Saturday, November 14, 2009

ภาคสาม ตอนที่ 30

“ทำอะไรอยู่วะ” แป๋งถาม พลางเดินเข้ามาในห้อง

“อ่านหนังสือ” ผมตอบ

“โป๊หรือเปล่า ฮิฮิ” แป๋งถามพลางหัวเราะหน้าทะเล้น

“เปล่าโว้ย” ผมตอบ

หลังจากนั้นเราก็คุยกันอยู่ชั่วครู่ เนื่องจากที่นี่เป็นห้อง ไม่ใช่เป็นบ้าน ดังนั้นจึงไม่มีห้องรับแขก เราสองคนจึงนั่งคุยกันบนเตียง

“จะมาเอาหนังสือคืนน่ะ” แป๋งพูด

ผมหยิบเอาหนังสือโป๊ที่ซุกอยู่ในกองหนังสือมาคืนแป๋ง

“เปื้อนหรือเปล่าวะ” แป๋งพลิกดูหนังสือเหมือนกับจะสำรวจ พลางลดเสียงให้เบาลง “วันนี้ชักว่าวหรือยัง”

ผมส่ายหัวเป็นคำตอบ แป๋งมองมาที่เป้ากางเกงของผม ส่วนผมก็มองไปที่เป้ากางเกงของแป๋ง เห็นมันโป่งพองอย่างอย่างรวดเร็ว

เมื่อผมเห็นเป้ากางเกงที่โป่งพองของแป๋ง ร่างกายของผมก็เกิดอาการเช่นกัน

“แข็งแล้ว” แป๋งพูดพลางเอื้อมมือมาจับท่อนเนื้อที่กำลังแข็งตัวของผม พลางรูดขึ้นลงเบาๆ ผมปล่อยให้แป๋งทำแต่โดยดี

มือของแป๋งเบาและนุ่ม เวลาชักให้ผมทำให้ผมรู้สึกเสียวสบาย แต่ในขณะเดียวกันผมก็รู้สึกว่าหัวหนักๆ ใจหนึ่งรู้สึกไม่อยากทำ อีกใจหนึ่งก็อยากให้ทำ...

ในที่สุดผมก็รูดกางเกงลง ปล่อยให้แป๋งรูดท่อนเนื้อของผมอย่างถนัดมือ ส่วนแป๋งเองก็ถอดกางเกงแล้วเอามือของผมไปจับท่อนเนื้อของมัน เราสองคนช่วยกันรูดอยู่สักพัก

แป๋งโน้มหัวผมลงไปที่ท้องน้อยของมัน ผมพยายามขืน

“อมให้หน่อย นะ” แป๋งพูดพลางทำหน้าอ้อน “อยากลองดูว่ะ”

ผมส่ายหัว “ไม่เอาอะ”

แป๋งไม่ว่าอะไร แต่โน้มหน้าลงมาที่ท่อนเนื้อของผม พลางอ้าปากจะครอบลงไป

ผมรู้ดีว่าแป๋งจะทำอะไร ใจหนึ่งก็รู้สึกอยากให้มันทำให้ เพราะผมไม่ได้เสียวแบบนี้มานานแล้ว แต่ขณะที่แป๋งกำลังจะครอบปากลงไป ก่อนที่สำนึกสายใยสุดท้ายของผมจะขาดลง จู่ๆผมก็รู้สึกผิดกับการกระทำของตนเอง

ผมกระถดตัวหนีจากปากของแป๋ง พลางเอามือดันหัวแป๋งออกไป

“ลองอมให้ไม่เอาเหรอ” แป๋งเงยหน้าขึ้นมาพลางถาม “เสียวนะโว้ย”

ผมส่ายหัว รู้สึกอารมณ์ปั่นป่วนสับสนอย่างบอกไม่ถูก “ชักก็พอแล้วแป๋ง” ผมพูด

เราสองคนไม่พูดอะไรอีก ต่างช่วยกันชักให้กันจนแตกทั้งคู่ กลิ่นคาวคลุ้งเต็มห้อง

หลังจากทำความสะอาดเสร็จ แป๋งก็ใส่กางเกง แล้วทำหน้าทะเล้น

“อะ ฝากน้ำว่าวให้เป็นที่ระลึก” แป๋งพูดพลางเอาทิชชู่เปื้อนน้ำว่าวของมันยัดใส่มือ ผมรีบเอาโยนลงถังขยะ

“เออ เออ เดี๋ยวเอาไปทิ้งให้” ผมพูด

“ไปละ วันหลังมาใหม่” แป๋งหยิบหนังสือโป๊และกล่าวลาด้วยสีหน้าระรื่นก่อนออกจากห้องไป

- - -

หลังจากแป๋งจากไป ผมรู้สึกว่ายังไม่อยากนอนจึงนั่งปล่อยความคิดอยู่ในความมืด นั่งอยู่ต่อไปประมาณชั่วโมง ผมรู้สึกตะครั่นตะครอ หนักหัว เบ้าตาร้อน จิตใจฟุ้งซ่านสับสน

นอนดีกว่า ผมคิด แล้วก็ล้มตัวลงนอนบนเตียง แต่ทว่านอนไม่หลับ ผมนอนพลิกไปพลิกมา ยิ่งนานยิ่งรู้สึกว่าร่างกายไม่สบาย หนาวสะท้าน คอแห้งผาก ไม่มีแรง และปวดหัว

ตอนนั้นผมรู้ตัวแล้วว่าไม่สบาย แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็ได้แต่พยายามข่มตาให้หลับเพราะคิดว่าถ้าพักผ่อนมากๆอาการน่าจะดีขึ้นบ้าง

ผมรู้สึกปวดร้าวไปทั้งหัว ขณะเดียวกันก็หนาวจนตัวสั่นเทิ้ม จะลุกก็ลุกไม่ไหว มีอาการเหมือนถูกผีอำคือรู้สึกว่ามีอะไรมากดทับจนลุกหรือดิ้นไม่ได้ ผมเริ่มรู้สึกหวาดกลัว และคิดว่าคราวนี้ผมจะตายหรือไม่ เพราะรู้สึกว่าอาการของตนเองหนักหนามาก

จู่ๆผมก็คิดถึงไอ้นัยขึ้นมา ท่ามกลางอาการไข้ที่ทำให้ร่างกายหนาวสั่น ผมกลับรู้สึกอบอุ่นวูบขึ้นมาในหัวใจ...

อยากจะนอนให้หลับจัง ผมคิด พลางนึกถึงภาพในอดีต... จำได้ว่าในวันเสาร์ช่วงบ่าย บางทีเรากลับจากเรียนดนตรีเร็วก็จะขลุกกันอยู่ที่ห้องนอนของไอ้นัย บางครั้งผมก็จะนอนหนุนอยู่บนขาอ่อนของมันขณะที่มันนั่งพิงเตียงและเล่นกีตาร์

“สบายจัง” ผมพูด

“หัวมึงนี่หนักฉิบหาย สงสัยขี้เลื่อยเยอะ” ไอ้นัยบ่น

“อยากหลับสักงีบ เล่นเพลงกล่อมหน่อยดิ” ผมอ้อน

“มึงนอนทับขาเกะกะ เล่นไม่ถนัดอะ” ไอ้นัยบ่นอีก

“น่า เล่นให้ฟังหน่อย นะนะ อยากหลับบนขามึงนี่แหละ” ผมอ้อนอีก

ไอ้นัยไม่พูดอะไรอีก แต่กรีดนิ้วลงบนสายกีตาร์ จากนั้นเล่นเพลง ลัลลาบาย ของโยฮันเนส บรามส์ อันเป็นเพลงกล่อมเด็กซึ่งผู้ที่เรียนดนตรีต่างก็รู้จักดี

“หลับเสียนะอู กูอยู่กับมึงนี่แหละ” ไอ้นัยพูดกับผมเบาๆด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนประโลมใจ

ในห้วงคำนึง ผมรู้สึกเหมือนกับได้นอนหนุนตักและฟังไอ้นัยเล่นเพลงนี้อยู่จริงๆ ท่วงทำนองเพลงอันอ่อนหวานก้องอยู่ในหู เสียงกีตาร์อ่อนโยนประดุจสายใยที่ถักทอจากดวงใจอันอบอุ่นของไอ้นัยมาสู่ดวงใจที่เดียวดายของผม ผมเริ่มรู้สึกตัวเบาหวิว

“คิดถึงมึงเหลือเกินไอ้นัย เราไม่ได้เจอกันนานแล้วนะ คิดถึงมึงที่สุดเลยรู้ไหม” ผมพึมพำกับไอ้นัย

...

ที่สนามบินดอนเมือง

ผมวิ่งเข้ามาในตัวอาคารผู้โดยสารขาออก พลางหันรีหันขวาง ไม่รู้ว่าจะไปหาไอ้นัยที่ไหน ผมจึงวิ่งไปที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์

“พี่ครับ ผมจะมาส่งเพื่อน เที่ยวบินหกโมงห้าสิบไปอเมริกา ต้องไปที่ไหนครับ” ผมละล่ำละลักถามพนักงานด้วยความร้อนใจ

พนักงานก้มหน้าก้มตาทำงานเหมือนทองไม่รู้ร้อน ไม่ได้ชายมามองผมแม้สักนิดเดียว

เมื่อสอบถามจากประชาสัมพันธ์ไม่ได้ความใดๆ ผมจึงไม่อยากเสียเวลาถามอีก ผมรีบวิ่งอย่างสะเปะสะปะไปทั่วเพื่อจะหาไอ้นัย

ผมรู้สึกแปลกใจที่สนามบินดินเมืองในวันนั้นตกแต่งอาคารด้วยสีสันอันฉูดฉาดบาดตา มันทำให้ผมรู้สึกอ่อนเพลีย เวียนหัว และคลื่นไส้ไปหมด

ทันใดนั้นผมก็เห็นเงาหลังของเด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง ยืนหันหลังให้ผมอยู่ห่างออกไปหลายสิบเมตร เงาหลังนั้นช่างคล้ายไอ้นัยเหลือเกิน โดยไม่รอช้า ผมรีบไปวิ่งไปที่ร่างนั้นทันที

วิ่งเท่าไรก็วิ่งไม่ทัน เพราะเหมือนกับว่าผมซอยเท้าอยู่กับที่ ไม่เคลื่อนที่ไปไหนเลย ผมจึงหยุดวิ่ง และทันใดนั้นเอง ร่างของผมก็เหมือนกับลอยเข้าหาไอ้นัยเอง

เมื่อไปถึงร่างของไอ้นัย ผมรีบคว้าไหล่ของมันไว้ และเมื่อไอ้นัยหันมา ผมก็เห็นหน้าของไอ้นัยผอมซูบ ฟันเขยิน มีหนอนไต่ยั้วเยี้ยทั่วใบหน้า เป็นใบหน้าที่น่าสะพรึงกลัวอย่างที่สุด...

- - -

ผมทะลึ่งพรวดขึ้นจากเตียง เหงื่อไหลโซมกาย ตัวสั่นเทิ้ม รู้สึกหวาดกลัวจับใจ ทั้งหนาว ทั้งตกใจ และทั้งกลัว รู้สึกว่าหมดเรี่ยวแรง จะลุกก็ลุกไม่ไหว ผมไม่แน่ใจว่าภาพเมื่อครู่เป็นความจริงหรือว่าความฝัน เพราะว่ามันช่างเหมือนจริงเหลือเกิน หรือว่าเกิดเหตุร้ายขึ้นกับไอ้นัย

นี่ผมจะตายไหมนี่ ผมเริ่มคิดถึงบ้าน คิดพ่อ คิดถึงแม่ คิดถึงเอ๊ด... และคิดถึงไอ้นัย ผมรู้สึกเป็นห่วงมันมาก

ผมคิดถึงคนที่ผมรักและร้องไห้ออกมา ความรู้สึกในยามเจ็บป่วยอย่างเดียวดายนี่มันทารุณจิตใจหลือเกิน ผมฟุบหน้าลงกับหมอนแล้วร้องไห้อยู่พักใหญ่...

ผมหยุดร้องไห้ เริ่มมีสติขึ้นมาบ้าง ผมพยายามลุกจากเตียงและโซซัดโซเซออกไปนอกห้อง

- - -

“ใครน่ะ” เสียงในห้องพูดอย่างงัวเงีย

“ผมอูครับพี่ธิต ผมไม่สบาย พี่พอมียาไหมครับ” ผมพูด

เพียงครู่เดียวประตูห้องก็เปิดออก เมื่อพี่ธิตเห็นผม สีหน้างัวเงียก็หายไป

ผมตัดสินใจมาหาพี่ธิตที่ชั้น ๕ เพราะเห็นว่าพี่ธิตอาวุโสที่สุดและทำงานแล้ว น่าจะพอมีประสบการณ์และอาจจะพอมียาอยู่ในห้องบ้าง

“โห หน้าแดงก่ำเชียวอู” พี่ธิตพูดอย่างตกใจ พลางเอามือแตะหน้าผากของผม “ตัวร้อนเชียว ไปทำอะไรมานี่”

“คงเป็นเพราะวันนี้ตากฝนมาน่ะครับ” ผมพูดสั้นๆเพราะไม่มีแรง

โชคดีที่พี่ธิตมียาลดไข้อยู่ หลังจากที่กินยาลดไข้ไปสองเม็ด พี่ธิตก็ให้ผมนอนบนเตียงของแกในห้อง เมื่อมีคนอยู่ด้วย ผมรู้สึกอุ่นใจขึ้น ในหูยังแว่วเสียงกีตาร์เพลงลัลลาบายอยู่ เพียงครู่เดียวยาก็ออกฤทธิ์และผมก็ผลอยหลับไป…

<ลัลลาบาย (lullaby) เป็นเพลงประเภทหวานๆ สำหรับใช้กล่อมเด็ก บทเพลงลัลลาบายที่เป็นที่มีชื่อเสียงและคุ้นหูมากที่สุดได้แก่เพลงลัลลาบายของโยฮันเนส บรามส์ (Johannes Brahms) นักประพันธ์เพลงและนักเปียโนชาวเยอรมนี ซึ่งมีตีพิมพ์บทเพลงนี้เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. ๑๘๖๘>

ฟังเพลง Lullaby ต้นฉบับ
ฟังเพลง Lullaby บรรเลงด้วยกีตาร์
ฟังเพลง Lullaby บรรเลงด้วยเชลโลและเปียโน
ฟังเพลง Lullaby บรรเลงด้วยแซกโซโฟน ผลงานของ Kenny G