.aspx?topicID=118686อย่างฮา ลุงอูครับตอนไปเขาชนไก่นี่ถ้าดวงซวยมีแก้ผ้าอาบน้ำจริงหรือเปล่าครับ

naja said...

สงสัย เดี๋ยวพี่อุคงหลับ แล้วแป๋งก้อเข้ามา xxx

อิอิ

Anonymous said...

มีเสียว
ตอน 30 ไวๆเน้อ

thom

Anonymous said...

อาจจะไม่เสียวก็ได้
เดี๋ยวอูก็ต้องคิดนัยอัก
ก็เลยหมดอารมณ์

Anonymous said...

มาไวๆ นะคัฟ

มาทำให้อยากอยู่เรื่อยเลย

^^S-U-N^^

Thailande said...

หรือว่าความเหงาในครั้งนี้จะทำให้อาอูกับอาแป๋งเป็นแฟนกันรึเปล่านะ
Oliver

Anonymous said...

มาเป็นกำลังใจ

เอ...จะหักมุมยังไงนะ

ถ้าจะให้ลุ้นระหว่าง แป๋งกับน้องบอย

ผมเชียร์น้องบอยนะ

รู้สึกอยู่ด้วยละแฮปปี้กว่า (มองในมุมอาอู)

ยังไงก็มาต่อไวๆละกันนะอาอู

หลานหนิง

Anonymous said...

ปั่นเท่านี้ก็จะแย่แล้วครับ บางช่วงงานน้อยก็มีเวลาเขียนได้เยอะหน่อย แต่ว่าช่วงนี้งานชุกครับ

ดีใจด้วยที่หลานอาทิตย์ได้ที่หนึ่งบ้าง แย่งอานัยคนที่ต่อจากหลานได้สำเร็จ

แถมที่ ๓ ยังชื่อบอยอีก งานนี้ตัวละครโผล่มาเต็มไปหมด เดี๋ยวคงได้เห็นแป๋ง เวช อาจารย์พิกุล เข้ามาคอมเมนต์ด้วยเป็นแน่ ตอนนี้อาจารย์พิกุลยังไม่มา งั้นให้อาจารย์กุหลาบคอมเมนต์ไปก่อนก็แล้วกัน

ที่หลาน Arus ว่าอาใช้เวลาไม่เหมือนเก่า มันก็จริงอยู่ ความประพฤติก็ดูจะเปลี่ยนไปด้วย แต่ชีวิตต้องเติบโตและเปลี่ยนแปลงครับ ปัญหาอยู่ที่ว่าจะเปลี่ยนแปลงไปในทางใด แม้แต่หลานเองก็ยังดูเปลี่ยนไปเลย

ก็ไม่ได้เผยโฉมอะไรหรอกครับ พูดยังกับผมเป็นคนดัง สนุกกับหลานๆเท่านั้นเองครับ

ตอบหลานที่หนึ่ง (แต่มาที่แปด) ขอบคุณแซนด์วิชนี้ไม่เอาครับ กลัวตาย รองเท้าก็ไม่เอาเหมือนกัน อาหารการกินของจีนค่อนข้างน่ากลัว เดี๋ยวนี้ไม่กล้าซื้อขนมจากจีนกินแล้ว

เขาชนไก่ สมัยลุง ซวยหรือไม่ซวยก็แก้ผ้าอาบได้ ไม่ห้าม คือใครอยากแก้ก็แก้ อยากใส่กางเกงในอาบก็ได้ ยกเว้นจะมีกรณีถูกทำโทษ ก็อาจถูกบังคับให้แก้ผ้าอาบน้ำ แต่ไม่ค่อยมีหรอก ที่มีมักเป็นว่าให้ไปกลิ้งฝุ่นแล้วไม่ให้อาบน้ำมากกว่า หรือให้อาบน้ำแค่ ๘ ขัน ฯลฯ แล้วที่ว่าให้แก้ผ้าวิ่งรอบกองร้อย ตอนที่ลุงไปไม่เคยเจอเลย อีกตั้งหลายปีถึงจะไป จะรีบถามไปทำไมล่ะหลาน

ใครจะเสียว ใครจะเป็นแฟนใคร ยังไม่เฉลยนะครับ เอาไว้รออ่าน

อู

พี said...

มารายงานตัวไว้ก่อนครับ....


รออ่านตอนหน้าก่อนครับว่า กับแป๋ง จะมีอะไรกันอีกไหม มากกว่าเดิมหรือ ยังไงก็อยากให้อูมีความสุขนะครับ แม้ว่าจะไม่ใช่กับนัย(หรือบอย)ก็ตามที... อยู่หอเหงาๆ นะ ไม่แน่อาจจะได้ค้นพบคนรู้ใจจากหอนี้ก็ได้ ได้ใกล้ชิดกันดี และอิสระอีกต่างหาก


ตอนนี้ขอไปดูบอลก่อนครับ เชลซี VS แมนยู 5 ทุ่มครับ ไปล่ะ

++ PEE ++

Choo said...

สมัยนั้นรถเมล์สาย ๘ จะเป็นรถที่สภาพจะเก่ากว่ารถเมล์สายอื่น อาจเพราะเป็นรถร่วมฯ สมัยนี้เป็นอย่างไรอูรู้หรือเปล่า

ถึงแม้ว่าคนเราอยู่ได้เพราะความหวัง

แต่บางครั้งการรอคอยอย่างมีหวังก็ทำให้เราติดหล่มกับความหลัง หรือความทุกข์ในอดีต

ยิ่งเป็นการรอคอยอย่างไม่มีหวัง มันจะแปรเปลี่ยนเป็นความเหงาที่เกาะกินใจอย่างสาหัส

เป็นกำลังใจครับ

ชู

ปล.น้องบอย&น้องแป๋ง อาจทำให้คลายเหงาได้บ้าง ก็ยอมๆ ไปเถอะ นะ นะ

Anonymous said...

เมื่อไหร่ นัยของผมจะกลับมา.........
กลับมาาาาาาาาาาาาาาาา น๊า
อาอูเค้าไม่โกรธแล้ว
มาช้าเดี๋ยวอาอูเค้ากิ๊กกะคนอื่นแล้วห้ามหวงน๊า

Anonymous said...

คิดถึงความสุขตัวเองบ้างก็ดีน่ะ อู
แต่ว่ามีแป๋งก็สนุกดีน่ะ

รบกวนดูเรื่อง นี้ให้หน่อยคับ

http://www.56.com/u89/v_MjAzODg5NzQ.html

ผมดูแล้วไม่ค่อยเข้าใจ
สั้นๆเอง แล้วช่วยสรุปให้หน่อยน่ะ

tl000

Anonymous said...

http://www.timesonline.co.uk/tol/news/world/asia/article6908493.ece

หลาน Arus ของอาอู

Anonymous said...

http://www.timesonline.co.uk/tol/news/world/asia/article6909258.ece

หลาน Arus ของอาอู

Anonymous said...

ตอบ t1000

จะดูเข้าใจได้ยังไงครับ ก็หนังนั่นยังไม่จบ

เรื่องนี้เป็นหนังสั้นสวีเดน ยาวประมาณ ๓๐ นาที เป็นเรื่องของสองครอบครัวที่เป็นเพื่อนกัน และไปพักผ่อนในชนบทของสวีเดน เป็นลักษณะแค้มปิ้งไซต์ที่เอารถท่องเที่ยว (รถบ้าน RV) ไปจอด

เรื่องนี้ต้องรู้วัฒนธรรมเค้านิดหน่อยครับ คือพอวันพักผ่อนจะสิ้นสุดลง พวกที่ไปพักผ่อนทุกครอบครัวก็จะจัดปาร์ตี้คาราโอเกะร่วมกัน มีการตกแต่งเวทีและมีประกวดร้องคาราโอเกะ

สองครอบครัวที่เป็นเพื่อนกันนี้ก็คือครอบครัวของ Olle (ในเรื่องได้ยินออกเสียงเป็น อุยเล) กับพ่อ และ Kevin (เควิน) ที่มาพักผ่อนชั่วคราวกับป้า โดย Olle ดูแลการตกแต่งเวทีคาราโอเกะสำหรับวันงานด้วย ดังนั้นทั้งเรื่องจะมีการพูดคุยเกี่ยวกับการร้องคาราโอเกะ เควินเอานกใส่กรงมาพักผ่อนด้วย แต่อุยเลเผลอปล่อยนกหลุดไป

พอรู้ปูมหลังนิดหน่อยแล้ว คราวนี้ก็ดูรู้เรื่องแล้วละครับ แต่ต้องดูให้จบทั้งเรื่อง

อู

Anonymous said...

ลืมบอก อีก ๒ ตอนอยู่ที่นี่ครับ และก็นี่เป็นหนังเกย์ วัยรุ่นสองคนนี้น่ารักดีครับ

http://www.56.com/u70/v_MjAzODc5ODc.html

http://www.56.com/u25/v_MjAzODc5NDI.html

ขอบคุณหลาน Arus สำหรับข่าว

อู

Anonymous said...

คับ รู้เรื่องแล้ว ขอบคุณครับ

รอตอนใหม่ของอูอยู่
อยากมีเพื่อนอย่างแป๋ง
เอาไว้แก้เปลี่ยว

มาคราวนี้ไม่รู้ลูกไม้ไหน

t1000

Anonymous said...

อาอูครับ หนังสวีดิชเรื่อง Blue bird อาอูช่วยอธิบายให้หน่อยได้มั้ยครับว่าเรื่องทั้งหมดเป็นอย่างไร คือโหลดมาแล้วแต่เวลาดูไม่นค่อยมีเลยดูผ่านๆ เลยอ่านซาวแทร็กไม่ค่อยทัน ช่วยอธิบายด้วยนะครับ
Oliver