Thursday, September 4, 2008

ภาคสอง ตอนที่ 20

ชีวิตในโรงเรียนใหม่ที่ดูเหมือนจะเริ่มต้นด้วยดี ทั้งที่โรงเรียนและที่บ้าน แต่ก็ดีไปได้เพียงสัปดาห์เดียว ในสัปดาห์ที่สองนี้เอง ก็เกิดเรื่องขึ้นจนได้ ...

เที่ยงวันพฤหัส โรงอาหารในวันนั้นแน่นตามปกติ หลังจากที่ไอ้นัย โหนก และผม ซื้ออาหารแล้วก็พยายามเดินหาที่นั่งที่พอจะนั่งได้สามคน เมื่อพบที่นั่งว่างแล้ว พวกเราก็แทรกตัวลงไปนั่ง ปรากฏว่าคนที่นั่งติดกับผมซึ่งนั่งกินอาหารอยู่ก่อนแล้วคือวีกิจนั่นเอง

วันนี้บังเอิญจริงๆ เราสองคนนั่งเรียนติดกัน แต่ยังไม่เคยนั่งกินข้าวด้วยกันเลย วันนี้นับเป็นครั้งแรก

“อ้าว พระเชษฐา” วีกิจทักผม

“โอ พระอนุชานี่เอง มาๆๆ วันนี้เสวยพระกระยาหารเที่ยงด้วยกัน” ผมรับมุขมัน

ไอ้นัยซึ่งกำลังดูดน้ำหวานอยู่ทำหน้าเหมือนกับจะสำลักน้ำหวานออกมา

“นี่เพื่อนที่นั่งเรียนติดกูเอง มันเคยอยู่คณะลิเกมาก่อน” ผมแนะนำวีกิจให้ไอ้นัยฟัง

“ไอ้บ้า” วีกิจพูด “ใครเค้าไม่รู้จะนึกว่าเป็นเรื่องจริง” ว่าแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้ ไอ้นัยก็พลอยหัวเราะไปด้วย

หลังจากที่กินอาหารเสร็จ วีกิจก็จะแยกตัวไป ผมจึงถามมันว่ามันจะไปไหน

“ไปห้องชุมนุม ไปดูไหมล่ะ” วีกิจชวน

เป็นอันว่าพวกเราทั้งหมดจึงพากันไปดูห้องชุมนุมที่วีกิจไปใช้เวลาขลุกอยู่ในตอนพักเที่ยง

ผมเพิ่งรู้จากวีกิจนี่เอง ว่าที่โรงเรียนของเรามีกิจกรรมนักเรียน โดยจัดตั้งเป็นชุมนุมต่างๆ แล้วให้นักเรียนที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรม เช่น ชุมนุมดนตรีไทย ชุมนุมภาษาต่างประเทศ ฯลฯ โดยห้องชุมนุมต่างๆตั้งอยู่รวมกันในตึกที่ไอ้นัยเรียนนั่นเอง แต่ว่าอยู่คนละปีกกัน ซึ่งทางปีกนั้นผมกับไอ้นัยไม่ค่อยได้ให้ความสนใจเท่าไรนัก จึงยังไม่เคยไปสำรวจสักที

วีกิจเล่าว่า ชุมนุมดนตรีไทยของโรงเรียนเรามีการจัดตั้งวงดนตรีไทยของนักเรียนขึ้น ซึ่งเป็นวงที่มีชื่อเสียงมากในระดับโรงเรียนมัธยม นอกจากนี้ก็มีการสอนโขนและรำไทยอีกด้วย ตั้งแต่สัปดาห์แรกของการเรียนวีกิจมาขลุกอยู่ที่นี่

เมื่อวีกิจพาเราเข้าไปในห้องชุมนุม เห็นนักเรียนหลายคนกำลังฝึกซ้อมเครื่องดนตรีไทยกันอยู่ บางคนก็กำลังหัดท่ารำ

“นายเล่นอะไรได้บ้างล่ะ” ผมถาม

“ถ้าเครื่องดนตรีก็ซอด้วง ซออู้ แล้วก็โขน หัดมาตั้งแต่อยู่โรงเรียนเก่าแล้ว” วีกิจว่าแล้วก็หยิบซออู้มาสีอู๋อี๋ให้เราฟัง

ผมเพิ่งรู้ความจริงในตอนนี้เอง ว่าท่าทางกรีดกรายคล้ายพระเอกลิเกของมัน แท้ที่จริงแล้วไม่ได้เกิดจากการหัดลิเก แต่มาจากการหัดโขนนี่เอง

วีกิจชวนพวกเรามาหัดดนตรีไทยด้วยกัน แต่ไม่มีใครสนใจ เราอยู่ในห้องชุมนุมดนตรีไทยได้เพียงครู่เดียวก็จากมา

หลังจากออกมาจากชุมนุมดนตรีไทย ไอ้นัยชวนพวกเราให้เดินต่อไปเพื่อดูห้องชุมนุมอื่นๆด้วย เผื่อว่ามีอะไรน่าสนใจ

เมื่อเดินต่อไป พวกเราก็ได้ยินเสียงฉาบและเสียงแตรลอยมาตามลม ... ชุมนุมดุริยางค์นั่นเอง

ห้องชุมนุมดุริยางค์มีขนาดใหญ่กว่าห้องชุมนุมดนตรีไทย ภายในห้องมีเครื่องดนตรีวางเรียงรายอยู่ในชั้นและในตู้เป็นจำนวนมาก มีนักเรียนกำลังฝึกซ้อมเครื่องดนตรีอยู่สามสี่คน นี่ถ้าซ้อมพร้อมๆกันหลายคนคงส่งเสียงดังหนวกหูเอาการ

ไอ้นัยสะกิดให้ผมดูป้ายที่เขียนด้วยลายมือตัวโต ซึ่งติดอยู่ที่หน้าห้องชุมนุม

…วงดุริยางค์กำลังเปิดรับสมัครน้อง ม.๑ เข้าร่วมวง ใครอยากเรียนดนตรีรีบมาสมัคร ช้าอด…

“น่าสนจัง” ไอ้นัยพูด “เข้าไปถามดูดีกว่า”

“เรียนเสียตังค์หรือเปล่าหว่า” ผมพูดเปรยๆ “มึงอยากเรียนดนตรีทำไมเมื่อกี้บอกไม่สนใจ”

“ก็เมื่อกี้ไม่สนใจ แต่ตอนนี้สนใจนี่หว่า” ไอ้นัยตอบแบบกำปั้นทุบดิน

ในยุคนั้น วงดุริยางค์ระดับนักเรียนที่ถือว่ามีชื่อเสียงมากที่สุดก็ได้แก่วงดุริยางค์ของโรงเรียนวัดสุทธิวราราม ส่วนวงของโรงเรียนเรานั้น ก็ถือได้ว่ามีชื่อเสียงไม่น้อยเหมือนกัน วงดุริยางค์จะรับนักเรียน ม.๑ เข้ามาฝึกฝนทุกปี เพื่อทดแทนรุ่นพี่ที่จบออกไป นักเรียนที่เข้ามาอยู่ในวงดุริยางค์นี้เป็นพวกที่มีความสนใจในด้านดนตรี ส่วนหนึ่งต้องการหัดดนตรีเป็นงานอดิเรก แต่อีกส่วนหนึ่งต้องการหัดเพื่อเป็นพื้นฐานในการศึกษาต่อด้านดนตรี เป้าหมายของผู้ที่ต้องการเรียนต่อด้านดนตรี มักจะเป็นสาขาการดนตรีในคณะศิลปะศาสตร์ คณะครุศาสตร์ คณะศึกษาศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยต่างๆ

เราเข้าไปนั่งเล่นอยู่ในห้องดุริยางค์สักพัก รุ่นพี่คนหนึ่งแนะนำว่า ถ้าอยากสมัครเรียน ให้แวะมาอีกทีหลังเลิกเรียน เพราะคนที่รับผิดชอบเรื่องการคัดตัวนักเรียนไม่อยู่

รู้สึกว่าไอ้นัยจะสนใจชุมนุมดุริยางค์นี้มาก ส่วนโหนกนั้นไม่สนใจเอาเลย สำหรับผมนั้นก็สนใจบ้างนิดหน่อย ถ้าได้เรียนก็ดีเหมือนกัน

- - -

บ่ายวันนั้น หลังจากที่โรงเรียนเลิกแล้ว ผมกับไอ้นัยกลับมาที่ชุมนุมดุริยางค์อีกครั้ง ส่วนโหนกนั้นไม่สนใจ เลยกลับไปก่อน

ที่ห้องชุมนุม เราได้พบกับผู้ควบคุมวง ซึ่งเป็นรุ่นพี่ ม.๖ ชื่อพี่ต๋อง พี่ต๋องคุยกับเรา ถามถึงวัตถุประสงค์ในการเรียน พร้อมทั้งบอกให้เราฟังว่าการหัดดนตรีไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ถ้าถือว่าเป็นการฆ่าเวลาก็จะฝึกหัดแบบเหยาะแหยะ แล้วในที่สุดก็จะไม่ก้าวหน้า แต่ถ้าต้องการเรียนต่อ ก็จำเป็นต้องฝึกฝนอย่างหนัก นักเรียน ม.๑ สมัครเข้ามามาก แต่ที่ฝึกซ้อมจนเข้าร่วมวงได้จริงๆมีน้อย ส่วนใหญ่จะเลิกกลางคัน พูดง่ายๆก็คือพี่ต๋องขู่แบบกลายๆ ว่าถ้าไม่ตั้งใจจริงก็ไม่ต้องมาสมัคร เพราะในที่สุดก็จะไปไม่รอด

ตอนนั้นเรายังอยู่แค่ ม.๑ เอง ยังไม่ได้คิดไปไกลถึงเรื่องเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย แต่ไอ้นัยคงมีความสนใจด้านดนตรีพอสมควร เพราะเห็นสีหน้ามันค่อนข้างจริงจัง ส่วนผมนั้นก็ตามน้ำไป ไอ้นัยเอาผมก็เอาด้วย ถ้ารุ่นพี่ให้โอกาส

พี่ต๋องถามเราว่าสนใจเรื่องดนตรีแบบไหน ไอ้นัยสนใจพวกเครื่องลมทองเหลือง อันได้แก่พวกทรัมเปต ส่วนผมสนใจพวกฟลุ้ตหรือว่าขลุ่ยฝรั่ง

พี่ต๋องถามไปยังงั้นเอง ท้ายที่สุดก็จับให้พวกเราทดลองฝึกฝนกับคอร์เนตก่อนทั้งสองคน

คอร์เนตนั้นเป็นเครื่องลมทองเหลืองชนิดหนึ่ง หน้าตาและระดับเสียงคล้ายคลึงกับทรัมเปต แต่ว่าโทนเสียงจะแตกต่างกัน ตอนแรกก็แยกไม่ออกหรอกว่าอะไรเป็นอะไร บอกให้ฝึกก็ฝึก

การเรียนในขั้นแรกสุดก็คือ การเป่าคอร์เนตให้มีเสียง ฟังดูนึกว่าเป็นเรื่องง่าย แต่ที่จริงไม่ง่าย ถ้าไม่รู้วิธีการเป่าจะไม่มีเสียงออกมา มีแต่ลมและเหนื่อยเปล่า

ผมกับไอ้นัยลองเป่าอยู่ตั้งเป็นนาน ในที่สุด ไอ้นัยก็เป่าออกมาเป็นเสียงได้ก่อน

“ปู๊ด...”

“เย้ ได้แล้ว” ไอ้นัยถอนปากออกจากคอร์เนต ยิ้มอย่างดีใจ ใบหน้าที่ดีใจของมันนั้นดูมีเสน่ห์และน่ารักเหลือเกิน

“ไอ้เวร เป่าได้ปู้ดเดียวเนี่ยนะ ทำเป็นดีใจ” ผมขัดคอมัน

“มึงยังไม่ได้สักปู้ดเลย” ไอ้นัยย้อน แล้วหัวเราะฮุฮุ “อยากได้สักปู้ด มึงก็ตดเอาก็แล้วกัน คงจะง่ายกว่า”

เป่าอยู่จนตั้งเป็นนาน ในที่สุดผมก็เป่าคอร์เนตออกมาเป็นเสียงได้เหมือนกัน แต่กว่าจะได้ ผมรู้สึกว่าเมื่อยแก้มและริมฝีปากชาไปหมด

“กลับเถอะว่ะ” ผมบอกไอ้นัย “เดี๋ยวถึงบ้านไม่ทันหกโมง”

มัวแต่ปล้ำอยู่กับคอร์เนตจนลืมเวลา กว่าจะออกมาจากห้องดุริยางค์ได้ก็เกือบห้าโมงเย็นเข้าไปแล้ว

ผมจะกลับบ้านทันไหมเนี่ย... และถ้าไม่ทันจะเกิดอะไรขึ้น

เย็นวันนั้นรถติดมาก ปกติผมกลับก่อนสี่โมงทุกวัน ซึ่งตอนนั้นยังไม่ถึงเวลาเลิกงาน ดังนั้นรถจึงไม่ติดมากนัก แต่ผมลืมคิดไปว่าถ้าผมกลับหลังเวลาเลิกงานไปแล้วการจราจรจะเป็นอย่างไร

หกโมงแล้ว รถเพิ่งถึงแค่อนุสาวรีย์ชัย...

ผมนั่งกระสับกระส่าย จนไอ้นัยต้องปลอบ

“ใจเย็นๆนะอู รถมันติดจริงๆ คงไม่ถูกว่ามากหรอกน่า”

ที่จริงก็ดูเหมือนไม่น่าเป็นเรื่องใหญ่ แต่เนื่องจากผมถูกพ่อแม่กำชับแล้วกำชับอีก ว่าให้พยายามทำตัวดีๆ รวมทั้งเห็นความเจ้าระเบียบของคุณลุงคุณป้า ทำให้ผมรู้สึกกลัว ... กลัวว่าถ้าทำอะไรผิดแล้วจะอยู่ต่อไปไม่ได้ จึงทำให้ผมกังวลและร้อนใจมาก

หกโมงครึ่ง รถมาอยู่แค่สะพานควาย ตอนนั้นเองที่ผมร้อนใจจนรู้สึกเสียววูบที่ท้องน้อย มันเกิดขึ้นรวดเร็วมาก และแล้ว ผมก็รู้สึกเหมือนกับน้ำแตกออกมาในกางเกงใน



<ภาพยนตร์เรื่อง Toosie นำแสดงโดยดัสติน ฮอฟแมน และเจสสิกา แลง ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ด้วย เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ไทยครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๕๒๕ และเป็นที่มาของคำว่าตุ๊ดในเวลาต่อมา แม้แต่ภาพยนตร์ไทยเรื่องตั๊ดสู้ฟุตก็ยังใช้ชื่อในภาษาอังกฤษว่า Kungfu Toosie อันแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของภาพยนตร์เรื่องนี้>

9 comments:

Anonymous said...

ตอนนี้มาโพสต์ไวหน่อยครับ

ช่วงนี้พยายามโพสต์ให้ได้สัปดาห์ละตอนก็ แทบแย่แล้ว ถ้าถี่กว่านี้ (หมายถึงโพสต์นะครับ) คงไม่กล้ารับปาก เอาเป็นจะจะพยายามก็แล้วกันครับ

หลาน Arus ครั้งนี้ไม่ได้เม้นเป็นที่หนึ่งแล้ว เพราะฉะนั้นถือว่าเสียแช้มป์ไป อดของกิน

ทวงแต่ของกิน ระวังอ้วนนะครับ :-)

อู

Anonymous said...

บังเอิญจัง เข้ามาดูเล่นๆ

ไม่ใช่ที่หนึ่ง แต่ก็อ่านคนแรกแล้วกัน (เมย์ บี)
ก่อนไอ้หลาน Arus ด้วย(อ่านว่ารัยเหรอ เผลออ่านว่า เอซัส หรือไม่ก็ เอซุส ทุกที มันเคยตา Asus)

เริ่มเข้าชุมนุมแล้ว

แล้วโหนก สนใจชุมนุมรัยเหรอ

ขอถามถึง ตี๋ หน่อย ตอนมอหนึ่ง เค้าอยู่
ชุมนุมรัยเหรอ จำได้ป่าว

ตอนกินข้าวเที่ยง ช่วยบรรยายกับข้าว
หรือร้านค้า ให้ฟังหน่อย แบบรสชาติ ราคา หน้าตา

พอแระ รบกวนแค่นี้ก่อน เจ้านายมา

T1000

ปล. ตอน ตุ๊ตซี่ เข้าฉาย ผมยังใส่ผ้าอ้อมอยู่เลย

Anonymous said...

หลาน Arus ของลุงอู
เกิดอุบัติเหตุทำให้ตามองไม่เห็น
ทั้งสองข้างเลยน่ะครับ
อาอูต้องรอจนกว่าเพื่อนผม
จะดีขึ้นนะครับ
เขาถึงจะมาตามอ่านเรื่องของอาอู

"เพื่อนหลาน Arus"

เรียกมันว่า รุจ รุต หรือ รุสก็ได้

Arus อ่านว่า อารุสครับ

Anonymous said...

อารุส ป่วยเหอครับ หายป่วยไวไวน้าครับ

Anonymous said...

ตอนที่แล้วมาได้เหรียญเงิน
คราวนี้สงสัยจะเป็นเหรียญตะกั่ว
55555
ใจไม่ดีคับตอนหน้าไม่รู้ว่าจะมีอะรัยเกิดขึ้นมั่ง
เมื่ออูกลับถึงบ้านเกินหกโมงเย็นเวลา dinner
และสัง(หอน)ใจว่าทุกคนคงจะกำลังรออูอยู่ตอนที่เข้าไปในบ้าน หรือถ้าไม่กำลังรอแต่ทุกคนทานข้าวไปแล้ว
คุณป้าจะว่ายังงัย
ก้อเตรียมหาข้อแก้ตัวเอาตัวรอดไปก้อแล้วกานนนน
เอาใจช่วยอูก้อแล้วกันนะตับ
เคTบี

Anonymous said...

หวังว่ารุจคงไม่เป็นอะไรมาก สงสัยจะจ้องของกินมากเกินไป เลยตาเจ็บ

ตี๋เข้า่ชุมนุมอะไรก็ไม่รู้ครับ อาจจะไม่ได้เข้าเสียมากกว่า ม.๑ ไม่ได้เข้าชุมนุมกันทุกคนหรอกครับ

เด็ก ม.๑ ถ้าไม่ได้เข้าดุริยางค์ หรือดนตรีไทย หรือลูกเสือ ก็ไม่ค่อยมีความหมายอะไร เพราะไม่ค่อยมีอะไรให้ทำครับ อย่างเช่นชุมนุมด้านภาษา ส่วนใหญ่งานไม่เยอะ รุ่นพี่เอาไปทำหมด

เรื่องอาหารจะพยายามบรรยายครับ แต่ขอยอมรับว่าไม่ค่อยมีความทรงจำกับโรงอาหารตอนมัธยมเท่าไรนัก ดูมันเลือนลางเหลือเกิน ผมจะมีความทรงจำกับโรงอาหารตอนประถมกับมหาวิทยาลัยมากกว่า ไม่ทราบเหมือนกันว่าเพราะอะไร

เรื่องทู้ตซี่สนุกนะครับ ดัสติน เล่นเป็นผู้หญิงได้เนียนดี ทั้งเนื้อเรื่องก็ตลกดี

ผมกลับบ้านช้าแล้วจะโดนอะไรบ้าง ตอนหน้าก็คงรู้ครับ

อู

Anonymous said...

หวัดดีคับ
ไม่ได้เข้ามาเม้มนานมากๆ แต่ยังแอบมาอ่านเสมอๆ คับ
ตอนนี้ภาระกิจที่ทำอยู่ค่อนข้างยุ่งๆ เลยไม่มีเวลามาเช็ค
ว่าลงแล้วหรือยัง แต่ก็ตามเช็คบ่อยๆคับ อ่านแล้วยัง
ตามติดเสมอน่ะคับ ให้กำลังอู คับ

^^sky^^

Anonymous said...

ไม่มีรัยทำคุยกะอูดีกว่า
ช่วงนี้ฝนชุกจังเลย
ดูแลสุขภาพด้วยนะคับ
ไดู้ดูพญานากเล่นน้ำที่บึงบรเพชร นครสวรรค์
ที่ช่อง3 รายการของสรยุทธื์นำมาเสนอป่าวคับ
ตอนแรกผมนึกว่าเป็น ทอร์นาโดของอเมริกา
แตทำมัยมีเสียงพูดของคนไทย
วันนี้เห็นในทีวีนำเสนออีกแต่เป๋นที่พัทยาในทะเล
เป็นพญานากเล่นน้ำอีกแตาคราวนี้สูงเท่ากับตึก 30ชั้น
ที่นครสวรรค์เท่ากับตึกสามชั้นเอง
อูได้ดูในทีวีปะ แปลกดีนะคับ
เห็นบอกว่ามีทั้งบนบกและในน้ำ
ถ้าบนบกเรียนว่า พายุงวงช้าง
ถ้าในน้ำเรียกว่า พญานากเล่นน้ำ
ถ้าอยู่ในน้ำจะไม่ขึ้นบก
ผมว่าไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยนะ
TAKE CARE นะคับ
เป็นกำลังใจ รอตอนใหม่อยู่นะคับ
คิดถึงอูคับ
เคทีบี

เรียนต่อต่างประเทศ said...

ขอบคุณจ้าสำหรับบทความ