“เนื้อร้าย...” ผมอุทาน “คุณหมอแน่ใจหรือครับ”
หมอพยักหน้า
“คือมะเร็งหรือว่าก้อนเนื้อร้ายนี่มันจะมีลักษณะเป็นเนื้องอกที่มีถุงห่อหุ้มอยู่ ถ้าถุงที่ห่อหุ้มนี้ยังไม่แตก เซลล์มะเร็งก็ยังไม่กระจายไปไหน ถือว่าเป็นในขั้นต้น ถ้าสามารถผ่าตัดเอาก้อนเนื้อนี้ออกก่อนที่ถุงหุ้มนี้แตกได้ก็เรียกได้ว่าหายขาด” หมอพยายามอธิบายด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย “แต่ถ้าถุงนี้แตกออกมาแล้วเซลล์มะเร็งก็สามารถกระจายไปยังอวัยวะอื่นๆได้”
“แล้วของแม่ละครับ อยู่ในขั้นไหน” ผมรีบถาม
“ถุงหุ้มมันแตกออกมาแล้วนะ” หมอตอบ
“แล้ว... ผลของมันจะเป็นยังไงครับ” ผมถาม รู้สึกใจหาย
“จากลักษณะที่เห็นก็ยังถือว่ายังอยู่ในขั้นต้นๆ เซลล์มะเร็งที่กระจายออกไปอาจมีจำนวนไม่มาก หมอว่าโอกาสหายขาดก็ยังมีอยู่สัก ๙๐ ถึง ๙๕ เปอร์เซ็นต์ทีเดียว” หมอตอบ ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าหมอพยายามมองโลกในแง่ดีเพื่อให้ผมสบายใจหรือเปล่าแต่ว่าเมื่อฟังแล้วก็รู้สึกใจชื้นขึ้นมาบ้าง อะไรๆคงยังไม่เลวร้ายอย่างที่คิด
“แล้วต้องทำยังไงต่อละครับ” ผมซักต่อ “ต้องรักษายังไงต่อไป”
“การรักษาหลังจากนี้คงยังไม่มี แต่ต้องมาตรวจเป็นระยะเพื่อสังเกตความเปลี่ยนแปลง” หมอตอบ
หมอหยุดนิดหนึ่งแล้วพูดต่อ
“แต่เรื่องที่หมออยากปรึกษาในตอนนี้ก็คืออยากถามทางครอบครัวของคนไข้ดูว่าต้องการให้คนไข้รู้เรื่องนี้หรือไม่”
“จะไม่บอกแม่หรือครับ” ผมทวนคำถาม
“คือถ้าคนไข้เป็นหัวหน้าครอบครัวหมอก็คงต้องบอก เพราะจะได้วางแผนเรื่องการหาเลี้ยงครอบครัวในอนาคต แต่นี่คนไข้ไม่ได้เป็นหัวหน้าครอบครัว หมอว่าจะบอกหรือไม่บอกก็ได้” หมออธิบาย “บางทีคนไข้รู้แล้วใจเสีย บางคนอายุสั้นเพราะว่าตรอมใจก็มี หมอจึงอยากให้ครอบครัวเอาไปปรึกษากันดูว่าต้องการยังไง”
หมอคุยกับผมอีกสักครู่ หลังจากนั้นผมก็รีบโทรศัพท์กลับไปหาพ่อที่บ้านและเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังโดยละเอียด พ่อฟังแล้วถึงกับเงียบไป
“ป๊า” ผมเรียก พ่อเงียบไปจนผมไม่แน่ใจว่าสายหลุดไปแล้วหรือไม่
“อูอย่าเพิ่งพูดอะไรกับแม่ เดี๋ยวพรุ่งนี้พ่อไปถึงแล้วค่อยว่ากัน” พ่อสั่งผม
- - -
“หมอตามอูไปคุยอะไรเหรอ” แม่ถามเมื่อผมกลับเข้าห้องพักคนไข้
ผมมองดูใบหน้าของแม่ ไม่แน่ใจว่าเป็นอุปาทานหรือเปล่า แต่ผมเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าแม่ดูแก่ลงไปโขเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ใบหน้าของแม่ซีดเซียวและเริ่มมีร่องลึก แก้มของแม่ก็ดูตอบไปมาก
“หมอเรียกไปคุยเรื่องการดูแลหลังผ่าตัดเมื่อแม่กลับบ้านไปแล้วน่ะ” ผมตอบด้วยคำตอบที่เตรียมเอาไว้เพราะนึกอยู่แล้วว่าแม่คงต้องถาม
“ก็หมอบอกแม่แล้วนี่นา” แม่ยังไม่หายสงสัย
“หมอกลัวว่าแม่จะลืมหรือว่าไม่อยากทำไง เลยบอกคนที่บ้านให้ช่วนกำชับ โดยเฉพาะเรื่องมาตรวจตามนัด” ผมเฉไฉไป
“ก็หายแล้วยังต้องมาตรวจอะไรอีก” แม่บ่น ผมใจไม่ดี เกรงว่าแม่จะระแวง “เข้ากรุงเทพฯบ่อยๆก็เหนื่อย เสียเวลาด้วย”
“เห็นมั้ย พอหายก็เริ่มอิดออดไม่อยากมาตามนัดแล้ว นี่แหละหมอถึงได้เรียกไปกำชับ” ผมได้ที ไม่น่าเชื่อว่าผมจะลื่นได้ถึงขนาดนี้
- - -
ดึกแล้ว
ผมปิดไฟในห้อง ยืนพิงหน้าต่างมองดูท้องฟ้ายามราตรีของกรุงเทพฯ แม่หลับไปแล้ว วันนี้ดูแม่อารมณ์แจ่มใสเป็นพิเศษ น่าจะเป็นเพราะว่ากำลังจะได้กลับบ้าน ส่วนผมนั้นหลังจากที่ได้คุยกับหมอแล้วความรู้สึกที่เคยสบายใจกับอาการหลังผ่าตัดของแม่ได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ผมรู้สึกว่าในใจเหมือนมีเงาทะมึนครอบคลุมอยู่ พร้อมทั้งรู้สึกว่าต่อไปชีวิตครอบครัวของเราจะไม่เหมือนเดิมอีก
ผมอดนึกถึงใบหน้าที่ซีดเซียวของแม่ไม่ได้ การมีใครบางคนที่เรารักเป็นโรคมะเร็งไม่ใช่เรื่องที่จะทำใจกันได้ง่ายๆ ผมพยายามไม่คิดในเรื่องที่ไม่เป็นมงคล แต่ในบางวูบของความคิดผมก็อดคิดเลยเถิดไปไม่ได้ ผมใคร่ครวญคำถามหลายข้อที่เมื่อก่อนนี้ไม่เคยคิดมาก่อน เช่นว่า แม่จะอยู่ไปได้อีกนานเท่าใด แม่จะทรมานหรือไม่ หลังจากที่ครอบครัวเราขาดแม่ไปจะเป็นอย่างไร...
ผมพยายามสลัดความคิดฟุ้งซ่านออกไปจากสมอง แต่มันก็ไม่จากไปไหนไกล ในที่สุดมันก็วนเวียนกลับเข้ามาในห้วงความคิดอีก นี่ขนาดคนรอบข้างรู้ยังคิดฟุ้งซ่านได้ขนาดนี้ ถ้าตัวแม่เองรู้ความจริงแล้วจะเป็นอย่างไร
- - -
วันรุ่งขึ้น ผมแต่งตัวเพื่อไปโรงเรียนแต่เช้า แต่เมื่ออกมาจากห้องคนไข้แล้วก็ยังไม่ได้ไปโรงเรียนในทันที แต่ออกมาเพื่อดักรอพ่อที่บริเวณโถงกลาง
พ่อมาแต่เช้า หลังจากที่เราได้พบกันเราก็พากันไปหาหมอผู้ที่ผ่าตัดแม่ที่ห้องพักแพทย์ หมอได้อธิบายถึงเรื่องก้อนเนื้อร้ายที่ผ่าพบ ความเป็นไปได้ของเหตุการณ์ข้างหน้า และถามว่าต้องการบอกให้แม่รู้หรือไม่ พ่อนิ่งไปสักพัก พ่อเป็นคนตรงๆ ไม่ชอบปิดบังอะไร มีอะไรก็มักพูดออกมา ผมอ่านกิริยาของพ่อก็พอเดาออกว่าพ่อคงไม่คิดจะปกปิดแม่
“อย่าบอกเลยป๊า” ผมอดพูดไม่ได้ “บอกไปก็ไม่มีประโยชน์ ขนาดพวกเรารู้ยังกังวล ป๊าก็รู้ว่าแม่เป็นคนใจอ่อน ขี้กังวล ถ้าแม่ตรอมใจแล้วเสียสุขภาพจิตสู้ไม่รู้ดีกว่า”
“ถ้าคนไข้มีแนวโน้มจะคิดมากก็อาจจะไม่จำเป็นต้องบอกก็ได้” หมอพูดเสริมขึ้น
หลังจากลังแลอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดพ่อก็เห็นพ้องด้วยที่จะไม่บอกความจริงกับแม่ หมอคุยกับพ่อเรื่องการพาแม่มาตรวจเป็นระยะ และหลังจากนั้นพ่อก็ไปที่แผนกการเงิน ส่วนผมไปช่วยแม่เก็บข้าวของภายในห้อง เมื่อช่วยแม่เก็บข้าวของเรียบร้อยเป็นส่วนใหญ่แล้วผมจึงค่อยไปโรงเรียน
กว่าที่ผมจะออกจากโรงพยาบาลก็แปดโมงกว่า เมื่อไปถึงโรงเรียนก็เป็นคาบที่สองพอดี เพื่อนๆรุมถามถึงสาเหตุที่มาสายแต่ผมไม่ได้เล่าอะไร
ขณะที่เรียนในช่วงเช้า ผมคิดฟุ้งซ่านไปเรื่อย หวนนึกถึงภาพแม่ตอนที่ยังแข็งแรงและสดใสแล้วอดหดหู่ใจไม่ได้ มีคนที่ผมรักกี่คนแล้วนะที่ต้องพลักพรากจากผมไป ไอ้นัย ครูช่วย... แล้วยังมีบอยอีก... แล้วต่อไปล่ะ... ถึงแม้ไม่มีเรื่องโรคร้ายแต่ก็ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า การพลักพรากคงเกิดขึ้นไม่วันใดก็วันหนึ่งดังที่ครูช่วยพูด การป่วยของแม่ทำให้ผมเริ่มมองชีวิตจากอีกหลายๆด้านที่ผมไม่เคยมองมาก่อน จู่ๆผมก็รู้สึกกลัวอนาคตขึ้นมา...
เมื่อคิดถึงบอย ผมอดนึกถึงภาพวันเก่าๆไม่ได้ ผมเคยนั่งดูบอยกินขนมที่ผมซื้อให้อย่างเอร็ดอร่อยในโรงอาหาร คำพูดกวนๆ ใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส... ผมอยากย้อนกลับไปในวันเก่าๆที่แม่ยังแข็งแรง ผมอยากย้อนกลับไปในวันที่บอยยังสนิทสนมกับผมราวกับผมเป็นพี่ชายแท้ๆ... หรือว่ามากกว่าพี่ชาย...
วันนั้นเป็นวันที่ผมรู้สึกเหงาและอยากพบบอยมากเป็นพิเศษ พอถึงตอนเที่ยงผมจึงรีบเดินไปที่โรงอาหาร อยากจะแอบดูบอยให้หายคิดถึงสักหน่อย ผมเดินเลียบตามโต๊ะในโรงอาหารและพยายามมองหาแต่ก็ไม่พบบอย จนผมคิดว่าบอยคงออกจากโรงอาหารไปแล้วผมจึงเดินตรงไปที่ร้านอาหารเพื่อซื้ออาหารบ้าง
ขณะที่ผมละสายจากโต๊ะอาหารและมองไปข้างหน้า ทันใดนั้นเองผมก็ปะกับบอยเข้าอย่างจัง บอยกำลังเดินออกจากโรงอาหารกับเพื่อนๆ ผมชะงัก คิดจะส่งเสียงทักบอยแต่แล้วก็ไม่กล้าทักเพราะเห็นบอยกำลังอยู่กับเพื่อนๆ ส่วนบอยเองเมื่อเห็นผมก็ชะงักไปนิดหนึ่ง จากนั้นก็เดินผ่านผมไปโดยไม่ทักทายผมแต่อย่างใด…
- - -
“เฮ้ย อู ดึกป่านนี้แล้วยังไม่นอนอีกเหรอ” เสียงพี่ธิตดังอยู่ที่ข้างหลังผมขณะที่ผมกำลังยืนเหม่อมองท้องฟ้ายามราตรีอยู่ที่ดาดฟ้าของหอพัก “นี่มันตีสองแล้วนะ”
“นอนไม่ค่อยหลับครับพี่” ผมตอบตามตรง
“หลายวันนี้พี่ไม่เห็นอูเลย ที่ห้องก็เงียบๆปิดไฟตลอด” พี่ธิตตั้งข้อสังเกต
“ผมไปเฝ้าแม่ที่โรงพยาบาลเสียหลายวันครับพี่ ไม่ได้อยู่ที่หอ” ผมเล่าสั้นๆ
“คุณแม่คงไม่เป็นอะไรมากใช่ไหม” พี่ธิตถาม
“ครับ ไม่ได้เป็นอะไรมาก ตอนนี้กลับบ้านไปแล้วครับ” ผมพยายามไม่เล่ารายละเอียด พี่ธิตเองก็ไม่ซักถามอะไรอีก “ผมดูหนังสือมึนๆเลยอยากมารับลมหน่อยน่ะครับ”
“เออๆ งั้นพี่ไปเข้าห้องน้ำแล้วนอนต่อละนะ อย่านอนดึกนักละอู” พี่ธิตพูดด้วยความเป็นห่วงจากนั้นก็ขอตัวจากไป
ผมหันกลับไปมองท้องฟ้ายามราตรีอีกครั้ง จันทร์เสี้ยวยามข้างขึ้นส่องแสงนวลข่มแสงดาวที่อยู่ใกล้เคียงจนเกือบหมดสิ้น เหลือให้เห็นเพียงดาวฤกษ์ที่สุกสว่างบางดวงเท่านั้น สายลมเย็นโชยแผ่วพลิ้วกอปรเป็นบรรยากาศอันอ้างว้าง ห้องพักของแม่ที่โรงพยาบาลอยู่บนตึกสูงดังนั้นจึงเห็นทิวทัศน์ได้ไกลกว่าทิวทัศน์ที่ดูจากดาดฟ้าของหอพัก แต่เนื่องจากอยู่ในห้องปรับอากาศจึงไม่อาจซึมซับบรรยากาศในยามราตรีต้นฤดูหนาวได้ดีเท่ากับเมื่ออยู่ที่นี่
ผมอดนึกถึงเหตุการณ์เมื่อตอนกลางวันไม่ได้ บอยทำเป็นไม่รู้จักผมขณะที่เราเดินสวนกัน ภาพในอดีตหลั่งไหลเข้ามาในห้วงคำนึงอีก ผมยังจำวันที่เดินหิ้วของพะรุงพะรังตามบอยต้อยๆที่สยามสแควร์ได้ ของที่ผมหิ้วเป็นของของมันทั้งนั้น
“นี่บอย” ผมเรียกมัน “นายคิดจะถือของบ้างมั้ยเนี่ย”
“ไม่คิดฮะ พี่อูหิ้วน่ะดีแล้ว” บอยสั่นหัว หัวเราะเสียงใสอย่างอารมณ์ดี “ว่าแต่จะพาบอยไปเที่ยวไหนล่ะ”
ยังมีวันที่เราเล่นเรือด้วยกันที่สวนลุม กินสุกี้เป็นครั้งแรกด้วยกันที่สยามสแควร์ มาวันนี้ผมกลายเป็นคนแปลกหน้าสำหรับบอยไปเสียแล้ว... ผมอดคิดไม่ได้ว่าหากผมเรียนต่อ ม.๖ ที่นี่ เหตุการณ์ระหว่างผมกับบอยจะเป็นอย่างไรต่อไป...
คนเรานั้นมาพบกันเพียงเพื่อการพลัดพราก ถึงแม้จะมีวาสนาต่อกันเพียงใด สุดท้ายก็ยังต้องพรากจากกัน... คำพูดของครูช่วยนี้หมายถึงใครกัน หมายถึงแม่ หมายถึงบอย หรือว่าหมายถึงใครอื่น และหากผมจะกำหนดวาสนาของตนเอง ผมจะกำหนดชะตาชีวิตของผมกับวันเวลาที่ยังเหลืออยู่เพื่อใคร...
- - -
“ไอ้เฉา ใบสมัครสอบพรีเอนทรานซ์ของมึงขายไปหรือยัง” ผมถามเชาวน์ทันทีเมื่อพบหน้าวันในตอนเช้าของวันถัดมา
“มึงจะเอาเหรอ จะเอาไปทำไม” เชาวน์ถามด้วยความสงสัย
“ขอซื้อต่อโว้ย อยากลองไปสอบดู” ผมตอบ
“มึงไม่ได้สอบเอนทรานซ์แล้วจะซื้อไปทำซากอะไร” เชาวน์ถามอีก
“ม.๕ ลองสอบดูก็ไม่เห็นแปลก ก็อยากลองหาประสบการณ์ดูน่ะ” ผมรวบรัด ไม่อธิบายมากความ “จะขายไหมล่ะ”
ในที่สุดเชาวน์ก็ขายต่อใบสมัครสอบให้ผม ที่จริงใบสมัครนี้ไม่ได้มีมูลค่าอะไรนักหนา ราคาเพียงชุดละ ๕ บาทหรือ ๑๐ บาทเท่านั้นเอง เพียงแต่ว่าหากใครไม่สอบซื้อไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร คนที่มีก็มีกันหมดแล้ว ดังนั้นเชาวน์เก็บเอาไว้หลายวันก็ยังไม่มีใครมาซื้อไป เพื่อนๆพากันแปลกใจกับการกระทำของผมแต่ผมก็ไม่อธิบายอะไร
หลังจากที่ผมได้ใบสมัครมา วันเสาร์นั้นเองผมก็ต้องไปสมัครสอบ การสมัครก็ไม่มีขั้นตอนอะไรมาก เพียงใช้รูปถ่ายกับใบสมัครและชำระค่าสมัครสอบก็เป็นอันเรียบร้อย ขั้นตอนต่อจากนี้ก็จะมีการประกาศที่สถานที่สอบและที่นังสอบ และเมื่อถึงวันสอบก็ไปสอบตามสถานที่ที่ระบุในประกาศ คล้ายคลึงกับการสอบเอนทรานซ์
- - -
หลังจากวันที่ผมได้พบกับบอยที่โรงอาหาร ผมก็พยายามกลับมาตั้งใจดูหนังสือเพื่อเตรียมสอบอีกครั้งหนึ่ง แต่มันก็ไม่ง่ายเลย ในระยะหลังที่จิตใจของผมว้าวุ่น ผมกลับไปใช้ชีวิตแบบเก่าๆเหมือนกับเมื่อตอนที่ชีวิตเสียศูนย์ไปหลังจากที่นัยไปต่างประเทศ ทำให้ผมเสียเวลาอ่านหนังสือไปมาก แต่อย่างไรก็ตาม ในเมื่อผมเคยเอาชนะตนเองจนได้มาครั้งหนึ่งแล้ว ผมก็เชื่อว่าในครั้งนี้ผมก็จะทำได้อีก
ปัญหาเรื่องทำได้หรือไม่ก็เรื่องหนึ่ง แต่ปัญหาเรื่องทำทันหรือไม่ก็อีกเรื่องหนึ่ง ผมอ่านหนังสือจนดึกทุกคืน แม้จะอ่านไม่รู้ก็ทนนั่งอ่านมันอยู่อย่างนั้น แม้ผมจะกลับมาตั้งใจอ่านหนังสือได้อีกครั้งหนึ่งแต่เวลาที่เสียไปผมไม่สามารถเรียกคืนมาได้อีก เวลาที่เหลืออยู่ก็อาจไม่เพียงพอสำหรับการเตรียมตัว ดังนั้นผมจึงคิดใช้การสอบพรีเอนทรานซ์เป็นเครื่องช่วย ผมหวังว่าการสอบนี้จะให้แนวทางในการเตรียมตัวสอบเอนทรานซ์แก่ผมได้บ้าง
หากเวลากลับถอยหลัง
สักครั้งเราคงไม่พรากกัน
ไม่มีวันต้องแอบเจอกัน
เราคงเป็นของกันและกัน
แต่เวลาไม่ถอยหลัง
จึงพลั้งไปที่เราเจอกัน
จึงสายไปที่จะดึงดัน
ฉะนั้นฉันควรจะไป
ตัดใจและลืมฉันไปดีกว่า
กล่าวลาซึ่งกันและกัน
เธออยู่กับคนของเธอ
ฉันจะอยู่ของฉัน
จากกันด้วยความเข้าใจก็พอ
เช่นฉันต้องลืมรักเธอเช่นกัน
ผูกพันเหลือไว้แค่ฝัน
ยอมอดกดกลืนน้ำตาดีกว่าโหยหา
สิ่งที่เหมือนเราไม่ใช่เจ้าของ
จะแอบมอง เธอลืมเขาได้เมื่อไหร่
ก่อนใครโปรดนึกถึงฉัน
จะกลับมาเป็นของเธอไม่ห่างเหหัน
จะนานแสนนานเท่าไหร่
รู้ไว้ฉันจะคอย
เสียงเพลงความรู้สึกครั้งสุดท้ายจากอัลบั้มชุดเทวดาเดินดินของพี่แจ้ที่ผมซื้อมาเมื่อไม่กี่เดือนมานี้ดังอยู่ในหูฟังของเครื่องเล่นวอล์กแมน คืนนี้ผมฟังเพลงนี้มาหลายครั้งแล้ว ผมเคยฟังเทปม้วนนี้และฟังเพลงนี้หลายครั้งแล้วแต่ก็ไม่เคยคิดอะไร มาวันนี้เมื่อได้ฟังเพลงนี้อีกผมกลับรู้สึกกินใจเป็นพิเศษ แม้เพลงนี้จะมีเนื้อหาเกี่ยวกับการรักคนที่มีเจ้าของแล้ว แต่เนื้อเพลงบางท่อนช่างตรงกับความรู้สึกของผมในตอนนี้เหลือเกิน ผมต่อสู้กับความเหงาและก้มหน้าอ่านหนังสือด้วยความพยายามอย่างเต็มที่...
ฟังเพลง ความรู้สึกครั้งสุดท้าย ของแจ้ ดนุพล แก้วกาญจน์ จากอัลบั้มชุด เทวดาเดินดิน
Friday, June 18, 2010
Subscribe to:
Posts (Atom)