Saturday, September 24, 2011

ภาคสี่ ตอนที่ 46

เมื่อไม่ต้องสอนป้อม ภาระของผมก็เบาลงไปส่วนหนึ่ง ซึ่งก็ดีอยู่เหมือนกันพราะว่าการสอนป้อมต้องเตรียมการสอนมากพอควร ช่วงนี้ใกล้สอบปลายภาคแล้ว เมื่อไม่ต้องสอนจะได้มีเวลาเตรียมตัวสอบมากยิ่งขึ้น

ส่วนโครงการออกค่ายร่วมกับชมรมค่ายอาสาเพื่อทำห้องสมุดในโรงเรียนนั้น ภายในระยะเวลาทำงานอันสั้น ในเมื่อหาผู้สนับสนุนไม่ได้เลยก็จำเป็นต้องพักโครงงานไป ความพยายามทั้งหมดของเราสูญเปล่า เรื่องฝีมือการหาทุนสนับสนุนนั้นพวกเราสู้ชมรมค่ายอาสาไม่ได้เลยเพราะไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน นอกจากนี้ บริษัทห้างร้านที่พอจะมีความหวังเราก็จำเป็นต้องสละให้ชมรมค่ายอาสาไปก่อนเนื่องจากหากโครงการห้องสมุดล้มยังเป็นเรื่องเล็กเพราะเป็นโครงการย่อย แต่หากโครงการหลักล้มไปด้วยจะมีผลเสียมาก ดังนั้นแม้ทุกคนต่างรู้สึกเสียดายแต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร

นอกจากความรู้สึกเสียดายแล้ว ความล้มเหลวในครั้งนี้ยังทำให้เราเสียความเชื่อมั่นในตนเองไปไม่น้อย เพราะเมื่อย่างเข้าเดือนกันยายน หลังจากที่ติดตามผลการขอสปอนเซอร์ไปแล้วแต่ได้รับการปฏิเสธทั้งหมด พวกน้องๆก็ลงจากชมรมไปเนื่องจากใกล้สอบแล้วอีกทั้งยังไม่มีงานอะไรให้ทำอีกด้วย ในที่สุดในชมรมจึงเหลือแต่พวกพี่ๆที่นั่งเหงาเกากีตาร์กันเล่น

สำหรับผมเองนั้นก็เสียความเชื่อมั่นในตนเองไปพอสมควร เพราะผมเคยคิดอยู่เสมอว่าไม่มีอะไรที่เกินกว่าความพยายาม แต่ในครั้งนี้แม้พยายามจนเต็มที่แล้วก็ยังไม่ประสบผล คนที่รู้สึกแย่ที่สุดน่าจะเป็นพี่ตั้ว เพราะเป็นคนหาโครงการมา ผลักดันโครงการเต็มที่ แต่สุดท้ายก็ล้มเหลว

“เซ็งโว้ย แม่ง...” พี่ตั้วบ่นขึ้นมาลอยๆ ในช่วงนี้เราอาศัยชมรมเป็นสถานที่พักผ่อนและดูหนังสือเตรียมสอบ ห้องสมุดคนแน่นมาก ห้องพักนักศึกษาก็คนแน่น นั่งอ่านหนังสือในชมรมบรรยากาศสงบกว่ามาก

“โอ๊ย อย่าบ่นเลยพี่ จะอ่านหนังสือ” ไอ้กี้ดุ

“ก็จะบ่น มีอะไรมั้ย” พี่ตั้วตีรวนบ้าง “ไม่อยากฟังก็เอาตีนอุดหูซะ”

“เพี้ยนแล้ว” ไอ้กี้หัวเราะ “ให้เอาตีนอุดหู มันยัดเข้าไปในหูได้ที่ไหน”

“ถ้ายัดไม่ได้ก็ไม่ต้องพูดมาก” พี่ตั้วหงุดหงิด

“กลับละนะ” ผมพูดขึ้นบ้าง พลางผุดลุกจากที่นั่ง เก็บหนังสือใส่เป้ ปกติเรานั่งอ่านหนังสือกันจนเย็นหรือจนค่ำจึงค่อยกลับ แต่วันนี้แค่บ่ายแก่ๆผมก็ตรียมกลับแล้ว

“มึงจะรีบไปไหน อยู่ดูหนังสือเป็นเพื่อนกันก่อน” ไอ้กี้ฉุดผมให้นั่งลงอีก

“มึงดูโน่น” ผมชี้ให้ไอ้กี้ดูที่นอกหน้าต่าง กลุ่มเมฆดำทะมึนเป็นผืนใหญ่ลอยในระดับต่ำ พัดมาแต่ไกล เห็นแผ่นฟ้าที่อยู่ไกลออกไปดำไปครึ่งหนึ่ง ลมเริ่มพัดแรง ดูท่าอีกไม่นานฝนอาจกระหน่ำลงมา “จะรีบหนีฝนโว้ย”

“มึงหนีฝนไม่ทันอยู่แล้ว ไปตอนนี้ติดฝนพอดี อยู่หลบฝนในชมรมก่อนสบายกว่าเป็นไหนๆ” ไอ้กี้โน้มน้าวอีก

“เฮ้ย ลมพัดแรงยังงี้ฝนไม่ตกหรอก มันไม่ทันจะตกก็เลยไปที่อื่นแล้ว” พี่ต่อพูดอย่างมั่นใจ

“กลัวรถติดหนักน่ะ” ผมพูด ผมไม่ชอบฝนตกตอนเช้ากับตอนเย็นเลย ตกทีไรรถติดหนัก การยืนเบียดในรถเมล์หลายๆชั่วโมงเป็นรสชาติที่ไม่น่าลิ้มลอง ผมรีบกลับตอนนี้ดีกว่า

“ตามใจมึง” ไอ้กี้พูดพลางเค้นเสียงหัวเราะเหมือนดาวร้ายในหนังจีน “ถ้าฝนตกมึงเปียกเป็นไก่ตกน้ำ กูจะหัวเราะให้เหงือกหลุดเลย ฮิฮิฮิ”

ผมรีบเก็บของและลงจากชมรม จากนั้นรีบเดินจ้ำอ้าวเพื่อไปยังป้ายรถเมล์สามย่าน ลมพัดแรงมาก เพียงชั่วเวลาไม่นาน กลุ่มเมฆดำที่เห็นลอยอยู่ในระยะไกลก็เคลื่อนมาลอยอยู่บนท้องฟ้าเหนือมหาวิทยาลัย บรรยากาศที่สามย่านในยามบ่ายแก่กลับกลายเป็นมืดครึ้มราวกับเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง ผมคาดผิด ไม่คิดว่าเมฆฝนจะมาเร็วขนาดนี้

“จ๊ะเอ๋ แฮ่ๆ” ผมทำเสียงคำราม

“อุ๊ย พี่นี่เอง” สาวน้อยที่ผมทำเสียงคำรามใส่หันกลับมามอง “แย่แล้ว ฝนจะตกแล้ว จุ๋มยังกลับบ้านไม่ได้เลย”

สาวน้อยคนนั้นคือจุ๋มนั่นเอง จุ๋มพูดด้วยอาการร้อนใจ

“เดี๋ยวรถก็มา ใจเย็นๆ” ผมปลอบใจ

“วันนี้รถขาดช่วง รอตั้งนานแล้ว รถเมล์สายที่ไปได้ยังไม่มาสักคัน” จุ๋มพูดอย่างกระวนกระวายอีก

ผมสังเกตอยู่เหมือนกันว่าวันนั้นที่ป้ายรถเมล์คนแน่นมาก ที่แท้เป็นเพราะรถขาดช่วงนั่นเอง คงเกี่ยวกับฝนตกด้วยเป็นแน่

ทันใดนั้นฝนก็เทโครมลงมา พวกนักศึกษาที่รอรถอยู่ที่ป้ายรถเมล์แตกฮือวิ่งเข้าไปหลบตามใต้ชายคา ผมยืนอยู่หน้าร้านหนังสือที่ป้ายรถเมล์พอดีจึงชวนจุ๋มเข้าไปหลบในร้านก่อน

ร้านหนังสือร้านนั้นเป็นร้านเก่าแก่ เปิดอยู่ตรงป้ายรถเมล์มานานแล้ว ก่อนที่ผมจะมาเรียนที่นี่เสียอีก หลายปีที่เรียนอยู่แถวนั้นแต่ผมกลับจำชื่อร้านหนังสือไม่ได้ จะว่าไปอันที่จริงผมไม่เคยสังเกตชื่อร้านหนังสือเลยต่างหาก ที่พอจะจำชื่อร้านได้ก็มีแต่ร้านถ่ายรูป ได้แก่ ห้องภาพเมืองงาม ห้องภาพนครอาร์ต ฯลฯ

ฝนตกลงมาอย่างหนัก นักศึกษายืนหลบฝนกันเต็มร้านหนังสือ บางคนก็หยิบหนังสือในร้านอ่านฆ่าเวลา เจ้าของร้านก็ไม่ได้ว่าอะไร คงเจอเหตุการณ์เช่นนี้จนชินชา

“จะรีบไปไหนเล่าจุ๋ม ฝนตกหนักขนาดนี้ไปไม่ได้แล้วล่ะ คงต้องรอฝนหายก่อน” ผมพูด อดนึกถึงคำพูดของไอ้กี้ไม่ได้ แม้ผมจะรู้ว่าโอกาสที่ผมจะติดฝนอยู่กลางทางมีอยู่สูง แต่ผมก็ต้องการจะวัดดวงดู และผลก็ปรากฏว่าผมพ่ายแพ้... “พี่ก็คิดจะรีบกลับเหมือนกัน แต่ในที่สุดก็ติดฝน”

“เฮ้อ...” จุ๋มถอนหายใจ เหมือนกันทำใจได้ว่าคงต้องติดฝนอยู่สักพักหนึ่ง

ร้านนั้นมีแผงวางหนังสือพิมพ์และนิตยสารอยู่หน้าร้าน ส่วนในร้านนั้นผนังด้านหนึ่งเป็นชั้นวางหนังสือ มีหนังสือวางโชว์อยู่พอสมควร ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นเคาน์เตอร์ขายเครื่องเขียน ผมยืนมองหนังสือบนชั้นอย่างเลื่อนลอย...

“พี่อู” เสียงจุ๋มเรียก “พี่อูๆๆๆๆ”

“ได้ยินแล้ว” ผมหัวเราะ “เรียกทำไมตั้งหลายครั้ง”

“ได้ยินเสียที่ไหนล่ะ จุ๋มเรียกพี่ตั้งหลายหนยังเห็นพี่ยืนใจลอยอยู่เลย” จุ๋มพูด “ใจลอยคิดอะไรอยู่คะ”

“คิดเรื่องห้องสมุดน่ะ” ผมพูดพลางถอนใจ “ถ้าได้ไปออกค่ายทำห้องสมุดก็คงดี”

“แล้วทำไมไม่ไปล่ะ” จุ๋มถาม ที่จริงจุ๋มพอรู้เรื่องโครงงานห้องสมุดอยู่บ้างเพราะว่าผมเคยเล่าให้จุ๋มฟัง

“ก็หาทุนไม่ได้เลยน่ะสิ” ผมตอบ “หาสปอนเซอร์ไม่ได้เลยสักราย นี่ถ้ามีเงิน ป่านนี้พี่คงกำลังเลือกหนังสือเพื่อจัดเข้าห้องสมุดอยู่ ปิดเทอมก็คงได้ไปออกค่าย”

“พี่อูไปหาสปอนเซอร์ที่ไหนล่ะ” จุ๋มถาม

ผมจึงเล่าให้จุ๋มฟังว่าพวกเราไปเดินตระเวนหาสปอนเซอร์ตามถนนย่านชานเมือง จุ๋มได้ฟังแล้วก็หัวเราะ

“โธ่ พี่ไก่อูเอ๊ย” จุ๋มพูด คำเรียกหาของเธอทำให้ผมเกิดความรู้สึกที่บอกไม่ถูกอยู่ในใจ

“มีอะไรเหรอ” ผมถาม

“พี่คิดดูนะ... หอพักของพี่อยู่ห่างจากปากซอยแค่ไหน” จุ๋มถาม

“สักร้อยหรือสองร้อยเมตรมั้ง” ผมตอบ นึกไม่ออกว่าน้องรหัสฝากเลี้ยงของพี่เหล่งคนนี้จะมาไม้ไหน

“ก็นั่นแหละ ถ้าพี่จะไปปากซอย ทำไมพี่จะต้องเดินไปท้ายซอย แล้วทะลุเข้าซอยข้างๆ จากนั้นจึงค่อยเดินมาถึงปากซอยล่ะ” จุ๋มถาม

“ซอยที่หอพี่เป็นซอยตัน ทะลุซอยอื่นไม่ได้” ผมตอบ

“โอ๊ย คุณพี่” จุ๋มทำสีหน้าเพลียราวกับไม่ได้นอนมาหลายวัน “ทำมั้ย... ทำไม... จุ๋มแค่เปรียบเทียบ ไม่ได้หมายความยังงั้นจริงๆ”

“แหะ พี่ตามไม่ทัน จุ๋มว่ามาตรงๆดีกว่า” ผมกลัวโชว์โง่ออกมาอีก จึงขอเฉลยเลยดีกว่า

“ก็หมายความว่า พี่จะทำอะไรสักอย่าง ทำไมไม่ทำตรงๆเลย ไปอ้อมให้เสียเวลาทำไม” จุ๋มพูด

“ยังไม่เข้าใจแฮะ” ผมพูด “พี่ทำอะไรอ้อมตรงไหน”

จุ๋มหยิบหนังสืออ่านเล่นบนชั้นมาเล่มหนึ่ง พลางชี้ให้ดูที่ตราเล็กๆที่มุมหนังสือ

“พี่อูเห็นอะไรไหม” จุ๋มถามอีก

“เห็นจ้า” ผมตอบอย่างระวัง กลัวโง่อีก

“นี่มันอะไร” จุ๋มถามต่อ

“โลโก้สำนักพิมพ์ไง” ผมตอบ “ถูกไหม”

“ใช่แล้ว” จุ๋มพูด “ก็ในเมื่อพี่จะทำห้องสมุด แทนที่พี่จะไปหาเงินจากที่ไหนก็ไม่รู้ แล้วมาซื้อหนังสือเข้าห้องสมุด ทำไมพี่ไม่ไปขอหนังสือจากสำนักพิมพ์โดยตรงเลยล่ะ”

ทันใดนั้น ผมรู้สึกกระจ่างวูบขึ้นมาทันที จริงสินะ ทำไมผมไม่เคยคิดมาก่อน

“แล้วมันจะได้ผลเหรอ” ผมทำเป็นไม่เชื่อ หากเชื่อทันทีก็เท่ากับยอมรับว่าผมเป็นรุ่นพี่ที่ซื่อบื้อ เสียหน้าแย่

“จุ๋มเคยขอมาแล้ว” จุ๋มตอบ

“แล้วได้ไหม” ผมถามอีก

“จุ๋มเคยทำงานชมรมภาษาต่างประเทศตอนเรียนม.ปลาย ที่ชมรมต้องการทำห้องสมุดเล็กๆไว้บริการสมาชิก พวกเราก็ขอหนังสือที่เกี่ยวกับการเรียนภาษาจากสำนักพิมพ์โดยตรงนี่แหละ ได้มาตั้งเยอะ ได้ไม่ยากด้วย จุ๋มไม่เคยไปขอสปอนเซอร์แล้วหาเงินมาซื้อหนังสือเลย” จุ๋มอธิบาย

คราวนี้ผมรู้สึกกระตือรือร้นขึ้นมาทันที ที่จริงตอนที่ผมเรียนมัธยมผมก็ทำงานเกี่ยวกับหนังสือเหมือนกัน แต่ว่าเป็นคล้ายๆธุรกิจหนังสือเช่า ดังนั้นประสบการณ์ของผมในการจัดหาหนังสือก็คือเอาเงินไปซื้อมาจากร้านหนังสือ ไม่เคยขอหนังสือจากสำนักพิมพ์มาก่อน

ฝนตกหนักแต่ก็ตกไม่นาน เพียงครู่ใหญ่ๆฝนก็ขาดเม็ด แต่ผลที่ตามมาก็คือการจราจรในถนนพญาไทติดหนึบชนิดไม่ขยับเลย

ผมไม่เคยพบกับเหตุการณ์ที่รถติดหนักเช่นนี้มาก่อน ยืนดูอยู่นานรถก็ยังเคลื่อนตัวไม่ได้ หากเป็นครั้งอื่นๆผมคงกลับไปหลบรถติดบนชมรมแล้ว รอให้ค่ำๆหรือดึกๆค่อยกลับก็ได้ แต่นี่ผมเห็นจุ๋มยืนกระวนกระวายอยู่ ไม่รู้ว่าทำไมถึงได้รีบกลับบ้านนัก จะทิ้งจุ๋มไปก็ไม่เหมาะ

“จุ๋มรีบเหรอ” ผมถาม ที่จริงก็รู้อยู่แล้ว จุ๋มพยักหน้าเป็นคำตอบ

“ถ้างั้นเราเดินไปเรื่อยๆก่อนไหม ฝนหยุดแล้ว อากาศสบายๆ เดินไปเรื่อยๆ รถขยับแล้วค่อยขึ้น” ผมเสนอ “น่าจะเร็วกว่า”

“ดีเหมือนกันพี่” จุ๋มเห็นด้วย

เราสองคนจึงเดินไปเรื่อยๆโดยมุ่งหน้าไปทางห้างมาบุญครอง ที่จริงไม่ได้มีเพียงเราสองคนที่เดิน ยังมีนักศึกษาและคนทำงานที่เดินร่วมทางด้วยอีกจำนวนหนึ่ง

“เห็นไหม เดินเร็วกว่ารถวิ่งเป็นไหนๆ” ผมพูด เมื่อได้ออกเดินทาง ดูจุ๋มกระวนกระวายน้อยลง

เราสองคนเดินผ่านรั้วจามจุรี ผ่านหน้าคณะนิติศาสตร์ จากนั้นเป็นครุศาสตร์ ต่อมาก็เป็นตึกอธิการบดีซึ่งอยู่ตรงข้ามกับประตูใหญ่ ผมมองข้ามฝั่งเข้าไปในถิ่นจามจุรี เห็นสระน้ำด้านหน้า สนามหญ้าสีเขียว และอนุสาวรีย์สองรัชกาลตระหง่านอยู่หน้าหอประชุมใหญ่ โดยมีฉากหลังเป็นท้องฟ้ากระจ่างหลังฝน เป็นบรรยากาศที่สดชื่นและร่มเย็น

ผมมองดูสาวน้อยที่เดินอยู่เคียงข้างผม ผมเริ่มสังเกตว่าเธอเป็นเด็กสาวที่อารมณ์ดีแต่จริงจัง ขี้เล่นแต่ไม่เหลวไหล พร้อมกันนั้นผมรู้สึกว่าเธอเป็นคนที่ปรึกษาพึ่งพาได้ ตั้งแต่ไอ้นัยจากไป แม้ว่าผมจะมีเพื่อนอยู่ไม่น้อยแต่ผมก็ไม่เคยมีเพื่อนสนิทที่เป็นคู่คิดอีกเลย ผมเริ่มมองเธอด้วยมุมมองที่แตกต่างออกไปจากเดิม...

ฝนตกวันนั้นทำให้รถติดมาก แม้ว่าฝนตกแถวสามย่านไม่นานนักแต่ไปตกหนักในพื้นที่อื่นที่อยู่ใกล้เคียง ทำให้การจราจรในถนนพญาไทกลายเป็นอัมพาต เราเดินนานเป็นชั่วโมง เดินไปจนถึงสี่แยกพญาไทจึงค่อยขึ้นรถ ตอนนั้นเป็นเวลาค่ำแล้ว

“เมื่อยมั้ย” ผมถามจุ๋มหลังจากที่เราอยู่บนรถ ปอ. บนรถไม่แน่นมากนักเพราะคนลงเดินกันเป็นส่วนใหญ่ แต่เราสองคนเดินกันพอแล้วจึงมาขึ้นรถ

“ไม่หรอก เดินคุยกันไปเรื่อยๆ ไม่ทันรู้สึกอะไร” จุ๋มตอบ

การจราจรเคลื่อนตัวไปได้แต่ก็ไม่เร็วนัก เรายืนยู่บนรถอยู่นานกว่าจะถึงซอยอารีย์

“ถามอะไรหน่อยสิ... ทำไมจุ๋มดูกระวนกระวายมากเลย งานบ้านน่ะทำช้าหน่อยก็ไม่เห็นเป็นไร” ผมถามก่อนที่จุ๋มจะลงจากรถ ผมเก็บความสงสัยเอาไว้นานแล้ว ที่จริงตั้งใจจะไม่ถามเพราะรู้ดีว่าจุ๋มคงลำบากใจที่จะตอบ อีกทั้งเมื่อก่อนหน้านี้ยังไม่สนิทกันเท่าไรนัก จึงไม่อยากละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัวจนเกินไป แต่จากการเดินคุยกันนานนับชั่วโมงในวันนี้ทำให้เราคุ้นเคยกันมากขึ้น ในที่สุดผมก็อดรนทนไม่ได้จึงถามออกไป

“เอ้อ...” จุ๋มอึกอัก “เอาไว้จุ๋มค่อยเล่าให้พี่อูฟังทีหลังก็แล้วกัน”

ว่าแล้วจุ๋มก็ลงจากรถไป ทิ้งให้ผมเดินทางต่อไปเพียงคนเดียว...

- - -

หลังจากที่ผมได้คำแนะนำจากจุ๋ม ผมจึงเอาเรื่องนี้ไปคุยกันในชมรม

“เฮ้ย เข้าท่าว่ะ” พี่ตั้วอุทาน “ทำไมเราไม่เคยคิดมาก่อนวะ”

“ไอ้อู มึงคิดเองหรือเปล่าวะเนี่ย” ไอ้กี้ถาม

“ทำไมมึงถามแบบนั้นล่ะ” ผมตอบแบบไว้เชิง

“กูว่ามึงไม่ฉลาดขนาดนี้นะ” ไอ้กี้พูด

“ความคิดใครมึงอย่ารู้เลย ถ้าคิดว่าเข้าท่าก็ลองดูละกัน” ผมตัดบท

“เห็นมั้ยๆ แค่นี้ก็รู้แล้วว่ามึงไม่ได้คิดเอง” ไอ้กี้หัวเราะ พร้อมทั้งไม่วายสงสัย “ความคิดใครวะ”

พวกเราคิดว่าความคิดนี้น่าลองทำดู จึงพยายามขอสปอนเซอร์อีกครั้ง คราวนี้เจาะจงไปที่กลุ่มสำนักพิมพ์ที่มีการพิมพ์หนังสือเด็ก โดยเราระบุไปว่าต้องการขอรับบริจาคหนังสือที่เหมาะสำหรับอ่านในระดับประถม แม้จะใกล้สอบแล้ว แต่เมื่อยังมีความหวัง พวกเราก็ยอมเสียเวลาดูหนังสือ แต่คราวนี้เราไม่ได้ระดมพวกปีหนึ่งให้มาช่วยด้วย เป็นพวกพี่ๆทำกันเอง

ความคิดนี้ได้ผลเกินคาด ปรากฏว่าเราได้รับบริจาคหนังสือเด็กจากสำนักพิมพ์ต่างๆรวมหลายร้อยเล่ม คิดตามราคาปกแล้วมูลค่าเกินกว่าห้าหมื่นบาทเสียอีก หนังสือทั้งหมดนี้มีสภาพใหม่บ้างเก่าบ้าง แต่ทั้งหมดไม่ใช่หนังสืออ่านแล้วหรือหนังสือมือสอง ที่เก่าเป็นเพราะเก่าจากการวางโชว์บนแผงหรือเก่าเพราะขายไม่ออก เรื่องที่จุ๋มพูดนั้นเป็นความจริง สำนักพิมพ์บริจาคหนังสือให้โดยไม่ยากนัก ดีกว่าการไปเดินขอสปอนเซอร์มาก

พวกเราใช้เวลาในช่วงกลางเดือนจนถึงปลายเดือนกันยายน ดำเนินการเรื่องขอหนังสือ มันเป็นเวลาที่เร่งรัดมาก แต่ไม่ทำก็ไม่ได้ ประกอบกับพวกเราต้องสอบด้วย ดังนั้นงานนี้จึงกระทบกับการเตรียมตัวสอบพอสมควร

- - -

คืนวันจันทร์

วันนั้นเป็นวันแรกของการสอบปลายภาค วิชาแรกที่เข้าสอบก็รู้สึกว่าจอดสนิท ข้อสอบยากมาก แต่ผมก็พยายามทำ เมื่อเสร็จจากการสอบยังต้องขึ้นชมรมไปจัดหนังสืออีก กว่าจะกลับถึงหอพักก็ราวๆห้าทุ่มกว่า

เมื่อผมเดินเข้าไปในหอพักก็พบชาวหอหลายคนกำลังมุงดูโทรทัศน์ที่ชั้นล่าง วันนี้ดูคึกคักเป็นพิเศษ

“เฮ้ย อู มาดูเร็วๆเข้า” พี่คนหนึ่งเรียก

“เรื่องอะไรพี่” ผมถาม

“รถก๊าซระเบิด ไฟลุกท่วมถนนเลย”

“ที่ไหนพี่” ผมไม่รู้เรื่องเลย

“ถนนเพชรบุรีตัดใหม่” พี่คนนั้นตอบ “ระเบิดเมื่อตอนสี่ทุ่มนี่เอง”