Sunday, November 1, 2009

ภาคสาม ตอนที่ 28

พูดยังไม่ทันขาดคำ แป๋งก็ทะลักทลายของเหลวขุ่นข้นออกมา มันฉีดพุ่งเป็นระลอกหลายครั้ง จากนั้นก็กลายเป็นค่อยๆรินหลั่งออกจากปลายท่อ หน้าท้องและท้องน้อยของแป๋งเปรอะเป็นหย่อมๆ ภาพที่เห็นทำให้อารมณ์ของผมพลุ่งพล่าน ผมรู้สึกเสียวเกร็งที่ท้องน้อย จากนั้น ทำนบของผมแตกทะลักทลายออกมา

เมื่อพายุตัณหาผ่านพ้นไป อารมณ์ของผมค่อยๆสงบลง ผมหลับตาพริ้มอย่างอ่อนแรง จมูกได้กลิ่นคาวคลุ้ง ความสุขที่เพิ่งผ่านพ้นไปทำให้ผมหวนระลึกถึงเรื่องเก่าๆ... ในวันผมยังมีไอ้นัยอยู่

สองปีแล้วที่ผมไม่ได้มีอะไรกับใคร จำได้ว่าเมื่อเด็กๆผมมักมีอะไรกับไอ้นัยเสมอ จนถึงชั้น ม.๒ ที่เรามักมีเรื่องระหองระแหงกัน ผมกับไอ้นัยมีอะไรกันน้อยมาก และมาจนถึงชั้น ม.๓... ก่อนที่ไอ้นัยจะจากผมไป... ผมไม่ได้มีอะไรกับไอ้นัยเลย

ความคิดคำนึงถึงไอ้นัยที่วูบเข้ามาทำให้ผมได้สติ ผมลืมตาขึ้นและต้องรู้สึกแปลกใจตนเอง นี่ผมได้ทำอะไรลงไป คนที่จะนอนข้างๆผมควรเป็นไอ้นัย แต่นี่ผมเอาใครก็ไม่รู้มานอนด้วย

กลิ่นคาวยังไม่จางหายไป ผมเริ่มรู้สึกผิด อะไรนะที่ดลใจให้ผมทำเรื่องเมื่อครู่ลงไป... ไอ้นัยไปตกระกำลำบากที่ไหนก็ไม่รู้ ส่วนผมกำลังมีความสุขกับเพื่อนคนใหม่ของผม...

ผมเอื้อมไปหยิบทิชชู่จากกล่องทิชชู่รูปหมาอันเดิมที่ผมคุ้นเคย พลันที่ผมแตะกล่องทิชชู่นี้ ผมก็คิดถึงไอ้ชัชผู้เป็นเจ้าของ จากนั้นก็คิดถึงไอ้นัยเมื่อวัยเด็ก ทันใดนั้นเอง ผมรู้สึกรังเกียจพฤติกรรมของตนเองอย่างรุนแรง...

ผมดึงทิชชู่ออกมาและส่งกล่องทิชชู่ต่อไปให้แป๋ง จากนั้นเราทั้งสองก็เช็ดคราบบนหน้าท้องของตนเองอย่างเงียบงัน จากนั้นผมก็รีบใส่กางเกง

“หมดแรงเลยเหรอ เงียบเชียว” แป๋งกระซิบยิ้มๆ

ผมส่ายหน้า รู้สึกไม่อยากพูดอะไร เพียงอยากให้แป๋งออกไปจากห้องโดยเร็ว

“นายหลอกเรานี่หว่า” แป๋งพูดต่อ

“หลอกอะไรเหรอ” ผมถาม

“ก็ที่บอกว่านายชักว่าวไม่เป็นน่ะสิ ฝีมือนายชักให้เรานี่สุดยอดเลย ยังงี้ชักไม่เป็นได้ไงวะ” แป๋งพูด พลางจ้องหน้าผมเพื่อเค้นหาความจริง

“อือ เราอำนายว่ะ เห็นนายอยากรู้ก็เลยแกล้งอำเล่น” ผมสารภาพ

“เฮ้ย นายเป็นเกย์รึเปล่า” แป๋งถามโพล่งขึ้นมา

ผมถึงกับสะอึกกับคำถามกะทันหันเช่นนี้

“เฮ่ย เปล่า นายเป็นเหรอถึงได้อยากรู้” ผมถามกลับ วิธีที่ดีที่สุดที่จะให้แป๋งหยุดถามเรื่องพวกนี้ก็คือโบ้ยใส่มันกลับไป

“เปล่าโว้ย” แป๋งรีบปฏิเสธ “ดูหนังสือโป๊แล้วมีอารมณ์ ก็เลยลองเล่นสนุกๆ ผู้ชายด้วยกัน ชักว่าวกันไม่เห็นจะแปลก ไม่เห็นจะต้องเป็นเกย์เลย”

อ้าว ไม่แปลกแล้วถามทำไมวะ แต่ก็ช่างเถอะ ผมไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะคุยกับมันแล้ว ผมอยากอยู่คนเดียวเงียบๆ

แป๋งไปแล้ว กลิ่นคาวในห้องก็จางลง ผมนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานในความมืดอย่างที่ชอบทำ พร้อมทั้งครุ่นคิดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นด้วยใจที่รู้สึกผิด

- - -

วันเสาร์

สัปดาห์นั้นเป็นสัปดาห์สุดท้ายก่อนเปิดเรียนของพวกนักเรียน ส่วนของมหาวิทยาลัยกว่าจะเปิดก็ต้นเดือนพฤศจิกายน ผู้คนเริ่มทยอยกลับมา หอพักที่เมื่อสองสามวันก่อนอยู่ในสภาพเงียบเหงากลับกลายเป็นคึกคักขึ้นมา

ผมออกจากหอไปในตอนสายๆเพื่อไปโรงเรียนดนตรีเหมือนเช่นที่เคยปฏิบัติมา เดิมทีผมคิดจะเลิกเรียนเปียโนเพราะว่าเมื่ออยู่หอคงมีค่าใช้จ่ายมากกว่าอยู่บ้านคุณลุง ผมไม่อยากให้ทางบ้านต้องมีภาระค่าใช้จ่ายเพราะผมเพิ่มมากขึ้น จึงคิดจะหยุดเรียน แต่เมื่อมาอยู่หอได้สองสามวัน ผมมีเวลาว่างมากจนเซ็ง การเรียนและซ้อมเปียโนคงช่วยคลายเหงาและทำให้ผมหายเซ็งไปได้บ้าง ในที่สุดจึงตัดสินใจเรียนตามเดิมไปก่อน

หลังจากที่เลิกเรียน ผมได้เวลาซ้อมเปียโนมาสองชั่วโมง จึงนั่งเล่นเปียโนฆ่าเวลาอยู่ในโรงเรียนต่อไป จนเวลาบ่าย เมื่อซ้อมเปียโนเสร็จ ผมจึงเดินข้ามฝั่งไปยังสยามสแควร์ ผมเดินเล่นคนเดียวอย่างเหงาๆ จนในที่สุดก็มาหยุดที่หน้าร้านโดนัท

ผมซื้อโดนัทมานั่งกินคนเดียว ขณะที่กิน ใบหน้าของไอ้นัยก็วูบเข้ามาในความคิดคำนึงของผม ไอ้นัยกับผมมีความหลังที่ร้านโดนัทแห่งนี้มากมาย

ทุกครั้งที่ผมคิดถึงไอ้นัย ผมจะรู้สึกเจ็บปวดไปกับความรู้สึกผิด มโนธรรมคอยติเตียนผมอยู่ตลอดเวลา ผมไม่อาจแกล้งทำลืมไปได้ว่าใครเป็นคนที่ทำให้ไอ้นัยต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้

ฉับพลันนั้น ภาพของบอยก็วูบเข้ามาในห้วงความคิด จากนั้นก็เป็นภาพของเหตุการณ์เมื่อคืนระหว่างผมกับแป๋ง การที่เมื่อคืนผมได้มีอะไรกับแป๋งยิ่งทำให้ผมรู้สึกผิดต่อไอ้นัยมากยิ่งขึ้น

ผมพยายามสลัดความคิดอันฟุ้งซ่านออกไป กินโดนัทจนหมด จากนั้นก็รีบกลับหอ การเดินเล่นในสยามสแควร์ไม่ได้ช่วยให้ผมรู้สึกดีขึ้น มิหนำซ้ำมันกลับทำให้ผมรู้สึกแย่ลง

กว่าจะกลับถึงหอก็เย็นแล้ว ผมแวะกินอาหารเย็นที่ร้านอาหารตามสั่ง จากนั้นก็กลับขึ้นไปที่ห้อง

ซักผ้าเสียหน่อยดีกว่า เพราะว่ามาอยู่หลายวันแล้ว เสื้อผ้ายังไม่ได้ซักเลยสักชิ้น

สถานที่ซักผ้าสำหรับผู้เช่าในตึกนี้มีอยู่สองที่ ที่หนึ่งคือลานซักล่างที่อยู่หลังตึก ชั้นล่าง กับอีกที่หนึ่งคือชั้นดาดฟ้าของตึก

ผมเลือกซักที่ชั้นดาดฟ้าเพราะว่าผมอยู่ชั้นสี่ เดินขึ้นไปชั้นเดียวก็ซักได้แล้ว ที่ชั้นดาดฟ้ามีห้องพักอยู่ ๓ ห้อง ลักษณะเป็นห้องที่มีการสร้างต่อเติมขึ้นมาภายหลัง ผมยังงงว่าผู้เช่าทั้งสามห้องนี้อยู่กันได้อย่างไร เพราะขนาดผมอยู่ชั้น ๔ ตอนกลางวันยังร้อนแทบแย่ แต่ชั้นดาดฟ้านี่ห้องพักต้องรับแดดโดยตรง แถมพื้นคอนกรีตบนดาดฟ้าก็ร้อนระอุ คิดแล้วอดนึกถึงไก่ในตู้อบไม่ได้

ที่ชั้นดาดฟ้ายังมีชุดโต๊ะและม้านั่งหิน ๒ ชุด สำหรับเอาไว้นั่งพักผ่อน ซึ่งตั้งแต่มาผมก็ยังไม่ได้ขึ้นมานั่งเล่นเสียที นอกจากนี้ยังมีแทงก์น้ำขนาดใหญ่สำหรับเป็นที่เก็บกักน้ำเพื่อจ่ายลงไปยังชั้นต่างๆ ข้างๆแทงก์น้ำเป็นพื้นที่ซักล้าง มีกะละมังหลายใบวางกองอยู่เป็นสมบัติส่วนกลาง ที่ใกล้ๆกันยังมีราวตากผ้าหลายราวเรียงรายติดกัน รวมความแล้วชั้นดาดฟ้านี้เป็นชั้นอเนกประสงค์ เพราะสามารถใช้ทำอะไรได้หลายอย่าง

ผมนั่งซักผ้าอยู่บนม้านั่งตัวเล็ก ม้านั่งตัวนี้ขาสั้นมาก นั่งไม่สะดวก เพราะว่าผมขายาว นั่งแล้วต้องระวังหงายท้อง ตอนที่ผมขึ้นมาเป็นตอนหัวค่ำ บนชั้นดาดฟ้ายังไม่มีใคร แม้เต่ผู้เช่าทั้งสามห้องก็ยังไม่ขึ้นมา แต่พอซักไปได้สักครู่ก็มีเสียงจ้อกแจ้กดังลอยมาจากชั้น ๔ จากนั้นก็มีเสียงคนหลายคนเดินขึ้นบันไดมา

ผมเห็นชายกลุ่มหนึ่งเดินขึ้นมาบนดาดฟ้า แต่ละคนหอบข้าวของติดมือมาด้วย คนหนึ่งเป็นผู้ใหญ่ในวัยทำงาน เดินนำหน้า ที่เหลือเป็นหน้าใสๆวัยเรียนทั้งนั้น ถือขวดเบียร์ กระติกน้ำแข็ง แก้วน้ำ และของกิน เดินตามหลังขึ้นมา

เมื่อขึ้นมาถึง พี่คนที่ผู้ใหญ่สุดไขกุญแจเปิดห้องและหยิบกีตาร์ออกมา จากนั้นทั้งหมดก็ตรงไปที่ม้าหิน ดูก็รู้ว่าพวกนี้ขึ้นมาเพื่อตั้งวงก๊งในยามค่ำ

“อ้าว นั่นใครน่ะ ไม่คุ้นหน้าเลย” พี่คนที่โตที่สุดในกลุ่มซึ่งอยู่ในวัยทำงานตะโกนถามมาทางผม

“เพิ่งมาอยู่ครับ” ผมตะโกนตอบ

“อ้าว เหรอ กินเบียร์เป็นหรือเปล่า มากินด้วยกันสิน้อง” พี่คนนั้นชวน

ผมตอบปฏิเสธเพราะไม่เคยดื่มเบียร์ เคยแค่ลองจิบดูแล้วก็ไม่ได้ดื่มเพราะว่ารสขม อีกอย่างหนึ่งก็รู้สึกไม่คุ้นเคยกับคนกลุ่มนี้ด้วย จะเข้าไปร่วมวงก็กระไรอยู่

“น้ำอัดลมก็มี” เสียงคนในกลุ่มพูดขึ้นบ้าง

หลังจากนั้นทั้งกลุ่มก็ช่วยกันคะยั้นคะยอ ในผมไม่อาจปฏิเสธได้ จึงบอกว่าขอซักผ้าให้เสร็จก่อนแล้วจะไปร่วมสังสรรค์ด้วย

หลังจากที่ซักผ้าและตากผ้าจนเรียบร้อย ผมก็เข้าไปร่วมวงด้วย จึงได้ทราบว่าพี่คนที่ทำงานชื่อพี่ธิต เป็นคนเชียงราย พักอยู่ชั้นดาดฟ้านั่นเอง ส่วนที่เหลือก็เป็นพวกนักเรียนนักศึกษาที่คุณน้าเจ้าของหอเคยพูดถึงว่าหอนี้มีเด็กเยอะนั่นเอง คนหนึ่งชื่อปั้น เป็นเด็กน่าน เรียน ม.๓ คนนี้อยู่กับพี่สาวซึ่งเรียน ม.๖ ปั้นคนนี้ก็คือปั้นชั้น ๓ ที่วันก่อนมีคนโทรมาหานั่นเอง

อีกคนหนึ่งชื่อแว่น อยู่ ปวส.๑ ห้องนี้อยู่กันสามคน เป็นชายทั้งหมด ค่ำนี้มากับคนน้องที่อยู่ ม.๒ ชื่อพจน์ ส่วนอีกคนซึ่งเป็นคนกลางไม่ได้ขึ้นมา สามคนนี้เป็นคนลพบุรี อยู่ชั้น ๔ ชั้นเดียวกับผม แต่ยังไม่เคยเจอกัน

อีกสองคนเป็นพี่น้องกันผู้ชายทั้งคู่ คนพี่ชื่อแป๊ะ อยู่ ม.๖ คำว่าแป๊ะแปลว่าขาว แต่ตัวเจ้าของชื่อกลับเป็นตรงกันข้าม กลายเป็นผิวดำแดง ส่วนคนน้องชื่อโอ้ว อยู่ ม.๓ ไม่รู้ว่าแปลว่าอะไรเหมือนกัน แต่ว่าตัวขาวกว่าพี่ชายหน่อย คู่นี้พักอยู่บนชั้นดาดฟ้า ติดกับห้องพี่ธิต

เมื่อเข้าร่วมวง ผมจึงได้รู้ว่าทั้งหมดนี้สนิทสนมกันเพราะอยู่ที่นี่มานาน โดยมีพี่ธิตเป็นพี่ใหญ่ พอตอนค่ำไม่มีอะไรทำก็มาตั้งวงคุยกัน เล่นกีตาร์ หรือถ้าจะเป็นวันหยุดหรือวันเงินเดือนออกก็อาจมีเหล้า เบียร์เสริมด้วย อย่างเช่นวันนี้ซึ่งเป็นวันที่ทั้งหมดต่างก็เพิ่งกลับมาจากบ้านต่างจังหวัดและได้มาพบกัน จึงต้องมีการฉลองกันนิดหน่อย กลุ่มนี้ที่จริงมีสมาชิกมากกว่านี้ เพราะในหอนี้ยังมีนักเรียนนักศึกษาอีกหลายคน แต่ยังมากันไม่หมด

พี่ธิตเป็นคนร่างเล็ก ผิวขาว หน้าตาก็แบบคนเหนือ ส่วนแป๊ะกับโอ้วนั้นหน้าตาก็งั้นๆ คนที่ดูดีหน่อยในสายตาของผมก็คือปั้น ปั้นเป็นเด็กผิวเหลือง รูปร่างอวบหน่อยๆ หน้าตาดูซื่อๆ มีจุดเด่นอยู่ที่แก้มยุ้ยน่าหยิกดี กับอีกคนหนึ่งก็คือพจน์ พจน์เป็นเด็กผิวขาว สูง หน้าตาดี เวลายิ้มดูมีเสน่ห์

ผมเริ่มสังเกตตัวเองว่าบ่อยครั้งที่ผมมักให้ความสนใจสังเกตและพึงใจกับชายที่หน้าตาดี ไม่ว่าจะเป็นรุ่นพี่ เพื่อน หรือว่ารุ่นน้อง แม้แต่ในทีวีรายการต่างๆผมก็มักสนใจชายที่หน้าตาดูดีในความคิดของผม แต่กลับไม่ค่อยให้ความสนใจหญิงสาวที่หน้าตาดีเท่าใดนัก และความรู้สึกที่ว่านี้ยิ่งนานก็ยิ่งแจ่มชัดขึ้นทุกที...

พวกน้องๆช่วยกันเลือกเพลงให้พี่ธิตเล่น เมื่อพี่ธิตกรีดนิ้วลงบนสายกีตาร์ น้องๆก็ช่วยกันร้องคลอ พี่ธิตเล่นกีตาร์ได้ดีทีเดียว แต่เป็นการเล่นแนวเพลงป๊อบทั่วไปซึ่งใช้การตีคอร์ด เกา และพิกกิง แตกต่างจากไอ้นัยที่มีพื้นฐานมาจากการเล่นกีตาร์คลาสสิก

ความคิดเกี่ยวกับกีตาร์เชื่อมโยงความคิดของผมไปที่ไอ้นัย พลันเงาร่างของไอ้นัยก็วูบเข้ามาในห้วงความคิดของผมอีก ไอ้นัยเคยบอกมาในจดหมายว่ามันมีแต่กีตาร์เป็นเพื่อน ผมรู้สึกเจ็บแปลบอยู่ลึกๆ มโนธรรมเริ่มติเตียนผมอีก

ผมรีบสลัดความคิดเรื่องไอ้นัยออกไป วงสังสรรค์ในคืนนั้นสนุกสนานดีทีเดียว ผมลองจิบเบียร์ไปนิดหน่อย ก็ยังรู้สึกขมเหมือนเดิม วงนี้ดีตรงที่ไม่มอมเหล้าหรือบังคับให้น้องดื่มเหล้า ใครอยากดื่มก็ดื่ม ไม่อยากดื่มก็ดื่มน้ำอัดลมแทน

กว่าการสังสรรค์จะยุติลงก็เป็นเวลาประมาณห้าทุ่ม เวลาในค่ำคืนวันนั้นผ่านไปอย่างรวดเร็วเพราะผมเริ่มมีเพื่อน ไม่รู้สึกเซ็งเหมือนเมื่อมาสองสามวันแรก กว่าที่วงจะเลิก ผมก็ได้ลองจิบเบียร์ไปหลายจิบจนรู้สึกมึนอยู่เหมือนกัน ครั้งนี้ดูเหมือนจะเป็นครั้งที่ผมดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปมากที่สุด เพราะก่อนหน้านี้ไม่เคยมึนมาก่อน แต่อย่างไรก็ดี อาการมึนนิดหน่อยกลับทำให้ผมรู้สึกดี เพราะในช่วงนั้นผมไม่ได้คิดถึงไอ้นัยอีก

- - -

วันจันทร์

วันนี้เป็นวันเปิดเรียนของภาคปลาย ผมตื่นตีห้าครึ่ง ตื่นสายกว่าตอนที่อยู่บ้านคุณลุงหน่อยเพราะว่าตอนอยู่บ้านคุณลุงผมกินอาหารเช้าที่บ้าน แต่เมื่ออยู่หอ ตอนเช้าไม่มีอะไรให้กิน ต้องไปกินที่โรงเรียน ผมจึงคิดว่าตื่นสายได้อีกหน่อย

เมื่อตื่นขึ้นมา ผมก็ผลัดผ้า หยิบขัน และเดินออกจากห้องเพื่อจะไปห้องน้ำ

“เฮ้ย” ผมอุทาน เพราะภาพที่เห็นคือคนรอคิวอยู่หน้าห้องน้ำสามสี่ราย ล้วนแต่เป็นคนที่พักอยู่ชั้น ๔ ทั้งสิ้น พจน์เด็กหน้าตาดีก็ยืนนุ่งผ้าเช็ดตัวผืนเดียวอยู่ในคิวด้วย

สถานการณ์ในช่วงเปิดเทอมต่างจากเมื่อสัปดาห์ที่แล้วชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ แต่ทำไงได้ เมื่อออกมาช้าก็ต้องต่อคิวและรอ

กว่าผมจะอาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็เป็นเวลาหกโมงครึ่ง ซึ่งค่อนข้างสายแล้ว ผมรีบคว้าเป้ ล็อกห้อง และรีบวิ่งออกไปปากซอยทันที

ผมไปรอขึ้นรถเมล์ที่ป้ายซอยแม้นศรีหรือว่าซอยลาดพร้าว ๓๔ ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับซอยลาดพร้าว ๒๕ รถเมล์วันนั้นแน่นมาก รถก็ติด เพราะว่าเป็นวันเปิดเทอมวันแรก กว่าผมจะไปถึงโรงเรียนก็เกือบได้เวลาเคารพธงชาติแล้ว

เมื่อผมย่างเท้าเข้ามาในโรงเรียน ความรู้สึกแรกที่ผมค้นพบในตนเองก็คือความดีใจ ตั้งแต่ไอ้นัยไม่อยู่ ชีวิตผมก็เหมือนหายไปครึ่งหนึ่ง พอถูกส่งกลับไปเรียนที่ต่างจังหวัด ชีวิตผมก็หายไปอีกเสี้ยวหนึ่ง จนเหมือนกับชีวิตของผมเหลืออยู่เพียงเศษเสี้ยวเดียว การที่ได้มาเรียนในวันนี้เหมือนกับว่าผมเก็บชีวิตที่ทำหายไปคืนมาได้เสี้ยวหนึ่ง... แม้มันจะไม่ครบทั้งหมด แต่มันก็ยังดีกว่าตอนที่เหลือชีวิตอยู่เพียงเสี้ยวเดียว...

คิดไปแล้วก็น่าขำ ผมถูกส่งให้ไปเรียนที่บ้านเพราะอาการไม่สบายทางกายอันเป็นผลมาจากปัญหาทางจิตใจ แต่ท้ายที่สุดผมก็ได้กลับมาเรียนที่กรุงเทพฯอีกครั้งก็เพราะอาการเดียวกันนี้นี่เอง


<ซอยลาดพร้าว ๒๕ แม้วันเวลาจะผ่านไปหลายปี แต่ซอยนี้ก็ไม่เปลี่ยนแปลงไปเท่าไรนัก ปากซอยทั้งสองข้างยังเป็นร้านค้าไม้กับธนาคารกสิกรไทยเหมือนเมื่อก่อน>