ผมอาบน้ำแต่งตัวเสร็จตั้งแต่ยังไม่เจ็ดโมงเช้าแต่ก็ยังไม่ออกไปเรียน รออยู่ในห้องด้วยความกระวนกระวาย จนได้เวลาประมาณเจ็ดโมงกว่าจึงลงไปข้างล่าง เมื่อเดินออกจากหอพักก็ตรงไปที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะทันที
ผมยกหู หยอดเหรียญ ยกนิ้วค้างอยู่ที่หน้าแป้นกดชั่วขณะ ในที่สุดก็ตัดสินใจกดหมายเลขโทรศัพท์ลงไป มันเป็นเบอร์โทรศัพท์ที่ผมคุ้นเคย แม้ผมจะไม่ได้ใช้เบอร์นี้มานานหลายปีแล้วก็ตามแต่ผมก็ยังจำมันได้อย่างแม่นยำ... มันคือเบอร์โทรศัพท์ที่บ้านคุณอาไอ้นัยนั่นเอง
โทรเช้าขนาดนี้จะโดนดุไหมนะ ผมคิดในใจ หลายปีมานี้ผมไม่ได้ใช้หมายเลขโทรศัพท์นี้อีกเลยเพราะรู้ดีว่าคุณอาทั้งสองคนไม่อยากคุยกับผม ผมเองก็ไม่กล้าโทรไปเพราะรู้สึกผิดที่เป็นต้นเหตุให้ไอ้นัยต้องประสบเคราะห์กรรม แต่ในวันนี้ผมรู้สึกว่ามันจำเป็นจริงๆ ลางสังหรณ์เมื่อคืนทำให้ผมรู้สึกกังวลมาก ผมต้องการรู้ความเป็นไปของไอ้นัยว่าสบายดีหรือไม่
ผมได้ยินเสียงสัญญาณสั้นๆดังติดกัน มันไม่ใช่เสียงเรียกสายตามปกติ
เมื่อผมลองดูอีกหลายครั้ง ผลก็ยังเป็นเช่นเดิม เป็นสัญญาณเสียงกระชั้นสั้นและดังถี่ๆ โดยที่ไม่มีใครตอบรับสายเลย
เอาไงดี... ผมลังเล
ในที่สุดผมก็ตัดสินใจโดดเรียนในตอนเช้าและขึ้นรถเมล์ตรงไปบ้านของไอ้นัยทันที เมื่อโทรศัพท์ติดต่อไม่ได้ผมก็ตั้งใจจะไปหาคุณอาของไอ้นัยที่บ้านเพื่อถามดูให้รู้แน่ แม้จะถูกรังเกียจก็คงต้องยอมหน้าด้าน ตอนนี้อะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับข่าวคราวของไอ้นัย
ตั้งแต่เมื่อคืน หลังจากที่ผมเกิดลางสังหรณ์ ผมคิดถึงไอ้นัยตลอดเวลา หลายปีนี้ผมพยายามทำใจเรื่องไอ้นัยจนคิดว่าใจของผมสงบลงมากแล้ว บางครั้งแม้ยังหวนคิดถึงไอ้นัยบ้างแต่ใจก็ไม่ว้าวุ่น แต่เหตุการณ์เมื่อคืนทำให้ผมไม่สบายใจเลย
ผมเดินเข้าไปในซอยลาดพร้าว ๑๐๑ หลายปีที่ไม่ได้เข้ามาในซอยนี้ สภาพแวดล้อมในซอยเปลี่ยนไปมาก ตึกแถว บ้าน ร้านค้า และรถราในซอยมีมากขึ้นกว่าเดิม ซอยย่อยที่เป็นที่ตั้งของบ้านไอ้นัยเมื่อก่อนอยู่กันห่างๆ มีที่ดินว่างเปล่ามากมาย มาบัดนี้มีบ้านปลูกใหม่แน่นขึ้นกว่าเดิมไม่น้อย
ผมรีบก้าวเดินอย่างรวดเร็วด้วยความร้อนใจ เมื่อเดินไปถึงบ้านของคุณอาไอ้นัยที่เมื่อก่อนผมมาเที่ยวเล่นบ่อยๆผมก็อดสะท้อนใจไม่ได้ เมื่อก่อนผมสามารถเข้านอกออกในบ้านนี้ได้เหมือนสมาชิกในบ้านคนหนึ่ง มาบัดนี้ผมเห็นบ้านหลังดังกล่าวปิดอยู่ ทั้งประตูรั้วหน้าบ้านและประตูเข้าตัวบ้านต่างก็ปิดอยู่ สภาพรอบๆตัวบ้านรกรุงรัง ลานบ้านและสนามมีแต่ใบไม้แห้ง ต้นหญ้าในสนามหายไปจนหมดมีแต่วัชพืชขึ้นรุงรัง ต้นไม้พุ่มและไม้ดอกเหี่ยวแห้ง ตรงกันข้ามกับวัชพืชไม้เลื้อยที่เจริญงอกงาม ดูจากภายนอกแล้วบ้านนี้ดูเก่าและทรุดโทรมไปมาก
ผมใจหายวูบ ทำไมบ้านคุณอามีสภาพเหมือนเป็นบ้านร้าง คุณอาทั้งสองคนหายไปไหน
ผมกดออดที่หน้าบ้าน กดอยู่หลายทีแต่ก็ไม่มีใครออกมาเปิดรับ แม้ว่าผมจะมองโลกในแง่ดีกว่านี้ก็คงต้องยอมรับความจริงว่าบ้านนี้ไม่มีคนอยู่อาศัยแล้ว
ไม่ได้มาที่นี่หลายปี เรื่องราวทำไมกลายเป็นแบบนี้ไปได้ นึกไม่ถึงจริงๆว่าคุณอาจะย้ายไปอยู่ที่อื่น แต่ไหนๆเมื่อมาแล้วอีกทั้งผมพกความกังวลใจมาจนเต็มเปี่ยม จะให้กลับไปทั้งๆที่คาใจอยู่อย่างนี้ผมคงอยู่ไม่เป็นสุขแน่ ในที่สุดผมจึงเดินไปที่บ้านข้างๆซึ่งไม่ได้อยู่ติดกันเสียทีเดียวแต่มีที่ดินเปล่าคั่นอยู่แปลงหนึ่ง
ออด...
ผมกดออดที่หน้าบ้าน ตอนนั้นเป็นเวลาแปดโมงกว่าแล้ว โชคดีที่ในบ้านยังมีคนอยู่ ไม่ได้ออกไปข้างนอกกันจนหมด ผู้ที่ชะโงกหน้าออกมาจากในประตูบ้านเป็นหญิงในวัยห้าสิบกว่าปี
“มาหาใครจ๊ะ” เสียงหญิงกลางคนร้องถาม “ถ้าจะเรี่ยไรก็ไปข้างหน้าได้เลย”
“สวัสดีครับ ผมมาหาเจ้าของบ้านข้างๆน่ะครับ” ผมยกมือไหว้จากนั้นก็ชี้มือไปทางบ้านของไอ้นัย “แต่บ้านนั้นเหมือนกับไม่มีคนอยู่แล้ว”
“อ้าว นึกว่าพวกมาเรี่ยไร เจ้าของเค้ายังไม่เข้ามาอยู่เลย ไม่มาดูแลด้วย มันก็เลยร้างยังงี้แหละ” หญิงกลางคนตอบพลางโผล่ออกมาจากหลังประตู เมื่อรู้จุดประสงค์ของผมก็เดินออกมาคุยกับผมที่หน้าบ้าน
“ยังไม่เข้ามาอยู่” ผมทวนคำด้วยความงุนงง “เมื่อหลายปีก่อนผมยังมาเที่ยวเล่นที่นี่บ่อยๆเลยครับ”
“อ๋อ” หญิงกลางคนลากเสียงยาวไปถึงบางอ้อ “หนูคงหมายถึงเจ้าของบ้านคนเดิมล่ะสิ ใช่ไหม”
“ที่บ้านอยู่กันสามคน เป็นสามีภรรยา และเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งน่ะครับ” ผมอธิบายเพิ่มเติม
“นั่นแหละ เจ้าของคนเดิม” หญิงกลางคนพูด “เค้าขายให้เจ้าของใหม่แล้วย้ายออกไป ส่วนเจ้าของคนใหม่ซื้อแล้วก็ไม่ย้ายเข้ามาสักที”
“พอจะทราบไหมครับว่าทำไมถึงย้าย แล้วย้ายไปนานหรือยังครับ” ผมถาม
“ย้ายไปปีกว่าๆแล้วล่ะ จู่ๆก็ย้ายออกไปเลย ไม่ได้บอกกล่าวร่ำลากัน” หญิงกลางคนเล่า “ตอนย้ายออกไปป้ายังไม่รู้เลย ที่มารู้ก็เพราะว่าเจ้าของบ้านคนใหม่เขามาแนะนำตัวทำความรู้จักน่ะ”
หลังจากที่คุยกันอยู่สักครู่หนึ่งผมก็ยกมือไหว้ขอบคุณและลากลับ การมาบ้านไอ้นัยในครั้งนี้ได้ผลลัพธ์ที่เหนือความคาดหมาย เดิมทีผมยังรู้สึกมีความหวังอยู่ในใจเสมอว่าแม้จะติดต่อไอ้นัยไม่ได้แต่อย่างน้อยก็รู้ว่าบ้านของมันอยู่ที่ไหน รู้ว่าคุณอาของมันอยู่ที่ไหน สักวันหนึ่งยังคงมีโอกาสได้ข่าวคราวจากมันบ้าง แต่การมาในวันนี้ทำให้ผมรู้สึกสิ้นหวัง เพราะเมื่อคุณอาของไอ้นัยย้ายไปโดยไม่ทราบที่อยู่ใหม่ก็เท่ากับว่าเบาะแสของไอ้นัยที่มีเหลืออยู่เพียงใยเดียวได้ขาดสะบั้นลง นับแต่นี้ไปในโลกอันไพศาลผมจะไปหาไอ้นัยจากที่ใดกัน
- - -
เทศกาลคริสต์มาส
ในปีนั้นวันสุกดิบก่อนคริสต์มาสหรือที่เรียกว่าคริสต์มาสอีฟนั้นเป็นวันอาทิตย์ ที่สยามสแควร์ในยามเย็นของวันสุกดิบเนืองแน่นไปด้วยผู้คนทั้งวัยรุ่นและคนในวัยทำงานที่ออกมาชมสีสันของเทศกาล
สยามสแควร์ยามเย็นในวันนั้นเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ร้านค้าหลายร้านพ่นกระจกหน้าร้านเป็นรูปต้นคริสต์มาส บางร้านก็นำเอาต้นคริสต์มาสมาตั้งที่หน้าร้าน เสียงบทเพลงคริสต์มาสลอยอบอวลไปทั่วทั้งสยามสแควร์ เทศกาลคริสต์มาสเมื่อหลายปีก่อนคึกคักและสนุกสนานอย่างไร เดี๋ยวนี้มีแต่จะคึกคักและสนุกสนานยิ่งกว่าเดิม
ผมนั่งกินโดนัทกับน้ำอัดลมอยู่ในร้านโดนัทร้านประจำที่เมื่อก่อนชอบมา ผมเลือกที่นั่งที่สามารถมองออกไปนอกร้านได้ สายตาเหม่อมองดูวัยรุ่นที่เดินผ่านหน้าร้านโดนัทไป... คู่แล้วคู่เล่า... กลุ่มแล้วกลุ่มเล่า ส่วนใหญ่มักเดินกันเป็นคู่หรือเป็นกลุ่ม น้อยคนนักที่จะเดินคนเดียว
ผมนั่งอยู่ในร้านโดนัทตั้งแต่บ่ายแก่ๆ ที่จริงวันนี้ผมควรนั่งดูหนังสือเพื่อเตรียมสอบเอนทรานซ์อยู่ที่ห้องพักหรือไม่ก็ที่หอสมุด แต่ว่าผมรู้สึกเหงา อยากได้บรรยากาศเทศกาลคริสต์มาสพร้อมกับปล่อยความคิดไปเรื่อยๆขึ้นมา จึงเลือกที่จะมานั่งปล่อยอารมณ์และกินบรรยากาศที่ร้านโดนัทร้านนี้แทน
จำได้ว่าเมื่อหลายปีก่อน ตอนที่เรียนอยู่ชั้นประถมและมัธยม ช่วงใกล้ปีใหม่เป็นช่วงที่มักเกิดเรื่องขึ้นกับผมเกือบทุกปีเลยก็ว่าได้ แต่สองปีมานี้เมื่อถึงช่วงคริสต์มาสปีใหม่เหตุการณ์กลับเรียบร้อยดีไม่มีอะไร จะมีอยู่บ้างก็เพียงความรู้สึกเหงาอยู่ลึกๆเท่านั้น
ผมเหม่อมองดูผู้คนที่เดินผ่านหน้าร้านไปเรื่อยๆ วัยรุ่นและหนุ่มสาวเดินกันเป็นคู่ๆ บางคนก็เดินจูงมือกัน เห็นแล้วอดอิจฉาไม่ได้ หนุ่มสาวสามารถเดินจูงมือกันอย่างเปิดเผยโดยไม่ต้องอายใคร แล้วผมล่ะ?
ความคิดที่จะมีชีวิตเช่นคนปกติทั่วไปของผมยิ่งนานวันก็ยิ่งรุนแรงยิ่งขึ้น ผมลองสำรวจใจตนเองดูแล้ว พบว่าเรื่องที่ยังทำให้ผมกังวลอยู่ก็คือเรื่องสัญญาที่เคยให้ไว้กับไอ้นัยนั่นเอง เราเคยสัญญากันเอาไว้ว่าเมื่อโตขึ้นเราจะใช้ชีวิตร่วมกัน แม้เราจะไม่ได้ใช้คำพูดแบบนั้นตรงๆ แต่ความรักที่เรามีต่อกันนั้นคงทำให้คิดเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ ถ้าผมสามารถมีชีวิตเช่นคนปกติได้จริงๆ แล้วผมจะเอาไอ้นัยไปไว้ที่ไหน ถ้าหากมันยังคอยผมอยู่ในขณะที่ผมเปลี่ยนไปมีชีวิตอีกแบบหนึ่งก็เท่ากับว่าผมทอดทิ้งมันอีกครั้งหลังจากที่เคยทอดทิ้งมันไปแล้วครั้งหนึ่ง
แต่ตอนนี้ไม่รู้ว่าไอ้นัยเป็นตายร้ายดีอย่างไร เบาะแสที่มีอยู่ก็ขาดไปแล้ว คิดถึงเหตุการณ์เมื่อคืนก่อนแล้วยังอดขนลุกไม่ได้ ผมก็ไม่แน่ใจว่าเหตุการณ์ในคืนวันก่อนนั้นเป็นอุปาทานที่เกิดจากจิตใจที่ฟุ้งซ่านของผมหรือว่าเป็นลางสังหรณ์จริงๆ แต่ว่านับตั้งแต่วันนั้นมาผมรู้สึกเป็นห่วงไอ้นัยอยู่ตลอดเวลา ปกติผมไม่ค่อยเชื่อเรื่องการขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ๋นักแต่หลังจากวันนั้นผมก็อดไม่ได้ที่จะอธิษฐานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อคุ้มครองไอ้นัยให้ปลอดภัย รวมทั้งพยายามตั้งจิตให้มั่นว่าไอ้นัยปลอดภัยและสบายดี เหตุการณ์ที่ผ่านมาเป็นเพียงอุปาทานของผมเองเท่านั้น จนหลายวันต่อมาผมจึงรู้สึกคลายกังวลลงได้บ้าง
หนุ่มสาวคู่แล้วคู่เล่าที่เดินผ่านหน้าร้านไปเป็นเหมือนแรงกระตุ้นที่ทำให้ผมพยายามทำอะไรสักอย่างเพื่อลบปมด้อยของตนเอง... ผมค่อยๆไล่เรียงความคิด... ไอ้นัยเก่งและฉลาดกว่าผม อะไรที่ผมคิดได้มันมักคิดได้ก่อนเสมอ ไม่แน่ว่าตอนนี้ไอ้นัยอาจจะมีแฟนสาวผมสีบลอนด์ไปแล้วก็ได้
ไอ้นัยเก่งกว่าผมเสมอ หากผมหายจากการเป็นเกย์ได้จริง ไอ้นัยก็ต้องหายได้เหมือนกัน หรือหากผมแก้ไม่หาย ก็ไม่แน่เหมือนกันว่าไอ้นัยอาจทำได้สำเร็จ ตอนนี้ผมแค่เริ่ม จะสำเร็จหรือเปล่าก็ยังไม่รู้ หากสำเร็จแล้วมีเรื่องอะไรตามมาก็ค่อยมาคิดแก้กันอีกทีก็แล้วกัน ตีตนไปก่อนไข้ตั้งแต่ตอนนี้ก็เปล่าประโยชน์... อารมณ์ของผมในตอนนั้นอยากได้ชีวิตที่เป็นปกติอย่างมาก คิดอะไรจึงคิดเข้าข้างตนเองเอาไว้ก่อน
หลังจากออกมาจากร้านโดนัทผมก็เดินเล่นอยู่ในสยามสแควร์ จากนั้นก็เดินเลยไปดูสีสันของคริสต์มาสที่เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ย่านราชประสงค์ คืนนั้นผมกลับถึงหอพักค่อนข้างดึก การฉลองเทศกาลคริสต์มาสคนดียวนี่มันเหงาได้ใจจริงๆ แต่ผลจากการนั่งแช่อยู่ในร้านโดนัทดูผู้คนที่เดินผ่านไปมาเป็นเวลาหลายชั่วโมงนั้นทำให้ผมตัดสินใจอะไรบางอย่างลงไป ซึ่งเมื่อมองจากวันนี้ย้อนไปในวันนั้น ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัดสินใจลงไปได้อย่างไรเพราะมันดูเป็นเรื่องที่โง่หรือบ้าเอามากๆ หรือไม่อย่างนั้นก็คงเป็นทั้งสองอย่าง
- - -
ในห้องพัก
ผมเหม่อมองดูนาฬิกาอยู่เป็นเวลานาน เฝ้าดูเข็มทั้งสามเข็ม เข็มสั้น เข็มยาว และเข็มวินาที เดินไปซ้อนทับกันอยู่ที่เลข ๑๒ เมื่อเข็มวินาทีผ่านเลข ๑๒ มาได้ก็หมายถึงวันใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว... วันคริสต์มาส
เมื่อตอนที่เรียนอยู่ชั้นประถมในโรงเรียนคาทอลิก ผมได้เรียนรู้ว่าวันคริสต์มาสคือวันที่เชื่อกันว่าพระเยซูประสูติ ในวันนี้มีชีวิตใหม่ที่เกิดขึ้นมาในโลก ผมก็ถือเอาฤกษ์วันคริสต์มาสนี้ขอมีชีวิตใหม่บ้างก็แล้วกัน
ผมหยิบหนังสือสามเล่มยี่สิบที่มีอยู่ทั้งหมดกับจดหมายที่เขียนติดต่อทางตู้ ปณ. ทั้งหมดมากองรวมกัน ผมฉีกจดหมายทั้งหมดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเพื่อไม่ให้ใครอ่านได้ รวมทั้งจดหมายของโอ๋และหนุ่ยด้วย จากนั้นก็หยิบหนังสือสามเล่มยี่สิบขึ้นมาเพื่อเตรียมฉีกเป็นชิ้นๆ
เสียดายแฮะ ทำไม่ลง ผมผ่านชีวิตในวัยรุ่นมากับกองหนังสือ ทั้งกิจกรรมที่สหกรณ์และห้องสมุดที่ผมชอบเข้าไปขลุก จนเพาะเป็นนิสัยชอบอ่านหนังสือ ถ้าจะให้ลงมือฉีกหนังสือนี่ผมทำไม่ลง
ผมหยิบซองจดหมายสีขาวที่เก็บมานานหลายปี จนซองเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อนๆแล้ว มันเป็นซองที่ใส่เพลงที่ผมแต่งให้ไอ้นัยนั่นเอง ผมถือมันอยู่ในมืออย่างลังเล...
“ไอ้นัย” ผมพูดกับไอ้นัยอยู่ในใจ “กู... กูไม่รู้ว่าจะบอกมึงยังไงดี... กูมีชีวิตแบบนี้ต่อไปไม่ไหวแล้ว กูอยากเลิกเป็นแบบนี้เสียที ถ้ากูทำสำเร็จ กูก็หวังว่ามึงจะทำสำเร็จด้วย... และถ้ามันเป็นไปแบบนั้นจริงๆ... ความฝันในวัยเด็กของเราก็คงเป็นไปไม่ได้แล้ว”
ผมรู้สึกสะท้อนใจ แต่ก็พยายามถ่ายทอดความในใจที่ต้องการบอกแก่ไอ้นัยต่อไป
“ชีวิตในแบบที่กูจะเดินต่อไปนี้มันเหมือนเป็นเส้นขนานกับชีวิตแบบเดิม มันเหมือนอยู่กันคนละฝั่งฝัน เมื่อกูก้าวข้ามมา ฝันของกูจะเป็นอีกแบบหนึ่ง และหากมึงก้าวข้ามมาด้วย ฝันของมึงก็คงต้องเป็นอีกแบบหนึ่งเช่นกัน
“จำความฝันในวัยเด็กที่เราฝันไว้ร่วมกันได้ไหม มันเป็นความฝันที่ดีที่สุดและมีคุณค่าที่สุดสำหรับชีวิตวัยเด็กของกูเลยนะนัย ดังนั้นกูจึงลบเลือนมันไปไม่ลง ถ้าเป็นไปได้กูอยากย้อนกลับไปในวันเก่าๆ วันที่ได้อยู่กับมึง ได้อยู่กับความฝันของเรา ตอนเด็กเราก็ฝันถึงอนาคตข้างหน้า แต่มาตอนนี้กูกลับถวิลหาชีวิตในอดีตอีก แต่มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้...
“เราสองคนต่างก็ต้องเดินทางต่อแล้ว ต่อแต่นี้ไปกูคงต้องเก็บฝันในวัยเยาว์ของเราเอาไว้ที่ฝั่งด้านโน้น... เก็บมันไว้ที่ปลายฟ้าด้านโน้น... ดินแดนที่เราอาจไม่มีวันได้หวนกลับไปหามันอีก ที่ซึ่งความทรงจำและความฝันในวัยเด็กของเราจะงดงามอยู่ที่นั่นตลอดไป... กูนึกไม่ออกเหมือนกันว่าครั้งต่อไปที่เราได้พบกันอีกเราจะมีวิถีชีวิตเช่นไร แต่ถึงอย่างไรก็ขอให้มึงประสบความสำเร็จในชีวิต ส่วนกูก็จะพยายามอย่างที่สุดเหมือนกัน...”
ถ้าจะเลิกเป็นเกย์ต้องทิ้งซองนี้ด้วยหรือเปล่านะ จะว่าเกี่ยวก็เกี่ยว จะว่าไม่เกี่ยวก็ไม่เกี่ยว คิดไปคิดมาก็ฉีกไม่ลงอีก จึงเก็บซ่อนเอาไว้ที่เดิม
ผมใช้เวลาในการสะสางจดหมายและหนังสือไม่นาน จากนั้นก็เข้านอน และเมื่อตื่นขึ้นขึ้นมาอีกทีในตอนเช้ามืด ผมอาบน้ำแต่งตัวและออกจากหอพักตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง พร้อมกับถุงใบใหญ่ที่มัดเรียบร้อย ผมนำเอาดหมายติดต่อที่ฉีกจนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยไปทิ้งในถังขยะหน้าปากซอย จากนั้นนำถุงกระดาษที่ภายในมีนิตยสารเกย์ทั้งหมดไปทิ้งที่พงหญ้าในซอย ๒๗ ซึ่งในสมัยนั้นเป็นที่ดินว่างเปล่าหญ้ารกทึบ ไม่ได้เต็มไปด้วยคอนโดมิเนียมเหมือนเช่นทุกวันนี้ ผมเคยอ่านหนังสือโป๊ที่มีคนทิ้งเอาไว้ในพงหญ้า มาถึงวันนี้ผมเองก็ต้องนำหนังสือที่ไม่ต้องการไปทิ้งไว้ในพงหญ้าเช่นเดียวกัน
วันนี้จะเป็นวันที่ผมเริ่มต้นชีวิตใหม่... ชีวิตแบบปกติ... ผมตั้งใจกับตนเองเอาไว้ว่าผมจะทิ้งชีวิตแบบเดิม และจะไม่ข้องแวะกับชีวิตแบบเกย์อีก ไม่อ่านนิตยสารสามเล่มยี่สิบ ไม่ติดต่อกับเกย์คนใด รวมทั้งหากมีโอกาส ผมก็จะจีบสาวและคบเป็นแฟนเหมือนชายหนุ่มทั่วไป ยังอดนึกไปถึงว่าหากมีใครชวนไปขึ้นครู คราวนี้ผมจะไม่ขอพลาดอีก สำหรับเรื่องการมีแฟนตอนนี้คงต้องขอรอเอาไว้ก่อนเพราะว่าผมต้องให้เวลากับการเตรียมตัวสอบเอนทรานซ์ในอีกไม่กี่เดือนที่จะถึงนี้
ฟังเพลง I Wanna Go Back

ผลงานของวง The New Seekers วงป๊อบแบนด์ของอังกฤษที่เริ่มโด่งดังในยุค 1970s วงนี้ไม่ค่อยดังนักในเมืองไทยแต่ดูเหมือนจะเคยมาเปิดการแสดงในเมืองไทยอย่าง น้อยก็ครั้งหนึ่งในยุค 1970s เพลงดังจริงๆของวงนี้คือเพลง I’d Like to Teach the World to Sing จากอัลบั้มชุด We'd Like to Teach the World to Sing ที่ออกในปี 1971 ส่วนเพลง I Wanna Go Back มาจากอัลบั้มชุด Together Again ที่ออกในปี 1976
เอามาฝากเฉยๆ อาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเนื้อเรื่องนักแต่จู่ๆก็นึกถึงเพลงนี้ขึ้นมา
I wanna go back
Where my wanderin started
Back to the day we parted
Back to the places and the people
I once knew
I wanna go back
Where my friends will find me
Back to all I left behind me
Woah
I wanna go back
(Repeat)
Meet some friends along the way
But I knew I couldn't stay
Gonna shake their hands and say
'It's sure been good to know ya'
But there's so much missing here
So I'm gonna disappear
Oh I wanna go
I wanna go
I wanna go back..
I wanna go back
Where my wanderin started
Back to the day we parted
Back to the places and the people
I once knew
I wanna go back
Where my friends will find me
Back to all I left behind me
Woah
I wanna go back
(Repeat)