ผมรู้สึกแน่นที่ลำคอ หายใจไม่ออก หัวก็กระแทกกับกำแพงจนมึนงง ยังไม่ทันที่จะพูดอะไรไอ้เกรียงก็ปล่อยหมัดเข้าที่ท้องของผมทันที
หมัดนั้นกระแทกเข้าที่ใต้ลิ้นปี่ ผมรู้สึกตัวเบาหวิว จากนั้นก็รู้สึกจุกและหายใจไม่ออก แข้งขาอ่อนแรงจนควบคุมไม่ได้ มีความรู้สึกเหมือนกำลังจะขาดใจแต่ไม่รู้สึกเจ็บปวดแต่อย่างใด
ก่อนที่เกรียงจะทำอะไรต่อไป เพื่อนๆก็รีบเข้ามาแยกมันออกไป ทันทีที่มันปล่อยมือ ผมก็ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น โชคดีที่มันต่อยเข้าใต้ลิ้นปี่ ไม่ได้ต่อยใส่ลิ้นปี่โดยตรง ไม่อย่างนั้นผมคงหมดสติไปแล้ว
เหตุการณ์ที่หน้าห้องเรียนวุ่นวาย เพื่อนกลุ่มหนึ่งแยกเกรียงออกไป ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งก็เข้ามายืนบังผมเอาไว้ไม่ให้เกรียงฉวยโอกาสเข้ามาซ้ำได้ ตอนนั้นชุลมุนไปหมด ไม่รู้ว่าเพื่อนคนไหนที่ช่วยผมเอาไว้บ้าง ที่จริงตอนที่อยู่ชั้น ม.๔ นี้ผมไม่ค่อยสนิทกับใครนัก แต่ในยามคับขันก็ทำให้ผมได้เห็นน้ำใจของเพื่อนๆ
“ไอ้อู มึงเจอดีแน่ ระวังตัวเอาไว้” ได้ยินเสียงไอ้เกรียงฝากคำอาฆาตก่อนที่จะเดินจากไปหลังจากที่พยายามจะเข้ามาซ้ำผมอีกแต่ก็ไม่สำเร็จเพราะเพื่อนๆช่วยกันห้ามเอาไว้
เย็นวันนั้นผมกลับหอพักด้วยความรู้สึกที่ไม่ค่อยดีนัก เหตุการณ์เมื่อตอนหลังเลิกเรียนทำให้ผมกังวล ดูท่าไอ้เกรียงมันคงเล่นไม่เลิก ส่วนเวชและคนอื่นๆยังไม่รู้ว่าท่าทีเป็นอย่างไร ถ้ามันผูกใจเจ็บและเล่นไม่เลิกกับผมทุกคนผมคงลำบากแน่
ผมอดหวนนึกไปถึงเมื่อตอนเด็กไม่ได้ เหตุการณ์ตอนที่เตะฟุตบอลกับไอ้ทิวและเรื่องของไอ้ชิดยังแจ่มชัดอยู่ในความทรงจำราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เอง ประวัติศาสตร์ที่เกิดกับไอ้นัยหลายต่อหลายตอนกำลังมาซ้ำรอยที่ตัวผม แต่มาคิดอีกทีก็อาจจะดีเหมือนกัน เพราะมันทำให้ผมรู้สึกเหมือนกับว่าได้ชดใช้หนี้กรรมบางส่วนที่ผมได้ทำกับเพื่อนที่ผมรักมากที่สุดเอาไว้
- - -
วันรุ่งขึ้น
ผมเข้าไปในห้องเรียนในตอนเช้าอย่างระวังตัวเต็มที่ แลเห็นเวชและพวกกำลังนั่งจับกลุ่มคุยกันอยู่ที่โต๊ะของตนเอง เมื่อพวกมันเห็นผมเดินเข้ามาก็ทำตัวเป็นปกติเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมรู้สึกหนาวๆร้อนๆเพราะที่นั่งของผมติดกับเวช ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นก็คงถึงตัวผมทันที
เมื่อก่อนตอนที่ยังเป็นเด็ก ผมค่อนข้างมุทะลุ แต่พอมาตอนนี้จะทำอะไรแบบไม่คิดหน้าคิดหลังเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้แล้ว ตอนนี้เรื่องที่ผมกลัวที่สุดคือการต้องกลับไปเรียนที่บ้าน หากเกิดเรื่องชกต่อยเกิดขึ้นส่วนมากผู้ใหญ่มักจะตัดสินให้ผิดทั้งสองฝ่ายเนื่องจากถือคติตบมือข้างเดียวย่อมไม่ดัง และเมื่อพ่อกับแม่รู้เข้าผมก็คงเรียนที่กรุงเทพฯต่อไปไม่ได้เพราะว่าอยู่แล้วมีแต่สร้างปัญหา ดังนั้นหนทางที่ผมจะได้เรียนอยู่ในกรุงเทพฯต่อไปก็คือต้องอดทนจนถึงที่สุดและพยายามไม่ให้เกิดเรื่องขึ้น แต่ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทนไปได้มากน้อยเพียงใด
“อ้าว น้องอู มาแล้วเหรอ” เกรียงแสยะยิ้มทักทายผม เมื่อเหลือบไปดูเวชและคนอื่นๆ เห็นทุกคนกำลังจ้องมาที่ผม พวกมันนั่งนิ่ง ไม่มีทีท่าว่าจะลุกขึ้นมาเล่นงานผมแต่อย่างใด จึงทำให้ผมโล่งใจขึ้นมาหน่อย คิดว่าถ้าเป็นเวลาในระหว่างวันพวกมันคงไม่กล้าทำอะไร หากมันจะทำก็คงทำหลังเลิกเรียน ถ้าเลิกเรียนผมพยายามระวังตัวก็อาจจะพอหลบเลี่ยงพ้นได้
ผมพยายามฝืนยิ้ม ไม่พูดอะไร เมื่อถึงโต๊ะก็วางเป้ลงบนเก้าอี้จากนั้นหยิบสมุดการบ้านออกมาเพื่อจะเอาไปส่งที่โต๊ะ
“โอ๊ย” ขณะที่ผมรีบเดินออกไปทางหน้าห้องเพื่อเอาสมุดการบ้านไปส่งนั้นเอง ผมก็รู้สึกว่าขาของผมสะดุดกับอะไรเข้าอย่างแรง อะไรบางอย่างนั้นทั้งขัดขาและตวัดอย่างแรงจนผมเสียหลักและล้มลงไปตรงทางเดินระหว่างโต๊ะนั่นเอง
ผมล้มลงไปนอนวัดพื้นที่ตรงทางเดิน ชายโครงถูกมุมโต๊ะเรียนกระแทกจนเจ็บ แต่โชคดีที่ส่วนใบหน้าไม่ได้กระแทกกับอะไรเข้า
“อ้าว ไอ้อู เป็นอะไรไปวะ” เสียงใครก็ไม่รู้เรียกผม ตอนนั้นยังมึนๆ จำแนกไม่ออกว่าเป็นเสียงของใคร
จากนั้นผมก็รู้สึกว่าเส้นผมบนหัวถูกจิกขึ้นมา แม้จะไว้ผมสั้นเนื่องจากต้องเรียน รด. แต่มันก็ยังยาวพอที่จะจิกได้ติด
“เอ้า ลุกขึ้น เจ็บมากไหม” เจ้าของเสียงและเจ้าของมือที่จิกหัวของผมก็คือเวชนั่นเอง และผมคิดว่ามันน่าจะเป็นเจ้าของเท้าที่สอดเข้ามาขัดขาผมจนล้มด้วย
ผมลุกขึ้นมาตามแรงมือของมัน เมื่อลุกขึ้นได้ก็ปัดมือของมันออกและเตรียมจะโถมเข้าไปหามัน แบบนี้มันเกินไปแล้ว
ในวินาทีที่ผมตั้งใจจะตอบโต้นั้นเอง ผมกลับคิดอะไรขึ้นมาได้หลายๆอย่าง พวกของเวชมีตั้งสี่คนในขณะที่ผมมีเพียงคนเดียว แถมเวชยังเป็นตัวหัวโจกอีกด้วย ถ้าผมตอบโต้มันเรื่องราวคงบานปลายอย่างไม่รู้จบสิ้น
แต่ถ้าจะไม่ตอบโต้มัน ผมคงกลายเป็นไอ้ขี้ขลาด ทั้งเวชและทุกๆคนในห้องคงคิดว่าผมขี้ขลาดจนไม่กล้าสู้กับใคร... ถึงแม้จะสู้ไม่ได้แต่ผมคงยอมให้เพื่อนๆดูถูกผมแบบนั้นไม่ได้แน่ อีกอย่าง ในเมื่อมันข่มเหงได้ครั้งหนึ่งมันก็คงทำได้อีกเรื่อยๆ
ก่อนที่สติผมจะถูกบดบังด้วยความโกรธจนหมดสิ้น ผมหวนคิดถึงเพื่อนที่ผมรักที่สุดขึ้นมา... ในวันที่ไอ้ชิดรังแกมัน มันไม่เคยสู้เลย แต่ผมก็ไม่เคยคิดว่ามันขี้ขลาด ผมรู้ว่ามันไม่เคยยอมก้มหัวให้ไอ้ชิดถึงแม้ว่าจะสู้ไม่ได้ก็ตาม แต่ที่มันไม่สู้เพราะการใช้ความรุนแรงไม่ใช่วิธีของมันต่างหาก
ถ้ามันทนได้ ผมก็ต้องทนให้ได้ ตอนเด็กๆมีแต่ผมที่ทำให้มันเดือดร้อน ความทุกข์ในวันนี้ถือเสียว่าทำให้ผมได้มีโอกาสร่วมทุกข์ร่วมสุข... ได้ร่วมเผชิญชะตากรรมกับเพื่อนที่ดีที่สุดของผมก็แล้วกัน... แม้ว่ามันจะสายไปแล้วก็ตาม
ผมถอยออกมา... เก็บสมุดการบ้านขึ้นจากพื้นห้อง จากนั้นเอาไปส่งที่โต๊ะ และเดินออกจากห้องมา... พยายามทำเหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น อารมณ์ในขณะนั้นมันปั่นป่วนไปหมด ทั้งอับอาย ทั้งเจ็บแค้น และทั้งอับจน
- - -
“เฮ้ย ไอ้อู ศิษย์ถ่อย” เสียงไอ้กี้ทักผมขณะที่เรายืนเข้าแถวเคารพธงชาติในสนาม ผมกับมันยืนติดกัน “เมื่อกี้ได้ยินว่ามีเรื่องเหรอ”
“ไม่มีอะไรหรอก” ผมพยายามไม่อยากรื้อฟื้นถึงเรื่องที่เกิดขึ้นอีก คิดแล้วก็เจ็บใจ ผมเองก็ไม่แน่ใจนักว่าที่ยอมมันไปเมื่อเช้านั้นถูกหรือผิด ปกติผมมักทำอะไรไม่เคยถูกเสียด้วย
“ตายห่าแน่มึง ไปมีเรื่องกับไอ้พวกเหี้ยนี่เข้า” กี้พูดเสียงเบา “นี่แหละ คบคนพาล พาลพาไปหาผิด”
“แล้วมึงจะมาสอนกูทำห่าอะไรตอนนี้วะ ทำไมเมื่อก่อนไม่พูด” ผมเริ่มอารมณ์เสีย ปากมันนี่น่าไปผ่าเอาหมาออกมาเสียจริงๆ
“แล้วมึงเคยมาปรึกษากูบ้างมั้ยล่ะ” ไอ้กี้ย้อน เออ จริงของมัน แต่ว่ามันก็ไม่เชิง ปากมันเสียขนาดนี้ใครจะอยากไปปรึกษามัน ผมคิดแต่ไม่อยากพูดออกไป
“เฮ้ย มึงระวังไว้นะไอ้อู กูได้ยินพวกมันคุยกันว่าจะจองเวรกับมึงไปจนจบ ม.๖ เลย” ไอ้กี้พูดอีก
ใจของผมฝ่อลงในทันที ทุกปีจะมีการคละห้องกันใหม่ แต่ว่าเมื่ออยู่ชั้น ม.ปลาย แล้วก็จะต้องอยู่ร่วมชั้นกันไปจบจบ ม.๖ อย่างนี้ไม่เรียกว่าซวยก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรแล้ว
“มึงสู้พวกมันไม่ไหวหรอก ไปบอกอาจารย์วารีดีกว่า เผื่ออาจารย์จะมาทางออก” ไอ้กี้แนะนำ
เมื่อก่อนผมรู้สึกปรารถนาดีกับเวช แต่ผลสุดท้ายกลายเป็นเวชตามมาจองเวรผม ขณะที่ผมไม่ค่อยชอบไอ้กี้เพราะว่าปากมันเสีย แต่ในยามเดือดร้อนมันกลับพยายามช่วยเหลือ ชีวิตคนเราไม่มีอะไรแน่นอนเลยจริงๆ
- - -
การเรียนในวันนั้นผ่านไปอย่างเชื่องช้า ทั้งวันผมเรียนไม่ค่อยรู้เรื่องเพราะมัวแต่คิดถึงเรื่องปฏิบัติการจองเวรของเวชและเพื่อนๆ พวกมันพยายามทำสงครามประสาทโดยพูดเยาะเย้ยถากถางต่างๆนานา ผมพยายามระวังจนตัวแจแต่ว่าวันนั้นทั้งวันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก จนถึงเวลาเลิกเรียน ผมรีบออกจากห้องไปพร้อมกับอาจารย์ที่สอนวิชาในคาบสุดท้ายทันที โบราณว่าเดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัด ผมจึงอาศัยอาจารย์เป็นเกราะคุ้มครองเพื่อหลบเลี่ยงเวชและพวก เมื่อพ้นจากห้องก็ตรงไปที่ห้องสมุดทันที
เซ็งฉิบหาย ผมบ่นกับตนเองในใจ อยู่ในห้องสมุดก็ไม่มีอะไรทำ จะกลับหอพักตอนนี้ก็ไม่มีอะไรทำเช่นกัน แถมกลัวว่าจะเจอพวกมันที่ป้ายรถเมล์อีกต่างหาก ผมอดคิดไม่ได้ว่าแค่วันเดียวยังเอาตัวแทบไม่รอด แล้วเวลาที่เหลืออีกสองปีกว่าผมจะหลบเลี่ยงจากพวกนี้ไปจนตลอดรอดฝั่งได้อย่างไร แค่คิดแล้วก็ท้อแล้ว
ผมอดคิดถึงบอยไม่ได้ คิดถึงมันแต่ว่ายังไม่อยากเจอหน้ามันในตอนนี้ ผมคลำที่ชายโครงของตนเอง อาการเจ็บชายโครงจากการล้มกระแทกโต๊ะเมื่อเช้ายังคงมีอยู่ ผมรู้สึกว่าตนเองเป็นคนที่ขี้แพ้ ไม่เอาไหน เรียนก็ไม่เก่ง จะเกเรก็ไม่สำเร็จ ทำอะไรก็ไม่ได้เรื่องสักอย่าง แม้แต่ตนเองยังไม่ภูมิใจในตนเอง แล้วไอ้บอยจะรู้สึกภูมิใจในตัวรุ่นพี่ของมันได้อย่างไร คิดไปก็รู้สึกอับอายใจ ทำให้ไม่อยากไปพบหน้ามัน
“ใจลอยคิดถึงใครเหรอฮะ” เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นที่ข้างหูของผม “วันนี้ไม่ไปเช่าหนังสือเหรอ”
ไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าใคร ไอ้บอยนั่นเอง วันนี้ไม่อยากเจอมันก็กลับได้เจอ มันอ้อมมานั่งตรงหน้าผม ใบหน้ายิ้มแฉ่งบ่งบอกความอารมณ์ดี
“คิดอะไรนิดหน่อยน่ะ” ผมตอบ
“เห็นพี่อูคิดอะไรคิดจนใจลอยทุกที ไม่เคยเห็นคิดนิดหน่อยเลย วางแผนจะขยายธุรกิจอะไรเหรอฮะ” ไอ้บอยเหน็บแนม
“วันนี้ไม่มีเวรเหรอ” ผมหันเหหัวข้อสนทนา จำได้ว่าวันนี้เป็นเวรไอ้บอยที่สหกรณ์
“มาคืนหนังสือก่อนน่ะพี่อู เดี๋ยวโดนปรับ ไม่อยากเสียเงิน” บอยหัวเราะ “พี่อู พี่อู รู้ไหมว่าพรุ่งนี้เป็นวันอะไร”
“รู้ดิ วันเสาร์” ผมตอบ
บอยถอนใจ ทำหน้าเหมือนกลุ้มใจเต็มประดา
“โอ๊ย พี่อูนี่ วันเสาร์น่ะรู้แล้ว” บอยพูด
“อ้อ วันคริสต์มาสน่ะ” ผมตอบใหม่
“เฮอะ พี่อูไม่รู้จักหน้าที่อีกแล้ว” ไอ้บอยเปลี่ยนจากสีหน้ากลุ้มใจเป็นไม่พอใจ เวลาที่มันทำสีหน้าไม่พอใจดูน่าขำจนผมอดหัวเราะไม่ได้ รู้สึกว่าอารมณ์ที่ตึงเครียดผ่อนคลายไปได้มาก
“หน้าที่อะไรล่ะ” ผมแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง
“มีเทศกาลสำคัญก็ต้องพาบอยไปเลี้ยงดิ” ไอ้บอยพูดหน้าตาย ทวงเอาดื้อๆเลย เวลาที่มันตีหน้าตายนี่ช่างเหมือนกับ...
“เฮ้อ” ผมแกล้งถอนหายใจ “พี่ไปติดหนี้นายตั้งแต่ชาติไหนวะ ถึงได้ต้องคอยตามเลี้ยงอยู่เนี่ย”
“ถือเป็นเกียรติแล้วนะพี่อู” ไอ้บอยหัวเราะ “บอยไม่เคยให้รุ่นพี่คนไหนเลี้ยงเลย มีแต่พี่อูคนเดียว”
ไม่รู้ว่ามันพูดเล่นหรือว่าจงใจ แต่ประโยคที่ว่า มีแต่พี่อูคนเดียว ทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นวูบขึ้นมาในหัวใจอย่างประหลาด
- - -
วันคริสต์มาส
วันคริสต์มาสในปีนั้นตรงกับวันเสาร์ ผมมีนัดกับบอยในตอนเย็นที่สยามสแควร์
บอยอยากชมสีสันของเทศกาลคริสต์มาสที่สยามสแควร์อันเป็นแหล่งรวมของวัยรุ่นในยุคนั้น ใจจริงแล้วผมไม่อยากมาเที่ยวที่นี่กับบอยในช่วงเทศกาลเช่นนี้เลย มันเป็นความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย มันเหมือนกับว่าผมกำลังรอใครบางคนอยู่... รอเพื่อมาฉลองคริสต์มาสกันที่สยามสแควร์อันเป็นสถานที่โปรดของเราสองคน... ผมยังไม่พร้อมที่จะมาฉลองคริสต์มาสกับบอยที่นี่ คราวก่อนมาเที่ยวกับบอยที่นี่ตอนปิดเทอมผมก็รู้สึกแปลกๆมาทีหนึ่งแล้ว แต่แล้วในที่สุดผมก็ขัดใจบอยไม่ลง
ผมกับบอยนัดกันในวลาเย็นที่หน้าโรงหนังสกาล่า เหตุที่นัดกันในเวลาเย็นก็เพราะบอยอยากเห็นความคึกคักของสยามสแควร์ในยามกลางวันและแสงสีของเทศกาลคริสต์มาสในยามค่ำคืน จึงนัดกันในตอนเย็นจะได้เห็นทั้งสองช่วงเวลา
บอยในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนดูเติบโตกว่าตอนอยู่ในชุดนักเรียนมาก เมื่ออยู่ในชุดนักเรียน บอยดูเหมือนเด็กซนๆคนหนึ่ง แต่เมื่ออยู่ในชุดไปเที่ยวเช่นนี้บอยดูเป็นวัยรุ่นที่สดใส กระตือรือร้น อยากเรียนรู้และแสวงหาเส้นทางชีวิตของตนเอง... ปราศจากเค้าของเด็กน้อยอีกต่อไป
“หวัดดีพี่อู” บอยทักทายเมื่อเห็นผม มือข้างหนึ่งของบอยหิ้วถุงเล็กๆใบหนึ่งอยู่
“หวัดดีบอย” ผมทักตอบ “มานานแล้วเหรอ”
“สักพักเองฮะ” บอยตอบ
“นายอยากทำอะไรบ้างล่ะวันนี้” ผมถาม แม้ว่าวันนี้บอยจะดูน่ารักและสะดุดตาเป็นพิเศษ แต่หัวใจผมกลับไพล่ไปคิดถึงคนอีกคนหนึ่งแทน
“ไปเดินดูทั่วๆกันก่อนพี่อู อยากดูว่ามีอะไรบ้าง” บอยออกความคิด
บรรยากาศยามเย็นที่สยามสแควร์ในวันนั้นคึกคักกว่าวันเสาร์ในยามปกติ ผู้คนเดินกันขวักไขว่ ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่น มีทั้งที่เดินเป็นกลุ่มและที่เดินกันเป็นคู่ มีการตั้งเวทีชั่วคราวขึ้นที่ลานจอดรถ ค่ำนี้คงมีการแสดงดนตรีให้ชมกัน ร้านรวงหลายแห่งพ่นกระจกหน้าร้านให้เป็นรูปต้นคริสต์มาส บางแห่งก็เปิดเพลงคริสต์มาส บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักและรื่นเริง
“แวะกินโดนัทกันก่อนพี่อู บอยอยากกิน” บอยพูดขึ้นขณะที่เราเดินผ่านร้านโดนัท
“กินอย่างอื่นดีกว่า” ผมขัด รู้สึกไม่ค่อยดี ไม่อยากพาบอยเข้าร้านโดนัทเลย
“ไม่เอาอะ บอยจะกินโดนัท” บอยพูด ไม่พูดเปล่า คว้ามือผมลากเข้าไปในร้านทันที

<ร้านรวงหลายแห่งพ่นกระจกหน้าร้านให้เป็นรูปต้นคริสต์มาส บางแห่งก็เปิดเพลงคริสต์มาส บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักและรื่นเริง>

<“แวะกินโดนัทกันก่อนพี่อู บอยอยากกิน” บอยพูดขึ้นขณะที่เราเดินผ่านร้านโดนัท>